ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์]

    ตอนที่105 ย่าเฟิง (1)

    60 1-2

    ตอนที่105 ย่าเฟิง (1)

    “ฉีหมิงเยว่วันนี้กลับเป็นเจ้าเสียที่นัดหมายข้ามาเอง หากคิดจะจากไปตอนนี้นี่ตัวเจ้าเห็นเราองค์รัชทายาทเป็นอะไร? อยากจะเรียกก็เชื้อเชิญอยากจะไปก็ทิ้งกัน?”

    คู่คิ้วสีดำขลับเข้มของไป๋หลี่เย่เริ่มขมวดย่นดวงตาคู่นั้นพราวแสงเป็นประกายความโกรธ ใบหน้าอันหล่อเหลาหม่นมืดลงหนึ่งส่วนจ้องไปที่ฉีหมิงเยว่ไม่เสื่อมคลาย ย่างสามขุมตรงเข้าไปใกล้นางมากขึ้นเรื่อยๆ

    ในเมื่อนางเป็นฝ่าริเริ่มส่งตัวเองมาถึงหน้าประตูเฉกเช่นนี้ต่อให้อยากหนีเพียงใดเกรงว่าเป็นแค่ฝันแล้ว!

    ม่านตาดำของฉีหมิงเยว่หดแคบตีบตันเท่ารูเข็มนางในขณะนี้ตื่นตระหนกสุดขีดจนทำอะไรไม่ถูกแล้วได้แต่ร่นถอยออกห่างตามสัญชาตญาณเอาตัวรอด กล่าวน้ำเสียงสั่นเทาแทบไม่เป็นภาษา

    “องค์...องค์รัชทายาทหม่อมฉัน...หม่อมฉันมีธุระด่วนจริงๆ ได้โปรดให้ข้าออกไปด้วยเถิด!”

    “ฉีหมิงเยว่ก็เห็นได้ชัดว่าเจ้าพยายามโปรยเสน่ห์ยั่วยวนเราองค์รัชทายาทผู้นี้มาโดยตลอดที่เดินทางมาไหนเลยตอนนี้กลับทำตัวขี้ขลาดเสียได้?”

    ไป๋หลี่เย่ยื่นเรียวนิ้วยาวขึ้นลูบไล้ไปตามทรวดทรงใบหน้าสวยของนางก่อนจะคว้าข้อมือฉีหมิงเยว่ที่สั่นเทาไม่หยุดเป็นลำดับต่อไปออกแรงฉุดดึงนางเข้ามาในอ้อมกอดใจกลางคั่นระหว่างใบหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงสองนิ้วส่งสายตาอันเร่าร้อนทิ่มแทงไปยังใบหน้าที่ซีดขาวของนาง

    “ไม่ว่าเจ้าจะเข้าหาข้าเพราะเหตุผลอันใดแต่ในเมื่อประเคนตัวเองถึงหน้าประตูเช่นนี้ เราองค์รัชทายาทเองก็ไม่ขอปฏิเสธ!”

    ทันทีที่พูดจบเขาก็ก้มศีรษะลงและจุมพิตประกบกับริมฝีปากสีแดงกุหลาบแสนเอิบอิ่มตรงหน้าพยายามใช้ลิ้นชอนไชเข้าไปหวังเพื่ออรรถรสคาวมดูดดื่ม

    ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดฉีหมิงเยว่ลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยอยู่ในหัว และง้างฝ่ามือตบหน้าอีกฝ่ายสุดแรง!

    ‘เปรี้ยะ!’

    เสียงตบหน้าดังคมชัดดีเยี่ยมรอยนิ้วมือทั้งห้าสีแดงสดปรากฏชัดบนแก้มข้างขวาอันขาวใสของไป๋หลี่เย่กระทั่งเขาเองยังอดตะลึงมิได้ไปชั่วขณะหนึ่ง นังนี่...กล้าดียังไงมาตบหน้าเขา?

    ขณะที่ไป๋หลี่เย่อยู่ในอาการงุนงงฉีหมิงเยว่ช่วงชิงจังหวะนี้ผลักอีกฝ่ายจนเซถอยและวิ่งหนีไปทางกำแพงอีกด้านด้วยความตื่นตระหนกแผ่นหลังพิงแนบกำแพงจนสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ซ่านถัดจากตัวนางเล็กน้อยเป็นหน้าต่างที่เปิดค้างไว้อยู่คล้อยได้ยินเสียงฝูงชนดังเจือแจวจากชั้นล่างเบาๆ

    ไป๋หลี่เย่ยกมือขึ้นสัมผัสจุดร้อนฉ่าบริเวณใบหน้าสีหน้าการแสดงออกยังดูตกใจไม่หาย และตอนที่เขาหันกลับไปมองฉีหมิงเยว่อีกครั้งครานี้แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความโกรธจัด ประกายเย็นชาไร้ปรานีสาดฉายออกมาชัดเจน

    “นี่เจ้ากล้าตบหน้าองค์รัชทายาทผู้นี้รึ?!ฉีหมิงเยว่! วันนี้เจ้าชะตาขาดแล้ว!!”

    ไป๋หลี่เย่ชี้นิ้วใส่หน้านางกล่าวสีหน้าน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง

    กล้าลงมือลงไม้ทำร้ายร่างกายขององร์รัชทายาทแห่งจักรวรรดิตงหลี่เกรงว่านางคงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ

    มองไปทางไป๋หลี่เย่ที่ย่างสามขุมตรงเข้ามาหาอย่างแช่มช้าความหวาดกลัวภายในใจของฉีหมิงเยว่ถูกปลุกเร้าถึงขีดสุด นางรีบวิ่งไปที่หน้าต่างตะโกนสุดเสียงลั่นว่า

    “ย่าเฟิง! ย่าเฟิง!!ช่วยข้าด้วย!!”

    ย่าเฟิงกลับมิได้ปรากฏตัวออกมาตามที่หวังแต่เป็นมือขนาดใหญ่ของไป๋หลี่เย่แทนที่พุ่งเข้ามาคว้าแขนของนางเอาไว้แน่นและกระชากนางมาอยู่ในอ้อมกอดอีกครั้ง กล่าวน้ำเสียงหงุดหงิดปนราคะว่า

    “เจ้าพลิกฟ้าคว่ำสวรรค์มิได้หรอกฉีหมิงเยว่ วันนี้เจ้าไม่มีทางหนีพ้นเงื้อมมือของข้าได้ เชื่อข้าสิหากได้ลองของข้าแล้ว เจ้าจะรู้สึกขาดมันไม่ได้อีกเลยในอนาคต!”

    สิ้นเสียงได้ยินประโยคสุดท้ายของไป๋หลี่เย่ทุกการเคลื่อนไหวที่พยายามดิ้นรนขัดขืนของฉีหมิงเยว่พลันหยุดชะงักทันทีและแล้ว...ชิ้นส่วนความทรงจำสีเลือดก็หวนกลับคืนมาสู่ใจดวงนี้อีกครั้ง

    ความตายอันน่าสลดของเหล่าครอบครัวความเกลียดชังที่มีต่อสงคราม...

    น้ำตาสีใสบริสุทธิ์รินไหลออกมาสายหนึ่งจากดวงตาของนางอย่างเงียบๆปลดปล่อยให้ความสิ้นหวังล้นจุกอยู่กลางหน้าอก ฉีหมิงเยว่ในตอนนี้ไม่ขอขัดขืนใดๆอีกต่อไป นางหลับตาลงด้วยท่าทางแสนสงบนิ่งปล่อยให้ไป๋หลี่เย่บรรเลงจูบอย่างดูดดื่มตามใจปรารถนามือไม้ลื่นไหลเสมือนหนวดปลาหมึกของเขาพัลวันอยู่บริเวณหน้าอกของนางทั้งบีบทั้งเคล้นอย่างหื่นกระหายบ้าคลั่ง สิ่งเดียวที่ฉีหมิงเยว่ยังคงกำแน่นไม่ปล่อยก็คือถั่วเซียงซีภายในมือ

    ในเมื่อทุกอย่างมันกลับกลายมาเป็นเช่นนี้แล้ว....

    ตราบใดที่ถั่วเซียงซีเม็ดนี้ถูกป้อนเข้าปากของไป๋หลี่เย่หลังจากนี้ต่อนไป นางก็จะได้ฤทธิ์เริ่มต้นก้าวเดินสู่หนทางแห่งการแก้แค้นคิดบัญชีเลือดให้แก่ท่านพ่อ ท่านแม่ และน้องชายของนางได้ที่เหลืออื่นใดกลับไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วจงใช้ชีวิตที่เหลือสังเวยให้แก่ความมืดมิดอันไร้ขอบเขต ทั้งหมดก็เพื่อการแก้แค้น!

    พอฉีหมิงเยว่คิดได้เช่นนั้นนางก็ละทิ้งสติสัมปชัญญะทั้งหมดให้จมลง

    ดูแล้วก็เหมือนกับว่า นางกำลังร่วงลงสู่ขุมนรกที่มืดมิดและเหน็บหนาวเสียเหลือเกินข้ามองไม่เห็นสิ่งใดเลยทั้งอดีตหรืออนาคตที่นี่มีเพียงความมืดอันไร้ขอบเขตที่รายล้อมไว้ ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนไม่จำเป็นต้องต่อต้าน เพียงปล่อยให้จมดิ่งและร่วงหล่นต่อไป....

    “เจ้ารออยู่ตรงนี้อีกไม่นานข้าจะพาเจ้าออกไปเอง!”

    ทันใดนั้นเองฉีหมิงเยว่ก็พลันได้ยินใครบางคนพูดขึ้นมา เมื่อลืมตาขึ้นก็มีแสงสว่างสายหนึ่งส่องลงบนใบหน้าอันเย็นชาของนาง

    ร่างสูงโปร่งทรงสง่าราศีฉายแวบเข้ามาในสายตานางเขาสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง รอยยิ้มช่างนุ่มนวลอบอุ่นใจ ท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อมรอบตัวนางเขาคนนี้เปรียบเสมือนแสงตะวันจรัสฟ้า

    “เจ้ารออยู่ตรงนี้อีกไม่นานข้าจะพาเจ้าออกไปเอง!”

    เขาปริปากกล่าวขึ้นภายใต้ค่ำคืนที่หนาวเหน็บคลุกฟุ้งเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด

    ฉีหมิงเยว่ได้สติลืมตาตื่นขึ้นในทันใดจับจ้องไปที่ใบหน้าอันหื่นกระหายของไป๋หลี่เย่ที่กำลังซุกไซร้เนินอกสีขาวผ่องของตนเสมือนได้รับความกล้าหาญจากคำพูดประโยคนั้นจากเซี่ยหลู่เฟิงที่โฉบแล่นเข้าสู่ดวงใจชั่วขณะอึดใจ นางกัดแขนของอีกฝ่ายาสุดแรงเกิด ใช้สองมือคว้าจับไว้แน่นต่อให้อีกฝ่ายจะพยายามดิ้นสักเพียงใด นางก็กัดไม่ปล่อยราวกับหมาบ้า จากนั้นก็ยกบาทาถีบยอดอกอีกฝ่ายพร้อมปล่อยแขนจนล้มหงายหลังไปนางหมุนตัวกลับมาพร้อมกระโดดออกนอกหน้าต่างทันทีโดยไม่มีลังเล

    ดวงตาคู่นี้เฉิดฉายเงานภาฟ้าครามสีสดใสก้อนเมฆสีขาวปุยนุ่นกำลังเบ่งบานริมฝีปากสีซีดของฉีหมิงเยว่เผยรอยยิ้มอันตื้นเขินออกมา เสียงลมปะทะดังหวีดผ่านหูทั้งสองข้างแต่เสมือนกับว่านางยังคงได้ยินประโยคนั้นอีกครั้งหนึ่ง

    “เจ้ารออยู่ตรงนี้อีกไม่นานข้าจะพาเจ้าออกไปเอง!”

    ตัวข้าค่อยๆหลับตาลงแช่มช้า สรรพสิ่งอย่างจางหายไปจากดวงตา ทว่าเงาร่างสีขาวภายในกมลใจดวงนี้กลับชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆประกายตาแสนอบอุ่นคู่นั้นเริ่มส่องสว่างเข้าละลายจิตใจที่หนาวเหน็บของนางได้เป็นอย่างดี

    เพราะสายตาที่แสนอบอุ่นคู่นั้นทำให้ชีวิตของข้ามีความหมายที่จะอยู่ต่ออีกครั้งเมื่อสามปีที่แล้วและในสามปีต่อมา ก็ยังเป็นเพราะสายตาที่อสนอบอุ่นคู่นี้ดังเดิมที่ทำให้ข้าอยากที่จะมีชีวิตต่อไป

    “ฉีหมิงเยว่!?”

    เซียถงกับเซี่ยหลู่เฟิงที่เพิ่งวิ่งมาถึงภัตตาคารร้านนั้นพวกเขาทั้งคู่พลันสังเกตเห็นร่างอรชรสีเหลืองกระโดดลงมาจากหน้าต่างบนชั้นสามและกำลังจะร่วงลงมาสู่พื้นดิน

    ภายใต้เสียงร้องอุทานลือลั่นด้วยความตกใจทั้งเซี่ยหลู่เฟิงและเซียถง เร่งเร้าพลังลมปราณจุมใหญ่อัดลงบนคู่เท้าหวังจะกระโดดเข้าไปคว้าร่างของฉีหมิงเยว่ก่อนจะร่วงตกกระแทกพื้นทว่าเสี้ยวอึดใจขณะ ท่ามกลางเหล่าฝูงชนที่สัญจรไปมามีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งโฉบเข้าไปรับร่างสีเหลืองขึ้นกลางเวหากอดฉีหมิงเยว่ไว้แน่นและร่อนลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย

    “ย่าเฟิง ข้าทำไม่ได้!”

    เมื่อนางลืมตาตื่นขึ้นก็เห็นใบหน้าแก่หง่ำเหี่ยวย่นของย่าเฟิงอยู่ต่อหน้าฉีหมิงเยว่เกาะแขนเสื้อของหญิงชราแน่น น้ำตาทั้งสองสายรินไหลออกมาอย่างเงียบงัน

    “องค์หญิง บาดแผลบนใบหน้าของท่านเกิดจากองค์รัชทยาทของตงหลี่กระมัง?”

    ย่าเฟิงประคองใบหน้าของฉีหมิงเยว่ในอ้อมแขนขึ้นมาสอดส่องอย่างนุ่มนวลก่อนจะสังเหตเห็นบาดแผลเล็กๆ บนใบหน้าเนียนนั้น

    “ย่าเฟิง ข้าทำไม่ได้!”

    ฉีหมิงเยว่มิได้ตอบคำถามของย่าเฟิงทว่าเอาแต่คว้าแขนเสื้อของอีกฝ่าย กล่าวประโยคเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งน้ำตา

    “อย่าร้องไห้อีกเลยองค์หญิงทั้งหมดเป็นความผิดของย่าเฟิงคนนี้เอง ทั้งหมดเป็นความผิดของย่าเฟิงคนนี้ข้าไม่ควรบังคับให้ท่านทำเรื่องอะไรเช่นนี้เลยจริงๆ”

    ย่าเฟิงช่วยประคองให้ฉีหมิงเยว่ลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองพอเห็นน้ำตาหลากสายรินไหลเปรอะเปื้อนทั่วใบหน้า หญิงชราก็ยกนิ้วแห้งกระด้างของตนช่วยปาดเช็ดน้ำตาเหล่านั้นออกไป โน้มตัวโอบกอดอีกฝ่ายไว้ในอ้อมแขนตบหลังปลอบประโลมใจ

     

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์] ที่คุณอ่าน