ชายชราคนนี้ก็คือลุงหยาง คนเฝ้าประตูเพียงคนเดียวของจวนตระกูลกู้
ในวันปกติ เขากับหลิ่วเย่ซีจะสลับเวรกันดูแลโรงน้ำชา
หลังจากลุงหยางจัดการหาที่พักให้อู๋เฟิงได้ไม่นาน บนท้องฟ้าเหนือเมืองหลางโจว กลุ่มคนชุดดำที่เอวพกกระบี่ก็ปรากฏกายขึ้นอย่างไร้ร่องรอย
ผู้นำกลุ่มคนชุดดำดูอายุยังไม่มากนัก เขามองสำรวจเมืองหลางโจวที่อยู่แทบเท้าพลางเหยียดยิ้มที่มุมปาก
"ค้นหาให้ทั่ว อู๋เฟิงซ่อนตัวอยู่ในเมืองนี้!"
"ผู้าุโหูทำลายจุดตันเถียนของมัน ตอนนี้แผลน่าจะยังไม่สมาน... ตามรอยเืไป หาตัวมันให้พบก่อนรุ่งสาง!"
"บนตัวมันมีหินบันทึกภาพอยู่ก้อนหนึ่ง เื่นี้เกี่ยวพันถึงความเป็ความตายของสำนัก ต่อให้ฆ่ามันไม่ได้ ก็ต้องเอาหินนั่นมาให้ได้!"
สิ้นคำสั่ง เหล่านักฆ่าชุดดำด้านหลังก็แยกย้ายกันพุ่งออกไป แล้วเริ่มการค้นหาแบบปูพรมทันที
ทางด้านจวนตระกูลกู้
ลุงหยางวิ่งเหยาะ ๆ กลับมาที่จวน และตรงดิ่งไปยังห้องหนังสือของกู้หลาน
"คุณชาย! คุณชาย เกิดเื่แล้วขอรับ!"
"มีอะไร ทำไมดูลนลานขนาดนั้น?" กู้หลานที่กำลังอ่านหนังสือเงยหน้าขึ้นมอง
ประจวบเหมาะกับที่มู่อวี่เยียนก็อยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน
เนื่องจากเื่ฎีกาลับเมื่อครู่ นางจึงส่งหลิ่วเย่ซีกลับเมืองหลวงเพื่อคอยเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด เวลานี้นางกำลังแกะส้มป้อนให้กู้หลานกินขณะอ่านหนังสืออยู่
"ลุงหยางไม่ต้องรีบ นั่งลงแล้วค่อย ๆ พูด"
มู่อวี่เยียนวางตัวได้สมกับเป็นายหญิงของบ้านยิ่งนัก
"ขอบคุณขอรับฮูหยิน"
ลุงหยางทิ้งตัวลงนั่ง พลางหอบหายใจแล้วเล่าว่า "เมื่อครู่นี้ตอนที่บ่าวกำลังจะกลับมานอน จู่ ๆ ประตูโรงน้ำชาก็ถูกเคาะ..."
จากนั้นเขาก็เล่าเื่ของอู๋เฟิงให้ฟังอย่างละเอียด
"ผู้ฝึกยุทธ์ที่ตัวโชกไปด้วยเื? แถมยังพกดาบด้วยเหรอ?"
กู้หลานฟังแล้วก็ขมวดคิ้ว นี่มันพล็อตนิยายประเภทการไล่ล่าชัด ๆ เลยไม่ใช่หรือ?
แต่ดูแล้วน่าจะไม่ใช่พระเอก...
เพราะถ้าคำนวณตามเนื้อเื่ ตอนนี้พระเอกยังคงซ่อนตัวฝึกวิชาอยู่ในหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ แถบทะเลตะวันออกอยู่เลย
มู่อวี่เยียนฟังจบก็ขยับเข้าไปใกล้กู้หลานเล็กน้อย ท่าทางดูตื่นตระหนกพลางกระซิบถามว่า "ได้ถามชื่อเขาไว้หรือไม่ ว่าชื่อแซ่อะไร?"
"ฮูหยินขอรับ บ่าวจะไปกล้าถามได้อย่างไร" ลุงหยางยิ้มแห้ง ๆ พลางนึกย้อนด้วยความกลัว "ถ้าตอนนั้นบ่าวชักช้ากว่านี้อีกนิด ป่านนี้คงไม่ได้กลับมาเจอคุณชายกับฮูหยินแล้ว!"
"แล้วคนนั้น... หล่อไหม?"
กู้หลานถามคำถามที่ดูไร้สาระออกมาคำหนึ่ง
ลุงหยางอึ้งไป "มะ... ไม่หล่อขอรับ หน้าตาธรรมดา ๆ เลย!"
"อ้อ งั้นก็ดีแล้ว!"
กู้หลานพยักหน้า เมื่อยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่าหมอนั่นไม่ใช่พวกมี 'สกิลตัวเอก' เขาก็เริ่มผ่อนคลายลง
เพราะตามปกติแล้ว ระบบจะเลือกเ้านายที่หล่อล่มบ้านล่มเมืองเท่านั้น แม้จะเป็ตัวประกอบก็ตาม
"พรุ่งนี้ข้าจะไปกับลุงด้วย แค่คอยดูอยู่ห่าง ๆ ก็พอ เปิดร้านตามปกติ... แต่หากเห็นว่ามีใครคิดจะทำร้ายหรือสังหารเขา ให้พวกเราหนีทันที"
กู้หลานเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าคนที่มาครั้งนี้เป็ใคร
แต่ตราบใดที่ไม่ใช่ตัวเอก ด้วยตบะระดับศักดิ์สิทธิ์ที่คืนสู่สามัญของเขา การจะไปแอบดูความครึกครื้นอยู่ข้าง ๆ ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
"น้องหญิง พรุ่งนี้เ้าพักผ่อนรอข้าอยู่ที่บ้านอย่างสบายใจเถิด อย่าเพิ่งออกไปไหนล่ะ"
เพื่อความปลอดภัย กู้หลานตบมือเรียวเล็กของมู่อวี่เยียนเบา ๆ พลางกำชับ
เพราะใครจะไปรู้ว่าคนสองกลุ่มนั้นจะไล่ฆ่ากันจนลามมาถึงส่วนอื่น ๆ ของเมืองหลางโจวหรือไม่ และถ้าหากเกิดเื่กับภรรยาขึ้นมา เขาคงใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบเงียบต่อไปไม่ได้แน่!
ทว่า..
'จะให้อยู่บ้านเฉย ๆ ได้อย่างไรกัน ข้าเป็ถึงเซียนกระบี่ จะยอมให้ท่านไปเสี่ยงอันตรายคนเดียวได้อย่างไร...'
มู่อวี่เยียนลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งโกหกอย่างว่าง่าย
"เ้าค่ะ... ข้าจะทำตามที่ท่านบอกทุกอย่าง"
.....
เช้าวันรุ่งขึ้น
ตลาดเช้าในเมืองหลางโจวเริ่มคึกคักขึ้นตามลำดับ
ที่ชั้นสองของโรงน้ำชาตระกูลกู้ อู๋เฟิงที่นอนพักมาทั้งคืนในที่สุดก็ตื่นขึ้น
เขาลองคลำดูข้างกาย เมื่อเห็นว่าหินบันทึกภาพยังอยู่ดีจึงเบาใจ
เขาฝืนทนความเ็ปทั่วร่าง ค่อย ๆ เปิดหน้าต่างห้องนอนแง้มดูสถานการณ์ภายนอกอย่างระมัดระวัง
บนถนนมีรถม้าวิ่งขวักไขว่และเสียงผู้คนจอแจ
"เฮ้อ! ยังไม่ถูกพบตัว... แต่ที่นี่คงอยู่ต่อได้ไม่นาน ต้องรีบไปแล้ว"
อู๋เฟิงหยิบดาบขึ้นมา แล้วหยิบเงินก้อนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
ตอนนั้นเอง เขาสังเกตเห็นว่าคนที่เฝ้าหน้าร้านเปลี่ยนหน้าไป
เมื่อคืนยังเป็ชายชราอยู่เลย แต่วันนี้กลับกลายเป็เด็กหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาเสียอย่างนั้น
ซึ่งเด็กหนุ่มที่ว่าคนนั้นก็คือกู้หลานนั่นเอง
เขาสวมชุดสีเขียวอ่อน ในมือถือม้วนตำรา กลิ่นอายดูสูงส่งราวกับหลุดพ้นจากโลกีย์ทั้งปวง
ใบหน้าหล่อเหลา คิ้วคมเข้มดั่งกระบี่ ดวงตาเป็ประกายดุจดวงดาว ช่างสง่างามไร้ที่ติ!
'ช่างเป็คุณชายที่สง่างามเหนือโลกจริง ๆ !'
ขนาดกำลังหนีตายอยู่ อู๋เฟิงยังอดชื่นชมในใจไม่ได้ แต่พอเขาดึงสติกลับมา คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นขึ้นเล็กน้อย!
'เหตุใดทั้งที่เขาเอาแต่อ่านหนังสือ แต่ข้ากลับรู้สึกเหมือนเขากำลังจ้องมองข้าอยู่...' อู๋เฟิงใจหายวาบ ไม่มั่นใจว่าตัวเองคิดมากไปเองหรือไม่
และในตอนนั้นเอง ลุงหยางก็เดินเข้ามาทัก "คุณชาย เมื่อคืนพักผ่อนสบายดีไหมขอรับ?"
"ก็ดี" อู๋เฟิงพยักหน้า ไม่กล้าคุยกับคนแปลกหน้าให้มากความ "เก็บเงิน"
"ห้าอีแปะขอรับ"
ลุงหยางรับเงินมา พลางกล่าวตามปกติว่า "ไว้โอกาสหน้าเชิญใหม่นะขอรับ!"
อู๋เฟิงพยักหน้าเบา ๆ แล้วหมุนตัวเดินจากไป
เมื่อส่งอู๋เฟิงออกไปแล้ว ลุงหยางก็กลับมายังจุดที่กู้หลานยืนอยู่พลางกระซิบเบา ๆ ว่า "คุณชาย โชคดีเหลือเกินที่พวกที่ตามล่าสังหารเขายังไม่มา!"
กู้หลานที่ได้ฟังก็วางตำราลงแล้วจิบชาอย่างใจเย็น สายตาของเขาดูเหมือนจะมองทะลุฉากกั้นตรงหน้า แล้วกล่าวว่า "ที่จริง พวกเขามาถึงตั้งนานแล้ว"
'กลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์พวกนั้นมาวนเวียนอยู่แถวนี้ั้แ่ครึ่งชั่วยามก่อนแล้ว เพียงแต่คนธรรมดาััไม่ได้เท่านั้นเอง...'
สิ้นเสียงพูด หน้าโรงน้ำชาที่เคยจอแจก็เกิดความวุ่นวายขึ้นทันที!
กลุ่มนักฆ่าชุดดำพลันะโลงมาจากฟากฟ้า ล้อมรอบอู๋เฟิงที่เพิ่งก้าวออกจากโรงน้ำชาไว้ทุกทิศทาง
ในเวลาเดียวกัน เสียงที่แฝงไปด้วยความนุ่มนวล ทว่าเย็นเยียบก็ดังแว่วมาจากกลางอากาศ
"อู๋เฟิง เมื่อคืนหลับสบายดีหรือไม่ รีบร้อนเดินทางไปเมืองหลวงเช่นนี้ ได้ขออนุญาตข้า ต้วนเซียวหรือยัง?"
'ต้วนเซียว เป็เขานี่เอง...'
กู้หลานได้ยินชื่อนี้ก็นึกออกทันที
ในนิยายต้นฉบับ บทของต้วนเซียวมีไม่มากนัก แต่บิดาของเขานี่สิบทเยอะชะมัด!
ในฐานะตัวร้ายระดับกลาง ต้วนเผย เ้าสำนักฮวาเจี้ยน ยังคงโลดแล่นอยู่ในเนื้อเื่ได้นานพอสมควร
ด้วยการยืมพลังจากาาปีศาจตนหนึ่ง สำนักฮวาเจี้ยนจึงค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็สำนักใหญ่ในอวิ๋นโจว
แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายไปตอแยกับพระเอกที่มีบัฟโกง สู้กันไม่กี่บทก็ถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก!
อ้อ! แถมพระเอกยังได้ 'ไข่เฟิ่งหวง' ที่สำนักฮวาเจี้ยนชิงมาจากโลกปีศาจมาครองด้วย ซึ่งเป็ของวิเศษระดับสมบัติ์!
และเฟิ่งหวงตัวนั้น ต่อมาก็ได้กลายเป็ผู้ช่วยคนสำคัญของพระเอก!
'เฟิ่งหวงหรือ?... อยากลองขี่ดูจริง ๆ '
พอคิดถึงตรงนี้ กู้หลานก็รู้สึกสนใจขึ้นมานิดหน่อย
และในตอนนี้เอง ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า ที่มุมตึกมีร่างงดงามไร้ที่ติร่างหนึ่งลอบซ่อนกลิ่นอายปะปนอยู่ท่ามกลางฝูงชน ดวงตาคู่สวยจ้องมองเหตุการณ์หน้าโรงน้ำชาด้วยความเ็า
'ลูกชายของต้วนเผย ไล่ตามฆ่าลูกชายของเ้าเมืองอวิ๋นโจวมาจากอวิ๋นโจวถึงที่นี่... เฮอะ ถ้าไม่ได้มาเห็นกับตาตัวเองในวันนี้ เกรงว่าคงจะถูกสำนักฮวาเจี้ยนหลอกเอาได้จริง ๆ !'
มู่อวี่เยียนตั้งใจจะมาแอบคุ้มครองกู้หลานอยู่ห่าง ๆ แต่ไม่นึกเลยว่าจะได้มาเห็นข้อมูลที่สำคัญขนาดนี้!
เมื่อนึกเชื่อมโยงกับฎีกาลับที่อ่านเมื่อวาน สีหน้าของนางก็ค่อย ๆ เคร่งขรึมลง...
การที่เ้าเมืองอวิ๋นโจวส่งข่าวออกมา และส่งลูกชายให้รีบมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง คาดว่าตัวเขาเองคงจะประสบเคราะห์ร้ายไปแล้ว
ข่าวเช่นนี้ น่าะเืใจยิ่งกว่าการทรยศของสำนักเสียอีก!
'สำนักฮวาเจี้ยนสมคบคิดกับปีศาจฆ่าขุนนางตงฉินของแคว้นต้าจิ้ง หลังจากนี้... พวกเ้าไม่จำเป็ต้องมีตัวตนอยู่อีกต่อไป!"
...
สายตาของทุกคนกลับมาจดจ้องที่อู๋เฟิงอีกครั้ง
เมื่อเห็นต้วนเซียวปรากฏตัว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เขารีบชักดาบออกมาเตรียมต่อสู้ทันที!
"ต้วนเซียว สำนักฮวาเจี้ยนของพวกเ้าสมคบคิดกับปีศาจชั่วร้าย ฆ่าคนดี วันนี้ข้าจะต้องเปิดโปงความชั่วของพวกเ้าให้คนทั้งโลกได้รับรู้ และล้างแค้นให้ท่านพ่อให้ได้!"
เขาะโออกมาด้วยความโกรธแค้นจนฟันแทบแตก
เมื่อเห็นเขาตื่นตระหนกเช่นนั้น ต้วนเซียวก็หัวเราะเยาะออกมาอย่างไม่ยี่หระ "ะโซะดังเชียว อยากให้คนรอบข้างได้ยินล่ะสิ? คิดว่าถ้าเ้าตายไป พวกเขาจะช่วยส่งข่าวไปถึงเมืองหลวงให้ได้งั้นหรือ?"
พอได้ยินเช่นนั้น รูม่านตาของอู๋เฟิงก็หดเล็กลงทันที
ในยามนี้เขาไม่ได้หวังจะมีชีวิตรอดอยู่แล้ว แต่ไม่นึกเลยว่าต้วนเซียวจะมองแผนการของเขาออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง!
"ะโไปเถอะ ะโให้เต็มที่ เพราะสุดท้ายคนพวกนี้ก็ต้องตายไปพร้อมกับเ้า! หึ ๆ ก็ใครใช้ให้พวกเขาได้ยินในสิ่งที่ไม่ควรได้ยินกันล่ะ"
ต้วนเซียวกล่าวจบ สายตาชั่วร้ายก็กวาดมองชาวบ้านรอบ ๆ ที่กำลังตื่นตระหนกใ
แววตานั้นเ็าอย่างยิ่ง ราวกับว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่คน แต่เป็ฝูงสัตว์ที่รอให้เขาเชือดเฉือนตามใจชอบ!