“หยิบเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้เไปเพิ่มด้วยหลิ่วจี เอาไปสัก 10 ตัวก็พอ” ฉู่หลิงนึกขึ้นได้ ตะกร้ากับถังน้ำยังไม่เพียงพอสำหรับการล่าเนื้อในครั้งนี้
“บ่ายมากแล้วนะ เข้าป่าไปตอนนี้กว่าจะกลับก็ค่ำมืดกันพอดี เช่นนั้นข้าจะอยู่รอพวกเ้าเป็เพื่อนเจียวจูกับตงเหม่ยที่นี่ก่อนก็แล้วกัน” ยายเฉินเสนอตัวเมื่อมองดูพระอาทิตย์ด้านนอก
“ท่านยายอยู่ก่อนก็ดีเ้าค่ะ พวกเราจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด”
ฉู่หลิงไม่รอช้าเมื่อได้รับคำเตือนจากท่านยายเฉิน แม้ว่าเื่คนร้ายที่ทางการคอยเฝ้าระวังอยู่เงียบไปแล้ว แต่ก็ไม่มีข่าวว่าถูกจับตัวไป นางควรพาเด็กๆ กลับมาให้ถึงหอหงไถก่อนที่จะค่ำ และที่สำคัญนางตื่นเต้น นางจะได้ล่าเนื้อ!!
กลุ่มเด็กชายหญิง 17 คนเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางประตูด้านหลังหอหงไถ ข้ามลำธารเล็กๆ ไปสู่ชายป่าโดยมีฉู่หลิงเป็ผู้นำกลุ่ม
ด้วยความสามารถในการหาจับสัตว์ที่ติดตัวมาของแวมไพร์สาว นางมองปราดเดียวก็เห็นเนินดินที่เหมาะสมกับการเป็ที่อยู่อาศัยของกระต่ายป่า
หญิงสาวให้เด็กทุกคนหยุดยืนรออยู่ห่างๆ ส่วนตนเองก็ลอบสำรวจไปรอบๆ เนินดินสี่กองสูงที่รวมตัวกันอยู่เป็ลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า ภายนอกมีโพรงหลายโพรงซึ่งเป็ทางเข้าออกของกระต่าย เท่านี้นางก็ยิ้มกว้างออกมาด้วยความพึงพอใจ
“เนินดินสี่กองนั้นภายในเป็ที่อยู่ของกระต่ายป่า และเป็ไปได้ว่าจะมีหลายคอกหลายตัว พวกเ้าต้องเคลื่อนที่ไปเบาๆ อย่าทำให้พวกมันใ มองหาโพรงหรือรูเล็กๆ แล้วเตรียมเอาถังไม้หรือผ้าปิดทางออกเอาไว้ให้หมด”
“กระต่ายป่า!!” เว่ยหลงอดอุทานออกมาไม่ได้ พี่สาวคนงามพาพวกตนมาจับกระต่ายป่า!!
“เงียบไว้เว่ยหลง! ไม่ได้ยินที่พี่สาวบอกหรือไรว่าต้องเงียบๆ” หลินอีเด็กชายวัย 7 ปีแก่กว่าเว่ยหลงเพียงปีเดียวทำท่าดุใส่น้องชายคนเล็ก แต่อันที่จริงตนเองก็ตื่นเต้นจนหูตั้งไปแล้วเช่นกัน
เด็กๆ เคลื่อนที่แ่เบาที่สุดตามคำสั่ง ค่อยๆ ล้อมวงเข้าไปหาเนินดินสี่กองใหญ่แล้วเริ่มอุดรูปากโพรงกระต่ายทีละรูและนั่งเฝ้าระวังเอาไว้จุดละหนึ่งคน
“ทั้งหมดมีปากโพรง 8 โพรงขอรับพี่สาวหลิงหลิง” อี้ฝานเดินนับจำนวนถ้วนถี่ดีแล้วจึงรีบรายงาน
“ดูให้ดีนะ อย่าให้มีช่องทางไหนผ่านตาไปได้เด็ดขาด คนที่เฝ้าปากโพรงทั้ง 8 จุดก็ต้องจับผ้าขึงเอาไว้ให้มั่น หากมีกระต่ายวิ่งออกไปทางพวกเ้าก็อย่าใ อย่าให้มันออกมาทางนั้นปิดเอาไว้ให้แน่น” หญิงสาวเริ่มดำเนินการ
“เจียวจ้านจุดไฟ คนที่เหลือมาทางนี้"
ฉู่หลิงเลือกโพรงที่จะเป็ต้นทางใส่ไฟไว้ทางหนึ่ง ส่วนปากโพรงอีกด้านหนึ่งนางเลือกให้เป็จุดรับตัวกระต่ายที่จะวิ่งหนีควันไฟออกมา บริเวณนี้เหลือเด็กๆ คอยช่วยนางจับกระต่ายถึง 10 คน นางเชื่อว่าคราวนี้จะล่าเนื้อกระต่ายได้ไม่น้อยกว่า 3 คอกหรือต้องมากกว่า 10 ตัวเป็แน่!!
พอเจียวจ้านจุดไฟติด ฉู่หลิงก็ให้เขาเอาเศษใบไม้แห้งอัดเข้าไปในโพรงกระต่ายด้านหนึ่ง และสั่งให้เจียวจ้านคอยเติมกิ่งไม้แห้งใบไม้แห้งลงไปทีละน้อยไม่ให้ไฟดับ ส่วนตนเองก็มายืนรอดูผลงานที่ปากโพรงอีกด้านหนึ่งที่เด็กๆ ล้อมผ้ารอเอาไว้
ควันไฟเริ่มลอยออกมาจากปากโพรงทุกด้าน เพียงไม่นานก็มีกระต่ายตัวอ้วนวิ่งออกมาทางปากโพรงที่เปิดเอาไว้ถึง 4 ตัว!!
“จับที่หูของมันเอาใส่ตะกร้าเร็ว!”
ฝานเจิ้งและลี่ถังสองคนมีหน้าที่นั่งรอที่ปากโพรงโดยมีเด็กคนอื่น ๆ ใช้ผ้าขึงล้อมตัวพวกเขาและปากโพรงเอาไว้ ไม่ว่ากระต่ายจะพยายามหนีเท่าใด พวกมันก็หนีไม่พ้นสี่มือของเด็กชายทั้งสอง และถูกจับใส่ตะกร้าทรงสูงที่ใช้เก็บผักป่า
“รอก่อน รอให้ควันไฟหนากว่านี้จะมีกระต่ายหนีออกมาอีกแน่นอน” ฉู่หลิงเห็นเด็กๆ ทำท่าจะวิ่งมาดูกระต่ายสี่ตัวในตะกร้ากันแล้ว นางจึงรีบห้ามปราม
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ ก็มีกระต่ายตัวใหญ่และลูกกระต่ายตัวเล็กรวมกัน 6 ตัววิ่งออกมาเพิ่มอีกกลุ่มหนึ่ง
ถึงแม้ว่าจะจับกระต่ายได้ถึง 10 ตัวแล้ว แต่ฉู่หลิงก็ยังส่ายหน้าไม่ให้เด็กๆ ล้มเลิกไปง่ายๆ นางยังสั่งให้เจียวจ้านเติมใบไม้สดลงไปในกองไฟเพื่อให้เกิดควันจำนวนมากอัดเข้าไปในโพรงกระต่ายอีกครั้ง
“สิบเอ็ดตัว! มีอีกตั้งสิบเอ็ดตัวแน่ะพี่สาว!” หลิ่วจีร้องลั่น เสียงของเด็กหญิงดังสดใสไม่ได้อ่อนแรงเหมือนแต่ก่อนแล้ว
รอบสุดท้ายนี้เป็กระต่ายตัวโต 5 ตัวและยังมีลูกเล็กๆ อีก 6 ตัว ฉู่หลิงคิดว่ากระต่าย 21 ตัว น่าจะเป็ทั้งหมดของครอบครัวใหญ่ภายใต้เนินดินสี่กองนี้แล้ว นางจึงให้เจียวจ้านดับไฟให้สนิท
“ต้องจับแยกตัวเล็กๆ ออกก่อน กว่าข้าจะแบกพวกมันกลับไปถึงหอหงไถพวกตัวเล็กมีหวังได้ถูกทับตายกันพอดี” หญิงสาวรีบเข้ามาแยกกระต่ายตัวเล็ก 9 ตัวไปใส่ไว้ในถังไม้สองใบแทน เอาเสื้อผ้าปิดปากถังแล้วให้เจียวจ้านกับฝานเจิ้งถือกลับไปคนละถัง
ส่วนกระต่ายตัวใหญ่อีก 12 ตัว ฉู่หลิงก็ต้องฉีกผ้าออกมามัดขาสี่ขาของพวกมันบางตัวเอาไว้ แล้วให้เด็กชายแบ่งกันไปอุ้มเอาไว้บ้าง ไม่เช่นนั้นนางก็คงจะแบกกระต่ายที่เหลือกลับไปไม่ได้ทั้งหมด
“ข้าอยากอุ้มกระต่ายบ้างเ้าค่ะพี่สาว” ไป๋ซุ่นเดินมากระตุกแขนเสื้อฉู่หลิงเบาๆ ส่งสายตาอ้อนวอน มองไปยังกระต่ายขนปุยตัวอ้วนด้วยท่าทางตื่นเต้น
“ไป๋ซุ่น พวกมันคืออาหาร เ้าจะรักพวกมันไม่ได้เด็ดขาด” มองแววตาเด็กหญิงตัวน้อย ฉู่หลิงรีบยับยั้งความคิดของนางเอาไว้ก่อนล่วงหน้า
“ข้าพาพวกเ้าเข้าป่ามาเพื่อจับกระต่ายไปเป็อาหาร หลังจากนี้เราจะทำซาลาเปาเนื้อกระต่ายด้วย พวกเ้าต้องแยกแยะให้ได้ บนโลกเราจำต้องมีผู้ล่าและผู้ถูกล่า หากเราไม่กินมันเราก็จะอดตาย จำไว้ให้ดี” หญิงสาวไม่อยากขู่เด็กให้ใไปกว่านี้ นางจึงรีบยกตะกร้าขึ้นแบกไว้บนหลัง ออกคำสั่งให้เด็กๆ รีบเดินกลับไปที่หอหงไถโดยด่วน
ขากลับแม้จะจับกระต่ายมาได้ไม่น้อย แต่สีหน้าและแววตาของเด็กๆ ต่างก็วุ่นวายใจกันไปหมด พวกเขาได้ฝึกฝนการสังหารปลามาแล้ว แต่ปลากับกระต่ายมันต่างกัน เ้าตัวอ้วนสีขาวหูยาวพวกนี้ พวกเขาจะลงมือกับมันได้จริงๆ น่ะหรือ?
ว่าจะกลับไปถึงหอหงไถดวงตะวันก็คงตกดินพอดี นางจึงให้เด็กๆ ถอนหญ้าข้างทางติดมือกันกลับมาด้วยไม่น้อย คิดจะขังกระต่ายเหล่านี้เอาไว้ก่อนสักคืนหนึ่ง แล้วค่อยเริ่มจัดการกับพวกมันในตอนเช้า
……….
แวมไพร์สาวฉู่หลิงสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเมื่อได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากห้องโถงใหญ่หน้าห้องนอนของตน
หญิงสาวค่อยก้าวลงจากเตียงสวมรองเท้าเบาๆ ก็เป็จังหวะเดียวกับที่ตะเกียงกลางห้องโถงถูกจุดขึ้นมา ครู่หนึ่งแสงไฟและเสียงซุบซิบกันเบาๆ ของเด็กๆ ก็เงียบหายไปจากด้านนอก
ฉู่หลิงรอจนแน่ใจแล้วว่าที่หน้าห้องโถงไม่มีผู้ใดอยู่ นางจึงแง้มประตูย่องตามเด็กชายหญิงในหอหงไถไปทางด้านหลัง
“กระต่ายพวกนี้จะถูกทำเป็อาหารจริงๆ หรือเ้าคะพี่เจียวจู” เจินถงกระซิบกระซาบเบาๆ พร้อมกับหยิบต้นหญ้าป้อนใส่ปากกระต่ายตัวอ้วน
“พวกเ้าก็ได้ยินแล้วนี่ พี่สาวบอกว่าเราจะทำซาลาเปาไส้เนื้อกระต่ายออกมาขาย” เจียวจูพยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด
“เราหาเงินได้แล้วก็สมควรซื้อเนื้อหมูมาทำซาลาเปาจึงจะถูก พวกมันน่ารักจะตายจะกินมันได้อย่างไรกัน” หลินอีเด็กชายตัวน้อยก้าวเข้าไปนั่งยองๆ ข้างเจินถงบ้าง
“แล้วหมูไม่ใช่สัตว์หรอกหรือ แต่ก่อนข้าเคยได้ยินพวกพี่สาวหยอกล้อกันว่ายามค่ำคืนพวกนางบางคนร้องดังราวกับหมูถูกเชือด เสียงหมูถูกเชือดน่ะน่ากลัวมากเลยรู้ไหม ข้าเคยแอบฟังพวกนางร้องมาบ้างแล้ว” เจียวจ้านทำเสียงตำหนิ
ฉู่หลิงที่แอบฟังเด็กๆ คุยกันอยู่ด้านนอกครัวปวดหัวขึ้นมาโดยพลัน นั่นมันคนละเสียงกันแล้ว!!
“แล้วกระต่ายถูกเชือดร้องอย่างไรเล่า น่ากลัวหรือไม่ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน หากมันไม่ส่งเสียงร้องเหมือนกับปลาข้าก็กล้าเชือดมันมาเป็อาหารนะ” ฝานเจิ้งออกความเห็นบ้าง
“ข้าไม่เคยได้ยิน” ตงเหม่ยตอบเสียงอ่อย
“พอเถอะ เนื้อกระต่ายใช่ว่าไม่เคยมีผู้ใดทำเป็อาหารเสียหน่อย พวกเรากินหมู กินปลาได้ ต่อไปก็ต้องกินเนื้อกระต่าย เนื้อไก่ เนื้อเป็ดได้เช่นกัน เงินพวกเราหาได้ก็จริงแต่มันก็ย่อมมีเื่ต้องใช้ไม่ใช่หรือ เสื้อผ้าของพวกเราก็ยังไม่มีชุดที่สวมใส่ได้พอดีตัว แล้วดูสิตอนนี้พอเราหาเงินได้เองก็แทบจะไม่มีใครโยนข้าวสารเข้ามาอีกแล้ว ประหยัดได้เราก็ต้องช่วยกันประหยัดนะ” เจียวจูพยายามอธิบายสถานการณ์ให้น้องๆ เข้าใจ
ฉู่หลิงยืนแอบฟังเด็กๆ ถกเถียงกันอยู่อีกครู่ใหญ่ แต่สุดท้ายเสียงส่วนน้อยก็จำต้องยอมให้กับเสียงส่วนใหญ่ที่มองว่ากระต่ายก็เป็อาหารเฉกเช่นเดียวกับปลาและหมู