แผนการที่อันเจิงลงมือในครั้งนี้ไม่ได้วางไว้อย่างละเอียดมากนักมันเกี่ยวโยงกับนิสัยของเขาโดยตรงเดิมทีเขาไม่ใช่คนที่จะวางแผนจัดการใครได้อย่างแยบยลอยู่แล้ว ต่อให้จะเป็นตอนที่เขาเป็นผู้ดูแลกรมตุลาการก็ตามเมื่อรู้ว่าตัวเองจะจัดการใคร ด้วยพลังที่เขามี จะทำอะไรยังต้องวางแผนอีกหรือ?
เขาวู่วามเกินไปหน่อย ทั้งยังดูตรงเกินไปแต่นี่ก็คืออันเจิง
สิ่งที่อันเจิงไม่อยากทำมากที่สุดก็คือลากกู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เขาไม่ใช่คนเรียกพวกนางทั้งสองมา เดิมทีเขาให้จงจิ่วเกอออกไปเดินวนรอบหนึ่งเพื่อยืดเวลาออกไปหน่อยจากนั้นก็จะเป็นคนลงมือจัดการหลี่ชางหลี่เอง ผลสุดท้ายไม่มีใครนึกถึงว่ากู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีจะมา ฉะนั้นแผนการจึงต้องเปลี่ยนไป
บาดแผลที่หลังของเขาสาหัสมากด้วยพลังที่แข็งแกร่งของมีดบวกกับความดุร้ายของชายกำยำผู้นั้นอีกฉะนั้นบาดแผลนี้จึงไม่ได้บาดเจ็บแค่ภายนอกเท่านั้น
มีดฟันลงลึกกลางหลังเขา ดูเหมือนจะเห็นกระดูกด้านในแล้วอีกทั้งพลังยังทำลายเข้าไปถึงภายในร่างกายของเขาอีกด้วย และตอนนี้มันก็กำลังออกฤทธิ์อยู่
ภายในตราประทับท้าทายสวรรค์ ชวีหลิวซีร้อนรนแต่ก็ยังควบคุมสติไว้ได้นางกำลังทำแผลให้อันเจิง ตอนนี้อันเจิงร้อนใจจนรอต่อไปไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียวแต่ทว่า เขาก็ไม่อยากลากกู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีเข้ามาเกี่ยวข้องกับความแค้นส่วนตัวของเขานั่นไม่ใช่ชีวิตที่พวกนางควรได้รับ ฉะนั้นอันเจิงจึงทำได้เพียงอัดอั้นใจและรอให้ชวีหลิวซีเย็บแผลเขาจนเสร็จก่อน
หลี่ชางหลี่มองอันเจิงที่กลับคืนสู่สภาพเดิมจากนั้นก็หัวเราะอย่างดุร้ายขึ้นมาทันที “ทำไมข้าไม่เคยนึกมาก่อนว่าที่แท้แล้วก็เป็นเด็กเวรอย่างเจ้านี่เอง”
อันเจิงไม่ได้ใส่ใจเขาหันหน้าไปทางชวีหลิวซีพร้อมพูดขึ้นอย่างช้า ๆ “เร่งมือหน่อยข้ามีเรื่องอยากคุยกับคนคนนี้ อีกอย่าง เขาคนนี้จะเก็บไว้นานไม่ได้”
บนหน้าผากชวีหลิวซีมีเหงื่อไหลออกมาเล็กน้อยนางพยักหน้า จากนั้นการเคลื่อนไหวของนางก็เร็วขึ้น
ผ่านไปสิบกว่านาที ชวีหลิวซีรักษาบาดแผลภายนอกให้อันเจิงหมดแล้วและกำลังจัดเตรียมโอสถวิญญาณให้อันเจิงรักษาบาดแผลภายในอันเจิงแสดงออกทางแววตาให้กู่เชียนเยว่จากไป ก่อนนางจะออกไปยังหันกลับมามองอันเจิงด้วยความประหลาดใจแวบหนึ่งแต่ถึงกระนั้น นางก็ไม่ได้ถามอะไรอันเจิง
อันเจิงพยายามออกแรงลุกขึ้น เดินไปได้หนึ่งก้าวทันใดนั้น เขาก็กระอักเลือดออกมา
“เป็นอย่างไรเล่าไอ้เด็กเวรความรู้สึกของเจ้าก็คงไม่ดีนักสินะ?”
หลี่ชางหลี่หัวเราะอย่างดุร้ายยิ่งกว่าเก่า“เจ้ารู้มาจากโรงจวี้ฉ่างว่าข้ามีก้อนอุกกาบาตอย่างนั้นสินะ? ฉะนั้นเจ้าจึงคิดอยากได้มันขึ้นมา?ข้าเคยคิดว่าพวกตระกูลใหญ่ในแคว้นเยี่ยนต้องลงมือเพราะความโลภแต่คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วจะกลายเป็นเจ้าคนที่อ่อนต่อโลกอีกทั้งยังสามารถจับข้าได้สำเร็จ”
อันเจิงส่ายหน้า จากนั้นก็ลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามหลี่ชางหลี่“เรื่องที่ข้าจะพูดตอนนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องของอุกกาบาต”
หลี่ชางหลี่ถ่มน้ำลาย “ถุยเจ้าอยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะ ในเมื่อข้าก็จะตายอยู่แล้ว ทำไมข้าต้องตอบเจ้าด้วยเจ้ามันเศษสวะ”
อันเจิงไม่ได้โมโห เขาสูดลมหายใจเพื่อปรับลมปราณที่วุ่นวายภายในร่างกายจากนั้นก็พูดขึ้น “หลายปีก่อน องค์ชายของจักรวรรดิต้าซีเสด็จมาที่นี่ตอนนั้นเขาอาจไม่ได้มาเพื่อยุติสงครามของเยี่ยนโยวสิบหกแคว้น แต่มาเพื่อฆ่าใครคนหนึ่งและสุดท้ายใครคนนั้นก็ตายในแคว้นเยี่ยน”
“ตอนนั้นคนในแคว้นเยี่ยนที่ร่วมมือกับแผนการนี้...มีใครบ้าง?”
สีหน้าของหลี่ชางหลี่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ไหล่ทั้งสองข้างสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้“เจ้า...เจ้าเป็นใคร?”
“ข้าเป็นคนสนิทของคนที่ตายคนนั้นและมาเพื่อแก้แค้น”
เห็นได้ชัดว่าหลี่ชางหลี่ตกใจจนขวัญเสียจากนั้นก็ราวกับสติแตก “ฮ่า ๆ ๆ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร เจ้าก็แก้แค้นไม่ได้หรอกด้วยพลังน้อยนิดที่เจ้ามีจะแก้แค้นได้อย่างไร? คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ชาตินี้เจ้าก็ไม่อาจแก้แค้นหรือฆ่าพวกเขาได้จะให้ดี เจ้าล้มเลิกความคิดนี้จะดีกว่า”
อันเจิงพูดด้วยเสียงที่ราบเรียบ “ตอนนั้นคนที่ลงมือส่วนหนึ่งเป็นคนของจักรวรรดิต้าซีแต่อีกครึ่งหรือมากกว่าครึ่งก็คือคนในแคว้นเยี่ยนคาดว่าผู้ฝึกพลังวัตรที่อยู่ในแคว้นเยี่ยนที่มีพลังในขอบเขตจุลภาคก็มีไม่มาก หากเจ้านำรายชื่อมาให้ข้าข้าจะให้เจ้าตายอย่างไม่ทรมาน”
หลี่ชางหลี่คำรามออกมา“เจ้าล้มเลิกความคิดนี้ซะดีกว่า!”
อันเจิงกลับไม่ได้โมโหและไม่สนใจคำพูดเหล่านั้นยิ่งไปกว่านั้น เขายังดูเงียบสงบกว่าเก่าเสียอีก แม้แต่เขาเองก็ยังนึกไม่ถึงว่า เขาจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ต่อหน้าศัตรูเดิมทีเขาคิดว่าตัวเองจะทนไม่ไหวและเริ่มทรมานหลี่ชางหลี่เขารู้วิธีการทรมานที่อยู่ก็เหมือนตายกว่าร้อยวิธี เขาเป็นผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีไม่มีใครจะรู้วิธีการทรมานได้ดีมากไปกว่าเขาแล้ว
หลี่ชางหลี่พูดขึ้น “ข้าดูออกว่าการมาของเจ้าในครั้งนี้ได้เตรียมพร้อมไว้แล้วเจ้าพกอาวุธมาไม่น้อย อีกทั้งยังมีอาวุธระดับสีม่วงหลายชิ้น แต่เจ้าคิดจริงหรือว่าพึ่งพาแค่ของเหล่านี้แล้วตัวเองจะแก้แค้นได้? ผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตจุลภาคขึ้นไปสามารถทำให้เจ้าไม่มีโอกาสที่จะหยิบอาวุธเหล่านั้นออกมาเลยด้วยซ้ำ”
อันเจิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ“เรื่องพวกนี้ไม่สำคัญ เจ้าแค่บอกมาก็พอว่าคนเหล่านั้นคือใครบ้าง”
หลี่ชางหลี่พูดเสียงดัง“หนึ่งในนั้นคือข้า เจ้าฆ่าข้าสิ”
อันเจิงส่ายหน้าช้า ๆ“เจ้าก็แค่คนที่รับหน้าที่ติดต่อเท่านั้น เจ้าไม่มีสิทธิ์ในการลงมือ”
หลี่ชางหลี่พูดต่อ “ยังคงเป็นคำเดิม อย่างไรข้าก็จะตายอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องช่วยให้เจ้าสมใจหวังหรอก ไม่ว่าเจ้าจะใช้วิธีอะไรก็ตามเจ้าก็ลงมือมาได้เลย ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าจะทำให้ข้ายอมเจ้าได้หรือไม่”
อันเจิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น“ในความคิดของคนมากมาย ต่างล้วนนึกว่าคนที่ทรมานผู้อื่นมีแต่คนชั่วเท่านั้นส่วนคนดีก็จะตักเตือนอย่างมีเหตุผล ใช่หรือไม่?”
มืออันเจิงกดไปที่บ่าของหลี่ชางหลี่“แต่ข้าไม่ใช่คนดี ข้าเป็นเพียงคนที่จะแก้แค้นเท่านั้นเองไม่เกี่ยวกับความดีหรือความชั่ว และไม่เกี่ยวกับคุณธรรมด้วย”
ในมือเขามีพลังที่ประหลาดแผ่ออกมาเพียงแค่หนึ่งวินาที หลี่ชางหลี่ก็แทบจะสลบไปด้วยความทรมานร่างเขาเริ่มบิดงออย่างไม่อาจควบคุมได้ ผิวหนังทั่วทั้งร่างราวกับฉีกขาดไปหมดทุกรูขุมขนขยายใหญ่ขึ้นแล้วก็มีเลือดไหลนองออกมา
“ไม่...ขอร้อง...”
หลี่ชางหลี่เปล่งเสียงที่แหบพร่าออกมาหนึ่งประโยค จากนั้นก็สลบไป แต่เพียงครู่เดียวเขาก็ตื่นขึ้นเพราะความเจ็บปวด
อันเจิงยกมือขึ้นจากไหล่ของหลี่ชางหลี่“เดิมทีเจ้าก็ไม่ใช่คนที่ทนต่อความเจ็บปวดอยู่แล้ว หากมีความอดทนจริง ตอนนั้นเจ้าคงไม่เลือกเข้าวังมาเป็นสุนัขรับใช้ของศัตรูหรอก”
ราวกับหลี่ชางหลี่ฉี่รดกางเกงในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าในใต้หล้านี้ยังมีการทรมานที่เจ็บปวดจนไม่อาจทนได้อันเจิงเพียงแค่วางมือไว้ที่ไหล่ของเขาเท่านั้นเองแต่เขารู้สึกราวกับอันเจิงได้นำเขาเข้าสู่นรกอเวจีที่แสนจะทรมาน
นี่ก็คือความเจ็บที่ทรมานยิ่งกว่าตาย
อันเจิงถามขึ้นอีกครั้ง “มีใครบ้าง?”
หลี่ชางหลี่ตอบกลับอย่างอ่อนแรง“ข้า...ข้าสามารถใช้ก้อนอุกกาบาตมาแลกชีวิตข้าได้หรือไม่? เจ้าสามารถทำลายข้ายิ่งไปกว่านั้น จะทำให้ข้าพิกลพิการเลยก็ได้ ขอเพียงแค่ข้ายังมีชีวิตอยู่”
อันเจิงส่ายหน้า “ไม่ได้ หากข้าไม่ได้ก้อนอุกกาบาตตอนนี้ค่อยหาทีหลังก็ยังได้ ข้ารับปากจะมอบของชิ้นนี้กับนาง อย่างไรก็ต้องมอบให้นางอยู่แล้ว”
หลี่ชางหลี่พิงเก้าอี้อย่างหมดหวังตอนนี้เขาไม่มีแม้แต่แรงที่จะยกแขนขึ้นอีกแล้ว
อันเจิงยื่นมือออกไปอีกครั้งร่างของหลี่ชางหลี่ก็สั่นเทาขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ “ไม่เอา...ข้าจะบอกแล้ว...ขอร้องอย่าทรมานข้าอีก”
อันเจิงเก็บมือกลับมาจากนั้นก็นั่งอย่างสงบนิ่ง “เจ้าว่ามา อยากมีชีวิตอยู่นานมากเท่าไหร่ ก็พูดให้ละเอียดมากเท่านั้น”
หลี่ชางหลี่เงียบไปครู่หนึ่งหลังจากกลืนน้ำลายอย่างลำบากใจเขาก็เริ่มพูดขึ้น “ปีนั้น...องค์ชายเฉินจ่งชวี่แห่งจักรวรรดิต้าซีเสด็จมาแคว้นเยี่ยนอย่างกะทันหันตอนนั้นข้าเป็นคนต้อนรับดูแลเขาด้วยตัวเอง อีกอย่างตอนที่เขาและซูไทเฮาคุยกันตามลำพัง ข้าก็ไม่ได้ออกไปไกลนัก”
“ตอนนั้นสิ่งที่พวกเขากำลังหารือกันก็คือ การกำจัดฟางเจิงผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซี...คำพูดขององค์ชายเฉินจ่งชวี่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ข้าก็ยังจำได้ดี เขาบอกกับซูไทเฮาว่าเดิมทีเขาและฟางเจิงเป็นเพื่อนรักกัน ยิ่งไปกว่านั้นอาจพูดได้ว่าเป็นพี่น้องกันเลยก็ได้ แต่ทว่าฟางเจิงซื่อตรงเกินไปไม่มีความเห็นแก่ตัวเลยสักนิด ฉะนั้นฟางเจิงจึงกลายมาเป็นก้อนหินขวางทางเขาเสียเองสิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือ หากฟางเจิงสืบเจอเรื่องไม่ดีที่เขาเคยทำไว้เมื่อถึงตอนนั้น เขาเชื่อว่าฟางเจิงต้องลากเขาเข้าคุกแน่”
“ฉะนั้นเขาต้องลงมือกำจัดฟางเจิงเสียก่อนมีเพียงทำแบบนี้ เขาถึงจะปิดบังกิจการและเรื่องชั่วร้ายที่เขาเคยทำไว้ เขาจะยังมีอำนาจที่ใหญ่โตและสามารถไปแย่งชิงตำแหน่งจักรพรรดิได้”
หลี่ชางหลี่ถอนหายใจ“ตอนนั้นเงื่อนไขที่เฉินจ่งชวี่ให้ซูไทเฮาก็คือไม่ว่าซูไทเฮาอยากกำจัดใครในแคว้นเยี่ยนก็ตาม เฉินจ่งชวี่จะเป็นคนกำจัดให้เองต่อให้...ต่อให้จะเป็นราชาก็ไม่มีปัญหา ความจริงข้ารู้ดีเฉินจ่งชวี่ต้องไปหาราชาและพูดเรื่องพวกนี้ก่อนแล้ว แต่ทว่าราชากลับปฏิเสธราชารู้ดีว่าเรื่องนี้จะนำพาความหายนะมาสู่แคว้น...”
“แต่ซูไทเฮาไม่ได้สนใจอะไรขนาดนั้นนางเป็นหญิงที่จิตใจอำมหิตมากคนหนึ่ง นางไม่เพียงแค่อยากเป็นไทเฮาแต่ทว่าอยากเป็นสตรีคนแรกที่ขึ้นครองราชย์สิ่งที่นางอยากได้คือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นางอยากเป็นกษัตริย์หญิง...แต่ปัญหามีมากมายและแน่นอนว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดก็คือราชา”
หลี่ชางหลี่พูดต่อ “ฉะนั้นคนที่นางอยากกำจัดมากที่สุดก็คือราชา แต่ก็ไม่อาจทำได้อย่างโจ่งแจ้งฉะนั้นจึงให้เฉินจ่งชวี่ใช้วิธีอื่น ทำให้ราชาป่วยหนักขึ้นกว่าเดิม จากนั้นไทเฮาก็รวบรวมเหล่ายอดฝีมือมาร่วมแผนการในครั้งนี้...”
เมื่อพูดถึงตรงนี้หลี่ชางหลี่ก็หยุดลงจากนั้นก็หันไปมองอันเจิงแวบหนึ่ง “แต่ข้าไม่รู้ว่ามีใครบ้าง...เรื่องนี้ไทเฮาเป็นคนจัดเตรียมเองทั้งหมดแม้แต่ข้าก็ยังไม่มีสิทธิ์รับรู้ เท่าที่ข้าได้ยินมาคนที่รับผิดชอบส่งสารก็คือคนที่นางหามาจากแคว้นจ้าว”
“เจ้าไม่รู้แม้แต่คนเดียวเลยรึ?”
หลี่ชางหลี่ส่ายหน้า“ไม่...ข้ารู้เพียงคนเดียว หมอหลวงจูเก๋อเชียวหยุนก็คือหนึ่งในนั้น!”
อันเจิงพยักหน้า “มีเขาเข้าร่วมเรื่องนี้จริงๆ ด้วย”
“ถึงแม้ตอนแรกไทเฮาจะไม่อยากบอกข้าแต่เมื่อข้าติดตามนางนานขึ้นก็ได้รับความเชื่อใจมากขึ้นนางจึงพูดถึงบ้างในบางครั้ง คนที่รู้เรื่องนี้ความจริงก็ตายเกือบหมดแล้วไทเฮาเตือนเหล่ายอดฝีมือพวกนั้นให้เลือกระหว่างปิดปากเงียบหรือไม่ก็ตายทั้งตระกูล”
“แน่นอนว่าไทเฮาไม่คิดจะลงมือกับเหล่ายอดฝีมือจริง ๆเพราะนางก็ไม่ได้มีอำนาจมากถึงขนาดนั้น อีกอย่างนางยังต้องการผู้ฝึกพลังวัตรเหล่านั้นมาช่วย อนาคตยังต้องให้พวกเขาช่วยกำจัดคนในตระกูลมู่ให้สิ้นซากเพื่อเรื่องนี้ นางรวบรวมผู้ฝึกพลังวัตรมากมายที่จะช่วยให้นางได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์หญิง”
อันเจิงพูดขึ้น “ขอถามนอกเรื่องทำไมซูไทเฮาถึงอยากมีอำนาจขนาดนั้น?”
หลี่ชางหลี่เงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็พูดต่อ “นางก็คือปีศาจร้าย...นางอยากครอบครองทุกอย่าง ตอนอยู่แคว้นจ้าวความสัมพันธ์ระหว่างนางกับพี่น้องตัวเองก็แย่มาก ทุกสิ่งอย่างนางต้องเป็นผู้ครอบครองเพียงผู้เดียว เพื่อให้ได้ความรักความเมตตาจากบิดามารดานางถึงขั้นลงมือกับพี่น้องตัวเอง...ต่อมา เพราะนางทำเรื่องเลวร้ายมากเกินไปฉะนั้นราชาแคว้นจ้าวจึงส่งนางมาที่แคว้นเยี่ยน”
“เพราะอย่างนี้ความจริงนางเกลียดแคว้นจ้าวมากนางเคยยุให้ราชาแคว้นเยี่ยนออกรบกับแคว้นจ้าวหลายครั้ง แต่แน่นอนว่าราชาไม่ยินยอมฉะนั้นนางจึงอยากยึดอำนาจจากราชา แล้วใช้อำนาจในแคว้นเยี่ยนไปโจมตีแคว้นจ้าว เพื่อแก้แค้นส่วนตัว”
อันเจิงส่ายหน้า คนอย่างซูไทเฮาช่างชั่วร้ายเกินคำบรรยาย
หลี่ชางหลี่พูดต่อ “เดิมทีซูไทเฮาคิดว่าจักรวรรดิต้าซีจะช่วยนางนางคิดว่าหลังจากที่ตนเองช่วยเฉินจ่งชวี่ฆ่าฟางเจิงแล้ว จักรวรรดิต้าซีจะสั่งทหารมาล้มล้างแคว้นจ้าวแทนนางแต่ทว่านางก็ลืมไปว่า จักรวรรดิต้าซีจะเห็นนางอยู่ในสายตาได้อย่างไร? เฉินจ่งชวี่ก็แค่หลอกใช้นางเป็นไปได้อย่างไรที่จะทำตามสัญญา?”
“ฉะนั้นไทเฮาบ้าไปแล้ว...นางก็เป็นแค่คนบ้า!หลายปีมานี้นางซ่อมแซมตำหนักจิงเซี่ยวตลอดเวลาเจ้าคิดว่ามันคือการซ่อมแซมตำหนักจริงหรือ? ไม่! นางกำลังเตรียมพร้อมเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นกษัตริย์หญิงต่างหาก!”