“เข่อซิง เอาป้ายหยกของพี่กลับคืนมาเสีย วันพรุ่งนี้พี่จะส่งมันขึ้นไปให้บุตรสาวของเรา...นางจะได้รู้เสียทีว่าตนเองมิได้ไร้แซ่ ไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างที่ผู้ใดเข้าใจ” ท้ายประโยคจิกกัดเจ้าบ้านสกุลเสิ่นไปอย่างเจ็บๆ แต่ถึงอย่างนั้นคำสั่งสุดท้ายก่อนจะออกไปจากจวนสกุลเสิ่นคือ “อย่าบอกเรื่องสตรีในคืนวสันต์และข้อห้ามของข้าให้บุตรชายของเจ้าได้รับรู้เป็นอันขาด มิเช่นนั้น ข้าไม่รับปากว่าจะไม่ทำอะไร” ซึ่งมันก็คือการทดสอบ!
“...” เสิ่นซูฉีถึงกับไหล่ตก หัวใจเฝ้าภาวนาว่าอย่าให้ซัวหยางเผลอไปหลับนอนกับซือหลิวเยี่ยนเด็ดขาด...มิเช่นนั้นอย่าว่าแต่มองหน้าท่านอ๋องไม่ติดเลย ตำแหน่งราชบุตรเขยก็คงหายลับ ‘แย่แล้วจริงๆ ซัวหยาง’
จงฮูหยินยิ้มดีใจกับความจริงที่นางจะได้เย่วซินมาเป็นสะใภ้ แต่นั่นหมายถึงบุตรชายของนางต้องมั่นคงในความรักให้มากแล้ว แม้จะยินดีแต่ยังมีเรื่องที่นางไม่เข้าใจ ‘คุณหนูซือหลิวเยี่ยนผ่านมือบุรุษมาแล้ว แต่ยังกล้าขอสมรสกับบุตรชายนางอยู่รึ?’ สตรีเช่นนี้ช่างน่ากลัวเสียแล้ว
หลังจากสนทนากันต่อไปอีกหนึ่งเค่อ ท่านอ๋องจึงพาลิ่วเข่อซิงกลับวังหลวงไป ปล่อยทิ้งให้ครอบครัวสกุลเสิ่นได้นั่งปรับทุกข์กันอยู่เช่นนั้น
&&&&
หมู่บ้านปินเหอ
สองสัปดาห์หลังจากงานมงคลของสกุลเสิ่นผ่านไป สองสตรีที่เดินทางออกจากเมืองหลวงมาถึงหมู่บ้านของเสี่ยวเม่านั้น ก็ได้เริ่มทำความสะอาดภายในบ้านพักหลังเก่าที่มีสองห้องนอน หนึ่งห้องโถงกลาง หนึ่งห้องชำระล้างจนเรียบร้อย แต่เมื่อเดินออกไปทางด้านหลัง เย่วซินได้พบเข้ากับสมบัติชิ้นใหญ่ นั่นก็คือ ‘ทุ่งถั่วเหลืองเม็ดโต’ มันคือผลผลิตที่อยู่ในที่ดินของเสี่ยวเม่า ความคิดในการค้าขายของทั้งคู่จึงเริ่มขึ้นในยามนั้น จนยามนี้ผ่านมาได้แค่สามวัน น้ำถั่วเหลืองร้อนๆ ที่ทดลองขายกลับขายดีมากอย่างคาดไม่ถึง โดยที่ร้านของพวกนางเป็นเพียงเพิงเล็กๆ ตั้งอยู่หน้าบ้าน เก้าอี้ไม้และโต๊ะไม้ถูกสั่งทำขึ้นมาเพิ่มอีกห้าชุดเพื่อรองรับผู้อาวุโสที่มานั่งร่วมวงดื่มน้ำถั่วเหลืองอุ่นๆ ร้อนๆ (คล้ายสภากาแฟ) กันเกือบทุกเย็น
ภาระหน้าที่ในหนึ่งวัน เสี่ยวเม่าต้องนั่งบดถั่วเหลืองที่ต้มสุกแล้วมากกว่าสองหม้อ ในขณะที่เย่วซินต้องใช้ผ้าขาวบางกรองถั่วเหลืองบดเพื่อนำไปต้มและปรุงรสอยู่เช่นนั้นเกือบครึ่งวันก่อนจะตั้งเตาด้วยไฟอ่อนๆ ในหม้อดินใบใหญ่ถึงสามหม้อ พร้อมขายในยามเซิน (15.00) จนถึงยามอิ่ว (19.00) แต่ทุกความเหนื่อยล้ากลับเต็มไปด้วยความสุข น้ำถั่วเหลืองหนึ่งชาม ราคาหนึ่งอีแปะ หน้าที่ของเย่วซินคือผู้ขาย เสี่ยวเม่าคอยล้างชาม ทุกหม้อล้วนเป็นน้ำถั่วเหลืองสดๆ มีใบเตยเพิ่มความหอมของรสชาติและมีน้ำตาลก้อนเพื่อเพิ่มความหวานละมุน รับประกันความอร่อยนี้ได้จากรอยยิ้มของผู้คนในหมู่บ้าน
“เหนื่อยรึไม่เย่วซิน” เสี่ยวเม่าถามสตรีร่างเล็กที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ โดยที่สองมือยังไม่หยุดเคี่ยวถั่วเหลืองในหม้อต้ม
เย่วซินส่ายหน้า “ไม่เจ้าค่ะ สนุกดี” ด้านหน้าร้านยามนี้อากาศเริ่มเย็นลง พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า เหล่าผู้อาวุโสนั่งสนทนาและเกาะกุมชามน้ำถั่วเหลืองอุ่นๆ ใจคิดอยากจะทำหมั่นโถวขายร่วมด้วยอีกหนึ่งไห แต่เพราะกำลังคนของนางมีเพียงตัวนางกับพี่เสี่ยวเม่าเท่านั้น หรือทางที่ดีคือรับคนมาช่วยทำงานและจ่ายค่าแรงให้พวกเขา “พี่เสี่ยวเม่า”
เสี่ยวเม่าผู้นั่งมองบรรยากาศบนภูเขา ที่เป็นบ้านเกิดของนางอย่างสบายใจหันข้างตามเสียงเรียก “ว่าอย่างไร”
“ข้าว่าเรารับคนงานมาอีกสองคนดีหรือไม่ ทำงานแบบเช้าไปเย็นกลับ ยามเช้าคัดถั่วเหลือง ล้างถั่วเหลือง ยามเย็นช่วยเราขายและล้างชาม” รายได้ของนางในยามนี้ รวมต่อวันแล้วมีมากพอสำหรับจ้างคน จะกล่าวว่าภูเขาลูกนี้กว้างใหญ่มากหรือไม่ เรื่องนี้นางไม่รู้ รู้แค่เพียงว่าจำนวนคนและบ้านเล็กในสายตาลาดยาวลงไปเป็นขั้นๆ มันมีมากกว่าหนึ่งร้อยหลังคาเรือน สตรีตั้งครรภ์ที่นางพบเห็นและมานั่งรับลมดื่มน้ำถั่วเหลืองของนางก็มีมากกว่าสิบคน ในกาลข้างหน้า นางเชื่อว่าภูเขาในระยะสายตาที่นางมองเห็นคงเต็มไปด้วยบ้านเรือนเป็นแน่ ดังนั้น หากบั้นปลายชีวิตอันไร้ญาติของนางจะต้องสิ้นชีพอยู่ที่นี่ มิสู้นางขยายร้านค้าของนางให้มันดีไปเลยในระยะยาวมิดีกว่ารึ “เพราะข้าคิดที่จะทำหมั่นโถวเอาไว้ทานร่วมกับน้ำถั่วเหลืองของข้าด้วย”
^^ “เช่นนั้นก็ดีเลย สหายเก่าของพี่เพิ่งคลอดบุตรได้ไม่นาน เราชวนนางมาทำงานร่วมด้วยเพื่อที่นางจะได้มีเบี้ยหวัดเอาไว้ใช้ ดีหรือไม่”
^^ “ดีเลยเจ้าค่ะ หรือจะให้สหายของพี่พาบุตรมาเลี้ยงที่นี่ด้วยข้าก็ไม่ว่า เราจะได้ไม่เหงามากอย่างไรเล่าเจ้าคะ ส่วนเรื่องซาลาเปาของข้าหากวัสดุในการทำไม่ครบ ก็ไว้ค่อยลงไปหาข้างล่าง” นางหมายถึงในตัวอำเภอก่อนขึ้นมาบนภูเขา ซึ่งมีร้านค้าของสารพัดอย่างคล้ายกับเมืองหลวง ต่างจากบนภูเขาที่มีเพียงพืชผักกับของในป่าเอาไว้ใช้สอยเท่านั้น
“ตกลงเจ้าค่ะ เช่นนั้นวันพรุ่งนี้ในยามเฉิน (08.00) พี่จะไปบอกกับนาง ไม่แน่ว่าสามีของนางอาจจะมาร่วมด้วยในเรื่องของการตัดและปลูกต้นถั่วด้านหลังให้เรา”
^^ “เจ้าค่ะ” ดีเสียอีกที่นางจะได้ผู้ช่วยพร้อมกันทั้งสามี ภรรยา เรื่องหาคนงานจะได้จบไป พร้อมกับการเริ่มต้นหาวัสดุมาทำหมั่นโถว ‘จะเอาใส้อะไรบ้างนะ’ ในหัวคิดของเย่วซินยามนี้ คิดถึงเพียงเรื่องการงานของตนเองเท่านั้น หาใช่คิดถึงเรื่องเก่าที่ผ่านมา สิ่งใดจดจำแล้วเจ็บ นางก็เลือกที่จะไม่จำ
ในระหว่างที่ทุกคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่กำลังกลับบ้าน ได้มีจอมยุทธ์ลึกลับในชุดสีดำผู้หนึ่งเดินเข้ามา ทุกสายตาต่างเฝ้ามองบุรุษผู้นั้นอย่างระวังภัย แต่แล้วจุดมุ่งหมายของคนผู้นั้นกลับหยุดลงที่ร้านขายน้ำถั่วเหลือง?? บุรุษผู้นั้นมิได้ทำร้ายผู้ใด แต่กลับใช้มือล้วงเข้าไปในอกเสื้อพร้อมกับล้วงเอากล่องไม้ขนาดเท่าหนึ่งฝ่ามือออกมา “กล่องใบนี้เป็นของท่านหญิงขอรับ” ส่งให้สตรีเจ้าของร้านน้ำถั่วเหลืองตรงหน้าที่ทำท่าทางงุนงง
“ท่านเป็นใคร มากล่าวเรื่องท่านหญิงอะไรเจ้าคะ แล้วนี่คือสิ่งใด” ในหลายคำถามนั้น ตัวเย่วซินก็ยังคงรับกล่องไม้มาถือเอาไว้ หากมันคือกล่องอาบยาพิษ ตัวนางคงตายไปแล้วเพราะความประมาท
“สิ่งนี้คือของที่ติดตัวท่านหญิงมาตั้งแต่เกิด เพียงแต่จงฮูหยินคือผู้เก็บรักษามันเอาไว้เพื่อความปลอดภัยของท่านหญิงขอรับ หากท่านหญิงได้อ่านมัน ท่านจะรู้ทุกอย่าง...แม้แต่ชื่อแซ่”
หัวใจของเย่วซินเต้นแรงราวกับกลองออกรบ มือของนางสั่นเทาคล้ายไม่อยากเปิดมันดู ซ้ำบุรุษตรงหน้า ตัวนางก็มิเคยรู้จักแล้วนางจะเชื่อได้อย่างไรว่าทั้งหมดคือเรื่องจริง “ละ แล้ว ท่านเป็นใคร”
“องครักษ์เงาจากวังหลวง”
เสี่ยวเม่าและผู้อาวุโสที่นั่งร่วมอยู่ในเหตุการณ์ต่างเงียบฟังด้วยใบหน้าตื่นตระหนก หรือบุรุษลึกลับผู้นี้จะเป็นคนวิปลาสหลงทางมา ‘ใจหวังแค่ว่ามันคงมิใช่เรื่องเลวร้ายมากกว่าที่เคยเจอ’ ขอแค่เย่วซินเปิดกล่องใบนั้นก็จะรู้เอง
‘องครักษ์เงา เกี่ยวข้องอันใดกับนาง?’