ฉางเฟิงเองก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในภาพสวรรค์นิรันดร์เช่นกันจึงได้รีบเข้าไปและพบกับพวกมู่เฟยเสวี่ยที่ยืนคุยกับซีรั่วหยานอยู่
“ในที่สุดพวกเจ้าก็ออกมา”ฉางเฟิงยิ้ม
“สามีของข้าคิดถึงข้ามากเลยงั้นเหรอ”มู่เฟยเสวี่ยหยอกล้อทันทีเมื่อเห็นฉางเฟิง
“หรือเจ้าไม่คิดถึงข้ากัน”
“มันจะเป็นแบบนั้นได้อย่างไรแต่ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคุยกัน ข้าต้องการพื้นที่ในการทะลวงขั้นเซียน” มู่เฟยเสวี่ยกล่าว
พวกมู่หลานก็พยักหน้าเห็นได้ชัดว่าพวกนางทั้งหมดได้กดพลังเอาไว้เต็มที่และทนไม่ได้อีกต่อไป
“ทำไมพวกเจ้าถึงบ่มเพาะเร็วขนาดนี้”ฉางเฟิงตื่นตระหนก
“เพราะตำหนักที่ข้าสร้างขึ้นไม่เพียงแต่มีทรัพยากรที่เจ้าหามาจำนวนมากแต่มันยังมีบททดสอบที่ช่วยฝึกจิตใจการต่อสู้ และค่ายกลกาลเวลาที่มีอัตรา 1 วันข้างนอกเท่ากับ 1 เดือนข้างในอีกด้วย”ซีรั่วหยานกล่าว
“อะไรนะมีของดีแบบนั้นทำไมเจ้าไม่บอกข้าถ้านำค่ายกลนี้ไปใช้กับอาณาจักรสวรรค์ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถสร้างขุมอำนาจที่แข็งแกร่งได้งั้นเหรอ”ฉางเฟิงอดที่จะบ่นออกมาไม่ได้
“เจ้าคิดว่ามันค่างงั้นเหรอถึงจะสร้างค่ายกลกาลเวลาแบบนี้ได้ถ้าเป็นตอนที่ข้าพลังรุ่งโรจน์ข้าจะไม่บ่นเลยแต่นี่ข้าต้องใช้ทรัพยากรที่เจ้าหนูตัวนั้นหามาทั้งหมดในการสร้างมูลค่าของมันมากมายกว่าที่เจ้าคิด และการสร้างมันก็สิ้นเปลืองพลังของข้ามากอีกด้วยถ้าไม่ใช่เพราะอยากช่วยพวกนางข้าจะลงทุนขนาดนี้ได้อย่าง” ซีรั่วหยานกล่าว
“อะไรกันน่าเสียดายจริงๆ” ฉางเฟิงคอตกทันที
“เอาไว้เมื่อพลังของข้ากลับมาได้สัก1-2 ส่วน ข้าก็สามารถทำได้อยู่แล้ว” ซีรั่วหยานยิ้มออกมา
“อย่าได้โทษพี่หญิงใหญ่เลยพวกเราที่บ่มเพาะมาหลายปีจนสามารถตามเจ้าทันก็ดีมากแล้วไม่ใช่เหรอไม่งั้นพวกเราคงถูกเจ้าทิ้งห่างไปใกลแล้ว” มู่หลานกล่าว
“แต่ข้าไม่คิดมาก่อนเลยว่าข้าจะมาถึงจุดนี้ได้”เย่เฉียนกล่าว
“เอาเถอะข้าจะพาพวกเจ้าออกไปข้างนอกก็แล้วกัน ตอนนี้เราอยู่ในสมาคมนักปรุงยาทางนั้นน่าจะมีสถานที่สำหรับทะลวงขั้นเซียนอยู่”ฉางเฟิงกล่าว
จากนั้นฉางเฟิงก็พาทั้งสามสาวออกมาและรีบติดต่อไปหาปรมาจารย์ทั้งสามโดยตรงในสมาคมรักปรุงยาแม้แต่นักปรุงยาระดับ 8ก็คงมีเพียงฉางเฟิงที่สามารถติดต่อสามปรมาจารย์ได้โดยตรง
เมื่อฉางเฟิงบอกความต้องการให้กับทั้งสามทั้งสามก็สั่งให้คนของตนพาฉางเฟิงไปยังสถานที่ในการทะลวงขั้นเซียนพร้อมกับให้คนคอยปกป้องพวกฉางเฟิงอีกด้วย
ฉางเฟิงก็เตรียมพร้อมโดยกสรปรุงยาระดับ8 ออกมาให้กับหญิงสาวทั้งสาม ด้วยเม็ดยาของฉางเฟิงเมื่อทะลวงระดับได้สำเร็จแล้วพวกนางจะสามารถสร้างรากฐานให้ตัวเองเร็วขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น
หลังจากเตรียมตัวพร้อมทั้งสามก็เริ่มการทะลวงระดับเจี้ยนอี้ที่ได้ข่าวก็มาถึงเช่นกัน นางแปลกใจที่อยู่ๆหญิงสาวเหล่านี้ก็ปรากฏตัวพร้อมกับฉางเฟิงทำให้นางคาดเดาได้ว่าฉางเฟิงอาจจะมีสมบัติที่เอาไว้เก็บสิ่งมีชีวิตเข้าไปได้และหญิงสาวทั้งสามก็ซ่อนตัวอยู่ข้างในมาตลอด
“เจ้านี่มันมีของดีมากจริงๆ”เจี้ยนอี้กล่าว
“เจ้าหมายความว่ายังไง”ฉางเฟิงแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจและเมินเฉย
“เปรี้ยง!!!!!!!!!!”
ไม่นานทัณฑ์เซียนก็เริ่มปรากฏออกมาหญิงสาวทั้งสามไม่รอช้าพุ่งขึ้นไปรับทัณฑ์เซียนโดยตรงทันที พวกเจี้ยนอี้ตกใจกับความกล้าหาญของพวกนางขนาดตอนเจี้ยนอี้ทะลวงระดับยังไม่กล้าพุ่งเข้าหาทัณฑ์เซียนเลยแม้แต่น้อย
“กะอีแค่ทัณฑ์เซียนทำอะไรพวกนางไม่ได้หรอกเพราะข้างในตำหนักข้าพวกนางต้องเจอกับการโจมตีของสายฟ้ามาจนร่างกายคุ้นชินไปแล้ว”ซีรั่วหยานกล่าว
ฉางเฟิงอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าตกลงข้างในมันมีบทสอบแบบใหนและฉางเฟิงอยากจะเข้าไปฝึกบ้าง
“ตำหนักที่ข้าสร้างมันไร้ประโยชน์ต่อเจ้ามีเพียงค่ายดลกาลเวลาที่พอจะมีประโยชน์ต่อเจ้านอกนั้นมันไร้ความหมาย”ซีรั่วหยานอ่านใจฉางเฟิงได้จึงกล่าวขึ้น
“นั่นแหละที่ข้าต้องการตอนนี้พลังบ่มเพาะของข้าเพิ่มขึ้นรวดเร็วเกินไป ข้าต้องรีบฝึกฝนกายาแลพลังจิตให้ถึงจุดสูงสุดเสียก่อนจึงจะเริ่มบ่มเพาะอีกครั้ง”ฉางเฟิงคิด
ไม่ได้เหนือความคาดหมายของฉางเฟิงหญิงสาวทั้งสามเองก็เป็นผู้มีพรสวรรค์อยู่แล้วหลังจากได้รับการขัดเกลาโดยซีรั่วหยานพรสวรรค์ของพวกนางจึงเบ่งบานและสามารถเรียกทัณฑ์เซียนระดับสูงออกมาได้ทัณฑ์เซียนทั้ง 9 สายฟ้าฟาดลงมาอย่างดุดัน แต่พวกนางกลับกัดฟันอดทนโดยไม่ร้องสักนิด
เหล่านักปรุงยาได้แต่สงสัยว่าใครกำลังทะลวงระดับเพราะคำสั่งของสามปรมาจารย์นั้นไม่ให้ใครเข้ามายุ่งหลังจากนั้นไม่นานหญิงสาวทั้งสามก็ทะลวงขั้นเซียนสำเร็จกลายเป็นเซียน
ฉางเฟิงโยนเม็ดยาให้กับหญิงสาวทั้งสามทันทีหญิงสาวทั้งสามกลืนเม็ดยาลงไปร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บจากทัณฑ์เซียนก็หายเป็นปกติพร้อมกับพลังบ่มเพาะมั่นคงในพริบตาพร้อมกับพลังไปอยู่จุดสูงสุดของเซียนขั้นที่1 แล้ว
“นี่มันเม็ดยาสร้างรากฐานระดับ8 งั้นเหรอ” เจี้ยนอี้ตกใจและอิจฉามาก
“หืมแม่นางท่านนั้นคือ....” มู่เฟยเสวี่ยกล่าวขึ้นและมองไปทางฉางเฟิง
“ก็แค่คนที่ถูกตระกูลไล่ล่าเลยหาที่พักพิง”ฉางเฟิงกล่าว
“นี่เจ้าอธิบายให้มันดีๆหน่อยไม่ได้หรือยังไงถึงมันจะเป็นความจริงก็เถอะ”เจี้ยนอี้รู้สึกอับอาย
“สามีนี่ก็รู้จักเล่นมุขด้วยเหรอ”เย่เฉียนกล่าว
“หึข้าชื่อเจี้ยนอี้ อย่างที่ผู้ชายคนนี้กล่าวข้าถูกตระกูลตามล่าเลยต้องมาขอพักพิงอยู่กับเขา” เจี้ยนอี้กล่าว
“เป็นแบบนี้นี่เอง”หญิงสาวทั้งสามพยักหน้า
“เอาละพวกเราไปกันเถอะข้ามีเรื่องต้องคุยกับพวกเจ้าทั้งสามเยอะแยะเลย” ฉางเฟิงยกยิ้ม
“นี่ข้ากลายเป็นก้างขวางคอสินะ”เจี้ยนอี้สะบัดหน้าและกลับที่พักของตนเองทันที
พวกฉางเฟิงหลังจากขอบคุณนักปรุงยาของสามปรมาจารย์และชี้แนะให้ให้กับพวกเขาเล็กน้อยก่อนจะกลับห้องพักของตนหลังจากกลับมาแล้วพวกฉางเฟิงก็ไม่รอช้าเริ่มทำกิจกรรมของคู่รักทันที สำหรับฉางเฟิงจากกันปีสองปีต่ำหรับพวกนางนี่มันผ่านมาเป็นร้อยปีแน่นอนว่าอารมณ์ของพวกนางย่อมรุนแรงกว่าฉางเฟิงมาก
ทั้งสามใช้เวลา1 วัน 1 คืนเต็มๆไปกับกิจกรรมของพวกเขาจากนั้นฉางเฟิงก็ได้ไปตรวจสอบค่ายกลกาลเวลาแม้ฉางเฟิงเองก็ศึกษาค่ายกลมาเหมือนกันแต่ความสามารถของฉางเฟิงและซีรั่วหยานมันห่างกันราวฟ้ากับเหวมันเทียบกันไม่ได้เลย
ยิ่งเมื่อฉางเฟิงเห็นค่ายกลต่างๆในตำหนักของซีรั่วหยานฉางเฟิงยิ่งมั่นใจว่าตนเองยังห่างใกลจากการสร้างค่ายกลกาลเวลาแบบเดียวกับซีรั่วหยาน