ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    เมืองซือ 4

    ค่าเงินในเรื่อง

    100 อีแปะ เท่ากับ 1 ตำลึงเงิน

    100 ตำลึงเงิน เท่ากับ 1 ตำลึงทอง

    100 ตำลึงทอง เท่ากับ 1 หยกม่วง

    ตั๋ว 1 ใบ เท่ากับ 100 ตำลึงทอง

    ...............................................

          “มากันครบแล้วก็เข้าไปกันเถอะ” ซูเจินกล่าวอย่างอารมณ์ดี

          “พี่ชาย พวกข้าอยากเข้าไปดูการประลองต้องทำอย่างไรหรือ?” ซูเจินถามยามสองคนที่ยืนอยู่ที่ทางเข้า

          “จะเข้าไปก็ต้องจ่ายค่าเข้าคนละหนึ่งตำลึงเงิน” ชายร่างใหญ่บอก “ว่าแต่พวกเจ้ามากันเองหรือ? ไม่มีใครมาด้วย?”

          เห็นเป็นกลุ่มเด็กอายุน้อยไม่กี่คนมากันเอง เขาก็ถามกลับด้วยแต่งตัวดูเป็นคนมีเงินแต่พูดกับพวกเขาอย่างสุภาพ ตั้งแต่พวกเขาทำงานเป็นยามเฝ้าหน้าประตูมาไม่เคยมีผู้ใดเอ่ยกับพวกเขาเช่นนี้ ข้างในเป็นสถานที่ที่มีแต่ความรุนแรง และส่วนมากก็มีแต่พวกกักขฬะจึงอดที่จะเอ่ยเตือนไม่ได้

          “ถูกต้องแล้ว พวกข้าต่างเป็นผู้ฝึกตนทั้งนั้นเห็นมีการประลองอสูรพวกข้าก็อยากจะเห็น หรือมีการจำกัดอายุ?” ซูเจินถามสงสัย

          “ไม่ๆ ข้าแค่ถาม พวกเจ้ายังเด็กมากันเพียงลำพังข้าก็แค่ลองถามดู” หากเป็นผู้ฝึกตนก็คงไม่มีอันใดน่าเป็นห่วงกระมัง

          “อ่อ” ซูเจินโล่งอก นึกว่าจะมีการห้ามเด็กเข้าไป “ขอบคุณพวกท่านที่เป็นห่วง แต่ค่าเข้าคนละหนึ่งตำลึงเงินเชียวหรือ แพงเอาเรื่องอยู่นะพี่ชาย”

          ชาวบ้านทั่วไปใช้จ่ายแค่ไม่กี่สิบอีแปะต่อวัน หนึ่งตำลึงเงินก็นับว่าแพงอยู่เหมือนกัน

          “ลานประลองแห่งนี้เป็นของสกุลจิน พวกเขามีสาขาหลายแห่งในห้าแคว้น นับว่าเป็นลานประลองที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง เรื่องความปลอดภัยนับว่าเป็นที่หนึ่ง สาขาที่เมืองหลวงแพงยิ่งกว่านี้เสียอีกนะ” ประโยคหลังพวกเขากระซิบบอกเบาๆ

          ซูเจินยอมจ่ายเงินให้ทุกคนทั้งหมดเป็นจำนวนเงินแปดตำลึงเงิน เมื่อจ่ายเงินเสร็จพวกนางก็เข้าสู่ภายในของหอลานประลอง ทันทีที่ก้าวเข้ามาบรรยากาศเร่าร้อนและเสียงโหวกเหวกโวยวาย ก็ดังกระหึ่มปะทะหน้าทุกคนแทนความเงียบสงบของภายนอกทันที

          เฮๆๆๆ

          เสียงเชียร์ดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณจนซูเจินอดที่จะตื่นเต้นเล็กๆไม่ได้ บรรยากาศเช่นนี้ช่างเหมาะที่จะเป็นที่พนันจริงๆนางเลียริมฝีปากตนเองเบาๆขณะมองไปรอบๆ

          ภายในกว้างมาก เป็นโครงสร้างชั้นเดียวแต่ยกสูง ตรงกลางมีเวทีที่ล้อมรอบไปด้วยลูกกรงที่ดูหนาแน่นแข็งแรงอย่างยิ่ง ผู้คนเองก็แน่นขนัดรอบเวที

          เหมือนว่าตอนนี้กำลังถึงช่วงสำคัญของการประลองคู่ปัจจุบันแล้ว เสียงเชียร์ยิ่งดังขึ้นมากกว่าเดิม ซูเจินพยายามเบียดตัวเองแทรกเข้าไปดูใกล้ๆ คนอื่นๆก็ยิ่งระวังไม่ให้พลัดหลงกับนาง สองสาวใช้และจือเหลียงจับจ้องนายหญิงของตนอย่างไม่ให้คลาดสายตา

          ซิ่นจงนั้นหวาดกลัวผู้คนรอบๆอย่างยิ่ง แต่ละคนล้วนมีร่างกายสูงใหญ่ดูเก่งกาจ เขาเกาะพี่ชายตนเองไว้ไม่ยอมปล่อย ซิ่นทงเองก็เป็นห่วงน้องชายของตนเองมาก เขาไม่เคยเจอคนเยอะๆเช่นนี้มาก่อน ตั้งแต่เด็กก็ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงจึงไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกเท่าไหร่นัก พอหายดีก็เป็นช่วงที่บิดามารดาเสียแล้ว พวกเขาพี่น้องล้วนมักถูกกลั่นแกล้ง ซิ่นจงจึงติดนิสัยหวาดกลัวผู้คน

          เป็นเฮยหลงและเหวินอี้ที่ต้องจับสองพี่น้องลากดึงผ่านฝูงชนตามนายหญิงไป เพราะพวกเขาล้วนยังเด็กตัวก็เล็กกว่าผู้ใหญ่ที่อยู่ในนี้ แทรกไปแทรกมาลูกกรงที่กั้นเวทีก็อยู่ตรงหน้าแล้ว

          พวกเขามองหาก็เจอพวกนายหญิงอยู่ไม่ไกลจึงพยายามขยับเข้าไปใกล้ๆ เห็นนายหญิงเอามือจับกรงแล้วมองเข้าไปข้างในไม่กะพริบตา พวกเขาจึงมองตามไปที่เวที เห็นสัตว์อสูรสองตัวกำลังต่อสู้กันอยู่โดยมีชายสองคนยืนอยู่ที่ขอบเวทีคนละฝั่ง คงจะเป็นเจ้าของสัตว์อสูรทั้งสองตัว

          สัตว์อสูรตัวหนึ่งน่าจะเป็นเผ่าสุนัขแต่เป็นชนิดใดพวกเขาก็ไม่รู้ มันตัวใหญ่มากมีเขี้ยวคู่ใหญ่ บนร่างกายมีขนปกคลุมหนา ส่วนอีกตัวเป็นอสูรอสรพิษ ดูจากลวดลายแล้วน่าจะเป็นอสรพิษลายพราง เป็นสายพันธุ์กินเนื้อและดุร้ายมาก

          ดูเผินๆอสรพิษลายพรางจะเสียเปรียบหากต้องสู้กับเผ่าสุนัข แต่อสรพิษลายพรางมีระดับสูงกว่าและโตเต็มวัยกว่าสุนัขหนุ่ม ทั้งพิษของมันก็ร้ายกาจไม่เบา ตอนนี้ฝ่ายที่กำลังเสียท่าจึงเป็นเผ่าสุนัขตัวนั้น

          อสรพิษลายพรางใช้การเคลื่อนที่ที่รวดเร็วโฉบไปมาหลอกล่ออีกฝ่าย อาศัยจังหวะเผลอพุ่งเข้าพ่นพิษจนชโลมอีกฝ่ายทั้งตัว สุนัขอสูรโดนพิษก็ล้มลงแล้วลุกไม่ขึ้นอีก

          “อสรพิษลายพรางชนะ!” เสียงตัดสินของกรรมการดังขึ้น ตามด้วยเสียงเฮลั่นของฝ่ายที่เดิมพันชนะ ส่วนฝ่ายที่แพ้เดิมพันก็ส่งเสียงโห่อย่างแสนเสียดาย

          “สู้กันดุเดือดมาก!” ซิ่นทงกล่าวขึ้นหลังจบการประลอง เฮยหลงมีใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความคิดเห็น ส่วนเหวินอี้นั้นกลับคันไม้คันมืออยากจะลงไปร่วมประลองด้วยซ้ำ

          ทุกคนที่มาจากหมู่บ้านต่างก็เป็นผู้ทำสัญญากันทั้งนั้น เพราะหลังๆอสูรเริ่มเข้าออกหมู่บ้านเป็นว่าเล่น พวกมันเป็นเป็นมิตรอย่างไม่น่าเชื่อ นานๆเข้าก็ยินยอมทำพันธะกับผู้ที่ถูกชะตาด้วย พวกเขาล้วนมีสัตว์อสูรในครอบครองอย่างน้อยหนึ่งตัว น่าเสียดายที่จิตวิญญาณของพวกเขายังไม่เข้มแข็งและมีการขยายมากพอที่จะทำพันธสัญญาเพิ่มได้

          อยากจะลงประลองก็ใช่ว่าจะลงไปได้เลยเสียเมื่อไหร่ ต้องมีการลงทะเบียนไว้แล้วทางหอลานประลองจะแจ้งวันเวลาและคู่ประลองอีกที นายหญิงบอกว่าจะแวะที่เมืองนี้เพียงสองวัน ถึงอยากจะลงก็คงได้แต่คิด

          ไม่เป็นไรๆ ลงประลองไม่ได้ก็ลงเดิมพันแทน

          แววตาเหวินอี้เริ่มส่องประกายซุกซน

          สัตว์อสูรคู่ต่อไปกำลังขึ้นเวทีพร้อมกับเจ้าของทั้งสองคน รอบนี้เป็นอสูรบิน วิหคฟ้า กับอสูรดิน เม่นหินผา พวกมันทั้งคู่อวดโฉมไปรอบๆเวทีก่อนการประลองให้ผู้ชมได้ดูความเก่งกาจของพวกมัน

          “คู่ต่อไปคือการประลองระหว่างวิหคบินของเสี่ยวซานกับเม่นหินผาของซูเฉียน จนกว่าจะมีเสียงระฆังดังคือเวลาการเดิมพัน เชียร์ฝ่ายไหนก็ลงเดิมพันกันได้เลย!” กรรมการบนเวทีประกาศขึ้นเป็นสัญญาณการลงเดิมพันและให้ทั้งสองฝ่ายเตรียมตัวเริ่มการประลอง เสียงโห่ร้องก็ตามมาอีกระลอก

          ซิ่นทงมัวแต่ตื่นเต้นกับการประลองบนเวทีจนไม่ทันได้สังเกตสิ่งใด ไม่รู้ตัวว่าตอนนี้น้องชายที่มักจะเกาะจับตัวเองได้ปล่อยมือออกจากชายเสื้อแล้ว

          ซิ่นจงปล่อยมือออกจากเสื้อของพี่ชายแล้วขยับไปข้างหน้าจนติดกับลูกกรง ดวงตาของเขาสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น หัวใจเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ครั้งแรกที่เขาเห็นสัตว์อสูรคือตอนที่ฝูงหมาป่าเข้ามาโจมตี มันทั้งแข็งแรงและดุร้าย ตอนนั้นเขาหวาดกลัวมากจริงๆ

          แต่สิ่งที่เขาเห็นอยู่ตอนนี้กลับไม่เป็นเช่นตอนนั้น แน่นอนว่ายังคงมีความกลัวอยู่ แต่ก็มีความรู้สึกบางอย่างตีตื่นขึ้นมาเช่นเดียวกัน พวกมันดูเปล่งประกายอย่างมากเมื่ออยู่บนเวที สง่างามและแข็งแกร่ง

          ตื่นเต้น? ดีใจ? หรือเป็นความรู้สึกบางอย่างตอนพบเจอของที่น่าสนใจ?

          เขาก็ไม่เข้าใจเช่นกัน แต่อสูรที่อยู่บนเวทีช่างแตกต่าง อ่า...สักวันเขาก็จะมีอสูรเป็นของตนเองเช่นพวกเขาหรือไม่นะ ไม่สิ สักวันเขาจะต้องมีสัตว์อสูรเป็นของตัวเองให้ได้ 

    คล้ายกับเรื่องตำนานยอดหญิงซูเจิน ที่คุณอ่าน