จวนขุนนางตระกูลหนิง
เมื่อมาถึงหน้าจวนก็มีพ่อบ้านออกมาต้อนรับ“ข้าน้อยฟ่านจงคำนับคุณชาย ข้าน้อยเป็นพ่อบ้านของจวนนี้คุณชายเชิญทางนี้ขอรับ ข้าจะนำทางท่านไปยังเรือนพัก”ชายหนุ่มไม่ได้ตอบกลับเพียงพยักหน้าตอบรับเท่านั้น
ชายวัยกลางคนได้เดินนำหน้าหนิงเฟยหลงไปยังตึกที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของจวนชายหนุ่มเดินตามทางเดินระหว่างทางก็ชมดูสิ่งแวดล้อมภายในจวน พบว่าภายในจวนแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่เมืองเซียงแต่อย่างใดในจวนมีเพียงตึกสามหลังเท่านั้น ตึกหลักที่ตั้งอยู่ตรงกลาง ตึกตะวันออก และตึกตะวันตก
ระหว่างตึกหลักและตึกตะวันออกมีสวนที่สวยงามอยู่ ด้านตะวันตกนั้นแลไปเห็นเพียงสระน้ำตั้งอยู่เท่านั้นมันยังไม่ได้ไปดูชมหนิงเฟยหลงก้าวย่างไม่ช้าไม่เร็วเดินไปอย่างเพลิดเพลินแต่ก็ไม่ได้เสียกิริยาของคุณชายสายตรงตระกูลหนิง
“พ่อบ้านฟ่าน น้องสาวของข้านั้นพักอยู่ที่ใดหรือ?”หนิงเฟยหลงบังเอิญนึกถึงหนิงอันอันขึ้นมาจึงสอบถามไปมันตั้งใจว่ากลับจากพระราชวังจะนำพาน้องสาวออกไปเที่ยวชมเมืองนี่เสียหน่อยทำความคุ้นเคยกับนครหลวงแห่งนี้
ฟ่านจงไม่ได้หยุดเดินแต่อย่างใด เพียงเบี่ยงตัวเข้าหาชายหนุ่มจากกนั้นน้อมกายลงเล็กน้อยจึงกล่าวขึ้น “คุณหนูตอนนี้พักผ่อนอยู่ที่ตึกตะวันออก รอพบคุณชายอยู่ขอรับ”กล่าวจบมันก็หมุนตัวกลับไปเดินตามปกติ
เดินมาถึงหน้าเรือนหนิงอันอันที่เฝ้ารออยู่ก่อนแล้ว วาดสายตามองผ่านมาเห็นพอดีก็บังเกิดความดีใจใบหน้าปรากฏรอยยิ้มแย้มนางรีบวิ่งมาหาพี่ชายด้วยความดีใจ
เวลาที่นางรอคอยหนิงเฟยหลงอยู่ก่อนหน้านับจนถึงบัดนี้ก็รวมๆหนึ่งชั่วยามเต็มนางตั้งใจว่าพอพี่ชายมาจะให้พาออกไปเดินเล่นทั่วเมืองเสียหน่อย ระหว่างทางที่เข้าเมืองหลวงมานางตื่นตาตื่นใจกับสิ่งของมากมายภายในนครหลวงนางในยามที่อยู่เมืองเซียงนั้นไม่เคยพบเห็นมาก่อน
หนิงเฟยหลงพอมองเห็นน้องสาวที่วิ่งเข้ามาก็อดไม่ได้ที่จะต้องกล่าวเตือน “อันอันสำรวมกิริยาหน่อย”
หนิงอันอันที่ได้ฟังก็หยุดวิ่ง แต่เดินเร็วเข้ามาแทน ใบหน้าของนางไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดยังคงประดับด้วยรอยยิ้มดังเดิมนางรู้ดีว่าหากทำกิริยาไม่ดีใส่พี่ชายคงจะไม่ได้ออกจวนไปชมดูสีสันภายนอกเป็นแน่
“พี่ชายเหตุใดท่านจึงกลับมาช้าเสียจริง”หนิงอันอันแสร้งกล่าววาจาสอบถามก่อนที่จะเข้าประเด็น
ชายหนุ่มด้านหน้าก็เผยรอยยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “องค์จักรพรรดิเพียงหวังทดสอบข้าจึงช้าไปบ้างเจ้าไม่ต้องห่วง แล้วเจ้าประสงค์สิ่งใดหรือไม่ถึงได้ทำตัวว่าง่ายเช่นนี้”หนิงเฟยหลงอยู่กับน้องสาวมานานรู้ดีว่านางนั้นไม่ได้อยากที่จะสอบถามเรื่องนี้แต่ประการใดแต่คงจะมีเรื่องร้องขอเป็นแน่ถึงได้ทำตัวดีเช่นนี้
หญิงสาวได้ฟังก็บังเกิดความหงุดหงิดเล็กน้อย พี่ชายของนางเหตุใดจึงรู้ทันนางไปได้ตลอดนางรู้สึกไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังคงฝืนยิ้มออกมา “ข้าก็ทำตัวดีเช่นนี้ตลอดอยู่แล้วเพียงแค่หลายปีนี้ท่านไม่ได้สังเกตเองก็เท่านั้น”การกล่าวของหญิงสาวนั้นเต็มไปด้วยความโอ้อวดตนหนิงเฟยหลงที่ฟังอยู่ก็อดหลุดขำออกมาไม่ได้
หนิงอันอันที่เห็นพี่ชายหัวร่อออกมาเช่นนั้นก็บังเกิดอารมณ์ทั้งโมโหทั้งอับอายหากไม่ใช่ว่ามีเรื่องจะร้องขอหนิงเฟยหลงนางคงปลดปล่อยโทสะใส่พี่ชายไปเสียแล้วแก้มของนางนั้นเริ่มแดงขึ้นแต่แดงนั้นไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขินอายหรือโกรธเกรี้ยวกันหนิงอันอันใช้เวลาชั่วครู่ข่มอารมณ์ทั้งหมดลงพลันปั้นหน้ายิ้มแย้มเสียใหม่
“ข้างนอกนั่นคงมีอะไรน่าชมดูมากมายท่านจะพาข้าออกไปเที่ยวชมบ้างได้หรือไม่?” หนิงอันอันไม่อยากให้พี่ชายหัวเราะตนอีกจึงกล่าวถามตามที่นางต้องการไปนางรู้ดีว่าหากกล่าวถึงเรื่องอื่นอีกคงมีหวังถูกพี่ชายกลั่นแกล้งอีกเป็นแน่
หนิงเฟยหลงไม่ได้แปลกใจประการใดที่น้องสาวกล่าวออกมาเช่นนี้เพียงตอบกลับไป “ได้ข้าจะพาเจ้าออกไปออกไปครั้งนี้ก็จงสำรวมไว้อย่าได้ให้ผู้อื่นนินทาได้ว่าตระกูลหนิงอบรมลูกหลานไม่ดี กิริยามารยาทไม่งดงามเจ้าเข้าใจหรือไม่?” ชายหนุ่มกล่าววาจาราบเรียบไม่ได้ออกคำสั่งต่อน้องสาวแต่อย่างใด เพียงแค่ขอความร่วมมือก็เท่านั้น
หญิงสาวพยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้มที่งดงามกว่าเดิมในตอนนี้รอยยิ้มของนางจึงสมควรเรียกว่ารอยยิ้มเพราะนี่เป็นรอยยิ้มที่แท้จริงที่เกิดจากความสุขภายในใจ“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านมาก”
หญิงสาวกล่าวจบหนิงเฟยหลงก็แย้มยิ้มเล็กน้อยแล้วก็เดินเข้าไปในห้องของตนพร้อมด้วยพ่อบ้าน จัดแจงข้าวของเสร็จสรรพ ก็พูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่และบ่าวไร่ภายในเรือนและในนครหลวงนี่พอสังเขปแล้วก็เดินออกมานอกห้อง เพื่อมาพบกับหนิงอันอันจะได้พากันออกไปเที่ยวชมเมืองหลวง
หนิงเฟยหลงได้พาหนิงอันอันนั่งรถม้าออกไปพร้อมด้วยองครักษ์สองนายที่เป็นผู้ขับรถม้าชายหนุ่มรับหน้าที่เป็นผู้บอกทางรถม้าของหนิงเฟยหลงเคลื่อนออกจากจวนขุนนางสกุลหนิงผ่านประตูทิศใต้ของพระราชวังไปยังถนนสายหลักทิศใต้ของเมืองหลวง
รถม้าได้หยุดลงที่หน้าร้านขายซาลาเปาร้านหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเส้นทางหลักสายใต้หลังหยุดรถก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งออกมาจากคันรถ แล้วมองชมดูหน้าร้าน ภายในร้านผู้คนภายในร้านแห่งนี้หากจะกล่าวว่าร้านนี้ดธรรมดาก็อาจจะเป็นเช่นนั้นมองดูภายนอกก็เหมือนร้านขายซาลาเปาธรรมดาๆเพียงแต่มีที่นั่งให้นั่งทานและภายในร้านดูสะอาดสะอ้านแต่ไม่ได้ดูสวยงามก็เท่านั้น
หนิงอันอันลงรถตามพี่ชายมา แต่ที่แตกต่างกับพี่ชายคือนางไม่ได้หยุดฝีเท้าที่หน้าร้านแต่กลับเดินเข้าไปในร้านโดยไม่รอพี่ชายที่ยืนมองสภาพแวดล้อมอยู่
หนิงอันอันเป็นผู้ที่ชอบทานซาลาเปามากหากรู้ว่าที่ใดอร่อยนางจะไปแต่ที่นั่น ทานเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อยิ่งทานยิ่งอร่อยหากไม่ห้ามนางคงไปทานได้ตลอดปี หนิงเฟยหลงรู้ในข้อนี้ดีจึงพานางมาทานซาลาเปาที่นี่หวังให้นางเริ่มใช้ชีวิตในเมืองหลวงอย่างมีความสุขถึงแม้ตัวมันจะไม่อยู่ช่วงใดแต่ถ้ามีร้านซาลาเปาอยู่นางคงอยู่ได้อย่างไม่กลัดกลุ้มเท่าไหร่นัก
เมื่อเห็นหนิงอันอันเข้าร้านไปแล้วหนิงเฟยหลงก็ไม่รอช้าเดินตามเข้าไปพึ่งจะนั่งลงได้น้องสาวสุดที่รักของมันก็ตะโกนเรียกเสี่ยวเอ้อร์ “เสี่ยวเอ้อร์!” หญิงสาวมองหาเสี่ยวเอ้อร์ของร้านนี้เรียกอย่างไม่ลังเล
ตั้งแต่ที่นางได้กลิ่นซาลาปาในตอนนี้นางก็เริ่มหิวมากเสียแล้ว หากรออีกท้องต้องกิ่วเป็นแน่และในยามนี้ก็ปาเข้าไปช่วงบ่ายแล้วมื้อเที่ยงของนางนั้นยังไม่ได้ทานจึงไม่แปลกที่จะหิวขึ้นมา
เสี่ยวเอ้อร์เมื่อได้ยินก็รีบสาวเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว “มาแล้วขอรับไม่ทราบว่านายท่านทั้งสองอยากจะได้ไส้ใดบ้าง” เสี่ยวเอ้อร์พูดจาอย่างฉะฉาน
หนิงอันอันกล่าวอย่างไม่ลังเล “เอาไส้เนื้อมาหกลูก!”กล่าวจบเสี่ยวเอ้อร์นั้นก็เบิกตาขึ้น มันอยากจะถามว่า “เอาจริงหรือขอรับ”แต่มันก็ไม่กล้าที่จะกล่าวเกรงจะเสียมารยาท
หนิงเฟยหลงไม่ได้แปลกใจสิ่งใด มันรู้ดีว่าหนิงอันอันชอบทานซาลาเปาเพียงใดและทานเก่งเพียงใดมันมองหน้าเสี่ยวเอ้อร์แล้วเริ่มสั่งอาหาร สั่งเสร็จเสี่ยวเอ้อร์ก็ไปจัดการจัดแจงมาให้เมื่อจานซาลาเปามาถึงหนิงอันอันก็รีบหยิบซาลาเปาสองลูกไปไว้ในมือทั้งสองและทานอย่างเอร็ดอร่อย
ต่างจากชายหนุ่มที่กำลังนำซาลาเปาเข้าปาก เพียงปลายลิ้นสัมผัสก็รับรู้ได้ถึงไอร้อนจากซาลาเปาและกลิ่นที่หอมหวนจากกลิ่นเนื้อที่อยู่ในซาลาเปาที่ถูกปรุงรสไว้อย่างพิถีพิถันแป้งที่เหนียวนุ่มไม่แฉะเละ กัดไปคำแรกแววตาของชายหนุ่มก็ปรากฏความแวววาว “สมแล้วที่ได้ชื่อว่าซาลาเปาสวรรค์ประทาน!”
หนิงเฟยหลงได้นึกถึงคำพูดของพ่อบ้านฟ่านที่กล่าวว่า “ในเมืองหลวงมีร้านซาลาเปาแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในถนนสายหลักทางทิศใต้ร้านแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตเท่าใดนัก หน้าร้านก็ดูเก่าแก่ทรุดโทรมทว่าซาลาเปาในร้านนี้ไม่สามารถใช้คำว่าอร่อยมาบรรยายได้ได้ชื่อว่าซาลาปาสวรรค์ประทาน!”
ในคราแรกหนิงเฟยหลงก็ไม่เชื่อจึงหวังจะมาลองชิมแค่เพียงคำแรกที่ชิมเข้าไปชายหนุ่มก็ได้รับรู้ถึงรสชาตินั้นแล้วที่ว่าไม่สามารถใช้คำว่าอร่อยมาบรรยายได้ย่อมเป็นเช่นนั้น แต่ไม่ใช่ว่าไม่อร่อย หากแต่มันเกินคำว่าอร่อยไปหลายขุมแล้ว
ก่อนเข้ามาที่ชายหนุ่มหยุดมองนั้นไม่ได้มองเพียงหน้าร้าน ในร้าน หรือผู้คนหากแต่ที่ยืนมองช้าอยู่นั้นมองป้ายชื่อร้านที่แขวนเอาไว้ว่า ‘สวรรค์ประทาน!’ตอนแรกมันไม่เข้าเชื่อว่าสวรรค์จะปานให้จวบจนตอนนี้ ถึงรู้ว่าคงเป็นสวรรค์ประทานให้แน่ไม่เช่นนั้นคงจะไม่อร่อยเพียงนี้
ในตอนนี้หนิงเฟยหลงม่สามารถที่จะทานช้าๆได้อีกแล้วมันรีบทานเอาๆแข่งกับน้องสาวสายตาทั้งคู่นั้นเป็นประกายจ้องมองมาที่ซาลาเปาลูกสุดท้ายที่เหลืออยู่บนโต๊ะหนิงเฟยหลงเห็นดังนั้นจึงว่า “ซาลาเปาที่นี่อร่อยนักเหตุใดถึงน้อยเหลือเกิน” มันกล่าวด้วยความเสียดาย
เสี่ยวเอ้อร์ที่เฝ้ามองดูแต่แรกก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวตอบ “นายท่านซาลาเปาที่นี่หาได้น้อยไม่พวกท่านคงจะไม่ได้นับว่าพวกท่านทานไปเท่าไหร่หากรวบทั้งหมดควรจะได้สักสี่สิบลูกแล้วกระมัง” เสี่ยวเอ้อร์กล่าวจบก็ยิ้มแห้งออกมา
หนิงเฟยหลงเองก็ไม่ต่างกันพอได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มแห้งออกมาอย่างเคอะเขินจากนั้นก็ปล่อยให้หนิงอันอันทานลูกสุดท้ายแล้วจ่ายเงินทั้งคู่เดินออกจากร้านไปเที่ยวชมเมืองทางทิศใต้ต่อ