ยุคสมัยนี้การที่นักเรียนจะเข้าสำนักศึกษานอกเหนือจากค่าตอบแทนที่ต้องให้อาจารย์ผู้สอนแล้วยังจำเป็นต้องเตรียมซื่อหลี่ให้ปราชญ์ในอนาคตเหล่านั้นด้วย ซึ่งซื่อหลี่คือสมบัติทั้งสี่แห่งห้องหนังสืออันได้แก่ พู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึก
สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการตรวจสอบความสามารถสองพี่น้องปล่อยวางความคิดทุกอย่างพร้อมตั้งสติกับสิ่งที่ทำเกวียนวัวโยกไปโยกมาอยู่พักหนึ่ง แล้วพวกเขาก็มาถึงบ้านของจวี่เหรินในหมู่บ้านซ่ง
ที่นี่เป็นเรือนสี่ประสานแบบซานจิ้นเพียงยืนอยู่นอกบริเวณบ้านยังได้ยินเสียงอ่านหนังสือดังออกมาเมื่อได้ฟังเสียงเช่นนี้ เฉียวซีรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกอีกใบดวงตาของนางดูล่องลอย ราวกับนางได้เห็นตัวเองตอนเรียนหนังสือเมื่อครั้งอดีต
“พี่รอง”เฉียวไป่เงยหน้าขึ้นมองพี่สาวของตนด้วยความสงสัยเหตุใดจึงเอาแต่ยืนนิ่งอยู่ที่ประตูเล่า
เฉียวซีดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว“ไปกันเถอะ”
ประตูใหญ่ของบ้านจวี่เหรินเปิดเอาไว้ครึ่งหนึ่งเฉียวซีเคาะประตูบ้าน และในขณะที่นางกำลังจะผลักประตูเข้าไปเด็กหนุ่มที่แต่งตัวเหมือนเด็กรับใช้ ก็ตะโกนให้เฉียวซีหยุดสิ่งที่นางกำลังทำอยู่“เฮ้ย พวกเจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงเข้ามาตามอำเภอใจเช่นนี้”
“พวกเราคือคนจากหมู่บ้านข้างๆเรามาหาอาจารย์ของพวกท่าน ไม่ทราบว่าอาจารย์ของพวกท่านพอจะมีเวลาหรือไม่”เฉียวซีรู้สึกไม่ดีเพราะพฤติกรรมของเด็กหนุ่มผู้นี้แต่นางก็กล่าวถึงเจตนาที่ตนมาที่นี่อย่างสุภาพ
เด็กหนุ่มมองสองพี่น้องด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยามและมุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังถากถาง “อาจารย์ของเราไม่มีเวลาหรอกพวกเจ้ามาวันหลังเถอะ”
เฉียวไป่ไม่ชอบสายตาที่เด็กหนุ่มผู้นี้มองพวกตนเป็นอย่างมากทำราวกับว่ากำลังมองขอทานอยู่ไม่มีผิด เขาดึงเสื้อของเฉียวซีเบาๆ และเอ่ยขึ้น“พี่รอง พวกเราไปกันเถอะ”
“ใช่ รีบไปเสีย ไม่ดูตัวเองสักหน่อยเลยอย่างพวกเจ้ายังคิดอยากมาเรียนหนังสือที่นี่อีก” หนุ่มน้อยเหยียดหยาม
“คนตาหมาคงเห็นว่าคนอื่นต่ำกว่าตัวเองกระมัง”เฉียวซีเป็นคนทะนงตนมาตลอด หากที่นี่ไม่รับเรา ยังต้องมีที่อื่นที่รับเราอยู่ดีเลี้ยงดูให้เด็กรับใช้กลายเป็นคนเช่นนี้ได้จวี่เหรินผู้นี้คงไม่ได้ดีดั่งคำร่ำลือหรอกไม่แปลกใจเลยที่สอบไม่ผ่านครั้งแล้วครั้งเล่า
เช่นนี้แล้วเฉียวซีจึงจากไปเสียเลยนางไม่มัวอืดอาดยืดยาด ยามนี้หวังเพียงว่าอาจารย์ระดับซิ่วไฉที่หมู่บ้านฉู่จะไม่หยิ่งผยองเช่นนี้
นั่งเกวียนวัวไปยังหมู่บ้านฉู่ยามที่พวกนางมาถึงหมู่บ้านฉู่ก็เป็นเวลาพักกลางวันพอดี เด็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆต่างกลับบ้านไปกินข้าวมีเพียงเด็กที่อยู่ไกลเท่านั้นที่นำอาหารมากินในบริเวณสำนักศึกษา
ในหมู่บ้านใกล้ๆมีเพียงหมู่บ้านฉู่กับหมู่บ้านซ่งสองหมู่บ้านนี้เท่านั้นที่มีสำนักศึกษาปกติแล้วยามส่งเด็กไปเรียนย่อมส่งไปที่ที่ดีกว่าเสมอจวี่เหรินกับซิ่วไฉอยู่คนละระดับกัน ในตอนแรกนางไปที่บ้านของจวี่เหรินน่าเสียดายที่ความประทับใจแรกทำให้นางรู้สึกแย่กับที่นั่น
นักเรียนของซิ่วไฉ่ฉู่ล้วนเป็นเด็กที่มีฐานะธรรมดาๆหากไม่ใช่เพราะครอบครัวของเด็กเหล่านี้จ่ายค่าครูให้จวี่เหรินที่หมู่บ้านซ่งไม่ไหวซิ่วไฉฉู่ก็อาจจะต้องปิดสำนักศึกษาไปแล้ว
ทุกวันนี้การที่เขามีนักเรียนเหล่านี้ได้ก็เป็นเพราะเขาลดราคาค่าเล่าเรียนลงแล้ว
ช่วงเวลาพักกลางวันยามนี้ดวงอาทิตย์ลอยสูงอยู่กลางฟ้า ซิ่วไฉฉู่กำลังพักผ่อนอาบแสงแดดอยู่ในบ้านเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างจึงลืมตาขึ้นแล้วจึงเห็นเด็กสองคนยืนอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ เห็นได้ชัดเจนว่าเด็กสาวอายุมากกว่าเด็กผู้ชายอย่างชัดเจนนางกำลังจูงมือเด็กชายตัวน้อยเดินเข้ามา
ซิ่วไฉฉู่ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินไปทางเฉียวซีและเฉียวไป่
เฉียวซีมองไปรอบๆ แล้วจึงเห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังเดินมาทางพวกนางพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นนางจึงเอ่ยถาม “ไม่ทราบว่าท่านคือท่านอาจารย์ฉู่ใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว แม่นางน้อยมีธุระอะไรหรือ”ซิ่วไฉฉู่มองเฉียวซีด้วยความสงสัย
“วันนี้ข้าพาน้องชายมาที่นี่เพื่อสอบถามว่าท่านยังรับลูกศิษย์หรือไม่”
ซิ่วไฉฉู่เพ่งพินิจเด็กที่อยู่ตรงหน้าอย่างจริงจังริมฝีปากสีแดง ฟันสีขาว รูปร่างสง่าดังหยกแกะสลักมองดูแล้วทำให้คนรู้สึกถูกใจทีเดียว เขากวักมือเรียกเฉียวไป่
เฉียวไป่ก้าวขึ้นไปข้างหน้าหนึ่งก้าวโค้งคำนับซิ่วไฉฉู่ “สวัสดีขอรับท่านอาจารย์”
“เจ้าชื่ออะไรหรือเคยศึกษาเล่าเรียนอะไรมาก่อนหรือไม่” ซิ่วไฉฉู่พยักหน้า เด็กคนนี้ดูฉลาดมากไม่ตื่นกลัวเลยแม้แต่น้อย ดูๆ ไปแล้วครอบครัวน่าจะอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี
เฉียวซีไม่ได้ตอบแทนน้องชาย นางปล่อยให้เขาแสดงความสามารถของตนออกมาด้วยตัวของเขาเอง
“เคยศึกษา ‘ตำราพันอักษร[1]’‘ร้อยแซ่พันธุ์มังกร[2]’และ ‘คัมภีร์สามอักษร[3]’ขอรับ” เฉียวไป่ตอบอย่างฉะฉานเขาพูดถึงตำราที่ตนเคยเรียนมาก่อนออกมาทีละเล่มๆ
ซิ่วไฉประหลาดใจมากเรียนตำราพื้นฐานไปหมดแล้วหรือ หรือว่าเจ้าหนูผู้นี้เคยเข้าเรียนที่อื่นมาแล้ว“เจ้าเคยเข้าเรียนที่อื่นมาแล้วหรือ”
“ไม่เคยขอรับท่านพ่อและท่านพี่ทั้งสองคนของข้าเป็นผู้สอนทั้งสิ้น”เฉียวไป่กล่าวถึงคนในครอบครัวของตนด้วยความเคารพและให้เกียรติ
ซิ่วไฉฉู่ประหลาดใจยิ่งขึ้นทุกคนในครอบครัวอ่านออกเขียนได้ เหตุใดจึงต้องส่งมาหาตนเล่า“เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงไม่ศึกษาเล่าเรียนที่บ้านของเจ้าต่อไปเล่า”
“ท่านพ่อของข้าจากโลกนี้ไปแล้วส่วนพี่ชายใหญ่ของข้าไปเรียนหนังสือในเมืองใหญ่เวลานี้ไม่มีผู้ใดสามารถสอนหนังสือข้าได้”
“เป็นเช่นนั้นหรอกหรือขอโทษด้วยที่อาจารย์กล่าวถึงเรื่องที่ทำให้เจ้าต้องเสียใจ”ซิ่วไฉฉู่ไม่คาดคิดว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้ เขาพลันรู้สึกเสียใจขึ้นมาทันที
“ไม่เลยขอรับ พี่รองกล่าวว่าเราจำต้องมองไปข้างหน้า ไม่ใช่มองกลับไปในอดีต ท่านพ่อและท่านแม่ยังคอยมองพวกเราจากบนสวรรค์”เรื่องโศกเศร้าเสียใจได้ผ่านไปแล้วพี่รองบอกว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่ยังต้องใช้ชีวิตต่อไปมีเพียงแต่ต้องพยายามทำให้ชีวิตของตนมีความสุขเท่านั้นจึงจะทำให้ท่านพ่อกับท่านแม่มีความสุขได้
เฉียวซีมองดูพวกเขาทั้งคู่ถามตอบกันไปมาพลางมองดูรอบๆ บ้านฉู่
บ้านฉู่ไม่ได้ใหญ่โตอย่างบ้านจวี่เหรินตระกูลซ่งเมื่อครู่แต่กลับดูอบอุ่นมากทีเดียว
เมื่อโจวซื่อผู้เป็นภรรยาของซิ่วไฉฉู่ได้ยินเสียงจากในบ้านนางจึงเดินเข้ามาเมื่อเห็นว่าสามีของตนกำลังพูดคุยกับคนคนหนึ่งอย่างจริงจังแล้วทิ้งให้อีกคนอยู่เฉยๆเช่นนั้น นางจึงรู้สึกละอายเป็นอย่างมาก ดังนั้นนางจึงรีบพาเฉียวซีไปพักผ่อนข้างใน
“แม่นาง ขอโทษด้วยนะเวลาสามีของข้าพบกับเด็กฉลาดๆ ก็มักจะเป็นเช่นนี้เสมอเขาไม่ได้ตั้งใจจะละเลยเจ้าหรอก”นี่จะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดคิดว่าสามีของตนตั้งใจเพิเฉยต่อนางผู้ซึ่งเป็นเด็กผู้หญิงประเดี๋ยวจะทำให้พวกนางรู้สึกแย่ จนไม่ส่งน้องชายมาเรียนที่บ้านตน
“ท่านอาสะใภ้ไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอกเจ้าค่ะข้าเข้าใจดี” ม้าพันลี้ที่เก่งกาจมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้งแต่คนผู้มากความสามารถไม่ได้มีให้เห็นบ่อยๆ ประโยคนี้ยังคงใช้ได้เสมอ
“ว่าแต่เจ้าช่างเป็นเด็กที่รู้จักความเสียจริงๆ เหตุใดเจ้าจึงเป็นผู้พาน้องชายมาเล่าผู้ใหญ่ในบ้านเจ้าเล่า” โจวซื่อไม่ได้ยินที่เฉียวไป่พูดจึงไม่รู้ว่าพ่อแม่ของนางได้จากโลกนี้ไปแล้ว
“ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าไม่อยู่แล้วเจ้าค่ะที่บ้านข้ามีเพียงพี่ชายใหญ่ ตัวข้า และน้องชายคนเล็กเพียงเท่านั้น”เฉียวซีกล่าวถึงเรื่องนี้ได้อย่างฉะฉานเช่นเดียวกันกับเฉียวไป่ใบหน้าของนางไม่ได้มีสีหน้าเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ยังคงไร้ความทุกข์ใจเช่นเดิม
“เรื่องนี้... ข้าไม่ควรถามขึ้นมาเลย”โจวซื่อชะงักงัน พูดมากเกินไปอีกแล้ว ข้าถามอะไรออกไป เด็กๆเหล่านี้ช่างน่าสงสารเสียจริง
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะหัวข้อสนทนาเช่นนี้เป็นหัวข้อที่ไม่อาจเลี่ยงได้ ถือเป็นเรื่องปกติ”เฉียวซีไม่ได้ใส่ใจแต่อย่างใด ดูจากสภาพการณ์ทั้งหมดแล้วน้องสามคงจะเลือกเรียนกับซิ่วไฉฉู่ที่นี่เป็นแน่ เช่นนั้นถือโอกาสถามถึงค่าใช้จ่ายและสิ่งของที่จำเป็นต้องเตรียมมาเลยจะดีกว่า“ท่านอาสะใภ้ ไม่ทราบว่าค่าเล่าเรียนหนึ่งปีเป็นเงินเท่าไรหรือและหากน้องชายข้าได้เรียนหนังสือที่นี่ จำเป็นต้องเตรียมอะไรมาบ้าง”
“ค่าเล่าเรียนหนึ่งปี 2 ตำลึงครึ่งและไม่จำเป็นต้องเตรียมอะไรมาเลย นอกเสียจากอาหารกลางวันที่ต้องจัดการเอง”ครอบครัวที่มีข้อจำกัดเช่นนี้ เดิมก็ไม่สามารถใช้เงินมากไปกว่านี้ได้เงินค่าเล่าเรียนล้วนต้องรัดเข็มขัดให้แน่นจึงจะสามารถเก็บหอมรอมริบออกมาได้
“ท่านอาสะใภ้บ้านของข้าอยู่ที่หมู่บ้านเฉียว หากจะให้น้องชายของข้านำอาหารกลางวันมาเองคงจะลำบากหากข้าให้เงินค่าเล่าเรียนเพิ่มขึ้นสักเล็กน้อยท่านจะสามารถดูแลเรื่องอาหารกลางวันเพิ่มเติมสักมื้อให้ข้าได้หรือไม่”ปัญหาที่ใช้เงินแก้ปัญหาได้ล้วนไม่ใช่ปัญหานางทนให้น้องชายนำอาหารติดตัวมาเองไม่ได้หรอกสิ่งที่จะนำติดตัวมาได้คงไม่พ้นอาหารแห้ง
“เช่นนั้นก็ได้แต่พวกข้ากินอะไรเขาก็จำเป็นต้องกินสิ่งนั้นครอบครัวของพวกข้าก็เป็นเพียงครอบครัวธรรมดาๆ ไม่ได้พิถีพิถันอะไรถึงเพียงนั้น”โจวซื่อไม่ได้ปฏิเสธในทันที แต่บางเรื่องก็จำเป็นต้องกล่าวให้ชัดเจน
“แน่นอนเจ้าค่ะขอเพียงมีอาหารปรุงสุกใหม่ๆ ให้กินก็ถือว่าดีมากแล้ว จะเป็นอะไรก็ได้ทั้งสิ้น”ให้เขามาเรียนหนังสือ ไม่ใช่มาเสพสุข หากต้องการกินอาหารดีๆเอาไว้กลับไปกินที่บ้านตอนเย็นก็ได้
“แม่นางน้อยช่างเป็นคนสบายๆ เสียจริงๆ”โจวซื่อชอบนิสัยของเฉียวซีมาก ดูไม่คล้ายกับเด็กลูกชาวไร่ชาวนาเลยสักนิดคำพูดคำจาของนางก็เช่นกัน
เฉียวซีให้เงินค่าเล่าเรียนกับโจวซื่อ 4 ตำลึงแต่โจวซื่อรีบปฏิเสธ “แม่นางน้อยไม่จำต้องมากถึงเพียงนี้หรอก ค่าครู 2 ตำลึงครึ่ง ค่าอาหาร 1 ตำลึงก็พอแล้ว”
“ท่านอาสะใภ้ ท่านรับเงินเหล่านี้ไว้เถิดหลังจากนี้น้องชายของข้ายังต้องรบกวนท่านซิ่วไฉฉู่อีกมาก”
โจวซื่อนึกถึงสถานการณ์ของครอบครัวนางในใจยังคงรู้สึกไม่อยากรับไว้เป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อได้ยินนางพูดถึงน้องชายของนางจึงเข้าใจความคิดที่อยู่ในใจของเฉียวซีดังนั้นจึงไม่พูดแสดงความเกรงใจให้มากเกินไป และรับเงินนั้นเอาไว้
ทั้งคู่พูดคุยกันอย่างมีความสุขซิ่วไฉฉู่และเฉียวไป่ก็เช่นกัน
เมื่อเฉียวซีและโจวซื่อเดินออกมาจากข้างในก็ได้เห็นสีหน้าตื่นเต้นกว่าปกติของซิ่วไฉฉู่ สายตาที่เขามองเฉียวไป่เป็นเหมือนสายตาของหมาป่าที่มองอาหาร
โจวซื่อไม่ได้เห็นสามีของตนมีชีวิตชีวาเช่นนี้มานานแล้วตั้งแต่ที่บ้านของตนเกิดเรื่องจนสิ้นวาสนากับการสอบ เขาก็ไม่เบิกบานมาตลอดเมื่อมีสำนักศึกษาอาการของเขาก็ดีขึ้นไม่น้อย แต่ยังถูกจวี่เหรินตระกูลซ่งแย่งชิงนักเรียนไปอีกหลังจากนั้นเขาก็ดูสิ้นหวังมากขึ้นทุกวันๆ
แม้ว่าจะไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากใบหน้าของเขาเพราะสีหน้าของเขาดูปกติมากแต่นี่ไม่อาจเก็บซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงของเขาจากสายตานางผู้อยู่ร่วมเตียงเคียงหมอนได้
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่นางได้เห็นเขามีความสุขมากถึงเพียงนี้ดูท่าจะชอบนักเรียนคนนี้มาก หรือไม่เด็กผู้นี้ก็มีแวว ทำให้เขามีความหวัง
“ท่านอาจารย์ฉู่ไม่ทราบว่าน้องชายของข้าจะเริ่มมาเรียนได้เมื่อไหร่”เฉียวซีก็มองออกว่าซิ่วไฉฉู่ชอบน้องชายของตนมาก ชอบก็ดีแล้ว หากต้องตาอาจารย์ ก็จะได้รับความสนใจจากอาจารย์เป็นพิเศษที่เทียนเฉาก็เช่นกัน นักเรียนที่ดีมักจะดึงดูดสายตาของอาจารย์ทั้งหมดนี้มีผลต่อการพัฒนาความรู้ของพวกเขาทั้งสิ้น
หากซิ่วไฉฉู่ได้สอนนักเรียนที่ดูมีอนาคตเขาก็สามารถสอนตามความสามารถของนักเรียนผู้นั้นได้
“มาได้ทุกเมื่อ” แม้ว่าเขาอยากจะให้เฉียวไป่มาพรุ่งนี้เลยแต่เขาก็รู้ดีว่าที่บ้านของพวกเขาก็ต้องการเวลาเตรียมตัว
“เช่นนั้นจะส่งเขามามะรืนนะเจ้าคะ”หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งนางก็ตัดสินใจให้น้องสามมาที่บ้านซิ่วไฉฉู่หลังจากที่พี่ใหญ่กลับไปเรียน
“ได้สิ ไม่มีปัญหา วันมะรืนเจ้าส่งเขามาก็พอแล้ว”
จัดการเรื่องการเรียนของน้องชายเป็นที่เรียบร้อยแล้วระหว่างทางกลับบ้านนางจึงตัดสินใจบอกกับเฉียวซื่อเหยฺว่าให้นำเกวียนมาส่งเฉียวไป่ทุกวันระยะหนึ่งซึ่งเฉียวซื่อเหยฺก็ตอบรับทันที
เมื่อกลับถึงบ้าน เฉียวซีก็ขอให้เฉียวซื่อเหยฺอยู่กินข้าวกับพวกนางด้วยเพื่อเป็นการชดเชยที่รบกวนเวลาเขาทั้งวัน นางรบกวนเขาเวลากินข้าวอีกด้วย ดังนั้นจะไม่รั้งให้เขาอยู่กินข้าวที่บ้านได้อย่างไร
เฉียวซียังให้เงินเฉียวซื่อเหยฺเพิ่มขึ้นอีก10 อีกแปะเป็นค่าชดเชยทำให้เฉียวซื่อเหยฺต้องตกตะลึง สำหรับเขาแล้ว เวลานี้จะได้รายรับ 20 อีแปะจากการไปรับไปส่งเฉี่ยวไป่ทุกวัน ซึ่งสูงกว่ารายรับปกติของเขามากตั้งแต่เขาเห็นเค้าลางของการได้เงินแล้ว ขอเพียงแค่สามพี่น้องเฉียวเรียกใช้เขาก็ไม่ปฏิเสธเลยสักครั้ง
[1]ตำราพันอักษร (千字文) หรือ “เชียนจื้อเหวิน”เป็นตำราในการศึกษาตัวอักษรในสมัยโบราณ
[2]ร้อยแซ่พันธุ์มังกร(百家姓) หรือ“ไป่เจียซิ่ง” เป็นตำราที่รวบรวมแซ่ต่างๆ ที่เป็นที่รู้จักในยุคโบราณพร้อมอธิบายความเป็นมาของแซ่นั้นๆ
[3]คัมภีร์สามอักษร (三字经) หรือ“ซันจื้อจิง” เป็นตำราเรียนสมัยโบราณ สอดแทรกเนื้อหาด้านพื้นฐานวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ และคุณธรรมต่างๆ