เมื่อเขาผู้นั้นพูดจบความเงียบก็ปกคลุมไปชั่วขณะความตกตะลึงได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทุกคนไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าผู้ที่มีสิทธิ์จะได้ไปต่อสู้กับกู่ฉิงอย่างเหลยหู่ต้องมาพ่ายแพ้ให้แก่เมิ่งฝานเช่นนี้
ในชั่วพริบตานี้แม้แต่ผู้คุ้มกันหมู่บ้านหลายคนที่อยู่บนแท่นที่นั่งอันทรงเกียรติก็ยังมองภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความเหลือเชื่อโดยเฉพาะเหลยชิงที่มีสีหน้ายากจะรับไหวที่สุด
บุตรชายทั้งสามคนของเขาคือผู้บำเพ็ญตนมากฝีมือของอูเจิ้นทว่าในยามนี้กลับต้องพ่ายแพ้ให้แก่เมิ่งฝานผู้เดียวอย่างคาดไม่คิดยามนี้ผู้ที่ยังคงรักษาความสุขุมไว้ได้มีเพียงกู่หยวนผู้เดียวเท่านั้น
เขามองไปยังเมิ่งฝานก่อนจะปรายตามองกู่ซินเอ๋อร์จากนั้นจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่คล้ายกับจริงจังแต่ก็คล้ายไม่จริงจังว่า “มหาหัตถ์สังหารสี่ร้อยจิน? ซินเอ๋อร์ พ่อไม่ได้บอกเ้าหรือไรว่าห้ามนำวิชายุทธ์นี้ไปเผยแพร่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นกู่ซินเอ๋อร์ก็หน้าแดงขึ้นมาทันทีนางจึงเอ่ยออกมาเสียงเบา “ข้าขอโทษเ้าค่ะท่านพ่อ ข้าเพียงแค่...”
เด็กสาวกำลังจะเอ่ยปากพูดต่อไปแต่กลับพบว่านอกจากใบหน้าของบิดาจะไม่มีท่าทีว่าจะบันดาลโทสะแล้วกลับยังกลายเป็รอยยิ้มอีกด้วย
“เอาล่ะ พ่อรู้จักเ้าเด็กคนนั้นดีไม่ว่าจะเป็จิตใจหรือนิสัยของเขาล้วนไม่เลวทั้งสิ้นอีกอย่างเมื่อมหาหัตถ์สังหารอยู่ในมือเขาก็ใช่ว่าจะสูญเปล่ามันยอดเยี่ยมมากเลยก็ว่าได้!”
เมื่อได้ยินคำพูดของกู่หยวนจึงทำให้มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเด็กสาวอีกครั้งตอนนี้นางสบายใจขึ้นแล้วทว่ากู่ฉิงที่อยู่ข้างกายกลับยังคงมีใบหน้าไม่สบอารมณ์แล้วจ้องมองไปยังเมิ่งฝานอย่างเยือกเย็น
ลานกว้างของอูเจิ้นเพราะการปรากฏตัวของเมิ่งฝานที่เป็ม้ามืดในการประลองจึงนำมาซึ่งความฮือฮาไม่น้อยแต่เมื่อเมิ่งฝานก้าวเดินลงจากแท่นประลองไปสายตาเ่าั้ก็เปลี่ยนไปที่อื่น
ถึงกระนั้นทุกคนก็จะจดจำม้ามืดตัวนี้เอาไว้อย่างดีขณะเดียวกันการประลองของเหล่าผู้เยาว์ทั้งบุรุษและสตรีของอูเจิ้นคนอื่นๆก็ยังดำเนินต่อไป ทว่าหากเทียบกับการต่อสู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจเมื่อครู่แล้วนั้นการประลองทั้งหลายก็ไม่นับว่าน่าสนใจเท่าใด
ทางฝั่งของเมิ่งฝานเมื่อกลับลงมาจากแท่นประลองเขาจึงนำลูกปัดสีดำออกมาโดยไม่ให้เป็ที่สังเกตจากนั้นนำมันวางไว้ที่หน้าอกอย่างเงียบงันเพื่อดูดซับพลังภายใน
แม้ว่าเขาจะสามารถเอาชนะเหลยหู่และเหลยเป้าเพื่อล้างแค้นได้สำเร็จทว่าสายตาของเมิ่งฝานกลับไม่ได้สนใจคนเ่าั้เพราะในยามนี้เขากำลังมองขึ้นไปบนแท่นผู้ชมอันทรงเกียรติ ซึ่งเป็สถานที่เก็บของรางวัลจากการประลองของอูเจิ้นในครั้งนี้และเมิ่งฝานก็รู้ดีว่าหนึ่งในนั้นก็คือสิ่งที่ตนเอง้า...หินโลหิต!
การประลองยังคงดำเนินต่อไป เป็ไปตามความคาดหมายหลังจากที่กู่ฉิงเอาชนะกู่ซินเอ๋อร์ได้นางก็เริ่มะเิพลังออกมาอย่างไม่ออมมือและเป็เพราะเมิ่งฝานเอาชนะได้แล้วครั้งหนึ่งจึงมีเวลาให้พักผ่อนไม่จำเป็ต้องขึ้นไปประลอง
ทางฝั่งของกู่ฉิงนั้น นางแสดงพลังทั้งหมดของตนเองออกมาในการประลองทั้งยังเพิ่มความเร็วในการเอาชนะคู่ต่อสู้นางเอาชนะคู่ต่อสู้ทุกคนเว้นก็แต่เมิ่งฝาน ก่อนจะยืนอยู่บนแท่นประลองด้วยท่าทีที่หยิ่งทะนงเช่นผู้ที่ไม่ยอมก้มหัวศิโรราบให้แก่ผู้ใดถึงขั้นลอบปรายตามองเมิ่งฝานด้วย
อยู่ในขั้นฝึกกายาระดับแปดทั้งยังลงมืออย่างรวดเร็วจนไม่ให้เวลาคู่ต่อสู้ได้ตอบโต้ไม่ว่าคู่ต่อสู้ผู้ใดล้วนแต่พ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว ซึ่งผู้ที่พ่ายแพ้ให้แก่นางล้วนแต่ยอมรับความพ่ายแพ้ทั้งกายและใจเพราะถึงอย่างไรกู่ฉิงก็นับว่าเป็ผู้บำเพ็ญตนอันดับหนึ่งของอูเจิ้นอย่างสมเกียรติแม้ก่อนหน้านี้จะตกตะลึงกับม้ามืดอย่างเมิ่งฝานก็ยังถูกฝีมือของกู่ฉิงลบล้างไปไม่น้อย
ทุกคนต่างมองไปยังกู่ฉิงที่อยู่บริเวณใจกลางการประลองและรู้ดีว่านางจะต้องได้รับชัยชนะเป็สมัยที่สามในการประลองของอูเจิ้นเป็แน่การที่จะได้เข้าร่วมกับพรรควรยุทธ์ในวันหน้าก็ยังไม่เป็ปัญหาเลยเสียด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นความโดนเด่นของกู่ฉิง กู่หยวนก็คลี่ยิ้มออกมาก่อนเ้าของใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างเขาจะเดินไปยังใจกลางของลานประลองเมื่อเห็นว่ากู่หยวนปรากฏตัวเสียงสนทนาทั้งหลายก็เงียบลงไปพวกเขาต่างก็รู้ดีว่าการประลองใกล้จะจบลงแล้ว จึงยืนมองด้วยความเงียบงัน
หลังจากที่กวาดตามองไปทั่วลานประลอง กู่หยวนจึงเอ่ยพลางยิ้มขึ้นมา “การประลองในวันนี้ ยอดเยี่ยมกว่าเมื่อก่อนดังนั้นข้าหวังว่าพวกเ้าทั้งหลายจะฝึกฝนและพัฒนาตนเองให้มากกว่านี้ส่วนลำดับรายชื่อนั้น...กู่ฉิงอันดับหนึ่ง เมิ่งฝานอันดับสองกู่ซินเอ๋อร์และเหลยหู่อันดับที่สามก็แล้วกันรายชื่ออันดับที่เหลือก็อิงตามผลการประลองลงไป ข้าคิดว่าคงไม่มีผู้ใดมีปัญหาใช่หรือไม่?”
เมื่อเขาพูดจบทุกคนจึงพยักหน้ารับด้วยเหตุที่เหลยหู่พ่ายแพ้ให้แก่เมิ่งฝานไปั้แ่ตอนต้นจึงทำให้ลำดับรายชื่อของผู้เข้าร่วมการประลองของอูเจิ้นผู้อื่นเลื่อนขึ้นมาหนึ่งอันดับแต่เพราะขั้นพลังของเหลยหู่ทำให้คนที่เป็ผู้นำเช่นกู่หยวนไม่ได้จัดให้เขาอยู่ในอันดับที่ยี่สิบแต่จัดให้อยู่ในอันดับที่สามแทน ถือว่าเป็การไว้หน้าเหลยชิงด้วย
เพราะถึงอย่างไรหากไม่มีเมิ่งฝานเหลยหู่จะต้องก้าวขึ้นมาอยู่ในสามอันดับแรกได้อย่างแน่นอนด้วยเหตุนี้คนทั้งหมดจึงเห็นด้วยกับการตัดสินใจของกู่หยวน ทางฝั่งของผู้คุ้มกันหมู่บ้านที่นั่งอยู่บนแท่นผู้ชมอันทรงเกียรติที่ด้านหลังก็พยักหน้ารับแสดงความเห็นด้วยกับการเรียงลำดับรายชื่อในครั้งนี้
ต่อมากู่หยวนจึงพยักหน้าทว่าในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยวาจาพลันมีเสียงที่ราบเรียบของคนผู้หนึ่งดังขึ้นมาเสียก่อน
“ท่านผู้นำ ข้ามีความเห็นที่ต่างออกไปข้า้าท้าประลองกับกู่ฉิงขอรับ!”
เมื่อเสียงนั้นจบลงเสียงฮือฮาดังขึ้นมาในลานกว้างทันที
ต่อมาสายตาของทุกคนจึงหันไปมองเมิ่งฝานด้วยความประหลาดใจดูเหมือนว่าเมิ่งฝานผู้นี้จะไม่เจียมตัวสักเท่าใด
แม้ว่าเมิ่งฝานจะสามารถเอาชนะเหลยหู่และเหลยเป้าได้แต่ทั้งสองคนนั้นต่างจากกู่ฉิงโดยสิ้นเชิง ด้วยกู่ฉิงมีพลังในขั้นฝึกกายาระดับแปดทั้งยังได้รับการอบรมสั่งสอนจากผู้นำหมู่บ้านอย่างกู่หยวนอีกต่างหากต่อให้เป็เหลยหู่และเหลยเป้าร่วมมือกันก็ยังถูกกู่ฉิงจัดการเสียจนพ่ายแพ้ไป
ท่ามกลางเสียงฮือฮาของทุกคนนั้นเมิ่งฝานย่างเท้าก้าวตรงไปยังกลางลานประลองทีละก้าวอย่างใจเย็นเขาจ้องตาของกู่ฉิงโดยไม่คิดที่จะยอมรามือขณะเดียวกันกู่หยวนก็มองไปยังเมิ่งฝานด้วยความประหลาดใจ
กู่หยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างใจเย็น “เมิ่งฝาน ข้ารู้ว่าในตอนนี้พลังของเ้าพัฒนาขึ้นมาจากเดิมอย่างมากแต่เ้าถอยไปเสียเถอะ เ้า...ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของกู่ฉิง!”
คำพูดของกู่หยวนไร้ซึ่งความลำเอียงนอกจากการฝึกฝนของกู่ฉิงจะแตกต่างไปจากผู้อื่นแล้วก็ยังมีความแตกต่างของระดับพลังที่คนทั้งสองห่างกันถึงสองระดับซึ่งมันหาใช่สิ่งที่ทักษะฝีมือจะสามารถทดแทนได้
เมิงฝานยกมือขึ้นประสานเพื่อเคารพกู่หยวน จากนั้นจึงเอ่ยออกมาเสียงเบา “ท่านผู้นำโปรดส่งเสริมข้าด้วย ข้า้า...หินโลหิต!”
แม้จะพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ทว่ากลับแฝงไปด้วยความมุ่งมั่น!
แท้จริงแล้วเมิ่งฝานก็รู้ดีว่ายามนี้หาใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะท้าประลองกับกู่ฉิงไม่แต่เพื่อหินโลหิตแล้วนั้น เขาไร้ซึ่งหนทางอื่น
กี่ค่ำคืนที่เขาต้องทนมองซินหลันเ็ปกับโรคหานซางเสมือนตายทั้งเป็แต่ไร้ซึ่งหนทางช่วยเหลือมีเพียงพลังเืัในหินโลหิตเท่านั้นที่จะสามารถขับโรคหานซางออกจากร่างกายของซินหลันได้ฉะนั้นแล้วเมิ่งฝานจำเป็ต้องลองดูสักครั้ง!
ในมุมหนึ่งที่ไม่เป็จุดสนใจท่ามกลางผู้คนมากมายน้ำตาได้ไหลลงอาบแก้มของสตรีวัยกลางคนอย่างช้าๆ เ้าของน้ำตาก็คือซินหลันนั่นเองนางมองเมิ่งฝานด้วยร่างกายที่สั่นเทา จากนั้นจึงพึมพำออกมา “พี่ชาง ท่านเห็นหรือยังว่าลูกของข้าเก่งเพียงใด ท่านที่อยู่ใต้ผืนดินก็คงจะกำลังภาคภูมิใจในตัวเขาอยู่เช่นกันใช่หรือไม่”
เมื่อสิ้นเสียงของเมิ่งฝาน ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณเื่โรคหานซางของซินหลันผู้เป็มารดาของเมิ่งฝานหาใช่ความลับไม่และกู่หยวนเองก็เคยไปเยี่ยมเยือนมาแล้วเช่นกัน แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะนำเื่ใดมาเป็เหตุผลในการนำวัตถุดิบล้ำค่าไปช่วยเหลือสองแม่ลูกคู่นั้น
เดิมทีกู่ซินเอ๋อร์ก็อยากจะเข้าไปขัดขวางเมิ่งฝานเช่นกันแต่เพราะนางเองก็รู้ดีว่าเหตุใดเมิ่งฝานถึงได้มุ่งมั่นแน่วแน่เช่นนี้สุดท้ายจึงทำได้เพียงกัดฟันแน่นแล้วถอยหลังไป
กู่หยวนที่อยู่ในเหตุการณ์ชะงักงันไปชั่วครู่เมื่อเข้าใจในความ้าของเด็กหนุ่มจึงพยักหน้ารับแล้วเอ่ยออกมาเสียงเข้ม “ได้ ข้าจะให้โอกาสเ้าสักครั้ง ทำการประลองอีกสนาม!”
เมื่อเขาพูดจบก็ทำให้เกิดเสียงฮือฮาดังขึ้นในลานกว้างไม่น้อย
ต่อมาทุกคนจึงพากันแยกย้ายไปรอบนอกเหลือเพียงเมิ่งฝานกับกู่ฉิงไว้ที่ลานประลองเพียงสองคนเท่านั้นกู่ฉิงมองไปยังเมิ่งฝานที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของตนเองก่อนจะกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น “หึ เ้าคิดว่าตนเองมีฝีมือเก่งกาจนักหรือไร? จะอย่างไรเ้ามันก็เป็เพียงแค่เด็กน้อยที่เคยถูกข้าไล่ฆ่าจนไม่กล้าแม้แต่จะกลับบ้านตนเองก็เท่านั้น!”
เมื่อได้ยินการเย้ยหยันของกู่ฉิงเมิ่งฝานก็หัวเราะออกมาเสียงเบาจากนั้นจึงพูดเสียงเบาเช่นกัน “ผู้ที่ถูกข้าเอาเปรียบก็คือเ้าไม่ใช่หรือ?”
ใบหน้าของกู่ฉิงพลันเปลี่ยนจากสีขาวเป็สีแดงก่ำในทันใดสุดท้ายนางก็โกรธจนร่างกายสั่นเทา ทั้งยังมีเสียงของกระดูกดังกรอด
ขั้นฝึกกายาระดับแปดหมายถึงการที่ได้ฝึกฝนกระดูกมาแล้วเมื่อใดที่ทำการต่อสู้กระดูกในร่างกายก็จะปรับตัวให้อยู่ในระดับที่เตรียมพร้อมสูงสุดซึ่งเห็นได้ชัดว่าในยามนี้กู่ฉิงกำลังเดือดดาลขึ้นมาจริงๆ แล้ว
“เริ่มได้!”
ในลานประลองเมื่อเสียงของกรรมการดังขึ้นร่างของกู่ฉิงก็เคลื่อนเข้าหาเมิ่งฝานเพื่อทำการโจมตีทันทีในระหว่างที่สองขาเรียวขยับนั้นให้ความรู้สึกยั่วยวนชวนลุ่มหลงแต่ในสายตาของเมิ่งฝานแล้วมันกลับเป็สิ่งที่ทั้งร้ายกาจและดุดัน!
เมิ่งฝานยกแขนขึ้นเพื่อป้องกันไม่นานก็รู้สึกได้ถึงขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ถาโถมลงมาบนร่างต้นตอของพลังนั้นก็คือการเตะที่ดุดันของกู่ฉิงนั่นเองมันรุนแรงเสียจนเมิ่งฝานถึงกับต้องส่งเสียงร้องด้วยความเ็ปออกมา
ข้อได้เปรียบของการอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับแปดแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัดในเวลาต่อมากู่ฉิงก็เปลี่ยนการโจมตีโดยหันมาใช้ฝ่ามือฟันใส่เมิ่งฝานอย่างดุดันและไม่หยุดยั้ง
ปึก ปึก!
เมื่ออยู่ภายใต้การโจมตีของกู่ฉิงเมิ่งฝานทำได้เพียงยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเพื่อตั้งรับการโจมตีเท่านั้นเพราะไม่มีโอกาสได้ตอบโต้แม้ว่าการฝึกบำเพ็ญตนอย่างหนักในระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาจะทำให้เมิ่งฝานเลื่อนขั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็วแต่เมื่อเทียบกับกู่ฉิงแล้วกลับยังมีความแตกต่างอยู่ไม่น้อย
เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนางจริงๆ!
บรรดาผู้เยาว์ทั้งบุรุษและสตรีของอูเจิ้นทั้งหลายต่างก็ถอนหายใจออกมาเสียงเบาคล้ายว่าเมื่อคู่ต่อสู้ของกู่ฉิงคือเมิ่งฝานผลลัพธ์ก็ยังคงเป็ได้เพียงความพ่ายแพ้เท่านั้น!
เพราะถึงอย่างไรความแตกต่างของทั้งสองฝ่ายก็ยังทำให้กู่ฉิงสามารถสยบเมิ่งฝานได้โดยสิ้นเชิงเมื่อนางทำการจู่โจมอย่างไม่หยุดยั้งเมิ่งฝานก็ทำได้เพียงล่าถอยต่อไปเรื่อยๆท่อนแขนของเขาบวมแดงทว่ายังคงยืนหยัดกัดฟันแน่นและไม่ยอมแพ้
ตุบ!
ครู่หนึ่งกู่ฉิงถีบลงไปบนร่างของเมิ่งฝานนางััได้ว่าร่างกายของเมิ่งฝานสั่นเทา ทว่าเขาผู้นี้กลับยังคงดื้อรั้นที่จะยืนหยัดต่อไป
เมิ่งฝานยืนหยัดอยู่อย่างนั้นราวครึ่งก้านธูป ทำให้ทุกคนที่อยู่รอบๆต่างก็รู้สึกประหลาดใจพวกเขาต่างรู้ดีว่าการประลองในครั้งนี้เด็กหนุ่มไม่ได้อาศัยดวงแต่เป็การอาศัยฝีมือที่ไม่ธรรมดา เพียงแค่ความอดทนในยามนี้ก็เป็สิ่งที่ผู้อื่นไม่อาจเทียบเทียมได้แล้ว
เด็กหนุ่มผู้นี้ หัวแข็งเป็อย่างมากทั้งยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้จนถึงยามนี้!
แม้ว่ากู่ฉิงจะรู้สึกสะท้านไปทั้งหัวใจเช่นเดียวกันทว่านางกลับกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์ “หึ ต่อให้เ้าสามารถยืนหยัดได้ต่อไปแล้วมันจะมีประโยชน์อย่างไรลงไปจากลานประลองเสีย ข้าจะให้เ้าได้เห็นพลังมหาหัตถ์สังหารของข้า!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นกู่ฉิงก็เคลื่อนฝ่ามือในทันทีฝ่ามือที่พุ่งตรงไปยังเมิ่งฝานนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าพลังที่เมิ่งฝานแสดงออกมาอย่างมากเพราะมันมีพลังถึงห้าร้อยจิน!
มหาหัตถ์สังหารห้าร้อยจิน!
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดตัวเล็กลงอย่างฉับพลันเขารู้ดีว่าหากตนเองเคลื่อนพลังมหาหัตถ์สังหารเพื่อรับมือก็ไม่อาจต้านทานได้เป็แน่ในชั่วพริบตาถัดมาเมิ่งฝานจึงกัดฟันแน่น ฝ่ามือของเขาก็กำแน่นไม่แพ้กันเมื่อย้อนคิดถึงความเดือดดาลที่เคยมีในวันวาน
เพื่อผู้เป็แม่เพื่อนำสิ่งที่เป็ของเขากลับมาจากตระกูลที่ติดค้างตนเอง เขาจะพ่ายแพ้ไม่ได้!
สายธารหลั่งสมุทร!
ในวินาทีต่อมา เมื่อขยับท่อนแขนเมิ่งฝานก็ปล่อยพลังฝ่ามือออกไปท่อนแขนข้างที่ปล่อยพลังนั้นมีพลังปราณแฝงอยู่ภายในด้วยเช่นกันมันพุ่งทะยานออกไปตามฝ่ามือของเมิ่งฝานและเมื่อปะทะเข้ากับพลังมหาหัตถ์สังหารของกู่ฉิงจึงก่อให้เกิดเสียงะเิขึ้นมา
เพียงชั่วพริบตาพลังก็สลายไป เมิ่งฝานถูกแรงปะทะผลักจนล้มลงไปกับพื้นในที่สุดเขาก็ใช้พลังปราณในกายจนหมดสิ้นแล้วกระอักเืออกมาแม้จะขยับนิ้วมือก็ยังไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
ในทิศตรงกันข้ามกับเมิ่งฝานนั้นเมื่อการปะทะของขุมพลังทั้งสองสิ้นสุดลงก็ทำให้กู่ฉิงล่าถอยออกไปหลายก้าวนางไม่อาจทรงตัวอยู่ได้จึงทำให้ตกลงไปจากแท่นประลองสุดท้ายจึงสามารถฝืนลุกขึ้นยืนได้
กู่ฉิง ตกลงไปจากแท่นประลอง!
เพียงชั่วพริบตาทุกคนต่างมองภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างชะงักงันบรรดาผู้คุ้มกันหมู่บ้านที่นั่งอยู่บนแท่นผู้ชมอันทรงเกียรติต่างก็พากันลุกขึ้นแล้วมองไปยังภาพอันสวยงามแต่แปลกประหลาดอยู่นานโดยไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆออกมา!