การประชุมอันแสนเคร่งเครียดดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงเวลาเที่ยงวัน ทริสตันจึงเอ่ยปากเชื้อเชิญให้ทุกคนร่วมโต๊ะอาหารกลางวันกับเขาภายในห้องประชุมแห่งนั้นเอง ทันทีที่สิ้นคำเชื้อเชิญ เหล่าแม่บ้านที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วก็ทยอยเดินเรียงแถวเข้ามาเสิร์ฟสำรับอาหารเลิศรสให้แก่ทุกคนด้วยท่าทางแคล่วคล่องว่องไว
สายตาเกือบทุกคู่บนโต๊ะอาหารถึงกับชะงักค้างด้วยความฉงนเมื่อเห็น อาหาร ที่วางอยู่ตรงหน้า มันคือชามที่บรรจุเส้นสีนวลยาวจมอยู่ในน้ำซุปใสกรุ่นไอความร้อน ด้านบนประดับด้วยเนื้อสัตว์แล่บางดูน่ารับประทาน ทริสตันเห็นปฏิกิริยาอันแปลกใจของลูกน้องก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
เมนูนี้คือผลลัพธ์จากการหยิบยืมความทรงจำจากโลกเก่ามาดัดแปลงเข้ากับวัตถุดิบที่มีอยู่ เขาใช้เวลาอันน้อยนิดในแต่ละวันคลุกตัวอยู่ในห้องครัวเพื่อรังสรรค์ ก๋วยเตี๋ยว ในอุดมคติขึ้นมา โดยนำแป้งสาลีมานวดและปั้นจนกลายเป็นเส้นเรียวเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ น้ำซุปนั้นเคี่ยวจากกระดูกหมูจนหวานข้นข้ามคืน ปรุงรสด้วยซอสสูตรพิเศษที่เขาทดลองผสมสัดส่วนด้วยตัวเอง ก่อนจะปิดท้ายด้วยการวางแผ่นเนื้อหมูแล่บางโปะลงไปจนเต็มชาม
ในโลกก่อนนั้น ทริสตันพอจะมีทักษะการทำอาหารติดตัวอยู่บ้าง และเมื่อเขาพบว่าโลกใบนี้มีไขมันสัตว์ที่สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันสำหรับทอดได้ เขาก็เริ่มนึกถึงสารพัดเมนูจานเด็ดที่เคยลิ้มลองในอดีตขึ้นมาทันที
“ทุกท่าน... สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าพวกเจ้าคืออาหารที่เรียกว่า ก๋วยเตี๋ยว ลองชิมกันดูเถิดว่ารสชาติจะถูกปากพวกเจ้าบ้างหรือไม่”
ทริสตันเอ่ยพลางยิ้มแล้วหยิบช้อนและส้อมขึ้นมาเริ่มลิ้มลองเป็นคนแรกเพื่อเป็นตัวอย่าง เมื่อผู้นำหนุ่มเริ่มลงมือ ข้าราชการและทหารคนสนิทที่เหลือต่างก็สลัดความลังเลทิ้งไป พวกเขาเริ่มขยับช้อนคีบเส้นสีนวลเข้าปากและซดน้ำซุปตามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ในคราแรก
ทว่าเพียงชั่วครู่ บรรยากาศการประชุมที่เคยตึงเครียดก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงสูดเส้นยาวเหยียดและเสียงซดน้ำซุปที่ดังระงมไปทั่วห้อง รสชาติความหวานกลมกล่อมจากกระดูกหมูที่เคี่ยวจนได้ที่ ผสานกับสัมผัสเหนียวนุ่มของเส้นที่ทริสตันพยายามปั้นแต่ง ทำเอาทุกคนถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจในรสสัมผัสที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต
ผู้นำหนุ่มมองดูชามเปล่าที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะพลางระบายยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะกวาดสายตามองทุกคนด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหมายในอนาคต
“ทุกท่าน... สิ่งที่พวกเจ้าได้ลิ้มลองในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ในภายหน้าเราจะสร้างเมนูแปลกใหม่ที่พวกเจ้าไม่เคยพบพานออกมาอีกมากมาย เราจะทดลองจนมั่นใจในรสชาติและคุณภาพ ก่อนจะผลักดันให้มันกลายเป็นอาหารทั่วไปที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้”
น้ำเสียงของเขาทวีความจริงจังขึ้นเมื่อวกเข้าสู่ประเด็นสำคัญ “พวกเจ้าจงอย่าได้ดูถูกเรื่องปากท้องเป็นอันขาด แม้แต่ในยามที่ต้องปะทะต่อสู้กัน เสบียงอาหารคือหัวใจสำคัญที่จะชี้ขาดผลแพ้ชนะ เรากำลังคิดค้นเมนูที่เอื้อต่อการพกพาสำหรับการเดินทัพทางไกล... ซึ่งพวกเราอาจจำเป็นต้องใช้มันในเร็ววัน รวมถึงวิชาการถนอมอาหารให้เก็บไว้ได้นานปี เราต้องการให้พวกเจ้าทุกคนมีความรู้พื้นฐานในเรื่องนี้เอาไว้”
ทริสตันเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะหันไปสั่งการ “เราจะลงมือเขียนคู่มือการถนอมอาหารแบบเข้าใจง่ายขึ้นมาด้วยตัวเอง... และเมื่อถึงเวลานั้น เอลีเนีย เจ้าต้องรับหน้าที่เป็นกระบอกเสียง กระจายความรู้เหล่านี้ไปสู่ประชาชนในเมืองให้ทั่วถึง อย่าให้ขาดตกบกพร่อง”
เอลีเนียขานรับคำสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง ดวงตาของเธอฉายประกายความเลื่อมใสในตัวผู้ปกครองหนุ่มที่ใส่ใจแม้กระทั่งรายละเอียดเล็กน้อยเพื่อความอยู่รอดของประชาชน
เมื่อมื้อกลางวันสิ้นสุดลงเขาให้เหล่าข้าราชการแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ต่อ ทริสตันก็หวนกลับมาจมดิ่งอยู่กับกองเอกสารมหาศาลในห้องทำงานส่วนตัวอีกครั้ง แสงแดดที่ทอดผ่านหน้าต่างอาบไล้ลงบนกระดาษรายงานจำนวนมากที่มีทั้งรายงานความคืบหน้าจากหน่วยงานหลัก และรายงานลับที่ส่งตรงมาจากหน่วยสอดแนมภาคสนาม
ทริสตันไม่ใช่ผู้นำที่วางใจเพียงตัวอักษรในรายงานที่เป็นทางการจากเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาแต่เพียงด้านเดียว ด้วยนิสัยที่รอบคอบและมองการณ์ไกล เขาจึงแอบวางเครือข่ายหูตาเอาไว้ตามจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ อย่างลับ ๆ เพื่อคอยสอดส่องว่ามีผู้ใดบังอาจกระทำการนอกลู่นอกทาง หรือเพิกเฉยต่อคำสั่งของเขาหรือไม่
นอกจากข้อมูลภายในเมืองแล้ว รายงานจากหน่วยลาดตระเวนนอกเขตเมืองยังถูกเขากวาดสายตาอ่านอย่างถี่ถ้วน ทุกความเคลื่อนไหวไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด ทั้งภายในและภายนอกซิลเวอร์เรส ทริสตันต้องกุมข้อมูลและสถานการณ์ทั้งหมดไว้ในมือให้ได้มากที่สุด เพราะในเกมแห่งอำนาจ... ข้อมูลที่แม่นยำคือเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ากำแพงหินเสียอีก
สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดในยามนี้เห็นจะเป็นเรื่อง กาแฟ ที่เขาแอบเก็บแล้วนำติดตัวกลับมาจากวิทยาลัยรอยัลซันสโตน ทริสตันส่งมันให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสารพิษในซิลเวอร์เรสตรวจสอบอย่างละเอียด ทว่าผลที่ได้กลับไม่พบร่องรอยของพิษร้ายใด ๆ หลงเหลืออยู่เลย
เขานั่งขบคิดพลางหรี่ตาลงด้วยความสงสัย ใจหนึ่งกังวลว่ายอดฝีมือในเมืองของตนอาจมีฝีมือไม่ถึงขั้นที่จะตรวจจับพิษชนิดนี้ได้ หรืออีกใจก็ตั้งข้อสงสัยว่าเวลาที่ล่วงเลยมาขนาดนี้อาจทำให้พิษของมันเจือจางจนหายไปแล้ว
ในเมื่อเบาะแสชิ้นสำคัญกลับกลายเป็นใช้ไม่ได้ สุดท้ายเขาก็จำต้องยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปก่อน
ท่ามกลางกองเอกสารงาน สายตาของทริสตันพลันอ่อนแสงลงเมื่อหยิบจดหมายจาก ฟิโอร่า ขึ้นมาเปิดอ่าน เนื้อความในนั้นบอกเล่าถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเธอในยามนี้ พร้อมถ้อยคำไต่ถามสารทุกข์สุกดิบด้วยความห่วงใยที่ซึมลึกถึงก้นบึงของหัวใจ เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้ มุมปากของชายหนุ่มก็ยกยิ้มขึ้นอย่างเสียไม่ได้ ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมกลับดูผ่อนคลายและเปี่ยมไปด้วยความสุขชั่วขณะ
ทว่า... ทันทีที่สายตากวาดไปถึงย่อหน้าหนึ่งซึ่งฟิโอร่าระบุถึงความรู้สึกแปลกประหลาดและไม่น่าไว้วางใจที่มีต่อ องค์หญิงเซราฟินา รอยยิ้มบนใบหน้าของทริสตันก็พลันเลือนหายไป เขามุ่นคิ้วเข้าหากันจนแน่น แววตาแปรเปลี่ยนเป็นครุ่นคิดอย่างหนัก นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะไม้เป็นจังหวะเนิบช้าสม่ำ
เขานั่งนิ่งอยู่นานก่อนจะตัดสินใจเขียนจดหมายตอบกลับ ฉบับแรกคือข้อความที่เต็มไปด้วยไออุ่นแห่งความห่วงใย ยืนยันว่าตัวเขานั้นสบายดีและปลอดภัยเพื่อให้อีกฝ่ายเบาใจ ทว่าในจดหมายฉบับที่สอง ทริสตันกลับเขียนทอดการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเฉียบคมและลึกซึ้งตามสัญชาตของตน เขาเตือนให้เธอเตรียมพร้อมรับมือและวางแผนป้องกันตนเองไว้อย่างรัดกุมที่สุด
ทริสตันถอนหายใจยาวเหยียดขณะจ้องมองจดหมายลับในมือ ความหนักอึ้งในอกถาโถมเข้าใส่ เขาจำเป็นต้องเฟ้นหา คนมีฝีมือที่ไว้ใจได้ที่สุดเพื่อลอบนำจดหมายฉบับนี้ไปให้ถึงมือ ฟิโอร่า ที่วิทยาลัยรอยัลซันสโตนโดยไม่ให้ใครรู้
ในโลกใบนี้... เธอคือบุคคลเพียงคนเดียวที่เขามอบความห่วงใยให้จนสุดหัวใจ ทว่าภาพสถานการณ์รอบตัวเธอที่เขาสัมผัสได้ผ่านตัวอักษรกลับทำให้เขารู้สึกกังวลมาก
สำหรับทริสตันแล้ว ฟิโอร่าในยามนี้ไม่ต่างอะไรกับ เป้านิ่ง กลางลานโล่งที่ถูกศัตรูซุ่มเล็งไว้อย่างใจเย็น พวกมันเพียงแค่กำลังรอคอยจังหวะที่เหมาะสมที่สุด... จังหวะที่เธอเผลอไผล เพื่อจะลั่นไกสังหารเข้าจุดตายในคราเดียว
ปัง!
เสียงกำปั้นที่กระแทกลงบนโต๊ะไม้อย่างแรงส่งผลให้เสียงสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งห้องทำงานอันเงียบสงัด ทริสตันขบกรามแน่น ดวงตาที่เคยสุขุมลุ่มลึกบัดนี้กลับแทนที่ด้วยเพลิงโทสะที่ยากจะดับลง เขาเค้นคำพูดลอดไรฟันออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าทว่ากราดเกี้ยวดุดัน
“ไม่ว่ามันจะเป็นใครหน้าไหนก็ตาม... หากพวกมันบังอาจแตะต้องน้องสาวของข้าแม้เพียงปลายเส้นผม ข้าขอสาบานด้วยเกียรติและชีวิตว่า... มันผู้นั้นจะต้องชดใช้ด้วยความตายที่ทรมานที่สุด จนมันต้องอ้อนวอนขอความเมตตาจากยมทูต!”
ทริสตันพยายามสะกดกลั้นเพลิงโทสะลงอย่างยากลำบาก เขานิ่งเงียบพลางชั่งใจอยู่เนิ่นนาน... การตัดสินใจครั้งนี้เปรียบเสมือนการเดินหมากที่อาจดึงดูดพายุให้พัดกระหน่ำเข้าหาตัวเขาเร็วกว่าที่วางแผนไว้ ทว่าสุดท้ายความผูกพันธ์ก็เหนือกว่าสิ่งอื่นใด เขาหยิบปากกาขึ้นมาจรดลงบนกระดาษอีกฉบับ เพิ่มเติมข้อความลับสุดยอดไปให้ฟิโอร่าได้อ่าน
ทันทีที่วางปากกา เขาก็ลอบส่ายหน้าให้กับความบ้าบิ่นของตนเอง ก่อนที่ความเจ็บปวดจะแล่นเข้าสู่สมองราวกับมีเข็มนับพันทิ่มแทงกะทันหัน อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงทำให้ทริสตันต้องกุมขมับแน่น เขาตระหนักได้ว่าร่างกายและจิตใจถูกใช้งานหนักจนเกินขีดจำกัด จึงตัดสินใจทิ้งเอกสารงานที่เหลือและเลือกกลับไปพักผ่อนเร็วกว่าทุกวันที่ผ่านมา
รุ่งเช้ามาถึง ทริสตันตื่นขึ้นตามเวลาประจำเช่นทุกวัน เขาจัดการธุระส่วนตัวและขจัดความอ่อนล้าด้วยมื้อเช้าง่าย ๆ ที่เน้นความเบาสบายท้อง ก่อนจะตัดสินใจเดินทางออกจากอาคารผู้ปกครองเพื่อเริ่มการตรวจตราเมืองด้วยตนเองพร้อมทหารองค์รักษ์คอยดูแลความปลอดภัย
การได้เดินตรวจตราไปตามท้องถนน มองดูวิถีชีวิตที่เริ่มตื่นตัวของชาวเมือง และตรวจสอบความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ด้วยสายตาตนเองนั้น เปรียบเสมือนการพักผ่อนหย่อนใจชั้นดีที่หาได้ยากยิ่งในยามนี้ ทริสตันสัมผัสได้ถึงกระแสคลื่นความวุ่นวายจากภายนอกที่เริ่มก่อตัวและถาโถมเข้ามารบกวนสมาธิของเขามากขึ้นทุกที ทว่าเขารู้ดีว่าสิ่งที่เผชิญอยู่นี้เป็นเพียงแค่ จุดเริ่มต้น เท่านั้น
เขาลอบยกยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นเฉียบ เมื่อใดก็ตามที่เขาตัดสินใจครั้งสำคัญเพื่อเริ่มเคลื่อนไหวครั้งใหญ่จริง ๆ เมื่อนั้นพายุความโกลาหลที่แท้จริงจากภายนอกจะโหมกระหน่ำใส่เขามากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้หลายร้อยเท่า
ทันทีที่ร่างของทริสตันปรากฏแก่สายตา เหล่าประชาชนต่างพากันหยุดมือจากสิ่งที่ทำเพื่อค้อมกายแสดงความเคารพด้วยความเลื่อมใสศรัทธาที่เอ่อล้น แววตาและรอยยิ้มที่พวกเขามอบให้แก่ผู้ปกครองหนุ่มนั้นช่างแตกต่างจากภาพในอดีตราวฟ้ากับดิน
ก่อนที่ทริสตันจะก้าวเข้ามายังดินแดนแห่งนี้ ซิลเวอร์เรสเคยจมดิ่งอยู่กับความมืดมน บ้านเมืองเต็มไปด้วยขยะและสิ่งปฏิกูล ผู้คนใช้ชีวิตอยู่อย่างไร้จุดหมายท่ามกลางการกดขี่ข่มเหงจากผู้มีอำนาจ ทั้งโรคระบาดยังพรากเอาชีวิตของชาวเมืองไปแทบทุกวัน
ทว่าในปัจจุบัน... ซิลเวอร์เรสได้ถือกำเนิดใหม่บนรากฐานที่สะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบเรียบร้อย ท้องถนนที่เคยเงียบเหงากลับคึกคักไปด้วยผู้คนจำนวนมาก แรงงานมหาศาลที่เคยว่างงานบัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นกำลังสำคัญในเขตก่อสร้าง ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างรายได้เลี้ยงปากท้องให้มั่นคงแล้ว ทุกแรงที่เสียไปในการสร้างสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น ยังเป็น ความสะดวกสบายและมั่นคงยิ่งกว่าเดิมในอนาคต
เหล่าข้าราชการและผู้มีอำนาจต่างพากันปรับเปลี่ยนท่าทีกับประชสชนด้วยความเมตตา แม้จะยังมีข้าราชการนอกแถวหลงเหลืออยู่บ้าง ทว่าทริสตันก็ได้วางรากฐานระบบการร้องเรียนที่ฉับไว หากผู้ใดกระทำผิดจริงย่อมถูกลงโทษให้เห็นเป็นเยี่ยงอย่าง อย่างเด็ดขาด ไร้ซึ่งการยกเว้นไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
ในด้านสุขอนามัย อัตราการเจ็บป่วยล้มตายที่เคยเป็นฝันร้ายกลับลดน้อยลงอย่างน่าเหลือเชื่อ ด้วยระบบสถานตรวจรักษาที่จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ พร้อมการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการดูแลตนเองให้แก่ชาวเมืองอย่างทั่วถึง นี่ยังไม่นับรวมถึงโครงการ ตลาดขนาดใหญ่ แหล่งทำกินแห่งใหม่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาเช่าแผงค้าขายเพื่อสร้างรายได้ให้กับชีวิต โดยเก็บค่าธรรมเนียมไม่แพงมากนัก ใครมีเงินมากก็เลือกพื้นที่ขนาดใหญ่ ใครมีเงินน้อยก็เลือกพื้นที่ขนาดเล็ก
ด้วยนโยบายที่เห็นผลจริงเช่นนี้เอง จึงส่งผลให้ทริสตันกลายเป็นผู้ปกครองที่ครองหัวใจประชาชนได้อย่างเบ็ดเสร็จ และให้ความเคารพและศรัทธาสูงสุดเท่าที่เมืองนี้เคยมีมา
ทริสตันใช้เวลาเกือบตลอดทั้งวันเดินไปตามท้องถนนและย่านต่าง ๆ ทั่วเมือง รอยยิ้มจาง ๆ ประดับอยู่บนใบหน้าของเขาอย่างไม่ขาดสายขณะลอบคิดถึงผลลัพธ์จากแรงกายแรงใจที่เขาทุ่มเทลงไป หากจะเปรียบเทียบซิลเวอร์เรสในวันแรกที่เขาเหยียบย่างเข้ามา กับเมืองมั่งคั่งในยามนี้ มันช่างแตกต่างกันราวกับอยู่คนละโลก...
สิ่งที่สะกดใจเขาได้มากที่สุดหาใช่เพียงตึกรามบ้านช่องที่สะอาดตา แต่คือ ดวงตา ของผู้คน แววตาที่เคยหม่นแสง ไร้ความรู้สึก และเต็มไปด้วยความสิ้นหวังในวันวาน บัดนี้กลับทอประกายแห่งชีวิตชีวาและเปี่ยมไปด้วยความหวังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เมื่อเดินทางถึงบริเวณหน้าเมือง ภาพความโกลาหลอันเปี่ยมไปด้วยพลังก็ปรากฏแก่สายตา แรงงานกลุ่มใหญ่กำลังลำเลียงหินขนาดมหึมาเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เสียงสกัดหินดังประสานกันเป็นจังหวะ ช่างฝีมือต่างขะมักเขม้นเจียระไนก้อนหินรูปทรงอิสระให้กลายเป็นทรงสี่เหลี่ยมเรียบกริบ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการวางรากฐานกำแพงเมืองอันเกรียงไกรในอนาคต ใกล้กันนั้นกลุ่มคนผสมปูนกำลังเตรียมวัสดุประสานเนื้อละเอียดด้วยความชำนาญ
ทริสตันหยุดยืนมองภาพการก่อสร้างที่เริ่มขับเคลื่อนอยู่นาน รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจค่อย ๆ ปรากฎขึ้นบนใบหน้า ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินจากมาด้วยหัวใจที่พองโต เขามุ่งหน้ากลับสู่ห้องทำงานเพื่อจมดิ่งอยู่กับกองเอกสารที่ยังค้างคาต่อ ด้วยความเชื่อมั่นว่าด้วยการทำงานหนักของเขาและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน คือรากฐานแห่งความรุ่งโรจน์ที่ไม่มีวันสั่นคลอนของซิลเวอร์เรส
ห่างไกลออกไปจากเขตแดนของซิลเวอร์เรส ท่ามกลางเส้นทางทอดของขบวนคนกว่าสองร้อยชีวิตที่กำลังมุ่งหน้าสู่ซิลเวอร์เรส ในยามที่ราตรีเริ่มมาเยือน ขบวนทั้งหมดได้หยุดพักแรมเพื่อสั่งสมพละกำลังไว้สำหรับการเดินทางในวันรุ่งขึ้น
ท่ามกลางแสงไฟสลัวจากกองไฟ ผู้นำขบวนในครั้งนี้คือหญิงสาวผู้เลอโฉมสะดุดตา เส้นผมสีน้ำเงินยาวสลวยของเธอไหวระริกตามสายลม ดวงตาคู่สวยทอดมองฝ่าความมืดมิดไปยังทิศทางด้านหน้าด้วยแววตาเหม่อลอยคล้ายตกอยู่ในห้วงความคิด ก่อนที่ริมฝีปากบางจะขยับพึมพำแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม
“เราจะได้พบกันอีกครั้งแล้วสินะ... ทริสตัน?”