หนานเมืองอินทร์ และอลินตาสบตากันชิ้งๆ ไม่มีใครยอมใคร หนานเมืองอินทร์เองก็รู้เช่นกันว่าอลินตาคงรู้เรื่องของเขามาไม่มากก็น้อยแม่คนนี้ดูแววตาฉลาดเฉลียวอย่างยิ่งมีรึที่จะไม่ศึกษาข้อมูลอะไรเลยนั่นทำให้โหรหลวงแห่งเมืองเชียงภูแสนสนใจอลินตาเป็นพิเศษ ชื่อพ้องกัน มีตาข่ายสีน้ำเงินเป็นอาคมคุ้มครองเช่นเดียวกัน
แต่ที่หนานเมืองอินทร์สงสัยนั่นคืออลินตามีดวงตาสีน้ำเงินซึ่งเขาไม่มีเพราะเขาไม่ใช่สายเลือดโดยตรงของเทพสีน้ำเงินเป็นเพียงผู้นำทาววิญญาณแห่งเทพสีน้ำเงินเท่านั้น! และที่น่าสงสัยอีกสิ่งนั่นคืออลินตาเป็นคนเดียวที่หายตัวต่อหน้าเขาโดยที่จับกระแสวิญญาณไม่ได้เลยแม้แต่น้อยและกระแสพลังวิญญาณบางอย่างของแม่สาวน้อยคนนี้ยังมีแฝงเร้นมหาศาลจนไม่อาจะใช้กระแสธาตุวิญญาณตามไปสำรวจได้อายุเพียงเท่านี้ ไปเรียนสรรพวิชาเหล่านี้มาจากไหน และเรียนวิชาเหล่านั้นทั้งหมดเพียงแค่อายุเท่านี้ได้อย่างไร!?
ระหว่างต้นตระกูลและทายาทจ้องตากันชนิดไฟแทบจะลุกไหม้ หนานเมืองอินทร์นั้นถ้าเรียงลำดับก็น่าจะเป็นเทียดของอลินตาส่วนอลินตานั้นจัดอยู่ในทายาทลำดับต่ำกว่าหลานเรียกอีกชื่อหนึ่งก็คือ ลืบเพราะลูกของหนานเมืองอินทร์มีหลาน ลูกของหนานเมืองอินทร์ก็เปรียบเป็นทวดหลานของหนานเมืองอินทร์มีเหลน เหลนของหนานเมืองอินทร์ก็คือยายของอลินตา เหลนหรือยายของอลินตามีลูกสืบทายาทก็คือคุณดารารายแม่ของอลินตา แม่ของอลินตาจึงอยู่ในลำดับ ลื่อ ดังนั้นอลินตาจึงมีลำดับเป็น ลืบ ถ้ามีลำดับต่อไปอีกก็คือ ลืด ไปตามลำดับ แฮ่กๆๆอธิบายลำดับญาติด้วยความเหนื่อยหอบ
อันที่จริงผู้ที่สืบสายเลือดมีสองคน คือดารารายแม่ของอลินตาและปลายนภา แต่ปลายนภานั้นเลือกที่จะไม่สนใจการสืบทอดความเป็นหมอผีใดๆทั้งสิ้น จึงทำให้ดารารายแม่ของอลินตารับหน้าที่สืบทอดวิชาทั้งหมด แม้ว่าปลายนภาจะไม่รับช่วงต่อการเป็นหมอผีแต่เจ้าตัวกลับทำตัวลึกลับและสนในไสยศาสตร์ที่ตรงกันข้ามกับพี่สาวของตัวเอง!
“เจ้าไปทำงานของเจ้าส่วนข้าก็จะไปคุยเรื่องที่ข้าอยากรู้” หนานเมืองอินทร์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสุดชิลนึกสนุกขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อลินตาขมวดคิ้วแล้วถามกลับ
“หมายความว่า...”ชายสี่หมี่เกี๊ยว เอ้ยย.. ชายหนุ่มทั้งสี่คนพยักหน้าก่อนจะตอบพร้อมกันด้วย
“เราจะไปกับเจ้าด้วย..”อลินตาถึงกับตาค้าง อ้าปากหวอ ท่าทางคนทั้ง 4 ขึงขังยังกับจะยกทัพไปจับศึกแน่ะเมื่อได้ยินดังนั้นหญิงสาวรีบพูดออกมาอย่างรวดเร็ว ไอ้ที่รีบพูดนี่ไม่ได้ห่วงว่าป่าจะแตกฝูงสัตว์ป่าจะกระเจิดกระเจิงเพราะความวุ่นวายอะไรหรอกนะ แต่ที่ห่วงก็คือ...
“จะไปก็ได้แต่ฉันไม่แบ่งค่าจ้างให้ใครนะ ถือว่าตกลงกันแล้วถ้าไม่โอเคก็ไม่ต้องไป” น้ำเสียงจริงจังมากเวอร์ สองกุมารน้อย และปู่โสมถึงกับเหล่มองตากันอะไรจะเกิดก็ช่างเถิดแต่ค่าจ้างคุณนายจะต้องอยู่ครบ กุมารสินเธาว์เผลอกระซิบกับปู่โสมด้วยความเป็นห่วง
“เฮ้อ..หมอผีวายร้ายนั่นน่าจะดวงซวยของแท้ แม่อลินคนเดียวก็ว่าแย่แล้ว นี่เจอหมอผีชื่อดังแห่งยุคนี้ด้วยเรียกว่าซวยดับเบิ้ลเลยนะฮะปู่...” ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ยิ้มอ่อนจะว่าไป เจ้ากุมารสินเธาว์ก็พูดถูกแต่มันก็เป็นเรื่องที่ดีมิใช่รึ..
เมื่อตกลงกันได้เป็นอันว่าทุกคนต้องถอยร่นไปรวมตัวกันที่เรือนของสัปเหร่ออุ่นพรหมซึ่งสัปเหร่ออุ่นพรหมตอนนี้ก็เมาน็อกไม่รู้เรื่องบนแคร่หน้าบ้านตัวเองอลินตามองสัปเหร่ออุ่นพรหมอย่างทอดถอนใจ
ขณะเดียวกัน ภพปัจจุบันในช่วงสายของวันใหม่สองหนุ่มเพื่อนซี้ต่างรสนิยม ก็มายืนโด่เด่อยู่หน้าเรือนไทยโบราณหลังหนึ่งที่เก่าชนิดที่บรรยากาศโดยรอบบริเวณเรือนยังกับสตาฟช่วงเวลาในอดีตของมันเอาไว้เช่นนั้นเพราะไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนเอย ต้นไม้ใบหญ้าเอย ทางเดินภายในบริเวณเรือนเอย คือ เก๊าเก่า จนคิดไม่ออกเลยว่า ถ้าเดินเข้าไปในนั้นจะหลงยุคหลงสมัยเข้าไปอยู่กับความโบราณของอาณาบริเวณเรือนไทยหลังนี้ด้วยหรือไม่สองหนุ่มหมิง และเป๋า ยืนข้างกัน สายตาที่กระพริบปริบๆ ออกเบลอๆ แต่..สมองเบลอกว่า
“ไอ้เป๋า..”ท่ามกลางความเงียบ หมิงก็เรียกเพื่อนเบาๆ แต่เป๋ายังเงียบ แต่หมิงไม่ได้ใส่ใจความเงียบนั้นเพราะเข้าใจดีว่าเพื่อนสนิทคงกำลังสมองเออเร่อกับสภาพบ้านเบื้องหน้าที่ดูสะพรึงราวกับฉากหนังวิญญาณเฮี้ยนรอวันแก้แค้นหรืออาจจะมีตัวอะไรสักอย่างซ่อนอยู่ในบ้านหลังนี้ก็เป็นได้...
“จะเข้าไปไหม?”หมิงถามเป๋า เป็นคำถามที่สะเทือนไปถึงไส้ติ่งเป๋าหนุ่มตุ้งติ้งที่ยืนสังเกตการณ์อยู่หน้ารั้วบ้านอย่างแรง
“คุณอลินให้เรามาทำไมแค่สองคนวะถ้าเจออะไรที่มันเกินควบคุมใครจะมาช่วยเรา” เป๋าบ่นอย่างเซ็งจิต
“แกก็เวอร์ไปคุณอลินแค่ให้เรามาหาเบอร์โทรติดต่อคนดูแลบ้านหลังนี้เฉยๆไม่ได้ให้เข้าไปสำรวจในบ้านซักหน่อย” หมิงบ่นเพื่อนซี้กลับแต่เป๋าไม่ได้สนใจคำบ่น
“ข้อมูลของบ้านหลังนี้เป็นยังไง? เล่ามาก่อน” เป๋าถามสวนเสียงบ่นของเพื่อนรักอย่างรวดเร็วเพราะยังไงก็ต้องรู้ประวัติคร่าวๆ คราวนี้หมิงหันมองเพื่อนรักด้วยสีหน้าจริงจังก่อนจะถามกลับ
“งั้นเลือกมาว่าอยากฟังแบบถนอมน้ำใจหรือฟังแบบทำร้ายจิตใจ” เป๋าที่ยืนอยู่ข้างๆก็ชักสีหน้าก่อนจะแหวเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดอย่างไม่สบอารมณ์
“แกนี่มันจะลีลาไปถึงไหน แล้วอะไรถนอมน้ำใจอะไรทำร้ายจิตใจ” หมิงหัวเราะก่อนจะรีบอธิบาย
“ก็ถ้าเล่าแบบทำร้ายจิตใจก็คือเรื่องจริงที่โหดยิ่งกว่าปอบกรีด สยอง แต่ถ้าเล่าแบบถนอมน้ำใจ ก็คือแปลงเรื่องเล่าจากหนังสยองเป็นหนังรักโรแมนติกไงเอาแบบไหนเลือกมา” เป๋านึกอยากจะเขกกะโหลกหมิงเพื่อนรักซะจริงสภาพเรือนไทยเก่าคร่ำคร่าถูกบดบังด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ โลเคชั่นยังกับหนังล่าท้าผีมองยังไงก็มีอารมณ์ดูดดื่มไม่ลงจริงๆเมื่อคิดได้ดังนั้นก็หันหน้ามามองเพื่อนขึงตาดุ ก่อนออกคำสั่งเสียงหนักแน่น
“เล่ามาไอ้หมิงก่อนที่จะโดนวิชาฟ้อนเล็บแม่ข่วนไปที่หน้าของแกแล้วก็เล่ามาแบบความจริงไม่ต้องปนเปื้อนเรื่องอื่น ยิ่งคุณอลินฝากงานไว้กับเราถ้าพลาดขึ้นมาฉันจะให้คุณอลินหักเงินแกคนเดียว” เมื่อเป๋าชี้แจงแถลงการณ์มาแบบนั้นหมิงหนุ่มหล่อเกาหลีสไตล์ก็ไม่รอช้า เล่าแบบรวดพรวดเดียวจนจบ
“เรือนไทยโบราณหลังนี้มีชื่อเรียกว่าเรือนรูปจันทร์”เป๋ายืนฟังอยู่ก็ขมวดคิ้วก่อนจะทวนชื่อเรือนเหมือนนางงามขอทวนคำถามจากคณะกรรมการ
“เรือนรูปจันทร์เหรอ...? ทำไมฟังดูแล้ว วังเวงปนหลอนยังไงชอบกล” หมิงพยักหน้าก่อนจะเล่าต่อ
“ถ้าแกรู้สึกแบบนี้แสดงว่าแกมาถูกทางละไอ้เป๋า เพราะเรื่องดีๆ โรยด้วยกลีบกุหลาบ คุณอลินไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยหรอก”หนุ่มหมิงยังอุตส่าห์แซะไปถึงเจ้านายตัวเองก่อนเล่าเรื่องราวของเรือนโดยย่อ
“เรือนหลังนี้มีมาตั้งแต่สมัยปลายรัชการที่ห้าที่เรือนแห่งนี้มีชื่อว่ารูปจันทร์ ก็เพราะว่าเจ้าของคนเก่าชื่อแม่รูปจันทร์เป็นบุตรสาวคนเดียวของคุณหลวงอภิมหาทองไพศาล แม่รูปจันทร์เป็นสตรีแสนสวยเป็นนางรำในตำหนักของเจ้านายพระองค์หนึ่งในสมัยนั้น แต่แม่รูปจันทร์อาภัพโชคชะตา ถูกพ่อบังคับให้แต่งงานกับเศรษฐีที่ไม่ชอบไม่ถูกใจ”เป๋ายืนฟังด้วยสีหน้าที่เข้าใจสตรีนามว่ารูปจันทร์ผู้นี้ที่มีความรู้สึกเช่นนี้เพราะเป๋าก็ไม่ต่างจากแม่รูปจันทร์เท่าไหร่ ที่โดนบังคับให้แต่งงานกับผู้หญิงและเป๋าไม่ได้ชอบผู้หญิงซึ่งเป็นการบีบคั้นให้เป๋าต้องหนีตายมาอยู่เมืองกรุง...