“ดูคึกคักกว่าตอนที่เราเดินทางออกจากเมืองสินะ”
ตงฟางมองลงไปบนพื้นดินด้วยตาทิพย์ เขาพบเข้ากับผู้คนมากมายกำลังเดินขวักไขว่ไปมาบนถนนเต็มไปด้วยแสงไฟในยามค่ำคืน ดูเหมือนว่าความครึกครื้นส่วนหนึ่งมาจากหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าที่เขาได้รับข้อมูลจากคนของพี่ซิงเยียนที่ให้ตามหาเขา บอกว่ามันเป็นสถานที่โด่งดังเป็นอย่างมาก การที่มันมียาคุณภาพมากมายนำออกมาขายแล้วยังมียันต์คุณภาพดีราคาเท่าท้องตลาด ทำให้ผู้คนหลั่งไหลกันเข้าไปใช้งาน
ไม่เพียงแค่คนของเมืองหลงไห่เท่านั้น คนของเมืองต้วนอี้และเมืองซ่งที่อยู่ติดกันยังคงเดินทางเข้ามาเรื่อยๆเพื่อซื้อขายสินค้ากับหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ด้วยการเดินทางเข้าออกของผู้คนเป็นจำนวนมาก ทำให้ตงฟางเห็นหนึ่งอย่างที่ต่างออกไปกับเมื่อ 1 ปีก่อน สิ่งที่เขาเห็นคือตลาดกลางคืนที่เหมือนจะเปิดขึ้นมาใหม่ ทำให้ตอนกลางคืนเมืองหลงไห่ไม่ได้น่ากลัวเหมือนตอนที่เขาเดินทางเข้ามาในเมืองหลงไห่เพื่อสมัครศิษย์แต่เจอเหตุร้ายต่างๆมากมาย
แต่ที่ทำให้ตงฟางตกใจไม่น้อยก็คือเรื่องหอประมูลโคมกระจ่าง ตอนนี้หอประมูลนี้หายไปจากเมืองหลงไห่เป็นที่เรียบร้อยร้อย เพราะพวกเขาไม่มีคนเข้าไปใช้งาน หนำซ้ำเจ้าของหอประมูลโคมกระจ่างยังคงนำเงินไปใช้ในทางที่ผิด จนสุดท้ายพวกมันไม่มีเงินพอจะตั้งตัว จึงถูกพี่ซิงเยียนซื้อหอประมูลแล้วทุบทิ้งไม่ให้เหลือซาก
“วันนี้มีงานประมูลด้วยเหรอ ไม่แปลกที่คนจะเยอะผิดปกติ”
ตงฟางยังคงลอยอยู่บนท้องฟ้ากวาดตามองหาผู้คนในเมือง เพื่อหาคนจากเมืองหลวง ปรากฎว่าจำนวนผู้คนที่เหลืออยู่น้อยกว่าวันที่เขาออกเดินทางไปหมู่บ้านไป๋ หนำซ้ำความแข็งแกร่งของกลุ่มคนที่เหลืออยู่ยังไม่ได้ดูมากมายจนน่ากลัวเหมือนกลุ่มคนนับพันที่ไล่ล่าเขาจนลงไปอยู่ในหุบเหว
“เกิดอะไรขึ้นกันหรือว่าพวกมันจะเหลือแค่คนที่ไว้ส่งข้อมูล”
ความสงสัยตลอด 1 ปีที่ผ่านมายังคงอยู่ในหัวของตงฟางเช่นเดิม ไม่สามารถหาคำตอบมาอธิบายได้ เกี่ยวกับกลุ่มคนนับพันที่ไม่ลงไปค้นหาเขาใต้หน้าผา ตลอดระยะเวลาที่เขาถูกขังภายในค่ายกล เขารอคอยพวกมันตลอดเวลา พวกมันกลับไม่คิดลงมาจัดการกับเขา
ซึ่งผิดหลักการทำงานนักฆ่ามาก ในโลกเดิมทุกครั้งที่เขาได้รับคำสั่งให้ฆ่า ตงฟางจะต้องมั่นใจว่าร่างนั้นกลายเป็นศพ หากมันแกล้งตายเขาจะต้องแทงซ้ำจนกว่าจะมั่นใจว่าตาย แต่พวกมันกลับหายไปกลางคัน เหมือนกับมีบางอย่างสั่งให้พวกมันยกเลิกการไล่ตามเขา
“ช่างเถอะ คนที่สั่งระดับราชาได้ คงไม่ใช่คนที่เราสืบหาตัวพบ”
ตงฟางยังคงมองจ้องผู้คนในเมืองเช่นเดิม ปล่อยให้เวลาค่อยๆล่วงเลยผ่านไป กระทั่งผู้คนบนถนนเริ่มลดน้อยลงไป เขาก็บินเข้าไปในตระกูลจงด้วยการสวมผ้าคลุมปกปิดใบหน้า ไม่ให้ใครเห็นตัวของเขา
ควับ~!
ผู้นำตระกูลจงหันมองไปยังด้านหลังด้วยความรวดเร็ว หลังจากรู้ว่ามีใครบางคนเข้ามาหาโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียง ทันใดนั้นมันกลับตกใจตื่นเมื่อคนที่เข้ามาหามันมีใบหน้าอันคุ้นเคย ที่ไม่มันกล้าลืม
“ตง”
ยังไม่ทันที่จะได้ร้องตะโกน ปากที่กำลังอ้ากว้างก็เริ่มหุบลงไปช้าๆหลังจากถูกสะกดจิต การมาตระกูลจงของตงฟางในครั้งนี้ เขาไม่ได้มาสร้างเรื่องวุ่นวายให้ผู้คนตกใจ เขามาทำการเปลี่ยนแปลงบางอย่างด้วยพลังจิตเลเวล 7 เพื่อให้คนเหล่านี้เลิกก่อความวุ่นวายให้กับเขาและคนรอบตัว
หากหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไม่แข็งแกร่ง เขาคิดว่าตระกูลจงคงบุกไปเล่นงานอย่างแน่นอน เพราะพี่ซิงเยียนแสดงความเป็นเจ้าของเขาในวันเดินทางเข้าไปในประตูแห่งเทพธิดา
“เรียกคนที่แกสั่งให้สืบเรื่องของฉันกลับมาทั้งหมด จากนั้นก็ฆ่าพวกมันพร้อมกับสร้างหลุมศพไว้ในตระกูลรวมกับคนอื่นๆ เมื่อมั่นใจว่าทุกคนที่ยุ่งเกี่ยวกับฉันตายแล้ว แกก็ฆ่าตัวตายตามไป”
เสียงกระซิบข้างหูด้วยพลังจิตฝังลงไปในสมองผู้นำตระกูลจงไม่มีวันขัดขืนได้ ทันใดนั้นตงฟางก็ใช้พลังจิตของเขาเรียกให้ทุกคนในตระกูลจงเข้ามาหา จากนั้นก็เริ่มกระซิบบอกกับพวกเขาเหล่านี้ว่าให้เดินหน้าต่อไป ไม่ยึดติดกับความแค้นที่ผู้นำตระกูลจงมี
การที่เขาต้องทำแบบนี้ก็เพราะว่าในตระกูลจงมีทั้งเด็กและผู้หญิงที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่รู้เรื่องของเขา รู้เพียงแค่ว่าเขามีเรื่องกับนายน้อยพวกมันเท่านั้น แม้จะโกรธแค้นพวกเขากลับไม่ได้มีท่าทีจะโจมตีเขา ต่างจากผู้นำตระกูลที่กัดไม่ปล่อย ดังนั้นตงฟางจึงจะทำให้ความแค้นของผู้คนเหล่านี้หายไปด้วยการสะกดจิต แต่พวกที่ร่วมมือกับผู้นำตระกูลจงเขาจะไม่ปล่อยไป เนื่องจากว่าฉาน จ้าน เป่าตายเพราะพวกมันเขาจะต้องแก้แค้นคืน
“ฉันให้เวลา 3 วัน จะต้องมีข่าวประกาศออกไปข้างนอกว่าผู้นำตระกูลจงล้มป่วยจนตาย ส่วนพวกแกจงตั้งผู้นำตระกูลคนใหม่แล้วเริ่มใช้ชีวิตเป็นนักหลอมยาของพวกแกต่อไป ไม่รู้จักฉันคนที่ชื่อหลี่ ตงฟาง”
เป๊าะ~!
เสียงดีดนิ้วดังขึ้นเล็กน้อยเพื่อคลายการสะกดจิตออกไปจากคนของตระกูลจง แต่ในหัวของพวกเขากลับมีข้อมูลหนึ่งอย่างที่ถูกใส่เข้าไป ข้อมูลนั้นคือพวกเขาไม่รู้จักคนชื่อตงฟาง ส่วนผู้นำตระกูลและคนที่คิดวางแผนลงมือกับตงฟางล้วนหลบหน้าคนในบ้านเพราะพวกมันถูกสั่งตายแล้ว จึงต้องหลบอยู่ภายในบ้านเพื่อทำการฆ่ากันตามที่ตงฟางสั่ง
ไว้ถึงวันที่นำร่างของพวกมันลงหลุมฝัง คนในตระกูลจงถึงจะถูกพลังจิตของตงฟางกระตุ้นอีกครั้งเพื่อลบเรื่องราวการฆ่ากันของผู้นำตระกูลทิ้งไป เหลือไว้เพียงแค่เรื่องราวผู้นำตระกูลและคนอีกหลายสิบคนป่วยตายกระทันหันเท่านั้น
“ฉันเลือกวิธีที่ดีที่สุดให้พวกแกแล้ว หวังว่าพวกแกจะพอใจ”
ตงฟางเดินมุ่งหน้าไปยังหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เขาอยากไปดูใบหน้าของพี่ซิงเยียนสักเล็กน้อยว่าหนึ่งปีที่ผ่านมานี้เป็นอย่างไรบ้าง กระทั่งเขาเดินมาถึงหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเขาก็พบเข้ากับหญิงสาวสวมใส่ชุดสีแดงมีขนจิ้งจอกสีขาวพาดไหล่ เธอได้ฉีกยิ้มต้อนรับผู้คนมากมายที่กำลังเดินเข้าไปในหอประมูลของเธอ ซึ่งการกระทำนี้ทำให้ตงฟางสงสัยปกติพี่ซิงเยียนจะไม่ออกมาต้อนรับใครด้วยตัวเอง
“คุณชาย เข้าไปดูข้างในก่อนไหม ข้าจะพาท่านเดินชมให้ทั่วเลย ท่านชอบสิ่งไหนบอกข้าได้ ข้ามีส่วนลดให้ท่าน รวมไปถึงตัวของข้าเอง หากข้าพอใจท่านก็สามารถเชยชมมันได้”
ตงฟางทำสีหน้าผิดหวังกับท่าทางของพี่ซิงเยียนที่เขาเห็น เวลา 1 ปีที่เขาจากไปนึกว่าเธอจะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนไป กลับกลายเป็นว่าเธอเปลี่ยนใบหน้านิ่งขรึมเมื่อต้องพบคนนอกเป็นใบหน้าอันยั่วยวนพยายามเชิญทุกๆคนให้เข้าไปในหอประมูลของเธอ
เขาจึงหันหลังกลับไม่คิดยุ่งเกี่ยวอีกต่อไปนี้การร่วมมือจะเป็นธุรกิจเท่านั้น เขาอุส่าเลือกแล้วเธอกลับทำให้เขาผิดหวัง แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าจากไปนั้น หญิงสาวที่ใช้ความยั่วยวนชายหนุ่มมากมายกลับเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับใช้คำพูดและน้ำเสียงยั่วยวนเขาไม่ต่างจากคนอื่นๆ
“คุณชาย ท่านเข้าไปข้างในก่อนไหม”
“ไม่ล่ะ” อารมณ์ผิดหวังและทั้งโกรธส่งผ่านน้ำเสียงของตงฟาง เขาพยายามเดินหนีโดยไม่หันมองด้านหลังอีก ทันใดนั้นหญิงสาวที่เข้ามาทักทายกลับบอกให้เขาหยุดเดิน ตงฟางจึงหยุดเท้าของตัวเอง
“หากเดินอีกก้าวเดียวอย่าได้คิดกลับมาอีก”
“เจ้ารู้จักข้าหรือ…….. ไม่…ไม่เลยด้วยซ้ำ เจ้ากับข้าไม่รู้จักกัน” ตงฟางกำลังจะก้าวจากไป ด้วยการปลอมตัวเขาเชื่อว่าไม่มีใครดูเขาออกได้ ทันใดนั้นหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังกลับร้องตะโกนลั่นจนเขาหยุดเท่า
“พี่สาวแค่ล้อเล่น คุณชายเหล่านั้นเป็นคนของหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าที่พี่สาวแปลงโฉม หยุดนะ ถ้าไม่หันหลังกลับมาก็ไม่ต้องมาอีก”
“หือ” ตงฟางหันหลังกลับมาด้วยท่าทางเหวอ เขาไม่เคยบอกใครเลยว่าตัวเองเดินทางมาถึงเมืองหลงไห่ ตอนนี้เขาก็เชื่อว่าไม่มีใครรู้ตำแหน่งของเขาด้วย แต่พี่ซิงเยียนกลับเตรียมคนไว้แกล้งเขาทั้งหมดจึงทำให้ตงฟางตื่นตัว ทั้งกลัวและก็ทั้งดีใจที่มันเป็นเพียงแค่การแกล้ง พี่ซิงเยียนไม่ได้ไปยั่วยวนใคร
“มาเร็ว เข้าไปข้างในก่อน”
“เดี๋ยวก่อนพี่ซิงเยียนทำไมถึง” ตงฟางพยายามถามถึงสิ่งที่พี่ซิงเยียนใช้ชี้ตัวของเขา เธอไม่ตอบทำเพียงแค่ชูแหวนในมือตัวเองขึ้นมาหนึ่งวง มันกำลังเปล่งแสงสีฟ้าออกมาจางๆไม่ต่างจากหิ่งห้อย
“มันเป็นแหวนคู่ พี่สั่งซื้อมาจากเมืองหลวงเลยนะ ยังดีที่ตงฟางพกมันติดตัวเอาไว้ จึงทำให้พี่สาวรู้ตำแหน่งได้ เอาล่ะจะไปด้วยกันได้หรือยัง”
“เดี๋ยวก่อน ระหว่างที่ผมไม่อยู่ไม่ได้มีอะไรกับใครใช่ไหม”
“ดูถูกพี่สาวคนนี้ไปแล้ว เอาล่ะเข้าไปกัน เร็วเข้า พี่สาวมีอะไรอยากจะบอก ข้างนอกคนเยอะเดี๋ยวก็มีคนสงสัยเราหรอก”
ตงฟางปล่อยให้พี่ซิงเยียนลากตัวเขาต่อไป กระทั่งพวกเขาทั้งสองเดินทางไปถึงห้องหลอมยาประตูห้องที่เปิดเข้าไปก็ถูกปิดแล้วลงกลอนเอาไว้มากมาย ตงฟางที่ถูกผลักเข้าไปเขาก็พบเข้ากับอ้อมกอดที่พุ่งเข้ามากอดรัดเขาเอาไว้แน่นพร้อมกับเสียงร้องไห้ดังสะเทือนไปทั่วห้อง
“โห~! ตงฟางรู้ไหมว่าพี่เป็นห่วงแค่ไหน”
“ฮือ~! 1 ปี 5 เดือน กับอีก 15 วันที่หายไปพี่สาวเป็นห่วงแทบแย่”
“เออ” ตงฟางพยายามหาทางปลอบ เขาอยากจะบอกเธอมากๆว่าเขาไม่ได้ไปเผชิญหน้ากับอันตรายเลยสักนิด ระยะเวลาที่เขาหายไปเขาทำเพียงแค่นั่งนิ่งๆใช้สมองแก้ค่ายกลเท่านั้น อย่างไรก็ตามการร้องไห้ของพี่ซิงเยียนที่รู้ว่าเขาไม่ได้อันตรายตลอดเวลาที่ผ่านมา มันก็เริ่มปลอมยิ่งขึ้น มีทั้งใช้น้ำตาปลอมหยอดตาแล้วกอดตงฟางใหม่ เขาจึงยกมือกุมขมับกับท่าทางของพี่ซิงเยียนในตอนนี้
“โห~!”
“กอดผมพอหรือยัง”
“ไม่ ยังไม่พอ วันนี้พี่สาวจะไม่ยอมปล่อย”
“แล้วตกลงเสียใจจริงๆไหมเนี๊ยที่ผมหายไป”
“เสียใจสิ แต่ไม่ได้เสียใจมากๆเพราะรู้ว่าตงฟางไม่เกิดอันตราย แหวนนี่น่ะมันบอกได้ด้วยนะว่าตงฟางสภาพร่างกายเป็นยังไง”
“หืม แล้วทำไมวงที่ผมสวมมันถึงไม่บอกอะไรเลยละ”
“ก็มันมีหน้าที่เป็นแค่แหวนเก็บของหนิ ส่วนของพี่เก็บของไม่ได้แต่มันถูกใส่เวทย์ตรวจสอบผู้สวมใส่แหวนอีกวง”
“นี่มัน เหมือนกับพี่ซิงเยียนกำลังแอบตามเพื่อจับผิดผมเลย”
“ฮิฮิ เอาล่ะมาให้กอดซะดีๆ ยังไงพี่สาวก็จะไม่ปล่อยจนกว่าจะหายคิดถึง”
“ครับๆ แต่ผมหิวมากๆเลย”
“ไม่เป็นไร พี่สาวเตรียมเอาไว้แล้ว มานี่เร็ว”
ตงฟางมองไปยังพี่ซิงเยียนที่เข้ามากอดเขาจนแทบจะเป็นคนๆเดียวกัน ยังดีที่รู้จักป้องกันไม่ได้แต่งตัวโป๊ ทำให้เขาควบคุมเลือดกำเดาไม่ให้ไหลได้
“นี่ๆ ตกลงไปทำอะไรที่ไหนมา ทำไมหายไปนานขนาดนั้นล่ะ เล่าให้พี่สาวฟังหน่อย”
ตงฟางมองไปยังมือทั้งสองข้างของตัวเองที่ถูกมัดไว้ไม่ให้หยิบจับอะไร ตอนนี้หากเขาอยากจะกินอะไรเขาต้องใช้ปากบอกพี่ซิงเยียนที่กำลังตักข้าวมากมายป้อนเขา ไม่ยอมให้เขาทำด้วยตัวเอง
“จะฟังเรื่องของผมก่อนหรือพี่ซิงเยียนจะเล่าเรื่องภายในเมืองหลงไห่ให้ผมฟังก่อนล่ะ ผมอยากรู้การเคลื่อนไหวของพวกที่ไล่ล่าผม”
“อืม ถ้าเล่าเรื่องของพี่น่าจะนาน เล่าเรื่องของตงฟางก่อนก็แล้วกัน”
“ได้ แต่แก้มัดผมก่อนได้ไหม”
“ไม่จ้ะ แต่จะแก้มัดให้ก็ได้ ทว่าตงฟางต้องป้อนข้าวพี่สาวคนนี้”
“ได้ครับได้ แก้มัดผมที พี่ซิงเยียนอยากกินอะไรผมจะป้อน”
“ไม่ดีกว่า อยู่แบบนี้แหละเดี๋ยวหนีไปอีก อ้าม…..”