83.ในค่ายกลดักเซียน
ร่างของทั้งสองลอยคว้างตามแรงดึงของค่ายกล ที่มีแรงเหวี่ยงมหาศาล หลุมดำดูลึกคล้ายไม่มีที่สิ้นสุดดูดร่างทั้งคู่หมุนวนไปมา แรงลมคล้ายใบมีดแทบจะกรีดผิวหนัง ตัดก้อนหินได้ ทว่าแรงลมแค่นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะทั้งคู่ต่างใช้เวทมนตร์ห่อหุ้มร่างจากแรงลม
จิ้งจอกขาวเบิกตากว้างจ้องมองด้วยความประหลาดใจ ที่เห็นมนุษย์ตัวน้อย กลับโง่เง่ากระโดดลงสู่ค่ายกลจิตมาร
“โง่เง่า! แส่หาเรื่องตายหรือ ถึงได้กระโดดลงมาด้วย!”
ทว่าแม้ปากจะตำหนิอีกฝ่าย ในใจลึกๆ กลับรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าเจ้าเด็กผมสีเงินจะดูหน้าตาเย็นชาไร้อารมณ์ แต่แววตาของเขากลับร้อนรน ทุกข์ทรมาร ห่วงใย เมื่อเห็นตนถูกดูดลงสู่ค่ายกลแห่งนี้ และมีแววตาโล่งใจ ดีใจ เมื่อวิ่งตามมาทันจนถูกค่ายกลดูดลงมาด้วยกัน เป็นคนแปลกหน้าที่ให้ความรู้สึกผูกพันอย่างประหลาด คล้ายกับว่าเคยรู้จักกันมาก่อน
เมื่อได้ยินคำตำหนิ เด็กหนุ่มผมเงินชักสีหน้าและแววตาเย็นชาใส่
“ข้าเฟยหานตง คือมังกรฟ้ามาจุติบนโลกมนุษย์ หน้าที่ของข้า คือกำจัดจอมมาร ปกป้องมนุษย์ ข้าลงมาที่นี่เพื่อทำลายค่ายกลแห่งนี้” น้ำเสียงของเฟยหานตง เย่อหยิ่งเย็นชา ขณะที่สีหน้าแสดงถึงความหยิ่งทะนง ยามกล่าวถึงภาระหน้าที่ของตนที่น่าภาคภูมิใจ แต่ในใจเขากำลังเจ็บปวดที่จู่ๆ คนที่ตนรักกลับลืมเลือนเขาอีกครั้ง หลังจากเฝ้ารอนางมาหลายภพชาติ ยามเมื่อคิดว่าจะได้สมหวังครองรักกัน นางกลับลืมเลือนทุกสิ่ง
“อ้อ เจ้าช่างมั่นใจในความสามารถของตนเองจริง ๆ” จิ้งจอกขาว กล่าว เมื่อพบว่าเจ้ามนุษย์ผู้นี้มีพลังของมังกรฟ้าจริงๆ มังกรฟ้าผู้ทำหน้าที่พิทักษ์โลก
“จำเอาไว้ให้ดี ว่าตอนนี้ที่นี่คือค่ายกลดักเซียน หรือค่ายกลจิตมาร สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยพลังอันดำมืดของเหล่ามาร... หากเจ้าพ่ายแพ้ให้แก่ด้านมืดของตน เจ้าจะเหมือนคนเหล่านี้” จิ้งจอกขาว กล่าวขณะสะบัดแขนเสื้อเบาๆ รอบด้านที่เต็มไปด้วยความดำมืด พลันสว่างเจิดจ้า
เสียงกรีดร้องโหยหวน พลันดังขึ้นจากทุกทิศทุกทาง แสงสว่างทำให้เห็นว่าความดำมืดอันไม่มีที่สิ้นสุด ที่แท้เกิดจาก ดวงวิญญาณจำนวนมหาศาลที่ลอยวนอยู่รอบๆ และแรงลมที่รุนแรงราวกับพายุ ก็เกิดจากดวงวิญญาณจำนวนมากลอยวนเวียนสะเปะสะปะไปมา เมื่อเหล่าดวงวิญญาณพบว่าผู้ที่เข้ามาใหม่มีรัศมีแห่งเทพจึงพุ่งเข้าโจมตี
“พวกเขาครั้งหนึ่งอาจเคยเป็นเทพ หรือเซียน แต่เมื่อตกสู่ค่ายกลแห่งนี้ ต่างเป็นได้แค่ดวงวิญาณอาฆาตที่ไม่มีที่ไป ลืมเลือนจนหมดสิ้นว่าตนเคยเป็นใคร...ตกสู่หนทางมาร” จิ้งจอกขาว จ้องมองเหล่าดวงวิญญาณด้วยความเวทนา
“เด็กน้อยเช่นเจ้า อย่าเพิ่งมั่นใจว่าตนเองจะฝ่าค่ายกลนี้ออกไปได้” จิ้งจอกขาวกล่าวจะร่อนลงสู่พื้นเบื้องล่าง
เฟยหานตงขมวดคิ้วเมื่อได้ยิน จิ้งจอกขาวพึมพำกับตัวเองเบาๆ “ครั้งหนึ่งข้าก็เคยเป็นเช่นเดียวกับพวกเขาล่องลอยอยู่ในที่แห่งนี้กลายเป็นจิตมาร!”
ยังไม่ทันที่เฟยหานตงจะได้ขบคิดถึงคำพูดของเทพจิ้งจอก เขาก็พบว่าบัดนี้ตนได้ร่อนลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยต้นหญ้าเขียวชอุ่ม ราวกับที่นี่คือผืนป่าบนโลกมนุษย์! พื้นดินยังเฉอะแฉะ คล้ายฝนเพิ่งจะตกไป ที่นี่ดูเหมือนสถานที่ปกติ ไม่เหมือนค่ายกลเลยสักนิด
“ปกติแล้วค่ายกลจิตรมารเป็นแบบนี้หรือ” เฟยหานตงเงยหน้าขึ้นจากพื้น กล่าวถามเทพจิ้งจอกขาว แต่แล้วเขาถึงกับต้องผงะ เมื่อพบว่าคนตรงหน้าไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว!
หญิงงามที่เต็มไปด้วยรัศมีแสงสว่างแห่งเทพ บัดนี้รอบร่างกลับเต็มไปด้วยเปลวเพลิงสีดำเต้นเร่าไปมารอบร่าง... ดวงตาของนางแดงฉานราวกับโลหิต ใบหน้าที่เคยดูสูงส่งเยือกเย็น กลับแฝงไปด้วยความชั่วร้าย โหดเหี้ยม เอาแต่ใจตัวเอง
เฟยหานตงจ้องมองคนตรงหน้าด้วยความตกตะลึง หากว่าปกตินางมีรูปลักษณ์ที่งดงามอยู่แล้ว มาบัดนี้กลิ่นอายมารกลับทำให้นางดูเย้ายวน น่าหลงใหล ชั่วร้าย โหดเหี้ยม จนชวนให้คนยอมสยบอยู่ใต้แทบเท้านางแต่โดยดี...
“เจ้าถูกจิตมารครอบงำ!” เฟยหานตงพึมพำ ด้วยความตกตะลึง เพียงก้าวเท้าเข้าสู่ค่ายกล เหตุใดนางจึงถูกจิตมารครอบงำในทันที
“อึก!” จู่ๆ คนตรงหน้าก็บีบคอเฟยหานตง ด้วยนิ้วมือเรียวยาวที่งอกกรงเล็บสีแดงยืดยาวออกมา เล็บจิกคอของเขาจนเลือดไหล
“ข้าควรจะฆ่าเจ้าหมกทิ้งไว้ในค่ายกลจิตมารแห่งนี้ หรือจะปล่อยเจ้าไปดีน่ะ พ่อหนุ่มน้อยรูปงาม” น้ำเสียงของจิ้งจอกขาวหยอกล้อ ก่อน ใช้เล็บอีกข้างไล้ผ่านใบหน้าเขาเบาๆ คล้ายต้องการยั่วยวนก่อนจะกรีดเล็บเบาๆ จนเลือดหยดจากใบหน้าของเขา
เฟยหานตงตัวแข็งทื่อ เมื่อนาง เลียเลือดที่ข้างแก้มของเขา ลิ้นที่อุ่นร้อนทำให้ใบหน้าและใบหูของเขาถึงกับร้อนผ่าว
“จะ..เจ้า..จะทำอะไร!” เฟยหานตงถึงกับเสียงสั่น ยามเอ่ยถาม และเกือบจะเข่าอ่อน เมื่อถูกลิ้นของนางตวัดเลียติ่งหูและขบกัดเบาๆ ขณะนางกระซิบตอบ
“ข้ากำลังจะหาความสุขจากเรือนร่างของเจ้าอยู่อย่างไรเล่า!” คำตอบหยอกล้อไร้ยางอายออกจากปากหญิงงามราวกับปีศาจที่ผุดมาจากนรก...
เฟยหานตงขมวดคิ้ว ด้วยความไม่พอใจ “ไสหัวไป!” เฟยหานตงตะคอกใส่ ขณะซัดฝ่ามือใส่คนตรงหน้าที่คาดว่าถูกจิตมารครอบงำอยู่
จิ้งจอกขาวกระโดดหลบได้ทัน ด้วยสีหน้ายิ้มเยาะ กวนประสาท ที่เฟยหานตงซัดฝ่ามือไม่ถูกนาง
“เจ้าเป็นใคร... กล้าดีอย่างไรปลอมเป็นเทพจิ้งจอก!” เฟยหานตงตะโกนถามด้วยความอับอายที่ถูกหยอกล้อ
“จิ๊ จิ๊” นางมารทำเสียงขัดใจ “ข้านี่ละเทพจิ้งจอกขาว นางก็คือข้า และข้าก็คือนาง!” นางมารกล่าว ขณะกวาดสายตามองเด็กหนุ่มขึ้นๆ ลงๆ ขณะครุ่นคิด
‘เจ้าหนุ่มนี้ดูคุ้นๆ เหมือนกับข้าเคยพบมาก่อน?’
เฟยหานตง ขมวดคิ้วงุนงง กับสิ่งที่ได้ยิน... “หมายความว่าอย่างไร... ตอนนี้นางถูกจิตมารครอบงำ จึงปรากฏร่างเป็นเจ้า หรือว่าจริงๆ แล้วนางนั่นแหละที่เป็นมารมาตลอด!” เมื่อกล่าวออกไปเฟยหานตงก็ตกตะลึงกับความคิดนี้ของตน
กล่าวกันว่าเทพจิ้งจอกขาวมีอิทธิฤทธิ์มหาศาล มีพลังอำนาจสูงสุดในเผ่าจิ้งจอก นิสัยเอาแต่ใจตัวเอง ผู้ใดกล้าทำให้นางไม่พอใจจะถูกทำร้ายปางตาย... หรือนางจะหาทางกลั่นแกล้งทุกวิถีทางเพื่อเอาคืน นิสัยของนาง ขอเพียงไม่มีใครไปตอแย นางจะไม่แยแสใส่ใจ แต่หากไปแหย่นาง คนผู้นั้นจะมีจุดจบอย่างน่าอนาถ... หากว่านิสัยทั้งหมดของนาง เป็นเพราะนางคือจิตมารมาตลอด ก็นับว่าสมเหตุสมผล
“หึ หึ ยิ่งเจ้าพูดมากเท่าไหร่ ข้าก็ยิ่งรู้สึกว่าควรจะรีบสังหารเจ้าเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ความลับของข้าจะได้ไม่รั่วไหลออกไป” แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้นแต่นางก็ไม่ได้ลงมือจริงๆ
นางมารกล่าวขณะย่างเท้าออกจากบริเวณมืดทึบ ที่เกิดจากเหล่าดวงวิญญาณรวมตัวกัน ตรงเข้าไปในผืนป่าสีเขียวขจี มีแสงสว่างสาดส่องราวกับเวลากลางวัน ดวงวิญญาณดำมืดถูกกักไว้ในเขตแดนอีกฝั่งหนึ่งหลังกำแพงใสๆ ที่นางมารเดินผ่านออกไป มีวิญญาณบางส่วนที่หลุดรอดไปอีกฟาก แต่ไม่มากนัก
เฟยหานตงรีบสาวเท้าเดินตาม ด้วยไม่มั่นใจว่าตนจะรับมือเหล่าจิตมาร ที่ลอยคว้างเต็มท้องฟ้าอย่างไร สู้ตามนางไปเสียดีกว่า อย่างน้อยไม่ว่าทางข้างหน้าที่นางนำไปจะเลวร้ายมากกว่านี้เพียงใด เขาก็ยังได้อยู่ข้างนาง
“ความจริงแล้วค่ายกลดักเซียน ไม่ใช่สิ่งที่เผ่ามารสร้างขึ้นเพื่อที่จำกักขังเทพเซียน อีกทั้งไม่ใช่ของน่ากลัวอย่างที่ทุกคนเข้าใจกัน” นางมารกล่าวขณะมองเหล่าดวงวิญญาณพยาบาท ด้วยความเวทนา
“สถานที่แห่งนี้ เดิมที่เป็นของเผ่าจิ้งจอกเก้าหาง ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ทดสอบจิตใจของคนในเผ่า แต่ภายหลังจากที่ข้าตาย และเผ่าจิ้งจอกไร้เทพจิ้งจอกขาว สถานที่แห่งนี้จึงถูกเผ่ามารค้นพบบางส่วน ใช้เป็นค่ายกลดักเซียน โชคดีที่แห่งนี้ไม่ถูกครอบงำด้วยพลังแห่งจิตมารทั้งเขตแดน” นางมารกล่าวขณะสาวเท้าไปข้างหน้าเรื่อยๆ ไม่สนใจว่าคนข้างหลังจะตามมาหรือไม่ ขณะที่ปากก็กล่าวต่อไป
“สาเหตุที่ที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้น เพราะเผ่าจิ้งจอกเก้าหาง แม้จะถูกนับว่าเป็นเผ่าเทพ แต่ทว่าสัญชาตญาณดั้งเดิมของพวกเรา มีความดิบเถื่อน อย่างพวกสัตว์ป่า ความโกรธ ความพยาบาท สามารถชักจูงเราไปสู่ด้านมืด กลายเป็นมารได้ ดังนั้นบางคนจึงถือว่าเราคือเผ่ามาร หลายคนหวาดกลัวพวกเรา เพราะพลังที่เผ่าเก้าหางมีสูงเทียบได้กับเผ่าเทพมังกรที่ทำหน้าที่ปกป้องโลก
ในอดีตเทพจำนวนมากเริ่มหวาดกลัวพลังอำนาจของเผ่าเก้าหาง เพราะเผ่าของเราเริ่มปรากฏ มารจิ้งจอกหลายตน แต่ละตนร้ายกาจจนแทบจะปราบไม่ได้ ดังนั้น เผ่าเก้าหางจึงเสาะหาสถานที่แห่งนี้ สร้างพื้นที่ทดสอบจิตใจขึ้นมา หากว่าผู้ที่เข้ามาทดสอบ จิตใจไม่กล้าแข็งพอ เอนเอียงไปในทางชั่วร้าย ไม่อาจขัดเกลาขัดใจได้ จะต้องถูกขังอยู่ที่แห่งนี้ตราบสิ้นลมหายใจ...หรือจนกว่าจะเอาชนะด้านมือของตนได้
จิ้งจอกเก้าหางจำนวนไม่น้อยที่ถูกกักขังอยู่ที่นี่ มีบางคนผ่านด่านออกไปได้ เป็นผู้มีจิตใจขาวสะอาดบำเพ็ญเพียรสำเร็จ และบางคนที่เหมือนข้า ยอมรับว่าตนเป็นมารแต่ขณะเดียวกันจิตใจก็น้อมรับเอาคำสั่งสอนของพุทธะ ยอมรับนับถือในความดี และพยายามลดละความชั่วที่เป็นสัญชาตญาณเดิม”
จิ้งจอกขาวที่บัดนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความชั่วร้าย กล่าวขณะสาวเท้าต่อไปเรื่อยๆ ราวกับเดินเล่นในสวนหย่อม
“พูดง่ายๆ ก็คือ ข้ายอมรับว่าตัวเองเป็นคนชั่ว จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต พร้อมลงมือฆ่า พร้อมอาฆาตพยาบาท ทำลายศัตรูของข้า หรือแม้แต่คนที่ทำให้ข้าไม่พอใจ... แต่ทว่าข้าเองก็มีธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ สุดท้ายข้าจึงกลายเป็น มารที่กำลังบำเพ็ญเพียรในหนทางธรรม สถานที่แห่งนี้จึงมิอาจกักขังข้าไว้ได้”
เฟยหานตงรับฟังเงียบๆ ตามนิสัยของตนที่ไม่ชอบพูดมาก ขณะเดินตาม เขามองแผ่นหลังที่เหยียดตรงที่ดูสง่างามของนาง แล้วหวนคิดถึงครั้งแรกที่เขาได้พบกัน ภพชาติที่เขาเกิดเป็นมังกรฟ้า
ในช่วงที่เขายังเยาว์วัย เขาเป็นมังกรเลือดร้อน บุกเดี่ยวไล่สังหารพวกมารที่ออกอาละวาดไปทั่ว แม้ผลลัพธ์เขาจะสามารถไล่กวาดล้างเหล่ามารได้สำเร็จ จนล่วงเข้าไปใกล้เขตแดนมาร ทว่าด้วยประสบการณ์สู้รบที่ยังไม่มากพอ ตัวเขาเองได้รับบาดเจ็บไม่น้อย แถมยังถูกพิษของเผ่ามารเล่นงาน
พิษนั้นทำให้เลือดเทพของเขาถูกกลิ่นอายมารรุกรานไปทั่วร่าง จนร่างกายเต็มไปด้วย กลิ่นอายของมาร เลือดของเขากลายเป็นภัยกับตนเอง บางทีเขาอาจจะถึงตายหากไม่บังเอิญ ล่วงล้ำเข้ามาในเขตของจิ้งจอกขาวเก้าหาง
โชคดีที่เขตแดนของนางใกล้กับเผ่ามาร และโชคดีที่วันนั้นเขาได้พบนาง สตรีที่เย่อหยิ่ง ปากร้าย ทว่าจิตใจของนาง กลับโอบอ้อมอารี มีเมตตา ยินยอมช่วยเหลือผู้อื่น แม้ว่าคนผู้นั้นจะมีกลิ่นอายของเผ่ามาร เป็นความโชคดีที่เขารอดชีวิต เพื่อมาพบเจอนาง ซึ่งเป็นความงดงามในชีวิตในชีวิตของเขา สตรีที่ไม่ว่าผ่านไปกี่ภพชาติ เขาจะรักนางเพียงผู้เดียว
เขารักที่นางเย่อหยิ่ง ปากร้าย แต่กลับมีจิตใจเมตตา รักในความดีงามของนาง ความเอาใจใส่ที่นางมีให้เขาตลอดระยะเวลา หลายเดือนที่เขาบาดเจ็บ... ถึงแม้ว่าทั้งหมดนั้นที่นางช่วยเขา จะเกิดจากความเข้าใจผิด คิดว่าเขาคือมังกรที่เป็นลูกครึ่งเผ่ามาร ที่นางเคยช่วยไว้ก่อนหน้านั้น...
“เปรี้ยง! เปรี้ยง!” วิญญาณมืดบางส่วนพยายามพุ่งเข้าใส่พวกเขา แต่กลับชนเข้ากลับเกราะสีดำของนางมาร จนกระเด็นไปไกล แต่พวกมันที่เหลือไม่ลดละความพยายาม ยังคงพุ่งเข้าใส่ไม่หยุด จนเกิดเสียงน่ารำคาญหลายต่อหลายครั้ง
เฟยหานตงปรายตามองพวกมันด้วยแววตากราดเกรี้ยว เมื่อเสียงของพวกมันทำให้เขาตื่นจากภวังค์ หากไม่เกรงว่าที่แห่งนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความมืด จนสามารถล่อลวงจิตใจไปสู่ทางมารได้ละก็ เขาจะควงดาบไล่ฆ่าพวกมันให้วิญญาณแหลกสลายไปเลย!
เหล่าดวงวิญญาณมืด ส่วนใหญ่คล้ายรับรู้ได้ถึงจิตอาฆาตของมังกรฟ้า พวกมันพากันชะงักด้วยความตกใจกับแรงอาฆาตที่รุนแรงจนพวกมันไม่สบายใจ (เพราะถึงอย่างครั้งหนึ่งพวกมันก็เคยเป็นเทพ ย่อมรับรู้ได้ถึงพลังร้ายกาจของเทพชั้นสูง) สุดท้ายแล้วส่วนใหญ่จึงล่าถอยไป ขณะที่บางส่วนยังคงโจมตีต่อไป
เฟยหานตง ดึงสายตากลับมามองแผ่นหลังของจิ้งจอกขาว เมื่อเสียงดังน่ารำคาญลดลง
เขาไม่รู้ว่า จิ้งจอกขาวในร่างนางมารเป็นคนเช่นไร จะโหดเหี้ยม บ้าคลั่ง เหมือนเหล่าจอมมารหรือไม่... แต่การที่นางยังไม่ฆ่าเขา นั่นอาจหมายความว่า นางยังไม่ถึงขั้นเป็นพวกบ้าคลั่งไร้สติ แบบดวงวิญญาณมืดพวกนี้
“ข้าถือกำเนิดมาเป็นจิ้งจอกขาว เป็นสัญลักษณ์แห่งผู้นำเผ่า สัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุด เมื่อข้าถูกทดสอบและรอดกลับไปได้ ข้าจึงกลายเป็นผู้นำอย่างแท้จริง พลังอำนาจของข้าไม่มีใครกล้ากังขา นิสัยของข้าไม่มีใครกล้าลองดี ...เพียงแต่ว่าการกลับสู่โลกมนุษย์ของข้าในครั้งนั้น กลับนำหายนะกลับไปด้วย...”
คำพูดของจิ้งจอกขาวที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายชั่วร้าย ทำให้เฟยหานตงขมวดคิ้ว ยังไม่ทันที่จะถามว่าหายนะที่ว่านั้นคืออะไร
เพราะจู่ๆ นางมารตรงหน้า หันขวับกลับมาหาเฟยหานตงแบบกะทันหัน ดวงตาของนางลุกโชนด้วยความหงุดหงิด โมโห เฟยหานตงไม่ทันตั้งตัวเกือบเดินชนนาง ดีที่นางใช้มือดันอกเขาเอาไว้ จึงทำให้เขาชนมือนางแทน
นางมารคว้าอากาศบนไหล่ข้างซ้ายของเขาไป เขาจึงฉุกคิดว่าที่แท้ บนไหล่ของเขามีบางอย่างอยู่ บางอย่างที่เขาไม่ทันได้สังเกตมาก่อน ขณะเดียวกันเขารู้สึกเบาไหล่ขึ้นเล็กน้อยเมื่อน้ำหนักนั้นหายไป
แต่เมื่อพบว่าสิ่งที่นางคว้าไปคือกลุ่มก้อนพลังงานสีดำ ทำให้เฟยหานตงถึงกับตกตะลึง เพราะสิ่งนั้นคือ จิตของเทพมังกรดำ!
“นาง... นางตามลงมาที่นี่” เฟยหานตงชี้ก้อนสีดำในมือนางมาร ด้วยความตกใจ คาดว่านางคงฉวยโอกาสตอนที่เขาพยายามจะลงมาในค่ายกล แอบเกาะตัวเขาลงมาด้วย
เจ้าก้อนสีดำนั้นกำลังสั่นระริกๆ อยู่ในอุ้งมือนางมาร คล้ายกำลังหวาดผวาต่อเจ้าของอุ้งมือ
นางมารยกเจ้าก้อนพลังงานสีดำขึ้นมาดูในระดับสายตา จ้องมองเจ้าก้อนนั้นด้วยแววตาประสงค์ร้าย
“ข้าควรจะฆ่าเจ้าทิ้งเสียตอนนี้เลยดีหรือไม่” นางมาร คุยกับดวงจิตของเทพมังกรดำ ขณะบีบมือจนกลุ่มก้อนพลังงานนั้นบิดเบี้ยวไม่เป็นรูป จนก้อนพลังนั้นส่งเสียงร้องเจ็บปวดขอความเมตตา
“ได้โปรด อย่าฆ่าข้า ได้โปรด อย่าทำร้ายข้า... ฮือ ฮือ พี่ใหญ่ อย่าทำอะไรข้าเลย!” เสียงร้องขอความเมตตาของเทพมังกรดำ ทำให้นางมารคลายอุ้งมือออกและโยนนางลงบนพื้น
ก้อนสีดำกลายร่างเป็น จิ้งจอกสีดำตัวเล็กขณะ กลิ้งหลุนๆ ลงบนพื้นหลายตลบ จบอยู่ที่ท่านอนหงายท้อง มันนอนมึนงงอยู่บนพื้นชั่วขณะ
และเมื่อมันพยายาม จะยืนขึ้น มันกลับวิงเวียนตาลาย ยืนไม่อยู่ จนเข่าอ่อน ล้มแผละลงบนพื้น ขณะที่ขนทั้งตัวดูยุ่ง คล้ายถูกกรงเล็กขนาดใหญ่ขยี้จนไม่เป็นทรง
“จิ้งจอกดำ” เยี่ยนเฟยอุทานด้วยความตกใจ คิดไม่ถึงว่า มังกรดำเฮยหลง ที่แท้แล้ว มีอดีตเป็นจิ้งจอกดำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความชั่วร้าย เช่นเดียวกับมังกรดำ
แต่ต่างกันตรงที่มังกรดำ เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูง เกิดมาด้วยตบะบำเพ็ญเพียร แม้มีความชั่วร้าย จิตใจอ่อนไหว เอนเอียงไปทางมืด แต่ก็ยังไม่ใช่ผู้ที่ใครจะกล้าลงมือสังหาร และยังไม่ถึงกับเป็นภัยของสามภพ หากยังไม่เข้าสู่หนทางมารอย่างเต็มตัว
ทว่าจิ้งจอกดำนั้นแตกต่าง หากจิ้งจอกดำถือกำเนิดขึ้นมา จะต้องถูกสังหารทิ้งในทันที! เพราะเชื่อกันว่า หากปล่อยให้มันเติบใหญ่ มันจะกลายเป็นภัยแห่งสามภพ
เพราะจิ้งจอกดำถือกำเนิดมาพร้อมพลังมหาศาล เช่นเดียวกับจิ้งจอกขาว แต่ทว่าจิตใจของจิ้งจอกดำแปรปรวนง่าย ถูกชักนำไปสู่หนทางที่เลวร้ายได้ง่าย ดังนั้นพวกมันจึงถูกสังหารทันทีที่ถือกำเนิด โลกจึงไม่เคยปรากฏจิ้งจอกดำให้ได้พบเห็น
คิดไม่ถึงว่า เทพมังกรดำเฮยหลง กลับมีอดีตชาติเป็นจิ้งจอกดำมาก่อน...
จิ้งจอกขาวในร่างคน คืนสู่ร่าง จิ้งจอกเก้าหาง สีขาวสว่าง หางทั้งเก้าของมันโบกสะบัด ร่างกายใหญ่โตจนน่าเกรงขาม ยกเท้าหน้าเหยียบลงบนตัวของจิ้งจอกดำ ที่ตัวเท่าลูกหมา
จิ้งจอกขาวหรี่ตามอง เหยื่อด้วยแววตาโหดเหี้ยม เต็มไปด้วยจิตสังหาร
ร่างใต้เท้าของจิ้งจอกขาว สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว.... ความกลัวที่ฝังลึกในใจของมันไปทุกภพชาติ สัญชาตญาณของมันรับรู้ได้ถึงความอำมหิตที่จิ้งจอกขาวมี ความอำมหิตที่สามารถสังหารผู้ร่วมสายเลือดเดียวกันได้! เพื่อปกป้องสามภพ
“ฮึ... เจ้าเคยรับปากข้า จะไม่ก่อภัยพิบัติ ข้าจึงพาเจ้าออกไปด้วย... แต่เด็กน้อยเอ๋ย เจ้ายังเด็กเกินไป จิตใจอ่อนแอ ถูกความชั่วร้าย ความโกรธแค้นบดบังได้ง่ายดาย สุดท้ายเจ้าก็ทำให้เทพจำนวนมากต้องตาย ทันทีที่เจ้าถือกำเนิดในภพชาติใหม่” กล่าวขณะจ้องดวงตาอีกฝ่ายที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ในอดีตนางพาจิ้งจอกดำเข้ามาที่นี่ด้วยเพื่อปกป้องไม่ให้อีกฝ่ายถูกเหล่าอาวุโสในเผ่าสังหาร และในขณะเดียวกัน นางก็สอนให้จิ้งจอกดำหลอกลวงค่ายกลแห่งนี้ ให้นางหวาดกลัวต่อพลังอำนาจมืดที่นางมี หากว่านางใช้พลังเมื่อไหร่ ทุกชีวิตจะต้องตาย! และนางจะถูกไล่ล่า!
ภายใต้การปลูกฝังนี้ จิ้งจอกดำจึงไม่กล้าใช้พลังของตนตลอดชีวิต แต่ทว่าการหวาดกลัว ไม่ใช่การฝึกตนที่แท้จริง หากนางอยากผ่านวิบากกรรมไปได้ นางต้องฝึกจิตตนเองให้เข้มแข็งไม่หลงไปกับอารมณ์แห่งความชั่วทั้งปวง....
“หากย้อนเวลากลับไปได้ข้าไม่ควรพาเจ้าออกมาด้วยจริงๆ จิตใจของเจ้าไม่พร้อมที่จะรับมือกับพลังด้านมืดที่เจ้ามี ข้าไม่ควรพาเจ้าออกมาเลย ข้าควรให้เจ้าอยู่ที่นี้ ผ่านบททดสอบด้วยตนเอง หรือไม่ข้าก็ควรจะทำลายวิญญาณของเจ้าเสียตั้งแต่ตอนนี้!” จิ้งจอกขาวบ่นพึมพำขณะกดขาหน้าแรงขึ้นอีกนิด คล้ายอยากจะสังหารให้วิญญาณนางแหลกสลาย
“อึ่ก..” จนจิ้งจอกดำ ตัวน้อยส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด แม้ร่างกายจะสั่นเทา “ปะ...ปล่อยข้าเถอะ ได้โปรด”
เสียงอ้อนวอน ทำให้ผู้เป็นพี่ถอนหายใจเสียงดัง ก่อนจะยกเท้าออกจากตัวจิ้งจอกดำ
แม้จะอยากทำตัวโหดเหี้ยมเพียงใด แต่จิ้งจอกดำก็ยังคงเป็นน้องสาวของนาง น้องน้อยที่เกิดหลังนางเกือบหมื่นปี... หากนางไม่ใช่จิ้งจอกขาวที่ต้องปกป้องสามภพ หากตรงหน้าไม่ใช่จิ้งจอกดำ ที่เพียงแค่หลงผิด มีจิตใจเคียดแค้นชิงชังก็สามารถทำลายสามภพให้พินาศได้ นางก็อยากจะปกป้องน้องสาวผู้นี้ให้ถึงที่สุด ไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำร้าย
ทว่า... โลกใบนี้ไม่ได้ให้โอกาสนางได้ทำเช่นนั้น นางจำเป็นต้องโหดร้ายกับน้องสาวที่นางรัก เพราะรักจึงมิอาจให้น้องสาวเพียงคนเดียวกลายเป็นหายนะของสามภพ กรรมที่ทำร้ายสรรพสัตว์มากมาย จะทำให้จิ้งจอกดำยิ่งกว่าตกขุมนรก ทุกภพชาติของนาง ต้องพบแต่ความทุกข์ทรมานตลอดไป
“ข้าจะเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย... จงอย่าได้สร้างภัยพิบัติให้แก่สามภพ จงอย่าได้ถูกจิตมารครอบงำเป็นอันขาด” จิ้งจอกขาวกล่าวด้วยแววตาโหดเหี้ยม เต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหาร “ไม่เช่นนั้น เพื่อปกป้องสามภพ ข้าจะสังหารเจ้าด้วยมือของข้าเอง!”
จิ้งจอกขาวประกาศกร้าว ขณะมองเข้าตัวน้อยที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ความหวาดกลัวที่ติดตัวมันไปทุกภพทุกชาติ ไม่ว่าเกิดกี่หน มันยังคงหวาดกลัวพี่สาวผู้นี้ ขณะเดียวกันก็หวาดกลัวต่อพลังที่ตนมี พลังที่สามารถสร้างหายนะใหญ่หลวงได้ เหมือนเมื่อครั้งที่มันกำเนิดเป็นเทพมังกร
จิ้งจอกขาวคืนสู่ร่างหญิงสาว สะบัดมือเบาๆ จิ้งจอกดำก็กลายเป็นร่างหญิงสาวนางหนึ่ง ความงดงามของจิ้งจอกดำ ดูลึกลับอ่อนหวาน น่าเอ็นดู
“ถ้าเวลานั้นมาถึงจริงๆ คงมีแต่คนหมายจะสังหารข้า... บางทีอาจจะไม่ต้องถึงมือท่านข้าก็ตายก่อนแล้ว” จิ้งจอกดำกล่าวประชด ขณะรู้สึกเข็ดขัดยอกไปทั้งตัวที่ถูกบีบดวงจิต
จิ้งจอกขามองน้องสาวผู้ห่างไกลธรรมะ ด้วยแววตาเวทนา กับชะตากรรมของนาง เกิดมาทรงพลัง แต่ไม่อาจควบคุมพลังได้ ทุกภพชาติเป็นตัวประหลาด มีแต่คนหวาดกลัว รังเกียจ หมายสังหาร
“บางที อาจเพราะหลายภพชาติที่ผ่านมา เจ้าได้เรียนรู้อะไรมากมาย จงส่งผลให้เจ้าได้มีโอกาส กลับมารับการขัดเกลา ฝึกฝนจิตใจในสถานที่แห่งนี้...การขัดเกลาที่เจ้าต้องผ่านไปด้วยตนเอง”
จิ้งจอกดำ แบะปาก นางไม่ได้ชื่นชมอะไรเกี่ยวกับธรรม แต่หลายหมื่นปีที่ไปเกิดในอีกมิติ นางถูกกักขังไว้ร่างพี่สาวทุกภพชาติ ได้เรียนรู้อะไรมากมาย จากการเฝ้ามองพี่สาวใช้ชีวิตทุกภพชาติ ไม่ว่านางพบเจอชีวิตที่ดีหรือร้าย นางมีพุทธะเป็นที่พึ่งที่ระลึกอยู่เสมอ และเพราะเป็นมนุษย์ ที่มีธรรม จึงส่งผลให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ทุกภพ ไม่ตกลงสู่อบายภูมิ หรือไปเกิดเป็นเดรัจฉาน หรือสัตว์นรก นางได้เรียนรู้ว่า ทุกชีวิตต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น แม้แต่ตัวนางเอง แต่ขอเพียงในภพใดเป็นบุคคลผู้มีศีล ชีวิตจึงจะสงบสุขอย่างแท้จริง
“หากไม่ใช่เพราะว่าข้ากลัวจะถูกพลังของจอมมารกระตุ้นให้เกิดจิตมารมากไปกว่านี้ ถ้าเลือกได้ข้าก็ไม่อยากตามเจ้าเข้ามาในค่ายกล!” จิ้งจอกดำบ่นงึมงำกับตนเอง “สุดท้ายข้าก็เลือกไม่ได้อยู่ดี... ยอมถูกกักขังในนี้ ดีกว่าออกไปแล้วกลายเป็นตัวประหลาด ถูกคนรังเกียจ ไล่สังหารอีก”