สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 6 ตอนที่ 151 เจ้าเกลียดชังบ้างหรือไม่?

        อันเจิงชอบพิธีเช่นนี้จะมีอะไรทำให้เรามีความสุขได้เท่ากับการได้ทำในสิ่งที่เตรียมจะทำอย่างลับ ๆแบบเปิดเผยบ้าง?

 

        ก็อาจจะมี...

 

       แต่อันเจิงคิดว่าตอนนี้เขารู้สึกสะใจและมีความสุขเหลือเกินเพราะในตอนที่เขากำลังคิดว่าควรจะโจมตีหลี่ชางหลี่อย่างไรดี อันเฉิงก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับนำอาวุธชั้นดีจากราชามาให้ถึงที่ แล้วยังบอกเขาว่าอยากจะเล่นงานอย่างไรก็ได้ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็จะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ทั้งนั้น ผู้เฒ่าฮั่วบอกว่าอันเจิงโชคดีจนน่าเหลือเชื่อเลยทีเดียว ในตอนแรกเมื่อเห็นว่าเขามีแต่เรื่องโชคดีที่เกิดขึ้นอย่างน่าประหลาด ผู้เฒ่าฮั่วก็ยังกังวลว่าหากโชคดีเกินไปจะส่งผลกระทบไปถึงโชคชะตา ทำให้มีโชคร้ายตามมาหรือไม่ แต่มาจนถึงตอนนี้โชคร้ายก็ยังไม่มาเสียที

 

        หลี่ชางหลี่

 

        อันเจิงมองตามแผ่นหลังของอันเฉิงแล้วหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้

 

        แคว้นเยี่ยนให้โอกาสเขาได้ล้างแค้นส่วนตัวอย่างเปิดเผยกำลังต้องการสิ่งใด สิ่งนั้นก็เข้ามาหาทันที เหมือนกับคนหิวโซที่เดินเข้าไปในภัตตาคารระดับสูงที่เจอระหว่างทางและในระหว่างที่กำลังคิดว่าควรจะกินอะไรดี จู่ ๆ เจ้าของภัตตาคารก็เดินเข้ามาหาจากนั้นก็ยัดบัตรใบหนึ่งเข้ามาในมือของเขา...แล้วยังเป็นบัตรสำหรับบุคคลสำคัญเสียด้วยสิซึ่งต่อจากนี้ หากมาที่นี่ เขาจะได้กินอยู่แบบไม่เสียเงินไปได้ตลอดชีวิต

 

        หลายวันต่อมา ทุกอย่างยังคงสงบดังเดิมดูเหมือนจะไม่มีใครให้ความสนใจเรื่องการประลองที่แสนประหลาดระหว่างอันเจิงกับติงหว่านเชียวเลยสักนิดแต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรื่องนี้คงจะถูกกระจายไปทั่วแวดวงของพวกคนที่สมควรจะรู้แล้วล่ะ เหล่าสำนักใหญ่กับวิทยาลัยทั้งหลายก็เริ่มวางแผนกันแล้วด้วย

 

        เมื่อนำมาเทียบกันแล้วดูเหมือนสำนักวรยุทธ์ชางจะสู้สำนักต้าติงกับสำนักไท่ซ่างเต้าไม่ได้เลยสักนิดเพราะสำนักต้าติงกับสำนักไท่ซ่างเต้ามักจะให้กำเนิดยอดอัจฉริยะด้านพลังได้เป็นจำนวนมากยกตัวอย่างเช่นซูเฟยหลุน ถังฟ้างหนิว และลีซือซาน เช่นเฟิงเสี่ยวหยางติงหว่านเชียว และหานโย้ ขณะที่สำนักวรยุทธ์ชางกลับมีเนี่ยชิงเป็นยอดอัจฉริยะแค่คนเดียวในรอบสี่ปีที่ผ่านมามาตอนนี้ ในที่สุดก็มีใครอีกคนเข้ามากอบกู้ชื่อเสียงและหน้าตาของสำนักวรยุทธ์ชางได้เสียทีดังนั้น ต่อให้เจ้าสำนักวรยุทธ์ชางเหยียนชวี่จะไม่ชอบอันเจิงมากขนาดไหน ก็ไม่วายต้องหันมาให้ความสำคัญกับอันเจิงแล้ว

 

        ความจริงแล้วในคืนหลังจากที่อันเจิงประลองกับติงหว่านเชียวเหยียนชวี่กับฉางฮวันก็หารือเรื่องหนึ่งมาโดยตลอดคือตกลงว่าจะส่งอันเจิงเข้าร่วมการประลองป๋าโกยด้วยดีหรือไม่เพราะแม้เนี่ยชิงจะขึ้นชั้นสาม ซึ่งเมื่อขึ้นชั้นสามก็มีคัมภีร์กระบวนวรยุทธ์ระดับสีทองที่แสนเลอค่าอยู่หลายเล่มแล้วยังมีคัมภีร์ระดับสีม่วงที่ใครเห็นก็ต้องยอมรับอีกถึงหนึ่งเล่มด้วยกันแต่อย่างไรเสียเนี่ยชิงก็มีเพียงตัวคนเดียว ส่วนสำนักไท่ซ่างเต้ากับสำนักต้าติงก็มีทรัพยากรต่างๆ ที่เหนือกว่าพวกเขามาก

 

        สำหรับเรื่องนี้ฉางฮวันแสดงออกว่าต่อต้านอย่างหนัก

 

        ฉางฮวันคิดว่าแทนที่จะส่งอันเจิงที่เป็นเหมือนขุมพลังทั้งหมดของสำนักวรยุทธ์ชาง เข้าไปสู้ตายกับยอดอัจฉริยะที่แสนแข็งแกร่งอย่างซูเฟยหลุนกับเฟิงเสี่ยวหยางสู้ให้เวลาเขาได้ฝึกพลังวัตรอีกสี่ปีจะดีกว่า หลังจากสี่ปีต่อให้สำนักต้าติงกับสำนักไท่ซ่างเต้าจะมีผู้ที่มีความสามารถเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆแต่ด้วยความสามารถของอันเจิง ไม่แน่เขาอาจเอาชนะคนทั้งหมดได้

 

        อันเจิงไม่รู้เรื่องพวกนี้ และไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องเหล่านี้ในตอนนี้เขาไม่ได้โหยหาตำแหน่งและอำนาจมากขนาดนั้น แน่นอนนั่นไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่มีความโลภ หรือไม่ต้องการสิ่งใดเลยหรอกนะแต่เป็นเพราะเขาเคยอยู่ในจุดที่สูงมาก จนคนอื่น ๆ แทบไม่อาจเอื้อมแตะได้เลยทีเดียวแม้แต่ยอดอัจฉริยะเหล่านั้นที่พวกเขาพูดถึง ในอนาคต คนเหล่านั้นจะสามารถขึ้นไปอยู่ในจุดที่เขาเคยอยู่ได้หรือไม่?

 

        สิ่งที่อันเจิงต้องทำในตอนนี้ก็คือพยายามหาคำตอบจากหลี่ชางหลี่ให้ได้

 

        ห้าวันหลังจากการมาเยือนของอันเฉิงอันเจิงเห็นว่าสามารถออกจากบ้านได้แล้วเขาและตู้โซ่วโซ่วจึงพาเสี่ยวชีเต้าออกไปเดินเล่น แต่เพราะแม่นางเยว่ยังรักษาตัวอยู่ชวีหลิวซีกับกู่เชียนเยว่จึงไม่ได้ออกมาด้วยกัน

 

        จู่ ๆตู้โซ่วโซ่วก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ “อันเจิงพลังในตัวเรามีการแบ่งระดับขั้นกันอยู่ แต่ความจริงแล้วพวกเราสามารถรู้เท่าทันพลังของตัวเองได้หรือไม่?”

 

        อันเจิงยังไม่เข้าใจคำถาม“หมายความว่าอย่างไร?”

 

        ตู้โซ่วโซ่วพูดขึ้นอีกครั้ง“เจ้าลองคิดดูนะ เมื่อพลังของพวกเราก้าวขึ้นไปอยู่ในจุดจุดหนึ่งระดับพลังก็จะเลื่อนขึ้นไปอีกขั้นโดยอัตโนมัติ แต่ดูเหมือนพวกเราจะไม่รู้ว่า การเลื่อนพลังโดยอัตโนมัตินี้เกิดขึ้นเพราะอะไรกันแน่”

 

        อันเจิงหัวเราะออกมา “คำถามนี้ของเจ้าเหมือนกับที่คนอื่นๆ ถามว่า ตัวข้าเป็นใครและเกิดมาเพื่ออะไรไม่มีผิดเพราะต่างก็เป็นคำถามที่ไม่อาจหาคำตอบได้ กล่าวโดยสรุปก็คือร่างกายมนุษย์ถูกสร้างขึ้นเช่นนี้อยู่แล้วเจ้าลองคิดว่าร่างกายเป็นเหมือนเฉลียงยาว ที่แม้จะทอดตรงไปทางข้างหน้าแค่ทางเดียวแต่สองข้างทางกลับมีประตูอยู่มากจนนับไม่ถ้วน ระดับพลังก็เป็นเหมือนการเปิดประตูเมื่ออายุหนึ่งขวบย่อมต้องเปิดประตูสำหรับคนอายุหนึ่งขวบเมื่ออายุสองขวบจึงจะเปิดประตูสำหรับคนอายุสองขวบได้...เมื่อนำมาเทียบกันก็คือคนที่มีพลังอยู่ในขอบเขตจุติสวรรค์ย่อมต้องเปิดประตูของขอบเขตจุติสวรรค์ส่วนคนที่มีพลังอยู่ในขอบเขตสุมารุก็ต้องเปิดประตูของขอบเขตสุมารุนั่นเอง”

 

        ตู้โซ่วโซ่วเริ่มเข้าใจ “ดังนั้นความจริงแล้วเราก็บังคับหรือควบคุมการเปิดของประตูไม่ได้น่ะสิ”

 

        อันเจิงยักไหล่“แล้วเจ้าอยากจะควบคุมสิ่งนี้เพื่ออะไรกัน?”

 

        “ไม่มีอะไรแค่รู้สึกหงุดหงิดที่ไม่อาจควบคุมเองได้น่ะ”

 

        “ยอดฝีมือที่แท้จริง หากลงมือต่อสู้จะมีพลังแข็งแกร่งและน่าเกรงขามขนาดไหนหรือ”ตู้โซ่วโซ่วถามต่อ

 

        อันเจิงจึงเล่าให้ฟัง “วันนั้นในตำหนักวิหารสวรรค์ตอนที่ชาวโยวลอบสังหารราชากับไทเฮา ข้าก็อยู่ด้วย...ในตอนที่ปีศาจหินพุ่งออกมาข้าคิดว่าราชากับไทเฮาคงต้องตายแน่ ๆ แล้ว ยังดีที่นั่นเป็นเพียงปีศาจหินที่ใจร้อนและเด็กมากไปหน่อยหากมันฝึกพลังต่ออีกสักพันปีแล้วค่อยออกมาสร้างเรื่องละก็ คงไม่มีใครสู้มันได้แน่นี่ขนาดร่างกายกับสมองของมันยังไม่สมบูรณ์ ยังแข็งแกร่งจนน่าตกใจขนาดนี้”

 

        “เห็นบอกว่ามีผู้อาวุโสที่ราชสำนักให้ความเคารพออกมาจับไม่ใช่หรือ?”

 

        อันเจิงพยักหน้า“นั่นเป็นเพียงข่าวลือของคนภายนอกเท่านั้น แท้จริงแล้วนั่นเป็นร่างมนุษย์ที่เกิดขึ้นจากค่ายกลมายาของตำหนักวิหารสวรรค์ต่างหาก ว่ากันว่าแผ่นดินเยี่ยนเคยให้กำเนิดยอดฝีมือในขอบเขตแห่งสวรรค์ขั้นล่างคนหนึ่งแต่เขาผู้นั้นได้จากโลกนี้ไปแล้วคาดว่าค่ายกลมายานั่นเป็นสิ่งที่ยอดฝีมือผู้นั้นสร้างขึ้นเพื่อผนึกพลังของตัวเองเอาไว้ก่อนสิ้นใจแต่ค่ายกลขนาดใหญ่เช่นนี้ หากเปิดใช้งาน พลังในนั้นก็จะได้รับความเสียหาย หรือต่อให้จะไม่ได้ใช้งานแต่เมื่อเวลาผ่านไป พลังในค่ายกลก็จะค่อย ๆ ลดน้อยลงไปอยู่ดี”

 

        ตู้โซ่วโซ่วกล่าวพลางทอดถอนใจ“น่าเสียดายที่วันนั้นข้าไม่ได้อยู่ด้วยอยากเห็นความน่าเกรงขามของยอดฝีมือระดับสูงเช่นนั้นจริง ๆ”

 

        อันเจิงส่ายหน้า“ไม่ถือว่าเป็นยอดฝีมือระดับสูงหรอก ความจริง ปีศาจหินมีพลังที่แข็งแกร่งมากแต่เพราะถูกคนในแคว้นโยวร่ายคำสาปเลือดกักขังเอาไว้จึงทำให้พลังของมันถูกจำกัดและควบคุมไปด้วย หากปล่อยให้มันต่อสู้โดยไร้การควบคุมละก็ไม่แน่ว่า ค่ายกลในตำหนักวิหารสวรรค์เอง ก็อาจจะไม่สามารถรับมือได้ไหว”

 

        “แล้วปีศาจหินตนนั้นล่ะ?”

 

       อันเจิงนึกย้อนไปถึงแสงสีแดงที่ได้เห็นเป็นภาพสุดท้ายก่อนจะหมดสติไปเขารู้สึกคุ้นเคยกับแสงนั้นเหลือเกิน ราวกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

 

        “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าคิดว่ามันน่าจะถูกใครบางคนช่วยออกไปจากค่ายกลมายาแล้วแต่ตำหนักวิหารสวรรค์กลับกระจายข่าวออกมาว่า ปีศาจตนนั้นหลบหนีไปด้วยตนเอง”

 

        ตู้โซ่วโซ่วรำพึงรำพัน “ของแบบนั้นหากไม่มีใครคอยควบคุมมันเอาไว้ละก็ คิดไม่ออกเลยว่ามันจะสร้างเรื่องอะไรขึ้นบ้าง”

 

        อันเจิงส่ายหน้า

 

        เสี่ยวชีเต้ารับฟังบทสนทนาอย่างสงบก่อนจะยื่นมือไปดึงชายเสื้อของอันเจิง จากนั้นก็ชี้ไปยังร้านผลไม้เชื่อมที่อยู่ไม่ห่างออกไปอันเจิงเห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมาเล็กน้อย เขาเดินไปซื้อผลไม้เชื่อมกลับมาสามไม้แล้วเด็กหนุ่มสองคนกับเด็กน้อยอีกหนึ่งคนก็เดินท่องเที่ยวไปตามถนนพร้อมกับกินผลไม้เชื่อมเสียบไม้ไปด้วย

 

        ในขณะเดียวกัน ที่ชั้นสองของตึกสามชั้นเล็กๆ กลางป่าไผ่ในสำนักวรยุทธ์ชาง

 

        ติงเซิ้นซากำลังตามหาบางอย่างด้วยความบ้าคลั่งตอนนี้เขามีสิทธิ์ขึ้นมาได้แค่ชั้นสองเท่านั้น แม้ว่าด้วยความสามารถที่มีเขาสามารถเข้าร่วมการประลองป๋าโกยได้อย่างสบาย ๆ เลยก็เถอะแต่เพราะเขายอมละทิ้งทุกสิ่งในสำนักต้าติง แล้วเลือกเข้าสำนักวรยุทธ์ชางแทนดังนั้นเมื่ออยู่ที่นี่ เขาก็เป็นแค่เด็กใหม่คนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งตามกฎแล้วไม่ว่าจะแข็งแกร่งหรือมีพรสวรรค์มากขนาดไหน เด็กใหม่ทุกคนก็ขึ้นมาถึงชั้นสองได้เท่านั้น

 

        อีกทั้งยังอยู่บนนี้ได้ไม่เกินหนึ่งชั่วยามและไม่สามารถนำตำราในนี้ออกไปได้อีกต่างหาก

 

        “ต้องมีสิ!” ติงเซิ้นซาตาแดงก่ำราวกับสัตว์ร้ายที่หิวกระหาย

 

        เขาอ่านตำราวิชาที่ตระกูลติงมีอยู่จนหมดแล้วแต่เขารู้ดีว่าทั้งหมดนั้นทำอะไรอันเจิงไม่ได้ เมื่อคืนนี้ เขาบังคับให้รองเจ้ากรมพิธีการติงวู่ซึ่งเป็นบิดาแท้ ๆ ของเขาไปขอโอสถวิญญาณจากสำนักไท่ซ่างเต้าเพิ่มอีกแต่ติงวู่ก็หลุดปากออกไปว่ายานั้น เขาหาได้ซื้อมาไม่ แต่เป็นรางวัลที่ติงหว่านเชียวผู้เป็นน้องชายได้รับจากสำนักไท่ซ่างเต้าและนำมามอบให้เขาอีกทีต่างหาก เมื่อได้รู้ดังนั้น นอกจากจะไม่ซาบซึ้งใจแล้ว ติงเซิ้นซากลับรู้สึกว่าตนถูกหลอกคิดว่าทุกคนกำลังเย้ยหยันตนแทน

 

        “ข้าจะขึ้นไปที่ชั้นสาม!”

 

        ติงเซิ้นซาที่ยืนอยู่ท่ามกลางตำรากองพะเนินแหงนหน้าไปมองทางบันไดแล้วตะโกนขึ้นมาอย่างกะทันหัน จากนั้นก็พุ่งตรงไปทางนั้นทันที

 

        หญิงที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่บนโต๊ะที่มุมบันไดชั้นสองเงยหน้าขึ้นมามองเขาแวบหนึ่งจากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาอ่านตำราต่อ “เจ้าไม่มีสิทธิ์ขึ้นไปที่ชั้นสาม”

 

        ติงเซิ้นซาคำรามกร้าว “แต่ข้าจะขึ้นไป!”

 

        เขายังคงก้าวเดินต่อไปและในตอนที่กำลังจะก้าวขึ้นบันได...

 

       หญิงคนนั้นไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองเขาเลยด้วยซ้ำ นางเพียงยกมือซ้ายขึ้นมาแล้วขยับนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วโป้งเล็กน้อย ขณะที่ปากก็เปล่งบางคำออกมา“จับกุม”

 

        พรึ่บ! เสียงหนึ่งดังขึ้น

 

        ติงเซิ้นซารู้สึกราวกับมีเสียงระเบิดดังอยู่ในสมองทันใดนั้น เขาก็รู้สึกสมองขาวโพลน ก่อนภาพตรงหน้าจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ร่างกายสูญเสียอิสระในการเคลื่อนไหวไปอย่างฉับพลันคล้ายกับว่าในสมองมีระฆังยักษ์นับสิบดังก้องอยู่เช่นนั้น ครั้งแล้วครั้งเล่าหนแล้วหนเล่า มันดังจนร่างของเขาสั่นตามไปด้วยเลยทีเดียวแต่เขากลับขยับร่างกายไม่ได้เลย ขาข้างหนึ่งที่ถูกยกขึ้น ยังคงลอยอยู่กลางอากาศและร่างของเขาก็หยุดชะงักอยู่ในท่านั้น

 

        เพียงไม่นานเหงื่อบนร่างก็ทำให้เสื้อผ้าที่สวมอยู่เปียกชื้นไปหมดแล้ว เขารู้สึกราวกับมีมีดมากมายกำลังกรีดลงบนใบหูของเขาอย่างอำมหิตครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำแล้วซ้ำอีก ราวกับมีมือมากมายถูกยื่นออกมาจากสมองและหูของเขาอย่างต่อเนื่อง

 

        “เห็นแก่ที่เจ้าเพิ่งทำผิดเป็นครั้งแรกกลับไปเถอะ”

 

        หญิงคนนั้นเงยหน้าขึ้น สายตาที่มองมายังติงเซิ้นซายังคงราบเรียบไม่เปลี่ยนไปจากเดิม“ใจร้อนเช่นนี้ ระวังจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ต่อให้จะฝึกพลังก็อาจถูกธาตุไฟเข้าแทรกได้”

 

        เมื่อสิ้นเสียงกล่าว ร่างของติงเซิ้นซาก็กลับมาผ่อนคลายอีกครั้งและร่วงลงไปกองอยู่บนพื้นในเสี้ยววินาทีเม็ดเหงื่อขนาดใหญ่ร่วงลงมาจากใบหน้าของเขา เพียงไม่นานพื้นไม้เบื้องล่างก็ถูกชโลมจนเปียกโชกไปหมด

 

        “ขอบคุณท่าน...ท่านอาจารย์”

 

        ติงเซิ้นซาตะเกียกตะกายขึ้นมาจากพื้นอย่างยากลำบากเขาต้องใช้สองมือเกาะพนักบันไดเอาไว้ จึงสามารถยืนอยู่ได้โดยไม่ล้มลงไปอีกครั้งเขาต้องปรับสมดุลร่างกายอยู่นานกว่าเลือดลมจะกลับมาไหลลื่น จากนั้นจึงหมุนตัวแล้วเดินกลับไปที่ชั้นตำราทีละก้าวอย่างช้า ๆ

 

        “รบกวนช่วยเก็บตำราที่เจ้าทิ้งเรี่ยราดอยู่บนพื้นกลับเข้าไปในชั้นด้วยเบามือหน่อยล่ะ เพราะของที่ไม่มีประโยชน์สำหรับเจ้า อาจเป็นสมบัติล้ำค่าในสายตาของผู้อื่น”

 

        หญิงคนนั้นพูดตามหลังติงเซิ้นซาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

 

        ติงเซิ้นซาไม่กล้าขัดคำสั่งเขาไม่อาจสัมผัสได้เลยว่าหญิงคนนี้มีพลังแข็งแกร่งมากขนาดไหน แต่เขามั่นใจว่า ต่อให้มีตัวเขาเพิ่มอีกยี่สิบคนก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหญิงคนนี้อยู่ดี

 

        เขาเก็บตำราที่ตนเคยโยนลงไปจากชั้นขึ้นมาทีละเล่มจากนั้นก็เรียงกลับเข้าไปในชั้นอย่างเป็นระเบียบแต่ในตอนที่เขาเก็บเล่มสุดท้ายขึ้นมาจากพื้น จู่ ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่นิ้วมือเมื่อก้มลงมองจึงพบว่าตนถูกบางอย่างแทงเข้าที่นิ้ว ทำให้หยดเลือดซึมออกมาจากรูเล็กๆ นั่น

 

        นั่นเป็นตำราวิชาที่แสนธรรมดาเล่มหนึ่งหากจะวัดกันตามระดับขั้นของวิชา ตำราเล่มนี้ก็ถือเป็นตำราวิชาระดับต่ำสุดเลยทีเดียว

 

        ที่หน้าปกมีรูปของสัตว์อสูรประดับอยู่ แต่คล้ายเป็นเพียงภาพเงาที่ไม่ได้มีลายเส้นหรือลงรายละเอียดอะไรมากมายถัดขึ้นไปด้านบนของรูปสัตว์อสูรเหล่านั้น มีอักษรเขียนอยู่ดังนี้ 《兽戏》

 

        เมื่อครู่ที่ติงเซิ้นซาเปิดอ่านตำราเล่มนี้ในนี้มีเพียงกระบวนท่าจากการเลียนแบบการจู่โจมของสัตว์อสูรเท่านั้นหากนำกระบวนท่าเหล่านี้ไปใช้ควบคู่กับพลังวัตร ก็ถือเป็นกระบวนท่าที่ว่องไวและเฉียบคมพอใช้ได้แต่กระบวนท่าเช่นนี้มีประโยชน์สำหรับผู้ฝึกตนในขอบเขตจุติสวรรค์เท่านั้นทว่าสำหรับผู้ฝึกตนในขอบเขตสุมารุอย่างเขา กระบวนท่าในตำราเล่มนี้ก็ไม่ต่างไปจากท่าที่คนแก่ใช้ในการออกกำลังกายเลย

 

        เดิมทีติงเซิ้นซาเตรียมจะวางตำราเล่มนั้นกลับเข้าที่แล้วจากไปทันทีเพราะหญิงคนนั้นทำให้เขารู้สึกอึดอัดและกดดันเหลือเกิน

 

        แต่ในตอนที่เตรียมจะวางมันลงบนชั้นเขากลับพบว่าเลือดจากนิ้วมือที่หยดลงบนนั้น กลายเป็นเส้นบาง ๆ เคลื่อนไหวอยู่บนปกราวกับงูขนาดเล็กและมุดเข้าไปที่หน้าหนึ่งของตำราในที่สุด

 

        ติงเซิ้นซาเริ่มเปิดตำราออกเขาค้นหาทีละหน้า จนในที่สุด เมื่อเปิดไปถึงหน้าที่สิบเก้าเขาก็หาเลือดหยดนั้นจนเจอ แต่บัดนี้ เลือดหยดนั้นกลายเป็นภาพอันแสนเลือนรางไปแล้ว ติงเซิ้นซายกมือไปจับอย่างลืมตัวก่อนความเจ็บจะปะทุขึ้นที่นิ้วมืออีกครั้ง ครั้งนี้เลือดสด ๆ เริ่มไหลทะลักออกไปจากนิ้วมือของเขาและซึมเข้าไปในหน้าตำราอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากเป็นเพียงเส้นสีแดงขนาดเล็กจนเมื่อเวลาผ่านไป รอยเลือดก็ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นจนมีขนาดเทียบเท่าตะเกียบแล้ว

 

        ที่น่ากลัวไปกว่านั้นก็คือเลือดเหล่านั้นกลับไม่ทำให้ตำราเปียกเลยแม้แต่น้อย

 

        จู่ ๆ เสียงแสบแก้วหูของใครบางคนก็ดังขึ้นในสมองของติงเซิ้นซาเป็นเสียงที่ดังมาก มันทำให้ติงเซิ้นซาตกใจจนหน้าซีดไปหมด เขามองหาไปรอบด้านแต่ในตอนนี้ ที่ชั้นสองก็มีเพียงเขากับหญิงที่ยังคงนั่งอ่านตำราอยู่ที่เดิมเท่านั้น

 

        “เจ้าเปิดประตูบานหนึ่งออก ในประตูนั้นมีทุกสิ่งที่เจ้าต้องการเจ้าพร้อมจะเดินเข้ามาในประตูแล้วหรือยัง?”

 

        เสียงนั้นดังก้องอยู่ในหัวของเขาราวกับเสียงของระฆังยักษ์เช่นนั้น

 

        ข้า...

 

        ติงเซิ้นซาอ้าปากพะงาบอยู่หลายครั้งแต่กลับเปล่งเสียงออกไปไม่ได้เลย

 

        เขาเห็นใบหน้าที่แสนเหี้ยมเกรียมของใครบางคนปรากฏขึ้นบนหน้าตำราในมือโดยที่บนหน้าผากของใบหน้านั้น มีคำว่า ‘สิบเก้า’ สลักอยู่

 

        “ข้าคือมารลำดับที่สิบเก้า ข้าจะนำพาเจ้าเข้ามาเป็นสมาชิกแห่งเผ่ามารเองอย่าหวาดกลัวไปเลย และอย่าได้หลบเลี่ยง ตอบคำถามข้ามา...เจ้ามีความเกลียดชังอยู่ในหัวใจหรือไม่?”

 

        ติงเซิ้นซาเบิกตากว้าง ก่อนจะพยักหน้าแรงๆ

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน