หนึ่งเดือนเต็มหลังจากการเดินทางออกจากเมืองชากังราว คำอินทร์ได้มุ่งหน้าขึ้นเหนืออย่างไม่ลดละ
เขาข้ามผ่านทิวเขาและป่าดงดิบที่สลับซับซ้อนนับไม่ถ้วน ยิ่งเดินทางลึกเข้ามา ร่องรอยของสงครามและอารยธรรมก็ยิ่งเบาบางลง ถูกแทนที่ด้วยความยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามของธรรมชาติที่ยังไม่ถูกรุกล้ำ
ความโดดเดี่ยวได้กลายเป็นสหายที่คุ้นเคยและความเงียบก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขา แต่ถึงกระนั้นจิตใจของเขากลับไม่ได้สงบนิ่ง มันยังคงเต็มไปด้วยคำถามถึงอดีตและความมุ่งมั่นที่จะต้องเดินทางไปยังล้านนาให้ได้
หลังจากที่เสบียงสำคัญเช่นเกลือและยาสมุนไพรบางชนิดเริ่มร่อยหรอลง เขาจึงตัดสินใจที่จะแวะเข้าไปยังเมืองหน้าด่านเล็กๆ เมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางหุบเขาเป็นเมืองสุดท้ายก่อนที่จะเข้าสู่เขตแดนของดงพญาไฟอันแสนอันตราย เมืองนี้มีชื่อว่า "เวียงไพร"
เวียงไพรเป็นเพียงเมืองเล็กๆ เป็นจุดแวะพักสุดท้ายของเหล่านายพราน พ่อค้าและนักเดินทางผู้กล้าหาญที่ต้องสัญจรผ่านเส้นทางอันโหดร้ายสายนี้ บรรยากาศของมันจึงเต็มไปด้วยความหยาบกระด้าง ผู้คนต่างมีแววตาที่แข็งกร้าวและไม่ไว้วางใจคนแปลกหน้า
คำอินทร์เดินเข้ามาในเมืองด้วยท่าทีที่สงบเยือกเย็น เขาไม่ได้สนใจสายตาที่มองมาอย่างประเมินค่า เป้าหมายของเขาคือศาลาที่พัก ในนั้นมีร้านอาหารและดูจะมีผู้คนพลุกพล่านที่สุด เพราะที่นั่นคือแหล่งรวมของข่าวสารที่ดีที่สุด
เขาเลือกโต๊ะในมุมที่อับที่สุด สั่งเพียงอาหารง่ายๆ หนึ่งชุดกับน้ำเปล่าแล้วเฝ้าสังเกตการณ์และเงี่ยหูฟังบทสนทนาของผู้คนรอบกาย
ในตอนนี้นี่เองมีเสียงๆหนึ่งดังขึ้นมากระทันหัน คำอินทร์หันไปมองต้นทางของเสียงนั้น
ชายหนุ่มเห็คนๆหนึ่ง เขาคือชายชราผู้หนึ่ง อายุอานามน่าจะล่วงเข้าวัยห้าสิบเศษ รูปร่างสันทัดแต่ลงพุงเล็กน้อย
ชายคนนั้นแต่งกายด้วยเสื้อผ้าฝ้ายเก่าๆ ที่ดูเหมือนจะไม่ได้ซักมาหลายวัน แต่สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นสะดุดตาคือเครื่องรางของขลังจำนวนมหาศาลที่ห้อยระโยงระยางอยู่เต็มคอ มีทั้งตะกรุดทองเหลือง เขี้ยวหมูตัน ปลัดขิกไม้แกะสลัก ลูกประคำหลากสีและวัตถุแปลกประหลาดอีกมากมายที่เบียดเสียดกันแน่นจนแทบจะมองไม่เห็นลำคอของแก
ชายชราผู้นี้ซึ่งทุกคนในร้านเรียกแกว่า "ลุงมี"...กำลังยืนเกาะแกะอยู่ที่โต๊ะของสาวใช้ในร้าน พยายามจะใช้คารมอันแพรวพราวของตนเองเพื่อแลกกับสุราหนึ่งจอก
"โอ้แม่หนูเนื้อทอง" ลุงมีกล่าวเสียงดังฟังชัด พลางทำตาพริ้ม "วันนี้เห็นหน้าเจ้าแล้ว ทำเอาลุงรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาเป็นกอง ดวงตาของเจ้ากลมโตดั่งไข่ห่าน แก้มของเจ้าแดงปลั่งดั่งลูกตำลึงสุก ช่างน่ารักน่าหยิกเสียนี่กระไร"
สาวใช้คนนั้นทำได้เพียงยิ้มแหยๆ นางคงจะคุ้นเคยกับความกะล่อนของชายชราผู้นี้ดีอยู่แล้ว
"แค่กๆ" ลุงมีแกล้งทำเป็นไอ "แต่โชคร้ายนัก วันนี้ลุงเดินทางมาไกล รู้สึกคอแห้งผากราวกับจะขาดใจ หากได้น้ำจัณฑ์เย็นๆ สักจอก มาล้างคอให้ชุ่มชื่น ลุงคงจะมีแรงหาของดีมาฝากแม่หนูเป็นแน่แท้"
"ของดีอะไรของลุงเล่า" สาวใช้ถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
ลุงมีรีบล้วงหยิบเอาเครื่องรางชิ้นหนึ่งออกมาทันที มันคือรากไม้แห้งๆ ที่มีรูปร่างประหลาด "นี่ไง! 'รากไม้มหาเสน่ห์'! แค่พกติดตัวไว้ ต่อให้เจ้าขี้เหร่ขนาดไหนรับรองว่าหนุ่มๆ ทั้งเมืองต้องมาต่อคิวขายขนมจีบให้จนหัวกระไดไม่แห้งเลยทีเดียวเชียว!"
คำโอ้อวดนั้นเรียกเสียงหัวเราะครืนจากโต๊ะข้างๆ
“ปากเสีย!” เพี๊ยะ…หญิงสาวคนนั้นตบหน้าชายชราที่ชื่อลงมีทันที
“โอ๊ย…มือหนักจริงแม่หนู รังแกคนแก่ได้ยังไง” ลุงมีเอามือกุมหน้าที่โดนตบ
คำอินทร์มองภาพนั้นแล้วก็ส่ายหน้าเบาๆ เขาไม่เคยพบเคยเห็นคนที่มีท่าทีกะล่อนและหน้าไม่อายถึงเพียงนี้มาก่อน
ขากำลังจะหันกลับมาสนใจอาหารของตนเองต่อแต่แล้ว จิตสัมผัสกระแสของเขาก็พลันรู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ!
เขาลองเพ่งสมาธิไปที่ร่างของลุงมีอีกครั้ง
และเขาก็ต้องตกตะลึง!
ภายใต้ท่าทีของชายชราขี้เมาจอมกะล่อนนั้น เขาสัมผัสได้ถึง "กระแสพลังอาคม" ที่เข้มข้นและกล้าแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ! มันถูกปิดบังซ่อนเร้นไว้ภายใต้ท่าทีตลกขบขันได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นพลังที่สงบนิ่งและลึกล้ำ หากเทียบระดับกันแล้ว น่าจะอยู่ในระดับที่มากกว่าเขาแต่ด้อยไปกว่าหลวงปู่แก้วหน่อยเดียว!
นี่มันอะไรกัน เหตุใดจอมอาคมระดับสูงเช่นนี้ จึงต้องมาปลอมแปลงตนเองเป็นตาแก่เจ้าสำราญอยู่ในเมืองห่างไกลเช่นนี้
ในขณะที่คำอินทร์กำลังขบคิดอยู่นั้นเอง บรรยากาศที่เคยครื้นเครงในร้านก็พลันเงียบสงัดลง
บานประตูถูกผลักเปิดออกอย่างแรง!
กลุ่มชายฉกรรจ์หกคนเดินก้าวเข้ามาในร้าน พวกเขาสวมใส่เสื้อเกราะหนังที่เก่าและมีรอยการต่อสู้ อาวุธที่ถืออยู่ในมือคือดาบยาวโค้งแบบพม่าที่ดูแข็งแรงและคมกริบ
แววตาของพวกมันแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยจิตสังหาร พวกมันไม่ใช่โจรป่าธรรมดาแต่คือทหารพม่าอังวะที่แตกทัพ!
"มีเหล้ามีอาหารอะไร เอาออกมาให้หมด!" หัวหน้าของมันตวาดลั่นแล้วเดินไปเตะโต๊ะตัวหนึ่งจนล้มคว่ำ!
ทุกคนในศาลาต่างก้มหน้าก้มตาด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าต่อกรกับทหารที่โหดเหี้ยมเหล่านี้
สายตาของหัวหน้าทหารพม่ากวาดไปทั่วร้านแล้วก็มาหยุดอยู่ที่ลุงมี ผู้ซึ่งกำลังจะแอบย่องหนีออกจากร้าน
"เฮ้ย! ไอ้เฒ่า! จะไปไหน!"
ลุงมีสะดุ้งสุดตัวแล้วหันกลับมาฉีกยิ้มแหยๆ "เปล่าจ้ะพ่อหนุ่ม…ข้า...ข้าแค่จะไปเข้าห้องน้ำ"
"ห้องน้ำรึ" หัวหน้าทหารพม่าแสยะยิ้ม "ดูเครื่องรางที่คอของมึงสิ ท่าทางจะขลังน่าดู เอามาให้พวกข้าดูหน่อยเป็นไร!"
พูดจบมันก็เดินเข้าไปกระชากคอเสื้อของลุงมีอย่างแรง! เครื่องรางมากมายหลุดร่วงลงสู่พื้น!
ลุงมีร้องโอดโอย “ปล้นกันแล้ว….”
คำอินทร์มองภาพนั้นแล้วก็ตัดสินใจ
เขาไม่สนใจว่าชายชราคนนี้เป็นใครและมีจุดประสงค์อะไร แต่การที่จอมอาคมระดับสูงยอมทนถูกหยามเกียรติเช่นนี้ย่อมต้องมีเหตุผลที่สำคัญอย่างแน่นอน และที่สำคัญที่สุด ศัตรูเบื้องหน้าคือทหารอังวะคือเผ่าพันธุ์เดียวกับที่สังหารครอบครัวของเขาในหมู่บ้านลับแล
เขาไม่มีเหตุผลที่จะต้องนิ่งดูดาย
คำอินทร์ลุกขึ้นยืนช้าๆ การเคลื่อนไหวของเขาดึงดูดสายตาของทุกคนในที่นั้น
"ปล่อยท่านลุงคนนั้นเสีย" เขากล่าวเสียงเรียบแต่กลับดังกังวานไปทั่วทั้งร้าน
หัวหน้าทหารพม่าหันขวับมามอง มันเห็นเพียงเด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดาในชุดซอมซ่อ มันหัวเราะออกมาอย่างดูแคลน
"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน! อยากจะหาเรื่องตายรึ!" มันตวาด "นี่ไม่ใช่เรื่องของแก! ไสหัวไปซะ ถ้ายังไม่อยากถูกสับเป็นชิ้นๆ!"
ลุงมีเหลือบมองคำอินทร์ด้วยแววตาที่ประหลาดใจและสับสน
คำอินทร์ไม่พูดอะไรอีกต่อไป เขาเพียงแค่ชักดาบคู่กายออกมาจากฝักช้าๆ
คมดาบที่เงียบขรึมและดูธรรมดาแต่เมื่อต้องแสงไฟในร้าน กลับสะท้อนประกายอันเย็นเยียบและกระหายเลือดออกมา...
"ฮ่าๆๆๆ!" หัวหน้าทหารพม่าหัวเราะลั่น "อยากตายนักใช่มั้ย! ได้! พวกเรา...จัดการมัน!"
สิ้นเสียงคำสั่ง ทหารพม่าอีกห้านายก็ชักดาบออกมา แล้วกรูกันเข้าใส่ร่างของคำอินทร์ที่ยืนอยู่เพียงลำพัง