อนาเธอร์ไม่ได้รู้เลยว่าตนเองตอนนี้กำลังตกเป็นเป้าหมายของกิลด์แห่งความมืด
แต่มันก็ไม่แปลก ในเมื่อเขาเป็นถึงทายาทของตระกูลซิกฟรีด และยังเป็นอวาตาร์ของเทพเจ้า ถ้ามีโอกาสที่ถูกยื่นเข้ามาเช่นนี้ สเปตเตอร์ก็ต้องไม่ยอมถอย เรียกได้ว่าเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้มีตัวตนระดับสัตว์ประหลาดปรากฏขึ้นในตระกูลซิกฟรีดที่ยิ่งใหญ่นั้นอีก
สำหรับอนาเธอร์ตอนนี้ เขากำลังลงดันเจี้ยนที่มีชื่อว่าปราสาทแวมไพร์ สิ่งมีชีวิตประหลาดที่มีความแข็งแกร่งและแพ้ทางแสงสว่าง
ดันเจี้ยนอันลึกลับที่มีสถาปัตยกรรมโบราณชวนขนลุก ผนังปราสาทประดับด้วยศิลาเก่าแก่และภาพเขียนที่แฝงกลิ่นอายความโศกเศร้า หยาดเลือดแห้งกรังยังคงติดอยู่ตามซอกมุม ราวกับว่าปราสาทแห่งนี้เต็มไปด้วยวิญญาณที่ถูกกักขังไว้ด้วยคำสาปที่ไม่มีวันสิ้นสุด
“พวกมันแพ้ธาตุไฟและแสงอย่างรุนแรง! เป็นดันเจี้ยนที่เหมาะสำหรับอาชีพที่มีพลังรูปแบบนี้มาก!”
อนาเธอร์ย่างกรายเข้าไปในห้องโถงใหญ่ของปราสาทซึ่งปกคลุมไปด้วยความมืดมิด แสงสีแดงเข้มจากแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกสีตกกระทบลงบนพื้นอันแสนหนาวเย็นและเงียบงัน เขารู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่กำลังจับจ้องมาจากมุมมืดรอบตัว
ร่างของแวมไพร์นับสิบค่อยๆโผล่ออกมาจากเงามืด ร่างกายของพวกมันสูงโปร่ง ผิวซีดเผือด ริมฝีปากอันเรียวบางเผยให้เห็นเขี้ยวที่แหลมคมและเปื้อนเลือด พวกมันกระหายเลือดและพร้อมจะสังหารทุกสิ่งที่บุกรุกเข้ามาในปราสาทของพวกมัน
【แวมไพร์ชั้นต่ำ เลเวล: 180】
【พละกำลัง: 12,010】
【ความทนทาน: 10,000】
【ความเร็ว: 17,000】
【จิตวิญญาณ: 18,000】
【ทักษะสกิลติดตัว คมมีดโลหิต, การคืนชีพด้วยเลือด】
แม้แวมไพร์เหล่านี้จะดูน่าหวาดกลัว แต่อนาเธอร์ไม่ได้แสดงอาการหวั่นเกรงออกมาแม้แต่น้อย เขายืนหยัดอย่างมั่นคง
【ทักษะสกิล ดวงเนตรอัคคีทองสุวรรณ์】
ทันใดนั้น ร่างของเขาลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงสีทองที่ร้อนแรง มันคือเพลิงอัคคีศักดิ์สิทธิ์ที่เจิดจ้าแผ่กระจายไปทั่วห้อง เปลวไฟนี้ไม่ใช่เพียงความร้อน แต่ยังเต็มไปด้วยพลังแห่งแสงสว่างอันบริสุทธิ์ที่สามารถเผาผลาญพลังแห่งความมืดและสิ่งชั่วร้ายได้อย่างไม่ปรานี
“พวกแกมันก็แค่ปีศาจที่หวาดกลัวแสงเท่านั้นแหละ”
อนาเธอร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเยือกเย็น ราวกับว่าแวมไพร์ที่ล้อมเขาอยู่นั้นเป็นเพียงสิ่งที่เขาจะกวาดล้างทิ้งไปเท่านั้น
【ทักษะสกิล ร่างจำแลงหมื่นวานร!】
เพียงเสี้ยววินาที ร่างแยกนับสิบของอนาเธอร์ก็ปรากฏขึ้นขนานกับร่างหลักของเขา
ทั้งหมดถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีทองอันศักดิ์สิทธิ์ ราวกับทหารเทพแห่งแสงสว่างที่ลุกขึ้นมาเพื่อปราบปรามเงามืด ร่างแยกเหล่านี้ไม่ใช่เพียงภาพลวงตา พวกมันคือการสะท้อนพลังของอนาเธอร์ที่สามารถโจมตีศัตรูได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
“กรร!”
แวมไพร์ที่ล้อมรอบอยู่ต่างจ้องมองเขาด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความเกลียดชังและความหวาดกลัว แต่ถึงกระนั้น พวกมันก็ยังคงพุ่งตัวเข้าหาเขาด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง ราวกับไม่ยอมให้ใครล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตของพวกมันได้
ทันใดนั้นเอง อนาเธอร์ยกมือขึ้น พลองทองในมือเขาลุกโชนไปด้วยเพลิงอัคคีที่ลุกโชนเป็นลำแสงทองสว่างจ้า
“จงเผาผลาญให้หมดสิ้น!”
เขาตะโกนออกมาด้วยเสียงดังกึกก้อง เปลวไฟศักดิ์สิทธิ์พุ่งออกจากพลองทองเป็นวงกว้าง เผาผลาญทุกสิ่งที่อยู่รอบข้าง แสงสีทองจากเปลวไฟลุกลามเข้าไปในร่างแวมไพร์ทั้งหลาย พวกมันร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ขณะที่ร่างกายค่อยๆถูกแผดเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน
【ติ๊ง! สังหารแวมไพร์ชั้นต่ำเลเวล 180 ได้รับค่าประสบการณ์ 5,000 หน่วย】
【ติ๊ง! สังหารแวมไพร์ชั้นต่ำเลเวล 180 ได้รับค่าประสบการณ์ 5,000 หน่วย】
แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความมืดที่ลึกซึ้งภายในปราสาทแห่งนี้
ทุกครั้งที่ทำลายแวมไพร์ลงอีกตัวหนึ่ง กลับมีเงาร่างอื่นปรากฏขึ้นจากเงามืด ราวกับว่าพลังงานของความมืดนั้นไม่มีที่สิ้นสุด พวกแวมไพร์หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน กำแพงปราสาทและเพดานสูงนั้นสั่นไหวจากเสียงคำรามและแรงสั่นสะเทือนของการโจมตีที่หนักหน่วง
แต่สำหรับอนาเธอร์ ความท้าทายนี้เป็นเพียงบททดสอบหนึ่งเท่านั้น เขารู้ว่าความแข็งแกร่งของตนจะไม่ถูกหยุดยั้งได้ง่ายๆ
เพลิงอัคคีในตัวของเขายังคงลุกโชน ท่ามกลางเสียงโหยหวนของแวมไพร์ที่ถูกเผาผลาญและเสียงดังก้องของการปะทะกัน ความมืดที่ครั้งหนึ่งเคยปกคลุมห้องโถงใหญ่ค่อยๆสลายไป เมื่อเปลวไฟของเขายังคงเผาผลาญอย่างต่อเนื่อง
“ไม่เลว เพลิงศักดิ์สิทธิ์ของซุนหงอคงสามารถทำลายพวกมันได้ง่ายๆ!”
เมื่อมองดูแวมไพร์ที่หลอมละลายไปกับเพลิงอัคคี อนาเธอร์ก็ยกยิ้มที่มุมปาก
เขามองไปยังส่วนลึกของปราสาท ราวกับจะท้าทายสิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่กล้าขวางทางเขา
ในขณะที่อนาเธอร์ยืนอยู่ท่ามกลางเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังเผาผลาญร่างของแวมไพร์ไปทีละตัวอย่างไม่ปรานี
“มีมนุษย์เข้ามาที่ปราสาทของพวกเราละ”
ทันใดนั้นเอง กลิ่นอายที่แตกต่างออกไปจากเงามืดก็ค่อยๆคืบคลานเข้ามา ราวกับเป็นประกายเล็กๆของความมืดที่ไม่อาจถูกทำลาย
“คิกคิก ไม่ได้ดื่มเลือดมนุษย์นานแล้วนะ”
เสียงหัวเราะเบาๆแฝงด้วยความเย่อหยิ่งดังก้องออกมาจากมุมมืด ปรากฏเป็นร่างของชายหนุ่มและหญิงสาวผู้หนึ่ง
ทั้งสองยืนคู่กันอย่างสง่างาม แต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีดำประดับลวดลายเลือดสีแดงที่ทำให้ทั้งคู่ดูราวกับเทพอสูร
ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าคมเข้ม นัยน์ตาสีแดงสดเปล่งประกายเจิดจ้า ผิวขาวซีดประหนึ่งหยาดหิมะขาวสะอาด ในขณะที่หญิงสาวที่ยืนเคียงข้างเขามีใบหน้าที่งดงามดั่งนางฟ้า ผมยาวสลวยที่ย้อมด้วยสีเลือดแดงถึงปลาย ดวงตาสีแดงเพลิงจับจ้องมองอนาเธอร์อย่างไม่ละสายตา ที่ด้านหลังของพวกเขาคือปีกค้างคาวขนาดใหญ่ซึ่งขยายออกมาดั่งสิ่งมีชีวิตที่แท้จริง
พวกเขาดูแตกต่างจากแวมไพร์ตัวอื่นๆที่เคยเผชิญหน้า ทุกท่วงท่าและอากัปกิริยาแฝงไปด้วยความหยิ่งทะนงแห่งชนชั้นสูง
ชายหนุ่มโค้งเล็กน้อยก่อนจะแนะนำตัว เขากล่าวด้วยเสียงเย็นเยียบแฝงความโอหัง
“กระผมคือบารอน เอ็กเซล และท่านนี้คือบารอเนส คาเลน่า พวกเราเป็นผู้ครองปราสาทนี้”
“และไม่ว่าใครที่กล้าเข้ามารุกล้ำอาณาเขต เราจะเป็นผู้พิพากษาและนำโทษทัณฑ์ไปสู่มัน”
【แวมไพร์ยศบารอนและบารอเนส เลเวล: 200】
【พละกำลัง: 42,010】
【ความทนทาน: 50,000】
【ความเร็ว: 50,000】
【จิตวิญญาณ: 50,000】
【ทักษะสกิลติดตัว คมมีดโลหิต, การคืนชีพด้วยเลือด,ด้ายทัณฑ์พายุโลหิต,อัญเชิญค้างคาวปีศาจ】
“นี่มัน.. บอสดันเจี้ยนที่มีสองตน?!!”
อนาเธอร์ขมวดคิ้วด้วยความกังวลใจ นี่ไม่ใช่การต่อสู้ธรรมดา
บารอนและบารอเนสเป็นถึงบอสดันเจี้ยนระดับฝันร้าย ศัตรูที่ไม่เพียงแข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ปกครองดันเจี้ยนนี้อีกด้วย นี่คือการเผชิญหน้ากับคู่ศัตรูที่มีพลังร้ายกาจ และมีความสามารถในการผสานพลังกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เป็นศัตรูที่อันตรายที่สุดที่เขาเคยเจอในปราสาทแวมไพร์แห่งนี้
แต่ก่อนที่อนาเธอร์จะทันได้ตัดสินใจ พวกมันก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
“จงตายให้กระผมนะครับมนุษย์!”
บารอนเอ็กเซลกางปีกค้างคาวขนาดใหญ่และโบกสะบัด
【ทักษะสกิล ด้ายทัณฑ์พายุโลหิต!】
ขณะที่บารอเนสคาเลน่าก็ยกมือเรียวบางขึ้น พร้อมกับปลายนิ้วที่มีเลือดหยดออกมาเป็นประกายสีแดง เธอพึมพำร่ายคาถาและสายเลือดนั้นก็เริ่มก่อตัวเป็นด้ายสีแดงเข้มซึ่งส่องประกายสะท้อนแสงอย่างน่าพิศวง
ด้ายเลือดเหล่านั้นค่อยๆผสานกันเป็นเส้นหนาแข็งราวกับเส้นไหมทอแห่งมรณา
“มาแล้ว..”
อนาเธอร์ที่เห็นดังนั้นจึงเรียกร่างแยกทั้งหมดของตนเข้ามาปกป้องตัวเองทันที
ทว่าด้ายเลือดที่ถูกสร้างขึ้นด้วยพลังมนตราของบารอเนสคาเลน่ากลับทรงพลังเกินกว่าที่เขาจะคาดคิดได้ เมื่อบารอนเอ็กเซลเข้าประสานกับคาเลน่า เขาใช้นิ้วที่เปล่งพลังแห่งเลือดขึ้นมาเช่นกัน ควบคุมด้ายเหล่านั้นให้พุ่งเข้าโจมตีร่างแยกของอนาเธอร์อย่างดุดัน
ด้ายสีแดงที่ผสานด้วยพลังเลือดพุ่งตัดผ่านร่างแยกของอนาเธอร์ด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ
“เปรี๊ยง!”
ด้ายเหล่านั้นรัดร่างแยกไว้แน่นจนร่างกายเริ่มถูกบีบรัดจนแตกสลาย ราวกับว่าด้ายเลือดนั้นมีชีวิตและจิตใจที่อำมหิต มันรัดร่างแยกทั้งหมดจนร่างกายของพวกมันแตกออกเป็นเศษเถ้า จากนั้นก็พุ่งเข้าใส่ร่างแยกอื่นๆที่เหลือราวกับพายุเพลิงแห่งเลือด
พลังการโจมตีที่พวกมันปลดปล่อยออกมานั้นรุนแรง จนพื้นปราสาทที่เก่าแก่ถึงกับแตกเป็นรอยแยกใหญ่ อาคารที่อยู่โดยรอบถูกแรงตัดจนขาดเป็นเสี่ยงๆ กำแพงและเสาที่เคยแข็งแกร่งกลับพังทลายลง
..
เอาไปอีก 2 ตอน 5555+