เชนอยู่ในช่วงพักฟื้น แววตาของเขาน่ากลัว เย็นเยือกขึ้นนิดหน่อย ชนิดแทบไม่ได้สังเกตแววตาตนเองเสียด้วยซ้ำ…หลังจากแยกทางกับ แบฮัน
ร่างกายของเขากลับคืนสู่สภาพปกติอย่าง ช้าๆ ทว่าสิ่งที่ยังขาดหายไปคือ 'อายุขัย' ที่ถูกจ่ายออกไปเกินครึ่ง มันยังไม่สามารถเรียกคืนมาได้ในตอนนี้
หลังเชนย้ายกลับมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นเดียวกับแม่ เขานั่งกุมมือหญิงสาวที่หลับใหล ด้วยโรคประหลาดอย่างสงบ ใบหน้าของแม่ดูซูบผอมลงไปมาก
เชนปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปอย่าง ช้า ๆ พลางเล่าเรื่องราวที่เขาเผชิญมาให้แม่ฟัง แม้จะไม่มีเสียงตอบกลับ แต่เขากลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ที่แผ่ออกมาจากมือคู่นั้น
จู่ๆ หนุ่มน้อยผมขาวก็มีน้ำตาไหล เมื่อกล่าวประโยคสุดท้ายออกมา “แม่…เดี๋ยวผมต้องออกเดินทางไกลอีกครั้ง”
“ผมสัญญา เจอกันคราวหน้า ผมจะต้องเอา ‘ผลชีวิต’ กลับมาช่วยปลุกแม่ ออกจากภวังค์ ความฝันอันยาวนาน ให้ได้”
ซึ่งเชนไม่คิดจะทิ้งรากเหง้า ทีมวีแลนไว้ด้านหลัง เขาจะไปในฐานะ ฮันเตอร์ทหารรับจ้าง เมื่อเก็บสัมภาระเข้าใส่เป้ใบน้อย เตรียมออกเดินทางตามคำเชิญทดสอบรอบสองที่ถูกจัดขึ้น
…ช่วงสายของวัน โรงพยาบาลรัฐที่เคยเงียบเหงากลับดูวุ่นวายขึ้นมาทันที เมื่อขบวนรถของผู้บริหารระดับสูงของประเทศมาถึง นำโดย 'ลุงราชสีห์' ฮันเตอร์ แรงค์ S ผู้เป็นตำนาน ฉายากำแพงด่านสุดท้ายของประเทศไทย เขาตั้งใจมาหาเชนโดยตรง
ส่วนนี้ปากรณ์ นายน้อยบริษัทจากัวร์ มาเยี่ยมเชน ยังต้องขอตัวก่อน ซึ่งเดี๋ยวจะออกจากที่นี่ยาก เมื่อมองไปที่ความวุ่นวายด้านนอก “ไว้เจอกัน”
เชนพยักหน้า ซึ่งเขาเองก็ได้ยินข่าวการฟื้นตัวอีกฝ่ายมาบ้างผ่านข่าวสด แต่ก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมาด้วยตนเอง เมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้น
ก็อก! ก็อก!
เชนเดินไปเปิดประตูบานเลื่อน แววตาคมกริบจ้องมองผู้มาเยือนด้วยความหงุดหงิด คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างไม่ปิดบังใบหน้าอันไร้อารมณ์ เขาถามออกไปเสียงห้วน อย่างไม่เกรงใจบารมีคนตรงหน้า
“มีธุระอะไร ลุงราชสีห์?”
ผู้บัญชาการทหารระดับภาค ตามมาด้านหลังถึงกับหางตากระตุกน้อยๆ เตรียมจะเอ่ยปากเตือนเด็กหนุ่มเรื่องมารยาท
ทว่าลุงราชสีห์กลับยกมือห้ามปรามไว้ เขายิ้มกว้างอย่างใจดี ไม่ถือสาเด็กหนุ่ม ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเอาแต่ใจ “ขอข้าเข้าไปคุยด้านในหน่อยได้ไหมเจ้าหนู? ทำเป็นลืมคนแก่คนนี้ ไปเสียได้?”
เชนส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะถามประโยคที่คาใจ “มหาวิทยาลัยราชันที่ทาบทามผมมา... คงไม่ใช่ฝีมือลุงหรอกนะ?”
ลุงราชสีห์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ใช่ข้าแน่นอน... ผู้อำนวยการหลี่ไป๋คนนั้น สายตาเฉียบแหลม เกินกว่าที่ใครจะไปสั่งการได้ บารมีของแดนมังกรนั้น ข้าเองยังไม่กล้าเทียบรัศมี”
เชนจึงยิ้มเล็กๆ เมื่อมีคนเห็นคุณค่าเขา อย่างแท้จริง…ก่อนเชิญอีกฝ่าย เข้ามาพูดคุยภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วย
ทุกคนด้านนอกต่างก็มองหน้ากัน ที่เห็นความสนิทสนม ต่างวัยของพวกเขาทั้งคู่
แม้แต่พยาบาล หมอตอนนี้ ตามมาดูห่างๆ ยังอ้าปากค้าง ไม่มีใครอยากเชื่อ S ระดับชาติประเทศไทย จะสนิทสนมกับเด็กหนุ่ม ที่หลายคนมองว่าไม่สลักสำคัญ
ซึ่งคนที่รู้ เชนเป็นคนที่ช่วย S ให้พ้นวิกฤต น่าจะมีอยู่ไม่กี่คนที่รู้
ภายในห้องพักฟื้นรับรองไม่ได้หรูหรานัก ลุงราชสีห์เข้าประเด็นสำคัญทันที “พวกหมาบ้าไฮอีนาเพื่อนบ้านนั่น... ตอนนี้พวกมันยังขยับตัวไม่ได้มากนัก แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเจ้าจะปลอดภัย การอยู่ที่ประเทศไทยต่อ อาจจะอันตรายเกินไปสำหรับเจ้าในตอนนี้”
ลุงราชสีห์มองเชนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง “การไปอยู่มหาวิทยาลัยราชัน ภายใต้ร่มเงาของ 'ราชาเพลิงอัคคี หลี่ไป๋' คือทางเลือกที่ดีที่สุด…”
เชนได้ฟัง ทำหน้าคิดตาม…ก่อนกล่าวถามบ้าง “เรื่องที่ท่านมาคงไม่ได้ มีแค่นี้หรอกกระมัง?”
“ฮ่าๆ ก็อย่างที่เห็นข้าแก่ชรามากแล้ว เจ้าหนู ข้าเองก็หวังตัวแทน คนรุ่นใหม่อย่างเจ้ามาเป็นตัวแทนของข้า…หวังว่าเจ้าหนูจะไม่ลืมบ้านเกิดแห่งนี้…ก็เท่านั้น”
เชน พยักหน้า คล้ายเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว ไม่รู้ว่าหากไม่มี S ประเทศไทย ชายแก่คอยค้ำจุนอยู่ มหาอำนาจภายในดินแดนแห่งนี้ จะเปลี่ยนไปเป็นอย่างไรแล้ว
สุดท้าย ลุงราชสีห์ ที่มองไปด้านหลังเตียงผู้ป่วย เห็นหญิงสาวนอนหลับใหลไม่ได้สติจากผลกระทบเกต เขารับปากเชนทันที “เรื่องแม่เจ้าหนูไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะทำเรื่องย้ายเธอไปยังโรงพยาบาลรัฐอันดับหนึ่ง ที่นั่นจะมีฮันเตอร์ มืออาชีพคุ้มกันอย่างดี ถือว่าปลอดภัยหายห่วง”
เชน ได้ยินแบบนั้นจะสบายใจขึ้นมาก เมื่อยิ้มไปที่ผ้าม่านปลิวไสว มีใบหน้าแม่หลับตาพริ้มอยู่ เชนจะกล่าว “ขอบคุณ” อย่างสุภาพนอบน้อมที่สุด เท่าที่จะพูดได้ตอนนี้
…ไม่นานเชนถูกพาไปส่งยังสนามบินพาณิชย์ โดยคำสั่งสุดท้าย อำนวยความสะดวกของลุงราชสีห์…เครื่องบินเจ็ท พร้อมคนที่ไม่ควรมาเยือน กลับเป็นแรงค์ S โจวยี้ ฉายาปีกเหล็กแห่งแดนมังกรที่มารับเชนเป็นการส่วนตัว
แววตานิ่งไม่ได้มีความหวาดกลัว เด็กหนุ่ม เดินผ่านอีกฝ่ายหน้าเคร่งขรึมไป แบบไม่มอง…เข้าไปภายในเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวของอีกฝ่าย
ซึ่งคล้ายโจวยี้จะเคือง เชนอยู่ไม่น้อย ที่เป็นต้นเหตุ ให้หัวหน้าฉานเฟิงต้องตาย เมื่อทั้งสอง ไม่ยอมมองหน้ากันขณะเครื่อง กำลังขึ้นทะยาน
เชนมองกวาดตาไปรอบๆ เขาเหลือบไปเห็นรูปหมู่หัวหน้าฉานเฟิง เคยร่วมทีมกับ โจวยี้ ทำให้เขาเหมือนเข้าใจ S คนนี้ขึ้นมาบ้าง จากแววตาขุ่นเคืองที่ปรากฏ ปนความไม่พอใจของอีกฝ่าย ‘เป็นแบบนี้เองซินะ’