70’s ข้ามเวลามาคว้าชามข้าวเหล็ก

    ตอนที่ 119 ก่อนเริ่มงาน

            6 กันยายน 1975 ร้านอาหารรัฐในซีอาน

            “หลัวหลัวคุณสั่งได้เลย อะไรก็ได้”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นเสิ่นชิงหลัวก็ไม่คิดเกรงใจ เธอมองว่าการเดินทางครั้งนี้ก็เพื่อหน้าตาของเมือง การที่เลขาธิการพรรคเมืองเลี้ยงอาหารก็ถูกต้องแล้ว

            “งั้นฉันจะไม่เกรงใจนะคะ”

            ฉินม่านลี่หรี่ตามองเสิ่นชิงหลัวและหลี่เหิงพลางเดาะลิ้น

            “คู่นี้มันยังไง ยังไงอยู่นะ เมื่อกี้ได้ยินหรือเปล่าที่เลขาธิการพรรคเมืองเรียกเสี่ยวหลัวว่าหลัวหลัว” เธอเอ่ยกระซิบกระซาบกับหลี่จือหานและฟางชุ่ยหลันที่มาเป็นตัวแทนครูศิลปะ

            หลี่จือหานลูบเคราที่ไม่มีอยู่จริงพลางตอบกลับไปว่า “ได้ยินชัดเต็มสองหูเลย แล้วเอ่อ...คนนั้นล่ะ”

            เขาไม่ลืมว่ายังมีหวังจงผิงที่ก่อนหน้านี้มักจะมาช่วยงานเสิ่นชิงหลัวอยู่เสมอ เยาวชนผู้มีการศึกษาจึงคุ้นเคยกับผู้ชายคนนั้นเป็นอย่างดี

            ฉินม่านลี่ยักไหล่ “ฉันจะไปรู้ได้อย่างไร เสี่ยวหลัวทั้งสวยและเก่งขนาดนี้ไม่แปลกหรอกที่จะมีคนชอบเธอ”

            “นั่นก็จริง ถ้าเสี่ยวหลัวเลือกคนนี้คงมีคนอกหักเป็นแถบ”

            “หืม เธอว่าคนพวกนั้นรวมถึงพวกที่อยู่ในลานเยาวชนผู้มีการศึกษาด้วยหรือเปล่า” ฉินม่านลี่จ้องไปที่หลี่จือหานราวกับรู้ทันจนอีกฝ่ายต้องเบือนหน้าหนี

            “ไร้สาระ ผมมีคนที่ชอบอยู่แล้ว”

            ใบหน้าของฉินม่านลี่เต็มไปด้วยความสงสัย เธอและหลี่จือหานรู้จักกันมาหลายปี ทำไมไม่เคยระแคะระคายใจเรื่องนี้เลยนะ

            “ใคร? นายชอบใครบอกฉันหน่อย”

            หลี่จือหานสั่นศีรษะ “ไม่บอก”

            “เฮ้ ได้ไง! เลิกอมพะนำแล้วบอกกันเถอะ ไม่อย่างนั้นนายกลับไปฉันจะให้ชุ่ยหลันง้างปากนายแน่”

            “จะบอกหรือไม่บอก” ฟางชุ่ยหลันทำท่าทางชูกำปั้น

            หลี่จือหานยังคงปิดปากเงียบและแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ทำให้ฉินม่านลี่และเพื่อนสาวไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์อะไรเลย

            “ทุกคนมีอะไรที่อยากรับประทานเป็นพิเศษไหมคะ มาสั่งกันเลยครั้งนี้ต้องเอาให้คุ้มนะ ไหนๆ ก็มีคนเลี้ยงทั้งที”

            เมื่อถูกขัดจังหวะ ฉินม่านลี่จึงเก็บความสงสัยเกี่ยวกับคนรักของหลี่จือหานไว้ในใจ แล้วหันมาสนทนากับเสิ่นชิงหลัว

            “ฉันกินอะไรก็ได้ทั้งนั้น เธอสั่งได้เลย” เธอจะกล้าออกความเห็นต่อหน้าเลขาธิการพรรคเมืองได้อย่างไร

            คล้ายว่าหลี่เหิงจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายคิดเช่นไร เขาจึงกล่าวกับครูทั้งสองว่า “พวกคุณครูสั่งได้ตามสบายเลยครับ ทางเมืองหยานอันพร้อมจะดูแลตัวแทนเต็มที่ ถ้าพวกคุณหรือเด็กๆ ต้องการอะไรอย่าอายที่จะบอกผม”

            ได้ยินดังนั้นฉินม่านลี่ก็ไม่กังวลอีกต่อไป เธอเลือกสั่งอาหารรสชาติอ่อนๆ มาสองจาน

            “เอาเป็นไข่ตุ๋นหมูสับกับต้มจืดผักกาดขาวหมูสับก็แล้วกัน เด็กๆ น่าจะชอบ” อาหารส่วนใหญ่ในร้านอาหารรัฐของส่านซีค่อนข้างมีรสชาติที่จัดจ้านและเข้มข้น เธอจึงพยายามหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านั้นเพราะเกรงว่าเมื่อเด็กๆ ได้รับประทานแล้วจะไม่สบายท้อง มันจะลำบากเมื่อต้องหาห้องน้ำในระหว่างเข้าชมนิทรรศการ

            “พี่ชายหลี่กับพี่สาวฉินล่ะคะ? เอาอะไรดี”

            “แค่นั้นก็พอแล้ว”

            “ถ้าอย่างนั้นพาเด็กๆ ไปนั่งรอได้เลยค่ะ เดี๋ยวฉันตามไป”

            “อ่า ได้”

            เมื่อคุณครูทั้งสามพาเด็กทั้งห้าไปแล้ว เสิ่นชิงหลัวก็ถามหลี่เหิงว่าเขาจะรับประทานอะไรเพิ่มไหม

            “เอาผัดมันฝรั่งหั่นเต๋าสักจาน”

            เพราะวันนี้ทางมณฑลมีงานร้านอาหารของรัฐจึงเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มาจากเมืองต่างๆ ดังนั้นกว่าอาหารจะมาเสิร์ฟจึงค่อนข้างนานพอสมควร และกว่าจะรับประทานกันเสร็จก็เกือบจะถึงเวลางานเริ่มแล้ว

            แต่เนื่องจากจุดเด่นของงานวันนี้คือละครจากคณะศิลปะ ภาพวาดที่มาจากหมู่บ้านเหลียงเจียเหอจึงถูกจัดแสดงเป็นนิทรรศการเล็กๆ ที่ทางเข้างานร่วมกับภาพวาดจากเมืองอื่น ทำให้เจ้าของภาพวาดต้องไปก่อนเวลาเพราะเป็นด่านแรกของการแสดงศิลปะเชิงอุดมการณ์ให้แก่ผู้มาเข้าร่วมงาน

            “คุณจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ด้วยเหรอคะ? ทำไมไม่ปล่อยตรงนี้ให้พวกเราดูแลล่ะ” เธอมองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นว่าจะมีเลขาธิการพรรคเมืองจากเมืองอื่นคนไหนมายืนเฝ้าภาพวาดเลยเว้นหลี่เหิง เสิ่นชิงหลัวจึงหันไป

            “อีกเดี๋ยวผมกำลังจะไปแล้วผู้ว่าน่าจะกำลังมา พวกคุณไม่เกร็งใช่ไหม”

            ฟางชุ่ยหลันฟังอยู่ข้างๆ รู้สึกว่าการที่หลี่เหิงอยู่ที่นี่ช่วยเพิ่มความมั่นใจและลดความตื่นเต้นได้เป็นอย่างดี เหมือนกับคนที่มีหัวหน้าคอยปกป้อง

            “แบบนั้นก็ดีนะคะ คนเยอะจนฉันประหม่าไปหมดกลัวจะทำอะไรผิดพลาด”

            “แล้วเด็กๆ ล่ะเป็นยังไงบ้าง กลัวหรือเปล่า?” หลี่เหิงพยักหน้าให้ฟางชุ่ยหลันแล้วหันไปถามเหล่าซาลาเปาตัวน้อยทั้งห้าที่ยืนเรียงรายในชุดสุดน่ารักน่าชัง

            “นิดหน่อยครับ” เทียนเป่าตอบ พวกเขาไม่รู้ว่าใครคือคนใหญ่คนโตดังนั้นไม่ว่าใครจะแวะเข้ามาชมภาพก็จะถูกมองเหมือนกันทั้งหมด

            ผู้คนทยอยกันมามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานเวลาเปิดงานก็มาถึง จุดแรกที่ผู้ว่าการมณฑลรวมถึงผู้ติดตามต้องผ่านก็คือภาพวาดด้านหน้าสุดจากเมืองหยูหลิน ซึ่งภาพที่นำมาจัดแสดงนั้นเป็นภาพที่วาดโดยชาวนาและมีภาพที่วาดโดยแรงงาน ซึ่งก็เหมือนๆ กับเมืองอื่น

            ผู้ว่าการมณฑลหวังชวนเอ่ยชื่นชมและสนทนาถึงแรงบันดาลใจกับเจ้าของภาพราวๆ สิบนาที เมื่อถ่ายรูปร่วมกันเสร็จแล้วคณะผู้นำก็เดินมายังจุดแสดงภาพถัดไปซึ่งก็คือภาพวาดจากเมืองอันคัง เสียนหยาง ถงชวน ฮั่นจง เป่าจีและหยานอัน

            ศิลปะในเวลานี้เป็นศิลปะเชิงอุดมการณ์ภาพวาดจึงเรียบง่ายและคล้ายกัน ผู้คนจึงเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย ทว่าเมื่อมาถึงจุดแสดงภาพของหยานอัน ความเบื่อหน่ายนั้นกลับหายไปเพราะสิ่งที่ต้อนรับพวกเขาอยู่ก็คือเด็กน้อยทั้งสี่ที่ยืนเรียงแถวต้อนรับทุกคนอยู่

            “ยินดีต้อนรับสู่จุดแสดงภาพวาดเมืองหยานอันครับ!!” เด็กๆ เอ่ยอย่างพร้อมเพรียงด้วยความมั่นใจราวกับฝึกมาเป็นร้อยๆ ครั้ง

            “ฮ่าๆ หยานอันใช่ไหม ทำได้ดี” หวังชวนมองไปเสิ่นชิงหลัวแล้วจับมือทักทาย “เลขาธิการเสิ่นไม่คิดว่าคุณจะอยู่ที่นี่ นี่เป็นเด็กจากหมู่บ้านเหลียงเจียเหอเหรอครับ”

            น้ำเสียงเขาแสดงความเป็นกันเองอย่างเห็นได้ชัด จนหลายคนที่อยู่ด้านหลังอดไม่ได้ที่จะมองว่าผู้ที่ผู้ว่าการมณฑลสนทนาด้วยนั้นเป็นใคร

            “ใช่แล้วค่ะ ครั้งนี้หมู่บ้านเหลียงเจียเหอได้รับเกียรติให้มาเป็นตัวแทนเมืองหยานอันนำภาพที่วาดโดยนักเรียนจากโรงเรียนเหลียงเจียเหอมาจัดแสดง ทั้งสามคนนี้เป็นเยาวชนผู้มีการศึกษาที่ทำหน้าที่เป็นครูอาสาประจำโรงเรียนค่ะ” เสิ่นชิงหลัวเอ่ยแนะนำแล้วผายมือไปทางกลุ่มหลี่จือหานเพื่อส่งไม้ต่อ

            หลี่จือหานอาสาเป็นคนที่ก้าวออกมา “สวัสดีครับภาพวาดพวกนี้ถูกวาดขึ้นในวิชาศิลปะด้วยฝีมือเด็กๆ”

            จากนั้นเขาก็เริ่มเล่าถึงที่มาที่ไปแล้วให้เด็กแต่ละคนพูดถึงแรงบันดาลใจในการวาดภาพนั้นๆ

            “แล้วภาพวาดอันนี้ล่ะ” หวังชวนชี้ไปที่ภาพวาดของต้าเปา

            “นี่เป็นภาพวาดของสหายผมหวังหมินจุนครับ แต่เขาไม่อยู่ ผมเลยมาเป็นตัวแทน”

            “เรื่องเป็นแบบนี้ค่ะคือภาพของเด็กคนนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศของหมู่บ้าน โรงเรียนเลยส่งภาพของเขาเข้าประกวดในนิทรรศการที่ปักกิ่ง ส่วนภาพที่เห็นวันนี้เป็นภาพรองชนะเลิศสี่อันดับ”

            “โอ้ว หมู่บ้านนี้เต็มไปด้วยผู้มากพรสวรรค์ ทำดีๆ พอมีครูที่ดีอนาคตของชาติก็พลอยดีไปด้วย” หวังชวนยังคงชื่นชมหมู่บ้านเหลียงเจียเหอไม่หยุด แม้ฝีมือวาดภาพของเด็กน้อยจะสู้ผู้ใหญ่ไม่ได้แต่มันให้อารมณ์ที่แตกต่างกัน

            นักข่าวหลินหลงจากส่านซีรื่อเป้าเป็นนักข่าวที่เคยไปทำข่าวที่หมู่บ้านเหลียงเจียเหอมาก่อน เขาจึงคุ้นเคยกับเสิ่นชิงหลัวเป็นอย่างดี คล้อยหลังเมื่อผู้ว่าการมณฑลจากไป เขาก็เข้าไปทักทายเธอและถ่ายภาพของเด็กๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ฉบับถัดไป

            “เลขาธิการเสิ่นครับหวังหมินจุนเจ้าของภาพไม่สบายเหรอ”

            “เขาย้ายไปที่อื่นตามพ่อเขาไปน่ะค่ะ”

            “ต้าเปายังไม่รู้ว่าตัวเองได้ที่สามเลยฮะ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าภาพของเขาได้มาจัดแสดงที่มณฑล ถ้าต้าเปาได้มาวันนี้ก็คงดีสิ” โก้วต้านเอ่ย เขายังคงคิดถึงเพื่อนสนิทอยู่ตลอด และอยากให้เพื่อนได้รับรู้ว่าต้าเปาทำสำเร็จแล้วนะ ฝีมือการวาดภาพของต้าเปาเอาชนะคนอื่นได้ตั้งมากมาย

            ได้ยินเช่นนั้นนักข่าวหลินก็เกิดไอเดีย “ถ้าอย่างนั้นผมจะทำคอลัมน์พิเศษนำเสนอเกี่ยวกับภาพวาดของเด็กๆ เผื่อต้าเปาจะได้เห็น”

            แต่หลังจากพูดไปแล้ว เขาก็รู้สึกว่ายังไม่พอ เพราะจากคำพูดของเด็กๆ ดูเหมือนว่าต้าเปาเจ้าของภาพอาจไม่อยู่ในมณฑล เพราะหากอยู่ในมณฑลการส่งจดหมายติดต่อกันจะนานสักเท่าไรกันเชียว เด็กจะไม่รู้เลยหรือว่าตัวเองได้รับรางวัล

            “เอาแบบนี้ดีกว่าผมจะส่งภาพให้นักข่าวที่ผมรู้จักจากเหรินหมินรื่อเป้าด้วย ถ้าภาพวาดของต้าเปาได้ตีพิมพ์ในเหรินหมินรื่อเป้าไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนเขาจะต้องได้เห็นมันแน่”

            “ขอบคุณมากค่ะ ฉันหวังว่าเขาจะได้เห็นว่าเขาเองก็เก่งมาก” เสิ่นชิงหลัวเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจ

    คล้ายกับเรื่อง70’s ข้ามเวลามาคว้าชามข้าวเหล็ก ที่คุณอ่าน