มหากาพย์ดาบอนันต์มนตรา ภาค : โลกมนตรากฤตยา (มี E-Book)

    ตอนที่ 42 ความจริงที่เกิดขึ้นกับอาณาจักรศิขาเมื่อหกปีที่แล้ว (1)

    ณ บ้านต้นไม้กลางป่าลึก มีชายสองหญิงหนึ่งในบ้านแห่งนั้น แต่มีเพียงเสียงพูดคุยกันจากชายเจ้าบ้านและอาคันตุกะสาวเท่านั้น เขาและเธอพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ปล่อยให้อาคันตุกะชายได้แต่นั่งชมนกชมไม้อยู่คนเดียวอย่างเงียบ ๆ



    สิ่งที่น่าปวดใจคือแม้อานนท์ไม่อยากสนใจสิ่งที่เจ้าบ้านและปลายฝนพูดคุยกัน แต่ด้วยความเงียบของป่าและบ้านต้นไม้ที่มีขนาดเล็กเกินกว่าจะอยู่แยกกันสามคน ทำให้เสียงการพูดคุยกันอย่างสนุกสนานของทั้งสองมันต้องผ่านเข้าหูของชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยวอย่างช่วยไม่ได้



    แม้พยายามทำท่าทางเย็นชาไม่สนใจผู้คน แต่ไยเล่าใจถึงยังดื้อดึงหงุดหงิดเมื่อได้ยินและเห็นเธอคุยกับเขากันอย่างสนิทชิดเชื้อ มิหนำซ้ำช่างบังเอิญว่าชายหนุ่มที่เธอกำลังคุยด้วยกัน เขาช่างหน้าตาดีเสียเหลือเกิน แม้จะอาศัยอยู่กลางป่ากลางเขาจนผิวเป็นสีน้ำผึ้ง แต่ผิวพรรณของเขาบ่งบอกได้ถึงความเป็นชนสูงศักดิ์เก่า ด้วยใบหน้าอันคมเข้ม จมูกที่โด่งรับคิ้วที่ดกหนาพร้อมแววตาคมกริบ คงไม่มีหญิงใดไม่หลงไปกับดวงตาคู่นี้ไปได้



    แม้ว่าจะมีความไม่พอใจอยู่เต็มหัวใจ แต่ช่างโชคดีที่ชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยวผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอ เขาจึงพอยับยั้งชั่งใจไม่ให้แสดงกิริยาท่าทางเกินเลยออกไป เขาท่องนิ่งสะกดใจว่าเธอคนนี้กับเธอคนนั้นไม่ใช่คนเดียวกัน




    “เป็นไงมาไงเธอถึงถูกเจ้าพวกนั้นไล่ล่ากันขนาดนั้น?” คิมหันต์ถามอย่างสงสัย



    ปลายฝนยกริมฝีปากขึ้น เธอรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยเมื่อคิดถึงมัน เธอตอบ “ฉันก็แค่อาศัยเรือบินมาเพื่อจะไปที่นภาเท่านั้น แต่พวกศิขาสิไม่รู้นึกบ้าอะไรถึงมายิงเรือบินของพวกเราตก หนำซ้ำยังส่งคนมาไล่ล่าพวกเราอีก น่าโมโหจริง ๆ”



    คิมหันต์หัวเราะเล็กน้อยให้กับความไร้เดียงสาของปลายฝน ทุกคนต่างรู้ว่าศิขาในยุคสมัยนี้ไม่ชอบธาราเป็นที่สุด แต่เธอกลับลอยหน้าลอยตาเข้ามาในศิขาโดยไม่คิดว่าจะเจอกับการต้อนรับแบบนี้



    “แล้วแบบนี้เธอจะทำยังไงต่อ? เธอจะไปที่ไหน?” คิมหันต์ถามด้วยความเป็นห่วง



    ปลายฝนพยายามนึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ฉันจะไปเจอกับทุกคนที่เมืองอนิลบุรีก่อน” เธอเลือกไม่บอกจุดหมายปลายทางที่แท้จริงของเธอ เพราะมันคือภารกิจที่เธอบอกใครไม่ได้



    คิมหันต์มีสีหน้าไม่สู้ดีนักเมื่อได้ยินปลายฝนบอกว่าปลายทางของเธอคือที่ใด เขากล่าวว่า “ไม่มีประโยชน์แล้วล่ะที่จะไปที่นั่น”



    ปลายฝนมีสีหน้าฉงนเมื่อได้ยินแบบนั้น เธอถามว่า “หมายความว่าไงคะ?”



    “ดูเหมือนข่าวจะไปไม่ถึงที่อาณาจักรของเธอสินะ” คิมหันต์หยุดเว้นวรรคก่อนจะพูดต่อว่า “เมืองอนิลบุรีได้หายไปจากแผนที่แล้ว



    “หมายความว่าไงคะ?” ปลายฝนไม่เข้าใจ แม้แต่อานนท์ก็แปลกใจกับคำตอบ



    “ก็หมายความว่า เธอไปที่นั่นตอนนี้ก็ไม่เหลืออะไรนอกจากซากของเมืองเท่านั้นไง” คิมหันต์ถอนหายใจก่อนจะให้คำแนะนำ “เธอคงต้องหันหัวกลับไปที่อาณาจักรของเธอแทนแล้วล่ะ”



    “ไว้ไปถึงแล้วค่อยว่ากันอีกทีค่ะ เพราะฉันนัดเจอกับทุกคนที่นั่น” ปลายฝนปฏิเสธที่จะยอมแพ้



    คิมหันต์อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ปลายฝนรีบพูดขึ้นมาก่อนเพื่อเปลี่ยนเรื่อง



    “แล้วทำไมพี่คิมหันต์ถึงมาอยู่กลางป่ากลางเขาอย่างนี้ล่ะคะ? ฉันนึกว่าพี่อยู่แต่ที่พระราชวังเสียอีก” ปลายฝนถามด้วยความอยากรู้



    “ราชวงศ์ศิขาล่มสลายแล้วไง พี่ก็เลยต้องหนีมาอยู่ที่นี่” คิมหันต์พูดราวกับเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่ทุกคนต่างรู้กัน



    บรรยากาศภายในบ้านต้นไม้หลังเล็กน้อยตึงเครียดขึ้นมาอย่างฉับพลันด้วยคำพูดของชายเจ้าของบ้าน



    “พี่หมายความว่าไง? แล้วท่านพ่อกับท่านแม่ของพี่ล่ะ?” ปลายฝนถามอย่างตกใจ



    “นี่เธอยังไม่รู้อย่างนั้นหรือ?” คิมหันต์ขมวดคิ้ว แล้วเขาก็พยักหน้าราวกับเข้าใจอะไรบางอย่างก่อนจะพูดต่อ “เข้าใจแล้ว พวกชั่วนั่นปิดข่าวไว้สินะ ถึงว่าสิท่านพ่อของเธอถึงดูเงียบเฉยไปเลย”



    สีหน้าของปลายฝนยิ่งบ่งบอกว่าเธอสับสนมากขึ้นไปอีก เธอไม่มีรู้ว่าเขากำลังพูดถึงใครอยู่กันแน่? คำตอบจากคิมหันต์ไม่ได้ตอบคำถามสักอย่างให้กับเธอเลย



    เมื่อเห็นสีหน้าของปลายฝน คิมหันต์ถอนหายใจออกมา เขารู้สึกไม่อยากนึกถึงความหลังแต่มันช่วยไม่ได้ที่จะจำเป็นต้องเล่าออกมา “ท่านพ่อกับท่านแม่ของพี่ตายไปเมื่อหกแล้วเห็นจะได้”

    คล้ายกับเรื่องมหากาพย์ดาบอนันต์มนตรา ภาค : โลกมนตรากฤตยา (มี E-Book) ที่คุณอ่าน