ข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน

    ตอนที่ 32

    แคว้นต้าหยวนในกาลปัจจุบัน กำลังตกอยู่ในสภาวะที่อึมครึมประหนึ่งท้องฟ้าก่อนพายุใหญ่จะพัดถล่ม พลังอำนาจที่ค้ำจุนแผ่นดินนี้ถูกแบ่งออกเป็นห้าเมืองใหญ่ที่เป็นเสาหลักสำคัญ เริ่มจาก ตงหยาง นครแห่งทิศตะวันออกที่รุ่งเรืองด้วยศิลปะและเส้นทางการค้าอันมั่งคั่ง, เป่ยชิง ปราการเหล็กทิศเหนือที่ต้องยืนหยัดรับศึกคนเถื่อนจนกำแพงเมืองอาบไปด้วยเลือด, หนานอัน อู่ข้าวอู่น้ำทางทิศใต้ที่เขียวขจีไปด้วยพืชพรรณและสายน้ำ, ซีฟาง เมืองหน้าด่านทิศตะวันตกที่ถูกโอบล้อมด้วยทะเลทรายอันอ้างว้าง และใจกลางที่เปรียบเสมือนหัวใจของแผ่นดินคือ ต้าหยวน นครหลวงอันยิ่งใหญ่ที่รวมศูนย์อำนาจและการปกครองทั้งหมดไว้

    ทว่าท่ามกลางศึกนอกที่รุมเร้า ศึกภายในราชสำนักเพื่อแย่งชิงบัลลังก์มังกรกลับรุนแรงยิ่งกว่า เหล่าองค์ชายและองค์หญิงต่างขับเคี่ยวกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อตำแหน่งรัชทายาท โดยมีขั้วอำนาจหลักสองฝั่งที่โดดเด่น ฝั่งแรกคือ องค์ชายสอง ยอดกวีผู้สง่างามที่เชี่ยวชาญศาสตร์ฝ่ายบุ๋นจนเป็นที่เลื่องลือ มีเสนาบดีฝ่ายขวาและขุนนางใหญ่หนุนหลังราวกับกำแพงเหล็ก ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งคือ องค์หญิงสาม สตรีสูงศักดิ์วัยเพียงสิบเก้าชันษา ผู้มีชีวิตต่างจากสตรีในห้องหับทั่วไป นางติดตามพระบิดาออกรบตั้งแต่อายุเพียงสิบปี และประจำการอยู่ชายแดนฝั่งตะวันออกอันห่างไกลจากตงหยางนับพันลี้มานานกว่าสองปี จนผิวพรรณตรากตรำด้วยลมหนาวและกลิ่นคาวเลือด แต่ถึงกระนั้นสิ่งเหล่านั้นก็มิอาจบดบังความงดงามอันเฉียบคมประหนึ่งกระบี่ชั้นเลิศที่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวล้ำลึกของนางได้เลย

    ครั้งนี้นางได้รับพระราชโองการด่วนให้กลับเข้าสู่เมืองหลวงเนื่องจากอาการป่วยของพระสนมเอกผู้เป็นมารดาแท้ๆ นางรอนแรมจากชายแดนผ่านป่าเขานับพันลี้ จนกระทั่งใกล้จะถึงหัวเมืองปราการอย่างตงหยางในอีกเพียงสองสามวัน การเดินทางที่เหนื่อยล้าทำให้พระนางและเหล่ายอดองครักษ์ฝีมือฉกาจกว่าสิบนาย ตัดสินใจหยุดพักแรม ณ โรงเตี๊ยมเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ภายใต้ถ้ำหินโค้งขนาดมหึมา บรรยากาศของสถานที่แห่งนี้ช่างดูขรึมขลังประหนึ่งถูกโอบกอดด้วยขุนเขา มีเงื้อมผาสูงชันโอบล้อมโรงเตี๊ยมไม้ผุๆ ราวกับจะปกป้องสิ่งปลูกสร้างนี้จากสายตาโลกภายนอก

    ทว่าเมื่อคณะขององค์หญิงสามย่างเท้าเข้าสู่โรงเตี๊ยม ทุกสายตาของเหล่ายอดองครักษ์พลันสะดุดเข้ากับบุคคลสามคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว ทว่ารัศมีของแต่ละคนกลับแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว คนแรกคือ ผู้เฒ่าผมขาว (หวังซิว) ผู้นั่งนิ่งสงบประดุจขุนเขา ท่วงท่าของเขาสุขุมนุ่มลึกเปี่ยมด้วยราศีที่แม้แต่นักรบยังต้องขยาดเกรง ราวกับปราชญ์ผู้เร้นกายที่เหนือโลก ถัดมาคือ ชายหนุ่มรูปงาม (ฉินอวี้) ผู้มีใบหน้าคมคายราวกับสลักจากหยก ท่วงท่าสง่าผ่าเผยในชุดรัดกุมพร้อมกระบี่ยาวที่วางอยู่ข้างกาย บ่งบอกว่าเป็นยอดยุทธ์อัจฉริยะที่หาตัวจับยาก แต่คนสุดท้ายที่นั่งถัดไปนั้นกลับดู ไร้ราศี และไม่เข้าพวกอย่างที่สุด เขาคือ ลู่ชิง บัณฑิตหนุ่มในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบสีซีดจางที่ดูซอมซ่อ แผ่นหลังงอคุ้มเล็กน้อยขณะก้มหน้าก้มตาทำอะไรบางอย่าง ท่าทางดูจืดชืดไร้สง่าราศีประหนึ่งวัชพืชที่บังเอิญไปขึ้นอยู่ท่ามกลางดอกโบตั๋นล้ำค่า

    ทว่าความเงียบสงบอันดูภูมิฐานของผู้เฒ่าและชายหนุ่มรูปงามก็ถูกทำลายลงป่นปี้ เมื่อบัณฑิตไร้ราศีผู้นี้เงยหน้าขึ้นมาแหกปากโวยวายใส่เจ้าของโรงเตี๊ยมด้วยท่าทางราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

    "เถ้าแก่! ท่านฟังข้านะ บัณฑิตอย่างข้าความรู้เต็มพุงจนจะเดินไม่ไหวอยู่แล้ว ท่านยังจะมาเก็บค่าที่พักมหาโหดกับข้าอีกหรือ? ลดให้อีกนิดเถอะ ข้าต้องเก็บเงินไว้ซื้อกระดาษคัดลายมือนะท่าน! แค่สามอีแปะเอง ท่านจะงกไปถึงไหน!" ลู่ชิง ตะโกนลั่นพลางกอดถุงเงินเก่าๆ ที่มีรอยปะชุนไว้แน่นประหนึ่งมันคือกล่องดวงใจ 

    ท่าทางตระหนี่ถี่เหนียวของเขาทำเอาภาพลักษณ์บัณฑิตผู้ทรงธรรมกลายเป็นพ่อค้าหน้าเลือดในตลาดไปทันที

    ในขณะที่ ฉินอวี้ ศิษย์เอกของหวังซิวถึงกับต้องยกมือกุมขมับแน่น ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความขัดเขินประหนึ่งอยากจะมุดดินหนีไปให้พ้นจากความขี้งกที่ไร้ที่สิ้นสุดของลู่ชิง ในใจเขาอยากจะซัดเงินใส่หน้าเถ้าแก่เพื่อตัดรำคาญและกู้หน้าค่าตาคืนมาเสียเหลือเกิน ทว่าเมื่อหันไปมอง หวังซิว ผู้เป็นอาจารย์ที่ยังคงนั่งนิ่งสงบไม่เอ่ยวาจาประหนึ่งทองไม่รู้ร้อน ฉินอวี้ก็ได้แต่กัดฟันกรอด มิกล้าเอ่ยปากแทรกแซง ได้แต่ปล่อยให้บัณฑิตยากจนไร้ราศีผู้นี้เปิดศึกน้ำลายเพื่อส่วนลดเพียงไม่กี่อีแปะต่อไป ท่ามกลางสายตามึนงงและตกตะลึงของคณะองครักษ์และองค์หญิงสามที่เพิ่งก้าวเข้ามาใหม่ ราวกับพวกเขาเป็นเพียงธาตุอากาศที่ไม่มีตัวตนในสายตาของบัณฑิตจอมงกผู้นี้

    การต่อรองอันยาวเหยียดที่กินเวลาไปเกือบครึ่งก้านธูป และทำลายพลังงานชีวิตของคนทั้งโรงเตี๊ยมไปมหาศาล ในที่สุดก็จบลงด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของบัณฑิตผู้ไร้ราศี ลู่ชิงเดินยิ้มกริ่มหน้าบานเป็นจานเชิง พลางลูบคลำถุงเงินในอกเสื้อด้วยแววตาเป็นประกายระยิบระยับราวกับเพิ่งชนะศึกชิงแผ่นดินมาได้ ทิ้งให้เจ้าของโรงเตี๊ยมยืนหน้าซีดเซียวประหนึ่งซากศพที่ถูกสูบวิญญาณ เถ้าแก่ผู้น่าสงสารทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับด้วยสีหน้าที่เหนื่อยล้าจนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง พร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาเป็นเสียงถอนหายใจที่ยาวเหยียดและโหยหวน ประหนึ่งอยากจะปิดกิจการหนีไปบวชเพื่อชดใช้กรรมที่ต้องมาเจอกับบัณฑิตที่งกจนน้ำตาเล็ดผู้นี้

    เมื่อบรรลุข้อตกลงที่ขูดรีดเจ้าของที่พักจนแทบเสียขวัญ คนทั้งสามก็เริ่มขยับกายเตรียมเดินขึ้นไปยังชั้นพักด้านบน ทว่าในจังหวะที่พวกเขาเดินผ่านขบวนแขกผู้มาใหม่นั่นเอง บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมกลับพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความสนใจขององค์หญิงสามและเหล่าองครักษ์ยอดฝีมือทั้งสิบนายต่างถูกดึงดูดไปที่ หวังซิว ผู้เฒ่าผมขาวเพียงผู้เดียว ราวกับสิ่งรอบข้างมลายหายไปสิ้น

    ยามที่หวังซิวเยื้องกรายผ่าน เหล่านักรบผู้เจนจัดสมรภูมิระดับยอดขุนพล ผู้ซึ่งเคยฝ่าคมดาบและนองเลือดมานับครั้งไม่ถ้วน กลับเผลอตัวขยับกายหลีกทางให้โดยสัญชาตญาณที่ฝังรากลึก ร่างกายของพวกเขาสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ขนลุกซู่ไปทั้งตัวประหนึ่งเหยื่อตัวจ้อยที่พยายามหดก้นลีบและกลั้นหายใจยามที่ราชสีห์ผู้เป็นเจ้าป่าก้าวผ่าน แม้หัวใจจะพยายามสั่งให้ยืนหยัดอย่างองอาจ ทว่าร่างกายกลับทรยศและหดเกร็งลงเพื่อแสดงความศิโรราบต่อรังสีความกดดันที่แผ่ออกมาอย่างเงียบเชียบทว่าหนักอึ้งประหนึ่งขุนเขาถล่มทับ ทุกสายตาจับจ้องไปที่เขาด้วยความยำเกรงสูงสุดประหนึ่งมองดูเทพเซียนที่เดินดิน

    "องค์หญิง..." องครักษ์ผู้หนึ่งเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าและแผ่วเบาราวกับกลัวว่าลมหายใจจะไปสะกิดผิวหนังของผู้เฒ่าท่านนั้น 

    "กลิ่นอายเช่นนี้... พลังวัตรที่ลึกล้ำจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ข้าน้อยบังอาจคาดเดาว่าท่านผู้นี้ต้องเป็นยอดยุทธ์ระดับ จอมราชันขั้นต้น เป็นอย่างน้อยพ่ะย่ะค่ะ!"

    แท้จริงแล้ว ทั้งองค์หญิงสามและเหล่าองครักษ์ต่างก็เคยได้ยินเกียรติศัพท์ของมหายุทธ์นามว่า "หวังซิว" มานับครั้งไม่ถ้วน ชื่อนี้สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแคว้นประหนึ่งตำนานที่มีชีวิต ทว่าที่ผ่านมาพวกเขาล้วนไม่มีวาสนาพอที่จะได้พบพานตัวจริงแม้เพียงครึ่งครั้ง อีกทั้งภาพลักษณ์ของผู้เฒ่าที่ร่วมเดินทางมากับบัณฑิตหนุ่มจอมเพี้ยนและศิษย์หนุ่มผู้ขี้อายนั้นช่างดูเรียบง่ายจนยากจะเชื่อสายตา พวกเขาจึงทำได้เพียงคาดเดาถึงระดับพลังอันมหาศาลที่สัมผัสได้ โดยที่มิอาจล่วงรู้ได้เลยว่าชายชราผู้สุขุมเบื้องหน้านี้คือตำนานที่พวกเขาเฝ้าโหยหาจะพบหน้ามาตลอดชีวิต

    หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดขึ้นตามไรผมของเหล่ายอดฝีมือและไหลย้อยลงมาตามร่องหลังประหนึ่งน้ำตก ทั้งที่อากาศในถ้ำโขดหินแห่งนี้หนาวเหน็บจนแทบจะแช่แข็งทุกสิ่ง องค์หญิงสามผู้มีความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งและผ่านศึกเหนือใต้มาตั้งแต่เยาว์วัย ถึงกับประทับนิ่งค้างประหนึ่งถูกสาป ดวงตาคู่สวยจ้องมองแผ่นหลังของผู้เฒ่าที่เดินนำด้วยท่วงท่าเหนือโลก นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกขวัญที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา ก่อนจะกำชับเหล่าลูกน้องด้วยเสียงเคร่งขรึม

    "ไม่ต้องกลัว และจงรักษามารยาทต่อยอดยุทธ์ผู้เฒ่าท่านนั้นให้ถึงที่สุด" นางกล่าวพลางกวาดสายตาเตือนองครักษ์ทุกคนด้วยความเด็ดขาด 

    "เราเพียงแค่มาอาศัยที่นี่เพื่อหลบลมหนาวชั่วครู่ และจะจากไปเมื่อถึง ยามย่ำรุ่ง อย่าได้กระทำการใดที่เป็นการลบหลู่หรือก่อปัญหาให้ระคายเคืองต่อเขาเด็ดขาด ยอดคนระดับจอมราชันนั้น เพียงแค่เขาสะบัดชายเสื้อ พวกเราอาจจะไม่ได้เห็นแสงตะวันของวันพรุ่งนี้เลยก็เป็นได้"

    เมื่อกลุ่มคนลึกลับหายลับเข้าไปในห้องพัก ความกดดันที่รุนแรงประหนึ่งศิลานับหมื่นชั่งก็พลันมลายหายไป เหล่าองครักษ์ต่างพากันพ่นลมหายใจออกมาอย่างพร้อมเพรียงจนเกิดเสียงลมดังใหญ่ประหนึ่งพายุขนาดย่อม ก่อนจะเริ่มจัดแจงสถานที่หลับนอนอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่ามกลางบรรยากาศของโรงเตี๊ยมใต้ถ้ำยักษ์ที่เงียบสงัดลงจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงแมลงขยับปีก 

    ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นเอง ภายนอกโรงเตี๊ยมท่ามกลางราตรีที่มืดมิดประหนึ่งน้ำหมึก ความเคลื่อนไหวอันน่าสะพรึงกลัวกำลังคืบคลานเข้ามาประดุจฝันร้าย เหล่าชายชุดดำกว่าห้าสิบคนเริ่มกระจายตัวโอบล้อมโรงเตี๊ยมอย่างเป็นระบบประดุจฝูงหมาป่าที่กำลังล้อมเหยื่อ พวกเขากระโดดข้ามพุ่มไม้และซอกหินด้วยความเร็วที่ไร้เสียงฝีเท้า มือที่หยาบกร้านเริ่มขยับกุมด้ามดาบสังหารที่ถูกอาบด้วยพิษร้ายแรง แววตาโหดเหี้ยมภายใต้ผ้าคลุมหน้าจับจ้องไปยังหน้าต่างห้องพักแต่ละบานด้วยจิตสังหารที่แรงกล้า

    หัวหน้ากลุ่มมือสังหารแหงนมองดวงจันทร์ที่กำลังเคลื่อนคล้อยไปตามวิถี เขายกมือขึ้นส่งสัญญาณลับเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อเตรียมลงมือสังหารหมู่ในช่วง ยามโฉ่ว ซึ่งเป็นเวลาที่ความมืดมิดและหนาวเย็นที่สุดของราตรี พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะพุ่งเข้าจู่โจมปลิดชีพเป้าหมายสำคัญในทันทีที่เวลามาถึง โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าพายุเลือดกำลังจะพัดผ่านถ้ำแห่งนี้ในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า
     

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน ที่คุณอ่าน