“บ้านหลินอีกน่ะสิ พอดีว่าเด็กบ้านหลินกำลังจะแต่งงานแยกบ้านออกไปพวกเครื่องครัวอย่างหม้อกับมีดก็ยังไม่มี แต่บ้านนั้นมีเตาอยู่เพราะลูกชายทำงานโรงงานเครื่องปั้น ย่าก็เลยเอามีดของบ้านเราไปแลก เนี่ยได้ถ่านแถมมาด้วยนะ”
เสิ่นชิงหลัวหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ตอนทำอาหารยังรำพึงรำพันกับตัวเองว่าทำไมมีดมันทั้งบิ่นทั้งไม่คม จนต้องสั่งมีดจากเถาเป่ามาเพิ่ม ที่แท้มีดเล่มดีๆ หายไปเพราะถูกย่าเอาไปแลกกับเตาถ่านนี่เอง
“ย่าไม่ต้องไปกับฉันหรอก ดูสิยังไออยู่เลย”
“จะได้อย่างไร ไปก็ไปทั้งหมดเนี่ยแหละ”
เสิ่นชิงหลัวไม่ยินยอม เธอพูดกับผู้เป็ย่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ย่าคะ ถึงฉันจะมั่นใจว่าของฉันจะขายได้ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันต้องใช้เวลานานเท่าไร อากาศข้างนอกหนาวขนาดนี้ ฉันปล่อยให้ย่าเดินฝ่าไปด้วยกันไม่ได้หรอกค่ะ รอให้อาการดีขึ้นเลิกไอแล้วเราค่อยไปด้วยกันก็ยังไม่สาย”
เธอมีคนที่รักเธอในชีวิตนี้คนเดียว จะกล้าปล่อยให้ย่าเสิ่นตากลมตากหิมะนานๆ ได้อย่างไร
“เชื่อฉันนะคะ วันหลังเราจะไปด้วยกัน วันนี้เป็วันหยุดย่าพักผ่อนเถอะค่ะ ฉันโตแล้วทำคนเดียวไหว”
หญิงสาวจับมือแม่เฒ่าเสิ่นแล้วตีเบาๆ เพื่อให้คนแก่เชื่อใจ
แม่เฒ่าเสิ่นได้แต่ตกปากรับคำอย่างเสียไม่ได้ ในเมื่อหลานสาวตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เธอก็คงได้แต่รออยู่ที่บ้านอย่างเชื่อฟัง
สองเท้าเล็กๆ ค่อยๆ ลากเกวียนไปตามเส้นทางมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวอำเภอ เมื่อเห็นว่าลับสายตาผู้คนแล้วเธอก็นำทั้งเกวียนและของ้าเข้าช่องว่างในมิติ จากนั้นก็สวมเสื้อคลุมที่บุนวมขนเป็ดหนาอย่างดีที่สั่งจากเถาเป่าแล้วเดินตัวปลิวเข้าอำเภอ
น้ำซุปถูกใส่ในกระบอกไม้ไผ่ราคา 3 เฟิน[1] ซึ่งปกติราคาบะหมี่ต่อชามจะอยู่ที่ 2 เหมา 5 เฟินโดยประมาณสำหรับเขตชานเมือง ส่วนไข่ต้มใบชาห้าเครื่องเทศเสิ่นชิงหลัวตั้งราคาไว้ที่ฟองละ 5 เหมา
ตลาดนกพิราบอันเป็จุดหมายของเสิ่นชิงหลัวนั้นอยู่ไม่ไกลจากสถานีขนส่งสักเท่าไร ที่เรียกมันว่าตลาดนกพิราบก็เนื่องจากว่าในยุคก่อนหน้านี้ ก่อนจะเกิดเหตุการณ์เห้งเจียอาละวาด สถานที่แห่งนี้เป็แหล่งขายนกพิราบ นกชนิดอื่น อาหารนกอย่างพวกหนอน แมลง และยังมีอุปกรณ์เกี่ยวกับการเลี้ยงนกมากมาย ผู้ที่ชื่นชอบเื่นี้มักจะมาเยือนที่นี่เป็ประจำ
ทว่าั้แ่เหตุการณ์ในครั้งนั้นตลาดนกพิราบจึงได้มีการปรับตัว ร้านเก่าแก่หลายร้านเริ่มมีการทำธุรกรรม อย่างเช่นการแลกเปลี่ยนตั๋ว แน่นอนว่าเป็การแลกเปลี่ยนอย่างลับๆ สำหรับผู้ที่ ‘รู้แหล่ง’
และนอกจากหน้าร้านที่ตั้งแล้ว ก็ยังมีพวกใจกล้าบางส่วนที่ตั้งแผงลอยขายสินค้าต่างๆ ซึ่งผู้ขายและผู้ซื้อต่างก็มีการปกปิดตัวตนกันอย่างหนาแน่น
สถานที่ที่คล้ายกับตลาดนกพิราบในปักกิ่งนั้นมีอยู่ในหลายแห่ง มณฑลอื่นก็มีเช่นกัน อย่างตัวปักกิ่งเองก็มีตลาดนกพิราบอยู่มากกว่าหนึ่งตลาดเช่นกัน
อย่างไรก็ตามตลาดนกพิราบนั้นมีน้อยกว่าตลาดมืดหรือตลาดผีแน่นอน อีกทั้งยังมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างเช่นตลาดมืดจะต้องมีรหัส และในตลาดมืดจะมีผู้คุม มีคนคุ้มกัน ทั่วทั้งประเทศมีตลาดมืดอยู่เกือบทุกอำเภอ ทุกมณฑล ส่วนตลาดนกพิราบนั้นเหมือนกับตลาดขายนกทั่วไปแค่เริ่มมีการทำธุรกรรมอื่นๆ ในที่ลับ
อย่างไรก็ตามแม้จะมีความต่าง ทว่าก็ยังมีความเหมือนกันอยู่บ้าง เพราะในยุคนี้ทั้งสองแห่งเป็แหล่งค้าขายหาซื้อสินค้า แลกเปลี่ยนตั๋ว
ไม่ใช่ว่าทางการไม่รู้เื่นี้ พวกเขารู้ทว่าไม่ได้มีการปราบปรามอย่างจริงจัง เนื่องจากนี่เป็สถานที่ที่ช่วยให้ผู้คนดำรงชีวิตต่อไปได้ พวกเขาต้องเหลือทางรอดไว้ให้คนทั่วไปบ้าง เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีตั๋ว ดังนั้นทางการจึงได้แต่แสร้งหลับตาข้างหนึ่งแล้วทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น แต่ก็จะมีการออกมาตรวจตราและกวาดล้างเป็ครั้งคราว
ก็เพราะชีวิตในกลียุคนั้นไม่ง่ายเลย...
เมื่อเดินทางมาถึงตลาดนกพิราบ เสิ่นชิงหลัวก็จ่ายเงินค่าตั้งแผง จากนั้นก็หาที่ทาง หญิงสาวไม่ได้ใช้ฟืนในการอุ่นน้ำซุปด้วยเกรงว่าควันจะทำให้ผู้คนสำลัก เธอเลือกใช้ถ่านที่แม่เฒ่าเสิ่นนำมาจากบ้านหลิน และได้สั่งซื้อถ่ายไร้ควันและเตาถ่านอีกหนึ่งเตาจากในเถาเป่า เมื่ออาหารที่นำมาถูกอุ่นก็ส่งกลิ่นขจรกระจายไปทั่วบริเวณ
เสิ่นชิงหลัวยืนรอลูกค้าอย่างใจเย็นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา แม้ใบหน้าและทั้งตัวจะถูกคลุมจนมิด เห็นเพียงแค่ลูกตาก็ตาม จนกระทั่งมีครอบครัวหนึ่งเดินผ่าน..
“ร้านนี้ขายอะไรทำไมถึงหอมขนาดนี้”
“ขายไข่ต้มชาห้าเครื่องเทศกับน้ำซุปหัวไชเท้าและผักกาดค่ะ ไข่ต้มชา 3เหมา 5 เฟินต่อฟอง น้ำซุปถ้วยละ 3 เฟิน”
“ไอ้หยาแค่น้ำซุปเอง ทำไมมันถึงได้แพงนักล่ะ” ผู้หญิงที่กำลังจะเอื้อมมือไปเปิดหม้อน้ำซุปรีบชักมือกลับ
“น้ำซุปของฉันเคี่ยวจากเนื้อสัตว์ด้วยอีกทั้งยังใส่หัวไชเท้าเน้นๆ รสชาติกลมกล่อมช่วยให้อุ่นท้อง อีกทั้งยังใส่ต้นหอมลงไปด้วยนะคะ คุ้มราคาแน่นอน”
“ไม่เอาๆ แพงเกินไป ฉันเอาแค่ไข่ต้มใบชา 2 ฟองก็พอ”
ลูกค้ากัดฟันซื้ออาหารจากแผงของเสิ่นชิงหลัว เธอกับครอบครัวยังไม่ได้กินอะไรั้แ่เช้าและยังต้องมายืนรอรถประจำทางที่มาไม่ตรงเวลา พอได้กลิ่นอาหารจึงอดรู้สึกหิวขึ้นมาไม่ได้
เสิ่นชิงหลัวไม่คิดอะไรมาก เธอเดาไว้อยู่แล้วว่าไข่ต้มใบชาย่อมขายง่ายกว่า ในยุคของเธอเคยมีเื่เล่าตลกๆ ที่ว่าสมัยก่อนที่ปักกิ่งมีไข่ต้มชาขายหนึ่งในสี่ของหัวมุมถนน ไปไหนก็มีแต่ไข่ต้มใบชา นั่นแสดงให้เห็นว่าธุรกิจนี้และเมนูนี้ต้องเป็ที่นิยมมากแน่ๆ เธอจึงคิดนำไข่ต้มชามาขายในเขตที่ตัวเองอยู่
“น้องหน้าแดงมากเลยไม่สบายใช่ไหมคะ เดี๋ยวฉันจะแถมน้ำซุปให้ลองชิมก็แล้วกัน จะได้อุ่นท้อง”
ขณะที่หยิบไข่ต้มชาส่งให้ลูกค้าเธอได้สังเกตเห็นว่าเด็กชายตัวน้อยที่ยืนอยู่ข้างมารดาดูเหมือนจะไม่สบาย
ลูกค้าผู้หญิงตะลึงงัน แล้วรีบกะพริบตาขอบคุณ
“ขอบคุณมากค่ะ ลูกชายของฉันครั่นเนื้อครั่นตัวมาสองสามวันแล้ว”
พอมีลูกค้ากลุ่มแรกที่ยืนซื้อของที่แผงขายไข่ต้มชาของเสิ่นชิงหลัว ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็เริ่มเข้ามามุงและต่อแถว ผู้คนก็เป็เสียอย่างนี้ เมื่อเห็นว่าที่ไหนมีคนเข้าคิวอะไรบางอย่าง แม้จะไม่รู้ว่าคืออะไร พวกเขาก็จะไปต่อแถวเฮโลตามๆ กัน
ก่อนที่เสิ่นชิงหลัวจะมาตั้งแผงขายเธอได้เดินสำรวจตลาดและต่อแถวที่ร้านร้านหนึ่งเช่นกัน ด้วยความอยากรู้ว่ามันคืออะไร คนที่อยู่ท้ายแถวก็คิดกันว่าเป็อาหารพื้นๆ อย่างพวกเต้าหู้ แต่ที่ไหนได้ แถวที่เธอต่อกลับกลายเป็นิตยสารธงแดงรายเดือน
ลูกค้าซื้อไข่ต้มชาเสียส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีคนใจกล้าบางคนลองซื้อน้ำซุปหัวไชเท้าที่แม่ค้าอย่างเสิ่นชิงหลัวเคลมว่าอร่อยกลมกล่อม คนที่ซื้อไปพอได้ลองชิมดูก็เชื่อแล้วว่าน้ำซุปนี้อร่อยตามคำเคลม จึงทำให้หลายคนกลับมาซื้อใหม่ ลูกค้าเริ่มบอกต่อปากต่อปาก ใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงไข่ต้มใบชา 100 ฟองก็หมดลงในพริบตาและน้ำซุปก็เกลี้ยงหม้อเช่นกัน
เสิ่นชิงหลัวรีบนำเงินที่ได้เก็บเข้าช่องว่างมิติทันที แล้วเก็บของขึ้นเกวียนก่อนจะเข็นมันกลับหมู่บ้าน ในระหว่างทางเมื่อเห็นว่าไม่มีคนแล้วเธอก็ทำเช่นเดิม แต่การกลับหมู่บ้านครั้งนี้ทำให้เธอตื่นเต้นเล็กหน่อย เนื่องจากตัวเองสามารถหาเงินได้แล้วจริงๆ โชคดีที่เธอตัดสินใจเพิ่มจำนวนไข่ต้มชาจากเดิมไข่ในบ้านมีเพียง 32 ฟองเท่านั้น
และเพราะไม่อยากให้แม่เฒ่าเสิ่นใ เสิ่นชิงหลัวจึงแบ่งเงินเป็สองกอง กองหนึ่งคือรายได้จากการขายไข่ต้มใบชา 32 ฟองบวกกับน้ำซุปหัวไชเท้า ส่วนที่เหลือเธอจะเก็บมันไว้
ก่อนจะถึงบ้านเสิ่นชิงหลัวไม่ลืมสั่งโครงไก่และหมู รวมถึงน้ำตาลทราย น้ำตาลกรวดและเครื่องปรุงต่างๆ จากเถาเป่า เพราะอาหารที่ทำทั้งของเมื่อคืนและเมื่อเช้านี้เป็การ ‘แอบ’.ใส่เครื่องปรุงลงไปเท่านั้น รอบนี้เธอนำของกลับมาหลายอย่าง เพื่อที่จะได้ใช้มันอย่างเปิดเผยสักที
เสียงสวบสาบด้านนอกบ้านทำให้แม่เฒ่าเสิ่นที่กำลังวุ่นวายกับการทำความสะอาดบ้านรีบหยุดมือและถลาออกไปด้านนอกด้วยความเป็กังวล แม่เฒ่าเสิ่นรีบเตรียมคำพูดปลอบใจเมื่อเห็นว่าผู้ที่มาคือหลานสาว
ถ้าเดินเท้าเข้าตัวเขตต้องใช้เวลาไปกลับสามชั่วโมง แล้วนี่เพิ่งผ่านไปห้าชั่วโมงกว่าๆ แสดงว่าเวลาตั้งแผงคือสองชั่วโมงเท่านั้นเอง? เห็นทีการค้าขายครั้งนี้คงไม่เป็ไปตามที่หวังไว้ คงขายไม่ได้และถอดใจกลับมาสินะ
“ไม่เป็ไรๆ ขายไม่ได้ก็ไม่เป็ไร ย่าจะทำงานที่กองการผลิตให้มากขึ้น”
ประโยคนั้นทำให้เสิ่นชิงหลัวแลบลิ้นแล้วพูดรีบพูดขึ้น
“ย่าอย่าเศร้าไปเลย ฉันขายหมดก็เลยกลับเร็วต่างหากล่ะ”
“ฮะ อะไรนะ” แม่เฒ่าเสิ่นไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“ขายหมดจริงๆ ค่ะ ย่าไม่เชื่อก็ดูนี่สิ” หญิงสาวหยิบเงินออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วมอบมันให้ผู้เป็ย่า
“ย่าเห็นหรือเปล่านี่คือเงิน 11 หยวน! 11 หยวนเชียวนะ! เรามีเงินแล้ว อันที่จริงฉันได้เงินมาเกือบ 15 หยวน แต่ซื้อวัตถุดิบสำหรับขายวันพรุ่งนี้และซื้อของเข้าบ้านเราด้วย นี่ไง มีทั้งแป้งทั้งข้าว เนื้อก็มีนะคะ ฉันซื้อมาเยอะแยะเลย น้ำมันพืชก็มี”
แม่เฒ่าเสิ่นเห็นท่าทางหลงใหลในเงินของหลานก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้ เธอลืมสิ้นเื่ที่เสิ่นชิงหลัวซื้อของเข้าบ้านมากมาย
“ขายได้ก็ดีแล้วๆ”
“ฉันกะว่าจะขายเพิ่มในวันพรุ่งนี้ ไข่จะเพิ่มเป็หนึ่งร้อยฟอง และน้ำซุปฉันจะใช้โครงไก่ในการเคี่ยวและสับเป็ชิ้นๆ ถ้ามีเนื้อเราก็สามารถขึ้นราคาได้ ขนาดวันนี้เราขายแค่ 32 ฟองยังได้เงินมากขนาดนี้”
“จึ๊ๆๆ ไข่สดราคาจินละไม่ถึงสามเหมา แต่ทำไข่ต้มใบชากลับขายได้ฟองละสามเหมาห้าเฟิน กำไรเยอะเกินไปแล้ว!” แม่เฒ่าเสิ่นพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น
“แต่จะทำอย่างไร ไข่ที่บ้านเราหมดแล้วถ้าไปซื้อจากบ้านอื่น อีกไม่นานต้องมีคนรู้เื่ที่เราค้าขายในอำเภอแน่เลย ถ้ามีคนรู้ว่าการหาเงินมันง่ายดายขนาดนี้ ย่าว่าไม่นานต้องมีคนเลียนแบบแน่ เราทำได้ คนอื่นก็ทำได้ ไม่ใช่แค่คนในหมู่บ้านหรอก พ่อค้าแม่ค้าในตัวอำเภอเองก็คงคิดเหมือนกัน” หลังจากที่ดีใจเสร็จแล้วแม่เฒ่าเสิ่นก็รู้สึกกังวลขึ้นมา
“ฉันมั่นใจว่าไข่ต้มใบชาของเราอร่อยกว่าคนอื่น จะมีคู่แข่งอย่างไร ของของเราก็ขายได้ และฉันก็ไม่ได้คิดจะขายมันไปตลอด ฤดูร้อนก็ขายของให้เหมาะกับอากาศร้อน ฤดูหนาวก็ขายของให้เหมาะกับหน้าหนาว ใครอยากจะเลียนแบบก็ให้เขาทำไป คนที่ลงมือก่อนต่างหากถึงจะเป็ผู้ชนะ”
ที่สำคัญเลยก็คือคนพวกนี้กล้าจะเลียนแบบหรือเปล่า? การตั้งแผงขายของในยุคนี้นั้นเสี่ยงมาก หากเธอไม่มีมิติ เธอคงไม่กล้าที่จะทำเช่นนี้แน่
[1] มาตราเงินของจีน 10 เฟิน= 1 เจี่ยว(เหมา) 10 เจี่ยว= 1 หยวน