ความเดิมตอนที่แล้ว
ระหว่างที่หลินเพ่ยหนิงและเฉินเสวี่ยหยางพำนักอยู่ที่ค่ายสรรพาวุธหม่าจิ่นเทาและซ่งเผิงจิ่นต่างต้องการพบตัวเขาทั้งสอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ว่าที่เจ้าเมืองเยียนเป่ยอย่างเฉินเสวี่ยหยางทั้งนี้ก็เพื่อสังเกตท่าทีและจุดประสงค์แท้จริงที่เยียนเป่ยมีต่อหนานจิ้ง พวกเขาเดินทางมาที่ค่ายโดยใช้การเยี่ยมเยียนสหายเก่าอย่างหลี่ซู่เหลยมาเป็นข้ออ้างทว่าเรื่องแค่นี้ มีหรือที่จะอยู่เหนือการคาดการณ์ของเฉินเสวี่ยหยาง เมื่อหม่าจิ่นเทาและซ่งเผิงจิ่นคิดหยั่งเชิงเขาจึงเป็นโอกาสดีที่เขาไม่อยากพลาด หมากหนึ่งตัวสื่อถึงความคิด หมากหนึ่งกระดานเผยให้เห็นถึงจิตใจหลังจากพ่ายแพ้อย่างหมดรูป ซ่งเผิงจิ่นก็ขอตัวกลับจวนสกุลซ่งและแน่นอนว่า จากนี้ เขาคงไม่กล้าท้าเล่นหมากกระดานกับเฉินเสวี่ยหยางอีกเป็นแน่ในเรือนพักชั่วคราวสกุลหลี่จึงมีเพียงหม่าจิ่นเทาเท่านั้นที่ยังคงรั้งอยู่และมีเพียงหลินเพ่ยหนิงที่สามารถต่อกรกับเฉินเสวี่ยหยางบนตารางหมากทรงสี่เหลี่ยมได้
เช้าวันต่อมาจดหมายของหวงจิ้งเอินถูกส่งไปถึงจวนสกุลอู๋ ประจวบกับเวลานั้น แม่ทัพอู๋เริ่มเป็นกังวลเพราะเป็นห่วงบุตรสาวใจความในจดหมายระบุเพียงคร่าว ๆ ว่าพวกเขานั้นอยู่ด้วยกัน คล้ายกับว่าหวงจิ้งเอินไม่ต้องการให้อู๋สี่รับรู้ว่าพวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไรและสถานที่ไหนนั่นเป็นเพราะหวงจิ้งเอินรู้ดีว่าหากอู๋สี่ทราบข่าวบุตรสาวต้องอยู่ท่ามกลางกลุ่มโจรกบฏเขาคงนำกำลังทหารบุกย่ำหมู่บ้านหัว และเมื่อนั้น ความจริงเกี่ยวกับค่ายชิงเฟิงก็จะถูกกลบฝังทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อเฉินเสวี่ยหยางและว่าที่ชายาอย่างหลินเพ่ยหนิงรวมทั้งความเป็นไปของทั้งสองดินแดน
ด้านสถานการณ์ภายในค่ายสรรพาวุธหลินเพ่ยหนิงติดพันธุระสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับภาระหน้าที่ของผู้ครองเมืองในอนาคตนางจำต้องเรียนรู้ทั้งศาสตร์และกลที่ใช้ในการปกป้องความสงบของบ้านเมือง จนเมื่อเวลาผ่านไปความสว่างไสวถูกแทนที่ด้วยแสงสลัว หลินเพ่ยหนิงยังคงอยู่ในกระโจมใหญ่ในขณะที่เฉินเสวี่ยหยางเดินทางออกมานอกค่ายเพื่อมาพบใครคนหนึ่งเหลียงจิ่งเสียนได้สั่งให้เซี่ยเซิ่งหมิ่นส่งสารลับเพื่อนัดพบเจ้าเมืองน้อยเฉินเป็นการส่วนตัวซึ่งการพบกันครั้งนี้ไม่เป็นผลดีนัก เพราะหลังจากที่พูดคุยกันได้ไม่นานคนสนิทของแม่ทัพเหลียงได้จู่โจมเฉินเสวี่ยหยางโดยไม่ทราบสาเหตุทำให้เซี่ยเซิ่งหมิ่นต้องจบชีวิตลงในน้ำมือขององครักษ์ผู้พี่อย่างเฟยหมิงและสร้างความแค้นใหญ่หลวงให้กับเหลียงจิ่งเสียน
รุ่งเช้า จวนสกุลซ่ง
รถม้าผู้นำซ่งกลับถึงจวนแต่เช้าตรู่ซ่งเผิงจิ่นก้าวลงจากรถม้าและเดินกลับเข้าจวนโดยมีคนรับใช้ติดตามเพียงไม่กี่คนเมื่อก้าวเข้าประตูจวน ซ่งเจียอีก็ผลุนผลันเข้าไปเกาะแขนบิดา ปากก็ร้องขอความเป็นธรรม
ซ่งเจียอี : “ ท่านพ่อ ท่านพ่อ ท่านต้องช่วยข้านะ จัดการพี่จื่อรุ่ยให้ข้าด้วยท่านรู้รึเปล่า ตอนท่านไม่อยู่ เขาก่อเรื่องอะไรไว้บ้าง? ”
ก้นของท่านผู้นำยังไม่ทันได้แตะเก้าอี้นางก็สาดถ้อยคำฟ้องร้องแก่บิดา กระทั่งซ่งฮูหยินเดินออกมาต้อนรับสามี
ฮูหยินซ่ง : “ ทำอะไรของเจ้าน่ะเจียอีพ่อเจ้าเดินทางทั้งคืนเพิ่งมาถึง ให้เขานั่งพักหน่อยเป็นไร จะพูดจะจาอะไรค่อยรอหลังจากนั้นก็ได้ ”
ซ่งเจียอี : “ โธ่! ท่านแม่ ก็ข้าร้อนใจนี่ ”
หูก็ฟังคำพร่ำบ่นของบุตรสาวสองขาก็ก้าวเดินไปนั่งเก้าอี้ ซ่งเผิงจิ่นทิ้งตัวลงนั่ง ขณะที่ซ่งฮูหยินรินน้ำชาส่งให้กับสามี
ฮูหยินซ่ง : “ ท่านพี่ การเดินทางเป็นอย่างไรบ้าง? ”
ซ่งเผิงจิ่น : “ อื้ม ราบรื่นดี ”
ฮูหยินซ่ง : “ แล้ว.. ”
ซ่งเผิงจิ่น : “ เรื่องอื่นค่อยว่ากัน ”
ซ่งเผิงจิ่นรีบตัดบท ก่อนที่ภรรยาจะได้เอ่ยถามเพราะเห็นว่าบางเรื่อง บุตรีของเขาไม่ควรต้องรู้
ฮูหยินซ่ง : “ เช่นนั้น ข้าจะไปเตรียมเสื้อผ้าและให้ห้องครัวเตรียมสำรับอาหารให้รอท่านอาบน้ำเสร็จแล้ว ค่อยมากินข้าวกัน ”
ซ่งเผิงจิ่น : “ อื้ม ”
เมื่อซ่งฮูหยินจากไป ซ่งเผิงจิ่นก็หันมาสนทนากับบุตรสาว
ซ่งเผิงจิ่น : “ เจ้า มีอะไรก็ว่ามา? ”
ซ่งเจียอี : “ ท่านพ่อ ถึงตาข้าพูดแล้วใช่ไหม เมื่อหลายวันก่อนพี่จื่อรุ่ยแอบกลับมาที่จวน เขาขโมยของของข้าไป ทั้งสร้อย แหวน กำไล ปิ่นปักผมหายไปตั้งเยอะแน่ะท่านพ่อ ข้าว่าเขาต้องเอาไปเข้าบ่อนเล่นพนันอีกแน่ ท่านพ่อ ท่านต้องจัดการเขาให้ข้านะไม่อย่างนั้นข้าไม่ยอมจริง ๆ ด้วย ”
ซ่งเผิงจิ่นฟังบุตรีด้วยท่าทีเรียบเฉย เขาเพียงถอนหายใจเบาๆ และดูไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่ได้ยิน ดูเหมือนเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยมากหากเทียบกับเรื่องที่เพิ่งลอยมาเข้าหูจนทำให้เขาต้องรีบกลับจวนแล้วนั้น นี่ดูไม่แปลกเลยสักนิดเขานิ่งเงียบไปจนซ่งเจียอีต้องเขย่าแขน
ซ่งเจียอี : “ ท่านพ่อ.. ท่านพ่อ.. ท่านได้ยินข้าหรือไม่?เหตุใดถึงเงียบเล่า? ”
ซ่งเผิงจิ่น : “ หายไปเยอะ แปลว่ายังมีอยู่ ”
ซ่งเจียอี : “ ท่านพ่อ! ”
ซ่งเจียอีขึ้นเสียงเพราะไม่ได้ดั่งใจ
ซ่งเผิงจิ่น : “ ข้าไม่ได้บอกว่าปล่อยไป ตอนนี้ ข้าสั่งคนออกตามหาตัวเขาแล้วหากพบเมื่อไหร่ แล้วค่อยว่ากัน ”
พูดจบก็ลุกเดินหนีบุตรสาวไปทันที
ซ่งเจียอี : “ เอ๊า! แค่เนี้ยะเหรอ? ”
ทำเอาซ่งเจียอีงวยงงกับปฏิกิริยาของผู้เป็นบิดาและได้แต่นั่งเกาหัว
ณ แหล่งกบดานในตลาดมืด
“ ว่ายังไงนะ! เซี่ยเซิ่งหมิ่น ตายแล้วเหรอ? ”
เสียงสตรีผู้นั้นอุทาน หลังจากที่ได้รับข่าวจากสายของนางนางยืนหันหลังให้กับฉากกั้นด้วยแววตาที่อำมหิต ทว่าซุกซ่อนประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
สตรีลึกลับ : “ ตามซ่งจื่อรุ่ยมาพบข้า ”
สายข่าว : “ ขอรับ ”
ครั้นสายข่าวของนางได้จากไป แววตาลึกล้ำของนางดูสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นนางไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน จึงสั่งการลูกสมุนตามตัวซ่งจื่อรุ่ยมาพบ
ณบ้านไม้หลังเล็กทรงเรียบ ๆ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตชุมชน พื้นที่โดยรอบ ซุ้มประตูและขื่อบ้านถูกผูกไว้ด้วยผืนผ้าสีขาวกับบรรยากาศที่หดหู่แขกเหรื่อบางตาได้ปรากฏตัวในชุดขาวเพื่อไว้อาลัยให้กับผู้ที่ล่วงลับไม่เว้นแม้แต่เหลียงจิ่งเสียนและเหลียงเสี่ยวเหยา ท่านแม่ทัพอยู่ในสภาพสอดแขนซ้ายไว้กับผ้าสีสะอาดตาซึ่งคล้องอยู่ที่คอบนสีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาเศร้าสลดจนเหลียงเสี่ยวเหยาไม่อาจปลีกตัวออกห่างนางยืนประคองอยู่ข้างกายพ่อบุญธรรมด้วยความเป็นห่วง จากสภาพภายในงานทำให้รู้ทันทีว่าผู้ที่สละร่างไปไม่มีญาติสนิทมิตรสหายเหลืออยู่เลยป้ายดวงวิญญาณสลักชื่อ เซี่ยเซิ่งหมิ่น ถูกวางตั้งไว้หน้าโลงไม้พร้อมกับของเซ่นไหว้ที่วางอยู่ใกล้กัน เหลียงเสี่ยวเหยาพยุงแขนบิดาไปนั่งที่หน้าป้ายดวงวิญญาณแล้วแม่ทัพก็หยิบกาสุราขึ้นมารินใส่จอก แม้กานั้นจะถืออยู่ในมือขวาแต่น้ำสุราไหลลงจอกอย่างแม่นยำราวกับว่าเขาบรรจงเทมันอย่างตั้งใจ แม้จะเป็นมือข้างที่ไม่ถนัดเลยก็ตามเมื่อรินสุราถึงค่อนจอก เขาก็วางกาสุราลง แล้วหยิบจอกสุราขึ้นมาเทราดลงพื้น
เหลียงจิ่งเสียน : “ เซิ่งหมิ่น เจ้าไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน หลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์เจ้ากับข้าไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง ข้าเห็นเจ้าเป็นดั่งพี่น้องกันมานานแล้ว เจ้าไม่ต้องห่วงข้าจะไม่ให้เจ้าต้องตายเปล่า ไม่มีทาง ”
ท่านแม่ทัพนั่งรำพึงรำพันกับป้ายดวงวิญญาณด้วยความรู้สึกคับแค้นเหลียงเสี่ยวเหยาทำได้เพียงอยู่เคียงข้างบิดา ทว่านางมิอาจปลอบโยนหรือกล่าววาจาใดๆ เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่บุรุษผู้กล้าอย่างเขาอยากได้ยิน ไม่นานก็มีตัวแทนของเหล่าผู้นำเดินทางมาร่วมไว้อาลัยให้กับเซี่ยเซิ่งหมิ่นคนเหล่านี้แม้ไม่สนิทสนมกับเซี่ยเซิ่งหมิ่น แต่ที่มาก็ด้วยความเห็นใจที่มีต่อท่านแม่ทัพจางหยวนรับคำสั่งมาในนามของเจ้าเมืองหลิน หม่าเสียนเย่เดินทางมาพร้อมด้วยคนติดตามและซ่งฮูหยินพร้อมสาวรับใช้เดินทางมาแทนซ่งเผิงจิ่นผู้เป็นสามี หากแต่งานนี้กลับมีคนที่ไม่ควรปรากฏตัวมายืนอยู่ด้วยเขาก็คือคุณชายซ่งที่แม้แต่ซ่งฮูหยิน มารดาของเขาก็ยังประหลาดใจที่พบบุตรชายในงานศพของเซี่ยเซิ่งหมิ่น
ฮูหยินซ่ง : “ จื่อรุ่ย เจ้ามาทำอะไรที่นี่? แล้วนี่หายไปไหนมาไม่กลับบ้านกลับช่อง พ่อเจ้าตามหาเจ้าอยู่นะ ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ไว้ค่อยคุยกันน่าท่านแม่ ”
ซ่งจื่อรุ่ยบอกปัดทั้งยังเดินหนีมารดาเข้าไปในตัวบ้านเหลียงเสี่ยวเหยาพยุงเหลียงจิ่งเสียนออกมายืนต้อนรับแขก จางหยวนเดินนำหน้าตามมาด้วยคุณชายหม่า ซ่งจื่อรุ่ยและซ่งฮูหยิน
เหลียงจิ่งเสียน : “ ผู้ช่วยจาง ”
จางหยวน : “ แม่ทัพเหลียง ได้ข่าวว่าบาดเจ็บ อาการท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”
เหลียงจิ่งเสียน : “ ก็อย่างที่ท่านเห็น ”
จางหยวน : “ ท่านเจ้าเมืองให้ข้านำยานี้มาให้ท่านเป็นยารักษาอาการบาดเจ็บที่ใช้กับทหาร คิดว่าท่านน่าจะคุ้นเคย ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ ขอบคุณผู้ช่วยจาง และฝากคำขอบคุณไปถึงท่านเจ้าเมืองด้วย ”
จางหยวน : “ แม่ทัพไม่ต้องเกรงใจ ”
เหลียงเสี่ยวเหยาเอื้อมมือไปรับห่อยาที่คนติดตามของจางหยวนส่งให้พร้อมด้วยเสียงทักทายของหม่าเสียนเย่
หม่าเสียนเย่ : “ ท่านแม่ทัพ ให้ข้าตรวจดูอาการสักหน่อยเถิด ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ ขอบคุณคุณชายหม่า ข้ามิได้เป็นอะไรมาก ที่เห็นก็แค่อาการภายนอกเท่านั้นไม่นานก็หาย ”
หม่าเสียนเย่ : “ เช่นนั้นท่านแม่ทัพ รักษาสุขภาพด้วย หากมีอาการไม่สู้ดีให้คนไปหาข้าที่ร้านยาสกุลหม่าได้ทุกเมื่อ ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ ขอบคุณคุณชาย ”
แล้วเหลียงจิ่งเสียนก็หันไปทักทายซ่งฮูหยินทว่ามิได้กล่าวอันใดกับคุณชายซ่งผู้มีกิริยาท่าทางไม่เหมือนคนที่อยากมาร่วมไว้อาลัยในงานศพเลยแม้แต่น้อย
เหลียงจิ่งเสียน : “ ซ่งฮูหยิน ”
ฮูหยินซ่ง : “ ท่านแม่ทัพ เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดาขอท่านอย่าได้โศกเศร้านัก จนร่างกายอ่อนแอ เมื่อครู่ ข้าเพิ่งแวะไปร้านยาสกุลหม่านี่เป็นยาบำรุงร่างกายที่ช่วยคลายเครียดและช่วยให้นอนหลับสนิท ท่านผู้นำก็ทานยานี้อยู่เป็นประจำ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ ขอบคุณซ่งฮูหยิน ”
เหลียงเสี่ยวเหยารับห่อยาแล้วส่งต่อให้กับสาวรับใช้ทว่าในตอนนั้นกลับมีเสียงอันหยิ่งผยองปนถ้อยคำยั่วยุได้เอ่ยขึ้นมาจากปากของคุณชายซ่ง
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เฮ่ย.. ผู้ช่วยเซี่ยนะผู้ช่วยเซี่ยชีวิตเจ้าเนี่ยน่าเวทนานัก ญาติพี่น้องรึก็หามีไม่ ยังต้องมาตายด้วยน้ำมือของผู้มีอำนาจที่ยากจะแตะต้องข้าล่ะสงสารเจ้าจริง ๆ ”
แม้ใบหน้ายังมีรอยบาดแผล แต่ก็หาได้หลาบจำซ่งจื่อรุ่ยยังคงมีฝีปากกล้าจนซ่งฮูหยินต้องเอ่ยปรามด้วยน้ำเสียงเบา
ฮูหยินซ่ง : “ เจ้าลูกคนนี้ มันใช่เวลาที่จะมาพูดเรื่องนี้ไหม”
ซ่งจื่อรุ่ยยืนกอดอกด้วยท่าทางหยิ่งทะนงไม่สลดกับคำตักเตือนของซ่งฮูหยิน
เหลียงจิ่งเสียน : “ คุณชายซ่งจะพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูก ข้าและเหยาเอ๋อก็คือญาติของเขา ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ อ๋อ.. ขออภัย ๆ ท่านแม่ทัพ ข้าคิดน้อยไปหน่อยแต่ที่พูดเนี่ยก็เพราะว่าเป็นห่วง กลัวว่าเขาจะตายอย่างไม่ยุติธรรม ทั้งยังไม่มีใครกล้ายื่นมือช่วยทวงความเป็นธรรมให้โธ่.. นี่ข้าคิดมากไปเองหรือเนี่ย ”
ฮูหยินซ่ง : “ จื่อรุ่ย เจ้าพูดมากไปแล้ว ขอโทษท่านแม่ทัพเดี๋ยวนี้”
ซ่งจื่อรุ่ยได้ยินคำสั่งของมารดาก็ยกมือขึ้นขออภัยอย่างขอไปทีทั้งยังกลอกตาไปมาจนสตรีอย่างเหลียงเสี่ยวเหยามีสีหน้าไม่พอใจ แต่สตรีหัวอ่อนเช่นนางก็ทำได้เพียงยืนมองพลางขมวดคิ้วเท่านั้น
เหลียงจิ่งเสียน : “ ขอบคุณคุณชายซ่งที่มีน้ำใจ นึกเป็นห่วง แต่ตราบใดที่ข้ายังอยู่เรื่องพวกนี้คงไม่รบกวนท่าน ”
ซ่งจื่อรุ่ย : " หึ้! "
ถ้อยคำตอกกลับอย่างสุภาพที่แปลความหมายว่าไม่ควรเข้ามาสอดแทรกทำให้ซ่งจื่อรุ่ยสะบัดหน้าพรืดและเดินกลับออกไปอย่างเสียอารมณ์
ฮูหยินซ่ง : “ จื่อรุ่ย! เจ้าลูกคนนี้นี่ เฮ่ย.. ”
ซ่งฮูหยินส่งเสียงตามหลังบุตรชายอย่างอับอาย เพราะกิริยาอันไม่เหมาะไม่ควรของคุณชายซ่งนางถอนหายใจอย่างระอาและกล่าวขออภัยต่อแม่ทัพเหลียง
ฮูหยินซ่ง : “ ท่านแม่ทัพ ข้าต้องขออภัยแทนลูกชายไม่เอาไหนของข้าด้วยไม่รู้ว่าข้าทำเวรทำกรรมอะไร ถึงมีลูกไม่เอาไหนเลยสักคน ผิดกับคุณหนูเหลียงลิบลับ ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ ซ่งฮูหยินอย่าได้คิดมาก เรื่องแค่นี้ไม่ร้ายแรงถึงขั้นต้องถือสากันหรอกข้าขอขอบคุณทุกท่านที่มาในวันนี้ด้วย ข้ารู้ว่าทุกท่านมาก็เพื่อข้า ข้าซึ้งน้ำใจทุกท่านเป็นอย่างมาก”
จางหยวน : “ ข้ารู้ว่าถามเช่นนี้คงไม่เหมาะ แต่หากจะไม่ถามก็คงไม่ได้นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ? ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ เรื่องนี้เป็นเพียงความเข้าใจผิดเซิ่งหมิ่นจู่โจมเจ้าเมืองน้อยเฉิน เขาเลยถูกองครักษ์สังหาร ส่วนข้าพยายามเข้าไปห้ามก็เลยถูกลูกหลงทักษะการต่อสู้ของเยียนเป่ย ร้ายกาจจริง ๆ ”
หม่าเสียนเย่ : “ เป็นดังที่ท่านพ่อเคยกล่าว อาชาเงาทุกนายล้วนแข็งแกร่งว่องไวคำนี้ไม่ผิดเลย แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจ ที่ผ่านมา ผู้ช่วยเซี่ยไม่ใช่คนวู่วามถึงเพียงนั้นนี่”
เหลียงจิ่งเสียน : “ ข้าผิดเองที่ห้ามเขาไว้ไม่ได้ คนนอกอาจไม่เข้าใจ สำหรับเซิ่งหมิ่นแล้วสิ่งใดที่ไม่ควรแตะต้อง เจ้าเมืองน้อยเฉินบังเอิญไปแตะถูกขีดจำกัดของเขาเข้า สุดท้ายเรื่องเลยกลายเป็นเช่นนี้ ”
แม่ทัพเหลียงพูดพลางก้มหน้าลงด้วยแววตาเศร้าสลด ขอบตาแดงทว่าไม่มีแม้หยดน้ำตา ทุกคนต่างดูออกว่าเขาพยายามอดกลั้นความรู้สึกเอาไว้จางหยวนจึงได้พูดเปลี่ยนเรื่อง
จางหยวน : “ จริงสิพวกเรายังไม่ได้เข้าไปเคารพดวงวิญญาณผู้ช่วยเซี่ยเลย ”
ฮูหยินซ่ง : “ จริงด้วย ”
หม่าเสียนเย่ : “ เช่นนั้น ผู้ช่วยจาง ซ่งฮูหยิน อย่าเสียเวลาอยู่เลยรีบเข้าไปกันเถิด ”
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ ทุกท่าน เชิญทางนี้ ”
เหลียงเสี่ยวเหยาพาทุกคนไปที่หน้าป้ายดวงวิญญาณโดยปล่อยให้บิดาเดินไปนั่งที่เก้าอี้ด้วยสภาพร่างกายที่ดูเหนื่อยอ่อน นางหันกลับไปมองบิดาด้วยความเป็นห่วงเพราะรู้ว่าหลายวันมานี้เขาแทบไม่ได้หลับได้นอน เหลียงจิ่งเสียนนั่งอยู่ที่เก้าอี้พลางนึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาภาพของเด็กชายวัยรุ่นปรากฏขึ้นมาในหัว นับร้อยภาพ .. “ ข้าน้อยแซ่เซี่ยนามว่าเซิ่งหมิ่นขอรับ ข้าอยากเก่งให้มากเพื่อจะได้เป็นทหารเหมือนกับท่าน ” ..สีหน้าแววตาที่มุ่งมั่น เขาจดจำมันได้เป็นอย่างดีและยังตอบกลับไปว่า .. “ หึ!ผอมแห้งแรงน้อยอย่างเจ้าจะถือดาบไหวเหรอ? เอานี่ไป ” .. เคล้ง! ว่าพลาง เหลียงจิ่งเสียนก็โยนดาบของตนให้เด็กชายคนนั้น “ เอ่อ.. ขออภัยขอรับนี่คงหนักเกินไปสำหรับข้า แต่นายท่านไม่ต้องห่วง ต่อไป ข้าจะฝึกฝนให้มากเพื่อที่จะเก่งขึ้นให้ได้ถึงวันนั้น ข้าก็มีกำลังมากพอที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ” .. เหลียงจิ่งเสียนได้ฟังก็ถูกชะตากับเด็กชายแซ่เซี่ยตั้งแต่แรกเห็นเขาได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างจากตัวเด็กชายคนนั้น เมื่อวันเวลาผ่านไป หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมากมายมันเป็นเรื่องราวอันนำมาซึ่งความผูกพันจนกลายมาเป็นจุดจบอันน่าเศร้า เขาได้แต่ทอดถอนใจอยู่เพียงลำพังและคิดแค่เพียงว่า.. “ ผู้ที่ตายไม่ควรเป็นเจ้า ” .. แม้ว่าจะเหลือมือที่ไม่ถนัดแต่เหลียงจิ่งเสียนกำหมัดขวาไว้แน่น ถ้อยคำที่เขากล่าวอย่างปล่อยวางไปเมื่อครู่คล้ายจะเป็นการกลบเกลื่อนความแค้นที่ฝังอยู่ในใจเสียมากกว่า
วันแล้ววันเล่าแขนซ้ายที่เคยเจ็บผ่านวันเวลาและการเยียวยาจนหายดี แต่บาดแผลภายในจิตใจกลับยิ่งฝังลึกลงไปทุกขณะเหลียงจิ่งเสียนหยิบอาวุธคู่กายออกมาถือด้วยมืออันสั่นเทา อาวุธที่เคยเป็นดั่งส่วนหนึ่งของร่างกายบัดนี้ เขาไม่อาจถือมันไว้ได้อีก ..เคล้ง!.. ดาบเคียงวสันต์ที่ใหญ่ยาวและหนักอึ้ง มันกลายเป็นส่วนเกินที่ถืออย่างไรก็ไม่คล่องดูราวกับว่ามันมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาอีกหลายสิบชั่ง กี่ครั้งที่ดาบหลุดจากมือกี่หนที่เขาต้องหยิบมันขึ้นมาใหม่คืนแล้วคืนเล่าที่เหลียงเสี่ยวเหยาได้แต่เฝ้ามองบิดาอยู่ห่าง ๆ ด้วยความปวดใจนางรู้ดีว่าทุกครั้งที่ดาบหลุดจากมือก็เหมือนดั่งมีเหล็กแหลมทิ่มแทงเข้าไปในใจอยู่ทุกขณะและเขาก็ได้แต่เก็บกดมันเอาไว้ เปลี่ยนเป็นความเคียดแค้นชิงชัง คืนวันที่ผันผ่านเฉินเสวี่ยหยางยังคงเล่นหมากกระดานอยู่ที่ซุ้มหน้ากระโจม และหลินเพ่ยหนิงยังคงเฝ้าศึกษาตำราอยู่กับหลี่ซู่เหลยบ้างก็ติดตามช่างหลี่ไปที่คลังสรรพาวุธ ตรวจสอบอาวุธที่เสียหาย จนในที่สุด นางก็ได้เรียนรู้การหลอมแร่เหล็กเพื่อตีเหล็กขึ้นรูปเป็นอาวุธอันทรงอานุภาพไฟ ความร้อนที่รายล้อมอยู่รอบกายนาง ทำให้นางหวั่นใจไม่น้อย หากแต่ชุดผ้าคลุมที่นางนำมาส่งคืนเฉินเสวี่ยหยางได้ถูกนำมาห่มคลุมอยู่บนตัวของนางแทน เขาไม่ได้รับมันกลับไป ทั้งยังแอบถ่ายพลังส่วนหนึ่งลงบนผืนผ้าเพื่อให้นางใช้มันปกป้องร่างกาย เสียงตีเหล็กที่ดังกึกก้องพร้อมกับเสียงฟาดฟันคมดาบของแม่ทัพเหลียงเปรียบดั่งคนที่ต่างมีเป้าหมายและพร้อมจะทำลายทุกสิ่งที่กีดขวาง
โรงเตี๊ยมเฟิ่งชุน
“ เสี่ยวเอ้อ เอาเหล้ามาหน่อย ”
ซ่งจื่อรุ่ยเดินเข้ามานั่งสั่งสุราด้วยอารมณ์หงุดหงิด..ตึก ๆ ๆ.. เสียงฝีเท้าของเสี่ยวเอ้อรีบเดินเข้ามาต้อนรับแขก
เสี่ยวเอ้อ : “ นายท่าน ไม่ทราบจะรับอะไรดีขอรับ?ร้านเรามีทั้งเหล้าเหลือง นารีแดง หอมหมื่นลี้ แล้วก็สุราดอกซิ่งฮวาขอรับ ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ อะไรก็เอามาเถิดน่า ”
เสี่ยวเอ้อ : “ ได้ขอรับ รอสักครู่ขอรับนายท่าน ”
.. ฟืด! .. ซ่งจื่อรุ่ยมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ เขาถอนหายใจทิ้งเหมือนกับว่าเพิ่งหัวเสียมาหยกๆ และนั่นคงไม่พ้นเรื่องพนัน เสี่ยวเอ้อสังเกตเห็นคุณชายมีท่าทางอารมณ์ไม่ดีเขาจึงนำสุรามาส่งให้ ทั้งยังชวนพูดคุย
เสี่ยวเอ้อ : “ นายท่าน นี่ขอรับสุรา จะสั่งอะไรเพิ่มอีกไหมขอรับ?”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ไม่ล่ะ จะไปไหนก็ไป ”
เสี่ยวเอ้อ : “ เอ่อ.. นายท่าน อย่าหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะขอรับโบราณว่าไว้ จิตใจแจ่มใส ร่างกายจึงแข็งแรงและอายุยืนยาว ข้าเห็นนายท่านอารมณ์ไม่ดีตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้วช่วงนี้ข้อน้อยมีเรื่องดี ๆ เลยอยากแบ่งปันนายท่านสักเล็กน้อย ไม่คิดเงินหรอกขอรับ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ มีอะไรก็ว่ามา หากทำข้าเสียเวลาล่ะก็ เจ้าโดนดีแน่”
เสี่ยวเอ้อ : “ เจ้าเย็น ๆ สิขอรับ ข้าน้อยกำลังจะบอกอยู่นี่ไงข่าวว่าเร็ว ๆ นี้เพิ่งมีร้านมาเปิดใหม่ ชื่อว่าหออวี้ชุน ตั้งอยู่ทางหัวมุมถนนเส้นโน้นแต่จะว่าเป็นร้านอาหารมันก็ไม่เชิง เพราะที่นั่นมันมีอะไรดี ๆ มากกว่านั้น นายท่านลองทายดูสิขอรับ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ จะพูดก็พูดมา อย่ามัวโอ้เอ้ ”
เสี่ยวเอ้อ : “ ไม่ทายไม่เป็นไร งั้นข้าน้อยจะเฉลยให้ เดิมที่นั่นมีแค่ชั้นเดียวแต่ว่าเจ้าของสั่งต่อเติมใหม่จึงมีสามชั้น ชั้นล่างเปิดเป็นร้านอาหาร ส่วนชั้นสองเป็นเหลาสุรามีนักดนตรีสาวงามและนางรำรูปร่างหน้าตาสะสวยมาร่ายรำให้ท่านชม ทั้งอิ่มท้องอิ่มตาในเวลาเดียวกันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม แต่ที่เด็ดสุดคือชั้นสาม เพราะที่นั่นมีแต่ลูกค้าชั้นสูงเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ขึ้นไปได้”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ลูกค้าชั้นสูงงั้นเหรอ? ”
เสี่ยวเอ้อ : “ ขอรับ ก็พวกลูกค้าที่กระเป๋าหนัก ๆ หรือพวกผู้ดีมีฐานะอย่างเช่นนายท่านไงขอรับ เพราะที่นั่นถูกเปิดเป็นบ่อนพนัน วานนี้ญาติของภรรยาข้าลองเข้าไปดูเล่นๆ แต่ใครจะรู้ ทางร้านประเดิมกิจการใหม่ จึงตั้งเงื่อนไขเพิ่มเงินให้อีกหนึ่งส่วน ญาติข้าเลยได้กำไรกลับมาอีกเท่าตัวดีใจยกใหญ่ นายท่าน ท่านว่านี่ไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือขอรับ? ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ หึ! เรื่องดีจริงด้วย เอาไป ”
เพียงได้ฟัง ซ่งจื่อรุ่ยก็ตาลุกวาว เขาหยิบเงินจากในสาบเสื้อโยนให้กับเสี่ยวเอ้อสีหน้าของเขาแตกต่างไปจากตอนที่เดินเข้ามาในร้านราวกับเป็นคนละคน
เสี่ยวเอ้อ : “ โห.. นายท่าน ขอบคุณขอรับ ข้าว่าแล้วว่าท่านต้องเป็นผู้มีฐานะโหงวเฮ้งดูดีมีสง่าราศีเสียขนาดนี้ ”
เสี่ยวเอ้อรับเงินก้อนนั้นไว้และรีบเก็บไว้ในเสื้อพลางกล่าวขอบคุณ ทั้งยังป้อยอด้วยคำโต
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เดี๋ยวนะ! เจ้าว่าหออวี้ชุนอะไรนั่นอยู่ตรงไหนนะ? ”
เสี่ยวเอ้อ : “ อ๋อ.. ตรงสุดหัวมุมถนนเส้นโน้นน่ะขอรับ นายท่านเดินไปครู่เดียวก็ถึงร้านใหญ่สังเกตง่าย เห็นปุ๊บก็รู้เลยขอรับ ก่อนหน้านี้เหมือนว่าตรงนั้นจะเคยเป็นเหลาสุราซือจี๋ของทายาทสกุลซ่งแต่ว่าเจ้าของเขาเซ้งกิจการไป ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เฮอะ! ”
ซ่งจื่อรุ่ยอุทานด้วยความประหลาดใจ และขณะที่พูดคุยกันอยู่นั้น
“ เสี่ยวเอ้อ.. สั่งอาหารหน่อย ”
เสี่ยวเอ้อ : “ นายท่าน มีลูกค้าเข้าร้านแล้วข้าไปก่อนนะขอรับ ”
เสี่ยวเอ้อพูดจบก็เดินไปรับลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาใหม่ปล่อยให้ซ่งจื่อรุ่ยเอะใจกับความบังเอิญที่ได้ยินไปเมื่อครู่ เหลาสุราซือจี๋เป็นกิจการที่เขาและซ่งเจียอีผู้เป็นน้องสาวหุ้นกันเปิดกิจการขึ้นมาทว่าเพราะการถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจกับความสุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายเงินไปอย่างไร้เหตุผลของซ่งเจียอีผนวกกับความเป็นผีพนันของซ่งจื่อรุ่ย ทั้งสองบริหารกิจการไม่เป็น ร้านจึงขาดทุนติดต่อกันส่งผลให้ต้องปิดกิจการลงบัดนี้ ที่แห่งนั้นกลับมาเปิดกิจการอีกครั้งและดูยิ่งใหญ่กว่าเดิมนั่นยิ่งดึงดูดความสนใจของซ่งจื่อรุ่ยมากขึ้นไปอีกคุณชายซ่งเดินออกจากโรงเตี๊ยมด้วยความสงสัยใครรู้และคิดจะไปดูกิจการหออวี้ชุนที่ว่าแต่ในขณะที่เขาเดินหลบหลีกผู้คนเพื่อหนีการตามล่าของบิดา ก็ได้มีชายคนหนึ่งเดินสวนทางมาและยัดเศษกระดาษแผ่นเล็กใส่ในมือเขาเมื่อเขาหงายฝ่ามือขึ้นดูก็พบว่านั่นเป็นข้อความลับของผู้นำที่ต้องการให้เข้ารีบเดินทางไปพบ
“ พักนี้ ตามตัวเจ้ายากขึ้นทุกวัน ”
สตรีผู้นำกล่าว
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เอ่อ.. ขออภัยขอรับ ”
สตรีลึกลับ : “ ช่างเถอะ เรื่องที่ให้ไปสืบ ได้เรื่องว่ายังไงบ้าง?”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ดูท่าจะเป็นเรื่องจริงขอรับ ก่อนนั้น ข้าลองไปหยั่งเชิงเหลียงจิ่งเสียนอยู่หลายครั้งแต่ทุกครั้งเขามีท่าทีหลบเลี่ยง ไม่อยากเอ่ยถึงคนสนิทที่ตายไปน่าจะยังทำใจไม่ได้น่ะขอรับ แต่ว่าข้าก็ยังไม่มั่นใจ เลยให้คนแอบไปตรวจดูโลงศพก็พบว่าข้างในเป็นเซี่ยเซิ่งหมิ่นจริง ๆ ขอรับ ”
สตรีลึกลับ : “ ใต้หล้านี้ มีพิษหลายชนิดที่ทำให้ดูเหมือนกับตายเจ้าตรวจสอบดีแล้วแน่เหรอ? ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ แน่ขอรับ ตอนนั้น ศพเริ่มส่งกลิ่นเหม็นแล้วด้วยเขามีแผลถูกแทงทะลุอกซ้าย กับรอยแผลตามร่างกายที่หลายแห่ง ”
สตรีลึกลับ : “ แล้วเฉินเสวี่ยหยางล่ะ? ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ยังอยู่ที่ค่ายกับองค์หญิงขอรับส่วนผู้นำหม่ากลับมาหลังจากท่านพ่อ เอ่อ! ผู้นำซ่งกลับมาถึงจวนแล้วหนึ่งวัน ไม่ทราบว่าพวกเขาอยู่พูดคุยเรื่องใดกันแต่ที่แน่ ๆ ในกลุ่มมือสังหารตอนนี้มีความเคลื่อนไหวขอรับข้าตรวจสอบพบว่าเหลียงจิ่งเสียนแอบจ้างวานมือสังหารไว้หลายคน ส่วนเป้าหมายก็คือ เจ้าเมืองน้อยเฉินขอรับ”
ดูท่า ประโยคนี้ช่างน่าฟังไม่น้อย แววตาของนางมีความพึงพอใจเก็บซ่อนอยู่ลึกๆ หลังจากนี้จะมีคนมาช่วยนางกำจัดอุปสรรคชิ้นใหญ่ทั้งทีแล้วนางจะไม่ยินดีได้อย่างไร
ติดตามตอนต่อไป