บทที่ 40 แตกสลายในทันที
ด้านนอกวิหารจันทรา
เหล่าสาวกหญิงในชุดขาวออกมาด้วยใบหน้าโกรธเคือง ล้อมรอบชายร่างกำยำผู้หนึ่งเอาไว้
บุรุษผู้นี้ก็คือจูโถว ศิษย์ของจักรพรรดิผู้มาท้าประลองฉินเฟิง
เมื่อเห็นฉินเฟิงไม่ยอมออกมารับคำท้าของเขา จึงลงมือทุบประตูใหญ่ของวิหารจันทรา แล้วยังตะโกนด่าทอบุตรศักดิ์สิทธิ์ของพวกนางกลางถนนอีกด้วย
คิดว่าตนเองยังอยู่ในอาณาจักรต้าเซี่ยที่มีจักรพรรดิแห่งต้าเซี่ยหนุนหลังอยู่หรือไร ที่นี่คืออาณาจักรอิ๋นเยว่ ไม่ใช่ที่ที่ศิษย์ของจักรพรรดิแห่งอาณาจักรต้าเซี่ยอย่างเขาจะมาเหิมเกริมได้
“บังอาจ!!”
ใบหน้าของสาวน้อยจากวิหารจันทราเย็นชา กระบี่ยาวในมือทุกคนชักออกจากฝักและชี้ไปที่จูโถว
“อย่างไร? ฉินเฟิงไม่กล้าออกมารับคำท้า จึงคิดจะใช้กำลังมากมาข่มน้อยหรือ!”
จูโถวยังคงท่าทางหยิ่งผยอง ไม่ได้ใส่ใจอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
เขาเป็นหนึ่งในคณะทูตจากอาณาจักรต้าเซี่ย ที่มาสังเกตการณ์การแข่งขันเลือกสรรชีวิตและความตายทุกสิบปีของอาณาจักรอิ๋นเยว่ตามพระบัญชา หากฆ่าศิษย์ของจักรพรรดิอย่างเขาก็เท่ากับประกาศสงครามกับอาณาจักรต้าเซี่ย
“คณะทูตต้าเซี่ยโอหังนัก ข้าจะสอนให้เขารู้จักที่ต่ำที่สูงเดี๋ยวนี้!”
จื่อเยียนทนไม่ไหวกับท่าทีเช่นนี้อย่างชัดเจน นางพลิกแขนเสื้อขึ้นพร้อมจะออกรบ
“เดี๋ยวก่อน!”
ฉินเฟิงยกมือขึ้นกั้นจื่อเยียนเอาไว้ “เจ้าว่ามีความเป็นไปได้ไหมที่เขาจะเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในมือผู้อื่น”
“หมาก?!”
จื่อเยียนไม่ใช่คนโง่ นางขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าว “เจ้าหมายความว่ามีคนกำลังวางกับดักเจ้าอยู่งั้นหรือ!?”
“ไม่ใช่การวางกับดักข้า แต่เป็นการวางกับดักตระกูลใหญ่ของต้าเซี่ย!”
ฉินเฟิงเกาคางขณะคิดไปคิดมา ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าความคิดเช่นนี้มีความเป็นไปได้
ตอนนี้จักรพรรดิแห่งต้าเซี่ยได้สร้างศิษย์ของจักรพรรดิขึ้นมา ภายนอกดูเหมือนว่าอัจฉริยะจากตระกูลใหญ่จะอยู่เหนือกว่า แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องสนับสนุนให้อัจฉริยะจากตระกูลยากจนขึ้นมามีตำแหน่ง เพื่อแทนที่การปกครองของตระกูลใหญ่
ส่วนจะจัดการกับอัจฉริยะจากตระกูลใหญ่พวกนี้อย่างไร ก็กลายเป็นปัญหาปวดหัวของจักรพรรดิแห่งต้าเซี่ย เช่น การจัดพวกเขาเป็นคณะทูตส่งไปชมการแข่งขันเลือกสรรชีวิตและความตายที่อาณาจักรอิ๋นเยว่
ระหว่างทางหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ก็จะสามารถโยนความผิดใส่อาณาจักรอิ๋นเยว่ได้เลย ถ้าทำให้ตระกูลใหญ่กับอาณาจักรอิ๋นเยว่ทำสงครามกันได้ก็ยิ่งดี อาณาจักรต้าเซี่ยก็จะได้ผลประโยชน์โดยไม่ต้องลงมือเอง
“วางกับดักให้ตระกูลใหญ่ของต้าเซี่ยงั้นหรือ!?”
จื่อเยียนมีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มหัว ไม่เข้าใจว่าฉินเฟิงพูดถึงอะไรกันแน่
“ใช่หรือไม่ ลองดูก็รู้!”
ฉินเฟิงกระโดดเบา ๆ ออกจากวิหารจันทรา เตรียมจะไปบีบให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังออกมา บางทีอีกฝ่ายอาจจะเป็นบุตรแห่งสวรรค์ที่เขากำลังตามหาก็ได้
“ฉินเฟิง นั่นฉินเฟิง!!”
ตอนนี้ด้านนอกวิหารจันทรามีผู้คนล้อมรอบจนแน่นขนัด พอเห็นฉินเฟิงออกมาก็ตะโกนด้วยความตื่นเต้นทันที
นับตั้งแต่เจ็ดปีก่อนที่ฉินเฟิงได้แสดงพลังที่สมบูรณ์ของตนเองให้ทุกผู้ได้เห็น ทุกคนก็อยากจะได้ชมความงดงามในการต่อสู้ของอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งดินแดนบรรพกาลผู้นี้สักครั้ง
น่าเสียดายที่หลังจากฉินเฟิงได้เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งวิหารจันทรา ก็ไม่เคยรับคำท้าทายจากผู้ใดอีกเลย
วันนี้เขามาแล้ว และย่างก้าวนั้นช่างสง่างามเหลือเกิน!!
“ขอเข้าเฝ้าท่านบุตรศักดิ์สิทธิ์!”
สาวน้อยในชุดขาวทั้งหลายคำนับด้วยความเคารพ สายตาที่มองไปยังฉินเฟิงมีร่องรอยของความผิดปกติบางอย่างอยู่ด้วย
ในเวลานี้ ฉินเฟิงได้ลอกคราบความอ่อนเยาว์ในวัยเด็กออกไปแล้วและสืบทอดใบหน้าจากมารดาของเขา เป็นบุรุษที่หน้าตางดงามโดยแท้
ยิ่งเมื่อรวมกับพรสวรรค์ที่ปราบปรามได้ทั่วแผ่นดิน และเป็นชายหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวในวิหารจันทรา ย่อมเป็นที่หมายปองของสาวกหญิงทุกคนอย่างแน่นอน
“ฉินเฟิง ในที่สุดเจ้าก็ออกมาแล้ว!”
จูโถวตื่นเต้นจนแทบจะส่งเสียงร้องเหมือนหมู พลังอันแข็งแกร่งระเบิดออกมาจากร่างกายก่อนจะกลายร่างเป็นหมูป่าหนังดำปากแหลมเขี้ยวยาว ทั้งยังชูมือหยิบมีดแล่เนื้อที่หนักอึ้งขึ้นมาอีกด้วย
ตู้ม!!
มีดแล่เนื้อกระแทกลงบนพื้นอย่างหนัก พื้นรอบด้านแตกละเอียดในพริบตา
ฉินเฟิงพูดด้วยสีหน้ารังเกียจ “ข้าคิดว่าเป็นยอดฝีมือที่เก่งกาจเสียอีก ที่แท้ก็เป็นแค่ขยะขั้นเหนือวิญญาณระดับสี่เท่านั้นเอง”
“ขั้นเหนือวิญญาณระดับสี่แล้วอย่างไรล่ะ!”
จูโถวไม่ยอมแพ้ “ข้าน่ะเป็นศิษย์ของจักรพรรดิ ต่อให้เป็นแค่ขั้นเหนือวิญญาณระดับสี่ก็ยังเก่งกว่าขั้นเหนือวิญญาณระดับเก้าอยู่ดี!”
“อืม!”
ผู้คนรอบด้านพยักหน้าเห็นด้วย รู้สึกว่าสิ่งที่จูโถวพูดมีเหตุผล
แต่เขาผู้นี้เป็นศิษย์ของจักรพรรดิ เมื่อเทียบกับฉินเฟิงแล้ว ดูเหมือนเขาจะด้อยกว่าไม่ใช่น้อย เมื่อเจ็ดปีก่อน ฉินเฟิงมีวรยุทธ์ถึงขั้นเหนือสามัญระดับสาม ด้วยพรสวรรค์อันผิดปกติของเขา ไม่อาจรู้ได้เลยว่าตอนนี้จะไปถึงขั้นไหนแล้ว
ขั้นจ้าววิถี?!
หรือว่าสูงกว่าขั้นจ้าววิถี ไปถึงขั้นสวรรค์วิถีแล้ว!?
“พูดมาตั้งนาน เจ้ามีวรยุทธ์ระดับใดกัน!?”
จูโถวถามด้วยความตื่นเต้น เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าหากฉินเฟิงบรรลุถึงขั้นจ้าววิถีก็จะยอมแพ้ทันที
“เหนือสามัญระดับเก้า!”
ฉินเฟิงประกาศเสียงดังด้วยความภาคภูมิใจ และยังไม่ลืมที่จะอวดกำลังของตนเองด้วย
บรรยากาศในตอนนั้นเงียบสงัดในทันใด...
ทุกคนต่างมองไปที่ฉินเฟิงด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ ในใจยังส่งเสียงร้องโหยหวนราวกับพรายน้ำ
ว่าไงนะ!!
ไหนว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่สุดในดินแดนบรรพกาล ไหนว่าจะข่มขี่ทั่วแผ่นดิน แล้วทำไมถึงได้มีวรยุทธ์แค่ขั้นเหนือสามัญระดับเก้าเท่านั้น!?
เฉลี่ยแล้วต้องใช้เวลาหนึ่งปีกว่า ๆ ถึงจะทะลวงแต่ละระดับเล็ก ๆ ได้ เขาทำอะไรมาตลอดหลายปีนี้ ไม่ใช่ว่าหลงใหลมัวเมาอยู่กับสตรีในวิหารจันทราจนไม่สามารถถอนตัวออกมาได้หรอกนะ!?
“เอ่อ…”
จูโถวแทบจะแตกสลายไปในตอนนั้นในทันที ไม่รู้ว่าฉินเฟิงเอาความมั่นใจมาจากไหน ขั้นเหนือสามัญระดับเก้า? มาดูถูกเขาผู้มีวรยุทธ์ขั้นเหนือวิญญาณระดับสี่เชียวหรือ
ฉินเฟิงยังคงถามต่อ “เจ้าอยากต่อสู้แบบไหน จะเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว หรือต่อสู้เป็นกลุ่ม!”
“แน่นอนว่าต้องเป็นการดวลตัวต่อตัวสิ!” จูโถวพูดด้วยความงุนงง
“เข้าใจแล้ว!”
ฉินเฟิงส่งสัญญาณมือให้สาวกหญิงทั้งหลาย บ่งบอกว่าพวกนางสามารถขึ้นไปดวลตัวต่อตัวกับจูโถวได้แล้ว
“พรวด!!”
ฝูงชนที่ล้อมวงอยู่กระอักเลือดออกมาทันใด ในใจพวกเขาผุดคำว่า ‘โว้ย’ ขนาดใหญ่ขึ้นมาทันที ซึ่งแตกต่างจากที่พวกเขาจินตนาการไว้ว่าจะได้เห็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งดินแดนบรรพกาลแสดงฝีมืออย่างสิ้นเชิง
ฟิ่ว! ฟิ่ว! ฟิ่ว!
สาวกหญิงชุดขาวไม่สนใจเรื่องความยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม พวกนางรู้แค่ว่าต้องปฏิบัติตามคำสั่งของบุตรศักดิ์สิทธิ์อย่างซื่อสัตย์ กระบี่คมในมือของพวกนางส่องประกายคลื่นสีเข้มดุจสายน้ำ และพุ่งเข้าใส่จูโถว
จูโถวตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว “ฉินเฟิง เจ้าช่างไร้ยางอาย ตกลงกันไว้ว่าจะดวลตัวต่อตัว แต่กลับกลายเป็นการรุมทำร้าย!!”
“ก็ใช่น่ะสิ เจ้าคนเดียวดวลกับพวกข้าทั้งหมดไง!”
ฉินเฟิงทำหน้าไร้เดียงสา ทั้งยังยิงฟันออกมาราวกับจะบอกว่าตนเองมีฟัน
ฝูงชนที่ล้อมวงอยู่นิ่งอึ้ง ไม่คิดว่าฉินเฟิงจะเป็นคนเช่นนี้ ไม่มีภาพลักษณ์ของอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งดินแดนบรรพกาลเลยแม้แต่น้อย
โครม!!
จูโถวไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสาวกหญิงชุดขาวเลย ไม่กี่กระบวนท่าก็ถูกจัดการจนล้มลงกับพื้นแล้ว
“ข้าไม่ยอม!!”
จูโถวพูดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“เจ้าจะยอมรับหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับข้า!”
ฉินเฟิงกลอกตาขาว รู้สึกว่าคนผู้นี้ช่างมีปัญหา
หลังจากนั้นก็หยิบลูกคิดสีทองที่ใหญ่กว่าของเสี่ยวไป๋ออกมา และเริ่มคำนวณค่าใช้จ่ายที่จูโถวทำลายวิหารจันทราของพวกเขาว่าต้องชดใช้เท่าไหร่ สรุปรวมแล้วในที่สุด เขาต้องจ่ายชดเชยหนึ่งล้านก้อนหยกวิญญาณชั้นเลิศ
จูโถวพูดอย่างไม่อยากเชื่อ “หนึ่งล้าน? และยังเป็นหยกวิญญาณชั้นเลิศอีก หากรวมที่พวกเจ้าทำเสียหายเอง ของข้าให้ตายก็ไม่เกินหนึ่งก้อนหยกวิญญาณเท่านั้น!!”
ฉินเฟิงพูดด้วยสีหน้าซื่อสัตย์ “ใช่แล้ว ข้าก็แค่อยากให้เจ้าชดใช้ข้าเพิ่มอีก 999999 ก้อนหยกวิญญาณชั้นเลิศ!”
ทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบอีกครั้ง
โอ๊ย!
ช่างเป็นคำตอบที่ตรงไปตรงมาเสียจริง!
ทำเอาพวกเขาไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดีไปชั่วขณะ!
“นี่มันปล้นกันชัด ๆ ข้าไม่มีเงินหรอก!!” จูโถวประณามอย่างรุนแรง และยังคงดื้อรั้นต่อต้าน
“ไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร!”
ฉินเฟิงหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ “ใช้เนื้อตัวชดใช้ก็ได้…”