True World โลกแท้จริง

    ตอนที่ 33 ปกป้องเมืองเดอร์ล็อคคืนแรก 1


    อากาศอันหนาวเหน็บได้เข้ามาแทนที่เมื่อตะวันนั้นได้ลับขอบฟ้าแทนที่ด้วยจันทรา มีเพียงแสงไฟจากตะเกียงสลัว  เท่านั้นที่ยังคงทำหน้าที่เป็นแสงสว่างให้แก่ชาวเมืองเดอร์ล็อคในยามค่ำคืน


    บนโต๊ะไม้ยาวอันยาวเหยียดจัดวางไว้ด้วยอาหารและเครื่องดื่มนานาชนิด แต่ไม่มีใครเลยที่จะสนใจกับกลิ่นและความยั่วยวนของสิ่งเหล่านี้ สีหน้าของผู้คนที่อยู่บนโต๊ะนี้นั้นเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังยิ้มแย้มราวกับว่ามันคือการเฉลิมฉลอง


    " ท่านนที ทานเยอะ ๆ สิครับ ถ้าหากไม่ทานล่ะก็เดี๋ยวจะไม่มีแรงต่อกรกับพวกหมาป่าแดงเอานะครับ " เสียงอันเคร่งขรึมเอ่ยขึ้นแต่ถ้อยคำที่ออกมานั้นขัดกับบุกคลิกของน้ำเสียงนี้อย่างสิ้นเชิง


    เจ้าของน้ำเสียงอันเคร่งขรึมนี้นั้นคือชายวัยกลางคนที่มีหนวดเครายาวเฟิ้ม บนหัวของเขาสวมหมวกที่มีเขาสัตว์ยาวออกมาถึงสองข้า และที่ดูจะเตะตาที่สุดก็คือ เขาต้องใช้เก้าอี้ชนิดพิเศษที่ไม่เหมือนกับคนอื่นในการร่วมโต๊ะอาหาร หากจะให้นทีนิยามเขาแล้วล่ะก็ เขาคือไวกิ้งในแถบยุโรปแต่เป็นเวอร์ชั่นคนแคระนั่นเอง


    " นี่คือเนื้อบารอการ์ มันคือเนื้อมอนสเตอร์ชั้นดีที่หายากมาก นาน ๆ ทีจะมีนักผจญภัยนำมาให้กับเรา ท่านนทีลองดูสิครับ " 

    ชายร่างเตี้ยพยายามส่งเนื้อให้กับนทีแต่ก็ส่งไปไม่ถึง นทีต้องรีบเอื้อมไปรับจานอาหารนั้น


    " ขอบคุณมากครับ คุณเมิร์ฟ " 


    บนโต๊ะที่ยาวเหยียดนี้นั้น นทีถูกจัดให้นั่งหัวโต๊ะเพราะเขาคือ ผู้ได้รับพร ในตอนแรกนั้นนทีคิดว่าลูคัสจะกล่าวเกินจริงเกี่ยวกับเรื่องที่หัวหน้ากิลด์คนนี้นั้นชื่นชอบเหล่าผู้ได้รับพร แต่ทันทีที่เขาได้เจอเมิร์ฟนั้น เมิร์ฟก็พุ่งเข้ามากอดเขาราวกับเขาคือลูกชายที่พลัดพรากกันในวัยเยาว์ นทีจึงรับรู้ว่าที่ลูคัสเคยบอกนั้นยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ


    ทางด้านซ้ายของนทีก็คือ ‘เมิร์ฟ’ หัวหน้ากิลด์ร่างแคระที่มาพร้อมหนวดยาวเฟิ้ม ถัดจากเขาคือ ‘โอลิเวีย’ ผู้หญิงที่มีหูยาวเกินกว่าคนทั่วไปและหน้าอกหน้าใจที่ไม่ห่างไกลจากไลล่าเท่าไรนัก นทีคาดว่าเธอคงมีเชื้อสายของเอลฟ์ในตำนานและถัดไปคือชายหนุ่มร่างกายกำยำและกล้ามเป็นมัด ๆ ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่ง ความสูงของเขานั้นพอ ๆ กับกันยาเลยเสียด้วยซ้ำ นทีคาดว่าพวกเขาคงเป็นรองหัวหน้ากิลด์ 


    ในด้านขวาของนทีนั้นคือ ไลล่า พิมชนก และตามมาด้วยกันยา ไลล่าและพิมชนกนั้นพวกเธอดูเหมือนจะจ้องไปยังฝั่งตรงข้ามของโต๊ะอย่างไม่ลดละ แต่นทีรับรู้ว่าที่จริงแล้วพวกเธอกำลังแชทโฮโลแกรมเม้าท์มอยเรื่องของสาวหูยาวที่เป็นเอลฟ์ ที่นทีรับรู้ได้นั้นเพราะการแจ้งเตือนจากระบบถึงข้อความปาร์ตี้นั้นเด้งขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน


    ส่วนกันยานั้นเธอไม่ได้ร่วมวงสนทนากับสองสาวด้วยแต่เธอจ้องมองไปยังร่างกายอันใหญ่โตของชายที่อยู่ตรงข้ามกลับเธอ ดูเหมือนว่าเธอนั้นเจอคู่แข่งของเธอเข้าให้แล้ว


    " ขอบคุณอะไรกันล่ะครับ การมีท่านนทีอยู่ที่นี่ก็เปรียบดั่งกับว่าเรานั้นได้รับชัยชนะในการต่อสู้กับพวกมอนสเตอร์ที่จะมารุกรานไปเรียบร้อยแล้วต่างหากล่ะครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า " เมิร์ฟหัวเราะเสียงดัง


    ' พวกผู้ได้รับพรต้องแข็งแกร่งถึงขนาดไหนกัน ถึงทำให้เขาเชื่อมั่นอย่างไม่ลืมหูลืมตาขนาดนี้ ' นทีคิด


    " หัวหน้าคะ จากที่ฉันทำการติดป้ายประกาศไว้ที่บอร์ดผจญภัยไปเมื่อตอนเย็นนั้น ในตอนแรกพวกเขานั้นไม่เชื่อว่าจะมีการบุกของเหล่ามอนสเตอร์ แต่เมื่อฉันทำตามที่หัวหน้าบอกว่าให้บอกว่าผู้ได้รับพรเป็นคนยืนยันเรื่องนี้เอง พวกเขาก็รีบเข้าร่วมในทันที ตอนนี้จำนวนผู้เข้าร่วมการป้องกันเมืองครั้งนี้อยู่ที่ 50 คนค่ะ " เสียงอันไพเราะของเอลฟ์สาวเอ่ยขึ้น


    " ฮ่า ฮ่า ฮ่า แน่นอนอยู่แล้วว่าพวกนักผจญภัยต้องเข้าร่วม การมีผู้ได้รับพรอยู่เคียงข้างก็เหมือนกับการที่ภารกิจของพวกเขาจะสามารถสำเร็จลุล่วงโดยสวัสดิภาพ การได้ร่วมรบกับผู้ได้รับพรสักครั้งในชีวิตก็นับเป็นเกียรติยศอันสูงส่งแล้ว ทำไมพวกเขาจะไม่เข้าร่วมกันล่ะ โอลิเวีย ฮ่า ฮ่า ฮ่า " เมิร์ฟนั้นหัวเราะอย่างชอบใจกับเรื่องที่เอลฟ์สาวนามว่าโอลิเวียนั้นรายงาน


    ทันใดนั้นเองเสียงเปิดประตูอย่างเร่งรีบก็ดังขึ้น


    " ท่านผู้ได้รับพร ท่านหัวหน้ากิลด์ แย่แล้วครับ พวกมอนสเตอร์โผล่ออกมาแล้ว!! "


    ทุกคนที่ได้ยินนั้นลุกขึ้นในทันทีที่ได้ยินข่าวนี้ เหลือเพียงแต่เมิร์ฟเท่านั้นที่ยังดื่มเบียร์อย่างสบายอกสบายใจอยู่


    " ไม่ต้องกังวลไปหรอก ท่านนทีอยู่ที่นี่แล้ว ท่านสามารถจัดการหมาป่าแดงพวกนั้นได้อย่างงายดายอยู่แล้ว "

    เมิร์ฟเอ่ยด้วยท่าทีสบาย ๆ แต่คนส่งสงสารนั้นก็ยังมีสีหน้ากังวลใจ


    "แต่...แต่ว่า !! "


    แต่ก่อนที่คนส่งสารจะทันได้พูดต่อนั้นเขาก็โดนเมิร์ฟตัดบทเสียก่อน


    " ไม่ว่ามันจะมาอีกกี่ร้อยตัว ท่านนทีก็จัดการได้ ไปกันเถอะครับท่านนที " เมิร์ฟกล่าวพร้อมหัวเราะแล้วเดินนำออกไป


    นทีและสาว ๆ จึงเดินตามออกไปเช่นกัน ถึงนทีจะยังสงสัยอยู่ว่าสิ่งที่คนส่งสารต้องการจะบอกคืออะไร แต่สุดท้ายแล้วเขาก็จะรู้อยู่ดีเมื่อเขาไปถึง


    พวกเขามุ่งหน้าไปยังประตูทางทิศตะวันตกอย่างเร่งรีบ เมื่อมาถึงประตูแล้วนั้นสิ่งแรกที่พวกเขาเห็นคือประตูนั้นถูกปิดไว้เรียบร้อย มีนักผจญภัยที่ใช้อาวุธระยะไกล ทั้งธนูและหน้าไม้ ยืนอยู่บนหอคอยไม้ของเมืองที่สูงประมาณสามเมตรเท่านั้น ส่วนกำแพงไม้ที่ล้อมรอบเมืองไว้นั้นคือกำแพงที่ปลายเป็นหนามแหลม หากหมาป่าแดงเลือกที่จะกระโดดข้ามมาล่ะก็ พวกมันจะต้องบาดเจ็บก่อนที่จะเข้ามาในเมืองได้


    " สถานการณ์เป็นยังไงบ้างครับ ? " นทีถามทหารร่างสูงคนหนึ่งที่อยู่บริเวณหน้าประตู

    " แกเป็นใคร? ไม่เห็นเหรอว่ามอนสเตอร์กำลังรุกราน รีบออกไปจากทีนี่อย่ามาเกะกะ " ทหารร่างสูงคนนั้นตอบกลับนทีอย่างไม่ใยดี

    " บอริส!! แกพูดจาแบบนี้กับผู้ได้รับพรได้ยังไงกัน " เมิร์ฟคำรามลั่น

    " พะ..พะ...ผู้ได้รับพร?! จริงเหรอครับ ท่านเมิร์ฟ ? " ทหารที่ชื่อบอริสทรุดลงไปที่พื้นในทันที

    " ท่านผู้ได้รับพร ได้โปรดยกโทษให้ผมด้วย ผมขออภัยที่ล่วงเกินท่านครับ "


    เมื่อบอริสพูดจบจบเขาก็เขกศีรษะลงไปที่พื้นเพื่อคำนับขอโทษนที นทีเดินเข้าไปแล้วจับแขนทหารคนดังกล่าวให้ลุกกลับขึ้นยืน


    " คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้หรอกครับ ผมไม่ได้โกรธคุณเลย แค่รายงานสถานการณ์ของพวกมอนสเตอร์มาก็พอ " นทีกล่าว

    " ขอบคุณท่านผู้ได้รับพรที่เมตตาผมคนนี้ " บอริสคำนับนทีหนึ่งครั้ง

    " สถานการณ์ในตอนนี้นั้นค่อนข้างเลวร้ายมาก จากที่นักผจญภัยบนหอคอยรายงานมานั้น พวกหมาป่าแดงพยายามฉีกประตูของเราออกเป็นชิ้น ๆ แต่ที่น่าแปลกคือเมื่อพวกมันแถวแรกกัดกระชากเศษไม้ของประตูออกมาแล้วนั้น พวกมันก็จะวิ่งออกไปแล้วหมาป่าแดงแถวถัดไปก็จะเข้ามาแทนที่พวกมันต่อในทันที ราวกับว่า.."

    " ราวกับว่าพวกมันมีความคิดและทำงานร่วมกัน ? " เมิร์ฟกล่าวต่อแล้วบอริสก็พยักหน้าตอบ

    " เป็นไปไม่ได้! หมาป่าแดงมันก็แค่มอนสเตอร์โง่เง่าที่ไร้ซึ่งสติปัญญา พวกมันทำตามสัญชาตญาณในการออกล่าเท่านั้น เว้นเสียแต่ว่า.."

    " มีคนคอยบงการพวกมันอยู่.. " นทีต่อประโยคของเมิร์ฟอีกครั้ง


    พวกเขามองหน้ากันอย่างเคร่งเครียด ก่อนหน้านี้เมิร์ฟได้อธิบายลักษณะนิสัยของหมาป่าแดงให้กับพวกนทีฟัง เพื่อที่พวกเขาจะสามารถต่อกรกับพวกมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การกระทำของพวกมันในตอนนี้นั้นแตกต่างจากนิสัยที่เมิร์ฟให้ข้อมูลกับนทีโดยสิ้นเชิง


    ปัง!


    ในระหว่างที่พวกเขาพูดคุยกันอยู่นั้นเอง เสียงกระทบสนั่นหวั่นไหวก็ดังมาจากประตู ส่งให้พวกเขามองไปที่ประตูนั้นอย่างพร้อมเพรียง


    ปัง!


    เสียงสนั่นหวั่นไหวดังขึ้นอีกครั้งและครั้งนี้ประตูไม้ที่ดูเหมือนจะสามารถทนทานการรุกรานของเหล่าหมาป่าแดงไม่ไหวอีกต่อไปแล้วก็ได้พังทลายลงมา ภาพตรงหน้านั้นทำให้พวกเขาแทบหยุดหายใจ ฝูงหมาป่าแดงมากมายกระจุกกันอยู่ที่ประตูทางเข้า แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาแน่นิ่งไปนั้นไม่ใช่ฝูงหมาป่าแดงเหล่านั้น หากแต่เป็นหมาป่าขนสีเงิน ขนาดตัวของมันนั้นใหญ่กว่าหมาป่าแดงถึงหลายเท่า มันมีความสูงที่เกือบจะเทียบเท่าประตูเมืองที่เพิ่งพังทลายลงไปซึ่งสูงกว่าสี่เมตร


    บรู๊วววววววววววววววว


    หมาป่าสีเงินเชิดหน้าชูคอของมันขึ้นไปยังฟากฟ้าพร้อมเปล่งเสียงหอนออกมาอย่างเกรียงไกร ดั่งเป็นสัญญาณแห่งการประกาศศึกระหว่างกองทัพหมาป่าแดงและกองทัพปกป้องเมืองเดอร์ล็อค ฝูงหมาป่าแดงหอนตอบรับกันอย่างพร้อมเพรียง ความหวาดหวั่นและหวั่นเกรงแผ่ขยายไปทั่วพื้นที่ ทั้งทหารรักษาการเหล่านักผจญภัย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนที ไลล่า พิมชนกและกันยา


    พวกเขานั้นเพิ่งเคยเห็นอะไรที่น่าเกรงขามขนาดนี้ครั้งแรกในชีวิต ถึงแม้พวกเขาจะมีประสบการณ์ในการต่อกรกับซอมบี้มาบ้างแล้ว แต่มันก็เป็นแค่เพียงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น แตกต่างกับสถานการณ์ตรงหน้าที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่าแดงอย่างสิ้นเชิง


    ฝูงหมาป่าแดงวิ่งเข้าหาทุกสรรพชีวิตในระยะราวกับการออกล่าเหยื่อในเวลาปกติของพวกมัน เพียงแต่ครานี้นั้นพวกมันทำการออกล่าเป็นฝูง โดยที่หมาป่าขนสีเงินนั้นยืนอยู่กับที่ มันทำเพียงจ้องมองมนุษย์เหล่านั้นราวกับมองสิ่งมีชีวิตที่ต่ำต้อยกว่า


    ความอลหม่านเกิดขึ้นในทันทีที่ ฝูงหมาป่าควบใส่เหล่าทหารที่เป็นแนวรบหน้าสุดในการป้องกันเมือง ถึงพวกเขาเหล่านี้จะได้ชื่อว่าทหารนั้นแต่การรับมือกับหมาป่าแดงหลายตัวพร้อม ๆ กัน ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะต่อต้านได้เลย


    " ทุกคน!! ฟังข้า! พวกมันก็แค่หมาป่าแดง มอนสเตอร์ที่พวกเราล่ามาเป็นอาหารอยู่ทุกวัน ไม่มีสิ่งใดต้องเกรงกลัวทั้งนั้น แต่ถ้าหากพวกเจ้ายังหวั่นเกรงต่อพวกมันล่ะก็ ให้รู้ไว้ว่า ผู้ได้รับพรท่านนี้ พร้อมที่จะต่อสู้กับฝูงหมาป่าแดงอันอ่อนแอนี้ไปพร้อมกับพวกเจ้า!! "


    เสียงคำรามของเมิร์ฟดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ ทุกคนในที่นั้นต่างได้ยินคำพูดของเขาที่บอกว่ามีผู้ได้รับพรอยู่ในหมู่พวกเขา 


    เฮ เฮ เฮ!


    เมื่อเหล่าทหารและนักผจญภัยได้ยินดังนั้น ก็ราวกับพวกเขาได้ยินคำสั่งจากสวรรค์ที่ต่อให้พวกเขาสู้จนตัวตายก็ถือเป็นเกียรติยศอันใหญ่หลวงในชีวิตแล้วที่พวกเขาได้ต่อสู้ร่วมกับผู้ได้รับพรในตำนาน พวกเขาวิ่งเข้าใส่หมาป่าแดงอย่างไม่คิดชีวิต


    นทีและสาว ๆ ตื่นจากห้วงแห่งความหวาดหวั่นเมื่อเขาได้ยินเสียงของเมิร์ฟ แค่เพียงพวกเขามองหน้ากันนั้นก็ราวกับสามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของกันและกัน ความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง ความไม่อยากจะเชื่อสายตากับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าพวกเขาแสดงออกผ่านทางสีหน้าและแววตาอย่างไม่อาจปิดบัง พวกเขานั้นแท้จริงแล้วก็ยังเป็นเพียงแค่คนธรรมดาที่บังเอิญได้รับพลังเพียงเท่านั้น


    นทีเดินมาหาสาว ๆ ทั้งสามคน มือข้างขวายื่นไปจับไว้กับไลล่าและมือข้างซ้ายของเขาก็จับไว้กับพิมชนก พิมชนกและไลล่ามองหน้าเขาแวบหนึ่งแล้วพวกเธอก็ยื่นมืออีกข้างไปจับไว้กับกันยาเช่นกัน


    " ไม่ว่ายังไงก็ตามแต่ เราจะต้องผ่านบททดสอบนี้ไปด้วยกันให้ได้เท่านั้น และผมก็เชื่อว่าผมสามารถผ่านบททดสอบเหล่านี้ไปได้ถ้าหากพวกคุณพร้อมที่จะฝ่าฟันกับบททดสอบนี้ไปพร้อมกับผมเช่นกัน " นทีกล่าวออกมาอย่างจริงจังพร้อมมองตาทั้งสามสาว

    " ฉันจะไม่ปล่อยให้ใครบาดเจ็บอย่างแน่นอนค่ะ " เสียงเล็กนุ่มนิ่มที่แฝงความหนักแน่นเอ่ยออกมาจากพิมชนก

    " ฉันจะไม่ยอมให้หมาป่าแม้แต่ตัวเดียวหลุดไปหาพวกเธอเหมือนกัน " เสียงทุ้มลึกของกันยาเอ่ยออกมาอย่างเข็มแข็ง

    " และฉันก็จะยิงพวกมันทุกตัวถ้าหากพวกมันจะทำร้ายนายและพวกเธอ " ไลล่าเอ่ยออกมาอย่างแน่วแน่


    เมื่อนทีเห็นสีหน้าที่แน่วแน่ของหญิงสาวทั้งสามคน เขาก็พยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม สิ่งที่เขาต้องการตอนนี้คือการเป็นหนึ่งเดียวกันของปาร์ตี้และเขาก็ได้บรรลุมันแล้ว เหลือเพียงแค่ผลลัพธ์เท่านั้นที่เขายังไม่สามารถคาดเดาได้ แต่แค่การที่เขามีคนที่สามารถเชื่อใจได้ในการฝ่าฟันบททดสอบนี้นั้นก็เพียงพอแล้วที่เขาจะย่อมทุ่มสุดชีวิต


    " งั้นก็ไปลุยกันเลย!! "


    ปาร์ตี้ ฉันกับวันสิ้นโลก พร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับบททดสอบที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและความสัมพันธ์ของพวกเขาไปตลอดกาล