ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 138 การขออภัยของอเวกระดับเก้า
ภายในห้องอาหาร ทุกคนในคฤหาสน์ต่างก็มากันเกือบจะครบ หลายคนนั่งประจำที่ บ้างก็ยืนพูดคุยกันอย่างออกรสอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะอาหาร
ฮาล์ฟเองก็พูดคุยกับเมอร์ดิสที่อยู่ข้างๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่เจอระหว่างสามสิบปีที่ไม่เจอกัน
กลุ่มวัยรุ่นก็นั่งพูดคุยทำความรู้จักกันอยู่ที่นั่งถัดออกไป ทั้งองค์ชายวาริสและองค์หญิงวีนัสต่างก็ยินดีอย่างยิ่งที่ได้พูดคุยกับญาติสนิทซึ่งอายุไม่ห่างกันมากนัก
เจนี่นั้นอายุยี่สิบห้าปีเต็มไปเมื่อสองเดือนก่อน เบรซก็อายุห่างจากอีกฝ่ายอยู่หนึ่งปี ปีนี้อายุยี่สิบสี่
ทางด้านองค์ชายที่อายุสิบเจ็ดและองค์หญิงที่อายุสิบห้าปีต่างก็นับถือทั้งสองเป็นพี่ชายพี่สาวด้วยอายุที่มากกว่าหลายปี ทั้งยังเป็นบุตรและธิดาที่เกิดจากพระเชษฐาของมารดาพวกตน
มีเพียงแค่อลันเท่านั้นที่ไม่ได้รู้จักใครเป็นพิเศษ จึงก้มหน้าก้มตากินอาหารไปอย่างนั้น ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร ตนเพียงมาร่วมงานพร้อมกับเจ้านายก็เท่านั้น
บริเวณโต๊ะที่จัดให้แขกผู้มาเยือนนั่ง เป็นพื้นที่ริมปลายสุดของโต๊ะ ฝั่งตรงข้ามที่หันหน้าเข้าหากันเป็นที่นั่งของหัวหน้าตระกูลและเหล่าผู้อาวุโสที่เหลือ ซึ่งอลันก็แปลกใจนิดหน่อยที่ริมขวาปลายสุดของโต๊ะยังมีที่นั่งว่างอยู่อีกหนึ่งตำแหน่ง
ทีแรกเขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ในใจก็คาดว่าคงเป็นที่นั่งสำรอง แต่ในที่สุดก็รู้ว่าตนเองคิดผิดเมื่อมีหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเงียบๆ เข้ามานั่งที่หัวโต๊ะ
อลันผู้คุ้มกันขององค์ชายและองค์หญิงเหล่ตามองอีกฝ่าย ก่อนจะค่อยๆ หันหน้าไปมองเต็มๆ ดวงตาหรี่เล็ก หัวคิ้วย่นเข้าหากันด้วยความไม่พอใจเท่าไหร่
ฝั่งตรงข้ามที่นั่งหัวโต๊ะเป็นหัวหน้าตระกูลพีไรซ์และเหล่าผู้อาวุโสยังพอทำเนา แต่ในฝั่งเดียวกันกลับมีคนกล้ามานั่งหัวโต๊ะด้วย ทำตัวเทียบเคียงอเวกระดับเก้าเช่นตนและคนของราชวงศ์ ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
ตระกูลพีไรซ์เองก็เช่นกัน เห็นได้ชัดเจนว่านี่เป็นการจงใจกันพื้นที่เอาไว้ให้อีกฝ่ายนั่ง ทำเช่นนี้นับว่าหมิ่นเกียรติของราชวงศ์ยังไม่พอ ยังเป็นการดูถูกตัวตนที่แข็งแกร่งอย่างอเวกระดับเก้าทั้งสองคนที่นั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ด้วย อลันคิด
ชายวัยกลางคนมองตาขวางไปที่หญิงสาวด้านข้าง ก่อนจะหันไปแสดงสีหน้าไม่พอใจให้กับมาคัส
แต่หัวหน้าตระกูลพีไรซ์ไม่ทันสังเกตเห็นถึงสายตาที่มองมาแม้แต่น้อย มัวแต่ให้ความสนใจสตรีในอาภรณ์สีฟ้าเบื้องหน้า
ชายชราที่ยังดูหนุ่มแน่นลุกขึ้นยืนทันทีที่อีกฝ่ายมาถึงพร้อมกับค้อมหัวประสานมือไว้ด้านหน้าตนเอง
“ยินดีที่ได้พบผู้อาวุโสเหลียนจง ข้าดีใจจริงๆ ที่ท่านมาตามคำเชิญของพวกเรา” มาคัสกล่าวออกไปเป็นประโยคสั้นๆ แต่จริงใจ จ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาเคารพ
“แน่นอนว่าข้าต้องมา ท่านหัวหน้าตระกูลอุตส่าห์เชิญข้ามาร่วมงานเลี้ยงด้วยแท้ๆ จะมัวแต่อุดอู้ฝึกฝนไปไย ในเมื่อฝึกฝนเท่าไหร่มันก็ไม่พัฒนาขึ้นเลย” ผู้อาวุโสเหลียนจงแห่งตำหนักจันทรานิรันดร์ส่งยิ้มให้กับมาคัส ก่อนจะถอนหายใจเหนื่อยอ่อนยามเมื่อคิดถึงระดับพลังของตนที่ติดค้างอยู่ในขั้นสูงสุดของอีโวลระดับหนึ่งมานานหลายปี และไม่มีทีท่าว่าจะฝ่าฟันไปได้เลยแม้แต่น้อย
ต้องเข้าใจว่าการเลื่อนระดับจากอีโวลระดับที่หนึ่งไปเป็นอีโวลระดับที่สอง แม้จะค่อนข้างยากลำบากภายในโลกมนุษย์นี้ แต่เมื่อเทียบกับการที่อเวกระดับเก้าจะข้ามผ่านขอบเขตมาเป็นอีโวลระดับหนึ่ง อย่างแรกมันง่ายกว่ามาก เพราะไม่จำเป็นต้องพัฒนาร่างกายใหม่ให้รองรับพลังที่เหนือกว่าซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยากเย็นแสนเข็ญสำหรับมนุษย์โลกทั้งหลาย
“อา อย่างนั้นก็นับเป็นเกียรติของข้าและคนในตระกูลพีไรซ์อย่างยิ่งแล้ว” มาคัสยิ้มออกมาอย่างสุภาพ ผายมือเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่งลง พร้อมทั้งโบกมือเรียกข้ารับใช้ให้นำอาหารมาวางเพิ่ม
ก่อนหน้านี้มาคัสเองก็เชิญอีกฝ่ายไปตามมารยาท แต่ไม่ได้คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะมา เมื่อจู่ๆ เห็นอีกฝ่ายโผล่มาในงานก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย และรู้สึกว่าต้องรับรองอีกฝ่ายให้ดีไม่แพ้คนสำคัญอื่นๆ ในงาน
ร่างในอาภรณ์สีฟ้าดึงเก้าอี้ออกมาแล้วนั่งลง พยักหน้าขอบใจข้ารับใช้ที่ยกอาหารมาวางเพิ่มให้ เมื่อจัดแจงข้าวของบนโต๊ะเรียบร้อย หญิงวัยกลางคนก็หันซ้ายไปมองคนที่นั่งด้านข้างของตนเอง
เธอรับรู้ได้ตั้งแต่แรกแล้วถึงสายตาที่จ้องมองอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร ทว่าจนถึงตอนนี้ อีกฝ่ายก็ยังไม่หยุดจ้องมองมาที่เธอเลย เป็นเหตุให้หญิงวัยกลางคนต้องหันหน้าไปมองชายที่อยู่ด้านข้าง
สายตาของอลันเต็มไปด้วยความสงสัยและไม่พอใจเล็กๆ ที่อีกฝ่ายดูจะได้รับความสำคัญข้ามหน้าข้ามตาคนอื่น พื้นที่ที่จัดเตรียมเอาไว้ก็เป็นพื้นที่หัวโต๊ะ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่ง...แต่ตัวของนางสำคัญมากพอจะอยู่ตรงนี้จริงๆ น่ะหรือ?
ดวงตาของหญิงวัยกลางคนหันไปสบกับสายตาที่จ้องเขม็งมาของอลัน
สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและไม่พอใจพลันแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างแต่รูม่านตาแคบลง ร่างทั้งร่างของอเวกระดับเก้าแข็งเกร็ง กล้ามเนื้อตามร่างกายสั่นกระตุก เม็ดเหงื่อเย็นๆ ค่อยๆ ผุดขึ้นกลางหลัง
เพราะดวงตาที่จ้องสวนกลับมานั้นเต็มไปด้วยพลัง ความมั่นใจ ความเหนือชั้น และบางสิ่งที่ลี้ลับพิเศษซึ่งคนปกติธรรมดาไม่มีทางมี
'พลังงานแบบนี้...ความพิเศษแบบนี้!' หลายสิ่งปรากฏขึ้นภายในใจของชายวัยกลางคน นี่เป็นสิ่งที่เขาเคยพบเห็นมาก่อน พลังงานที่พิเศษแบบนี้ ไม่ได้พบเห็นได้ง่ายนัก แต่หากเป็นในรั้วในวังที่ตนทำงานอยู่ก็พอจะมีให้ได้พบเจออยู่บ้าง
มันเป็นความพิเศษที่มีเฉพาะกลุ่มคนที่พัฒนาร่างให้รองรับกับพลังงานอันมหาศาลเหนือมนุษย์ เป็นกลุ่มคนที่ก้าวข้ามความเป็นมนุษย์ไปอีกขั้น เป็นตัวตนที่เหล่าอเวกทั้งหลายใฝ่ฝันจะก้าวขึ้นไป ตัวตนทรงพลังที่เรียกกันว่า 'อีโวล'
“เฮือก!” ชายวัยกลางคนสะดุ้งสุดตัว ดีที่เขายังพอรักษาอาการได้ ไม่ได้ลุกขึ้นยืนหรือโหวกเหวกโวยวายอะไร แต่เมอร์ดิสที่นั่งอยู่ด้านข้างก็ยังรู้สึกได้ชัดเจนถึงอาการนั้นอยู่ดี
ชายชราเมอร์ดิสหยุดคุยกับฮาล์ฟชั่วครู่ก่อนจะหันไปมองว่าเกิดอะไรขึ้น ดวงตาของชายชรากวาดมองไปทางขวามือเช่นเดียวกัน และหยุดชะงักตามไปอีกคน
หญิงวัยกลางคนที่เดินเข้ามาใหม่ผู้นี้เต็มไปด้วยพลังที่พิเศษเป็นเอกลักษณ์ และคนที่มีลักษณะเช่นนี้มีได้เพียงอีโวลเท่านั้น! เมอร์ดิสที่มีชีวิตมาอย่างยาวนาน ได้พบเจอคนใหญ่คนโตมากมายย่อมเข้าใจพลังอำนาจเช่นนี้ดี ไม่มีทางผิดพลาดเป็นอื่นไปได้
เพียงชั่วพริบตาเดียวเขาก็เข้าใจว่าเหตุใดชายวัยกลางคนด้านข้างถึงตกใจมากขนาดนี้ นั่นเพราะเขาก็ตกใจไม่แพ้กัน
เพียงแต่อลันดูจะตกใจมากกว่า ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะตอนแรกเขาใช้สายตาที่ไม่ดีเท่าไหร่นักจ้องมองอีกฝ่าย เป็นการไม่ให้เกียรติอีโวลขั้นรุนแรง หากอีกฝ่ายโกรธเกรี้ยวขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่มีทางที่ใครจะหยุดไม่ให้สตรีตรงหน้าพรากชีวิตของเขาไปได้เลย
“ถะ...ท่านผู้อาวุโสโปรดอภัย หากสายตาของข้าล่วงเกินท่าน” อลันรีบลุกขึ้นยืนประสานมือ พร้อมกับโค้งตัวก้มลง ลำตัวส่วนบนแทบจะขนานไปกับพื้น
เหลียนจงยังคงจ้องที่อลันครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย อยู่ในงานเลี้ยงทุกคนควรจะมีความสุข อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่เลย นั่งลงแล้วลิ้มรสอาหารเถิด อาหารของตระกูลพีไรซ์มีแต่ของเลิศรสทั้งนั้น”
เมื่อพูดจบหญิงในชุดคลุมสีฟ้าก็ตักชิ้นเนื้อเข้าปาก พร้อมกับหลับตาพริ้ม พึงพอใจกับรสชาติที่อวลอยู่ภายในปาก นอกจากคำสั่งของเจ้าสำนักจันทรานิรันดร์ที่ให้นางมาคอยปกป้องคุ้มครองตระกูลพีไรซ์แล้ว ก็คงมีอาหารของตระกูลนี่แหละที่เป็นเหตุผลให้นางอยู่ติดกับตระกูลพีไรซ์ไม่ห่าง
อลันที่ยืนโค้งตัวขออภัยก็ยืนแข็งค้างอยู่แบบนั้นครู่ใหญ่ จนเมอร์ดิสที่นั่งอยู่ข้างๆ ต้องดึงแขนอีกฝ่ายให้นั่งลง
ในเมื่อสตรีตรงหน้าให้อภัยไม่ได้คิดติดใจเอาความอะไร ก็ควรกลับไปนั่งให้ดีอย่าได้ทำให้บรรยากาศของงานเลี้ยงเสียหาย
“นั่งลงเถอะอลัน อย่าทำให้บรรยากาศงานเลี้ยงเสีย แบบนั้นคงเป็นการขออภัยที่ดีกว่า” ชายชราเตือนสติ ดูเช่นไรอีกฝ่ายก็ไม่ได้เป็นคนคิดเล็กคิดน้อย เขาเองก็เกรงกลัวตัวตนปริศนานี้เหมือนกัน แต่หากชายวัยกลางคนยังคงดึงดันพยายามแสดงความจริงใจในการขอโทษ จนสร้างการรบกวนอยู่อย่างนี้ ไม่แน่ว่าสตรีตรงหน้าอาจจะไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ
อลันที่รู้ตัวว่าตนเองอาจทำผิดพลาด ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งไปที่เก้าอี้ตามเดิม แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมก็เป็นความรู้สึกภายในใจและการปฏิบัติตัวต่อจากนี้ เขาไม่สามารถนั่งกินอาหารด้วยความสบายใจได้อีกต่อไป ทุกการจ้วงอาหารเต็มไปด้วยความระมัดระวัง หวาดระแวงทุกครั้งว่าจะทำให้คนที่นั่งอยู่ด้านข้างไม่พอใจอะไรหรือไม่
งานเลี้ยงดำเนินต่อไปด้วยดี องค์ชายองค์หญิงเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์อันดีกับลูกพี่ลูกน้องอย่างเจนี่และเบรซ รวมถึงยังได้พูดคุยกับคาลอส คาริต้า เคิร์ก และเคนอย่างถูกคอ ด้วยช่วงวัยไม่ได้ห่างกันมากนัก จึงสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว
ทางด้านฮาล์ฟและเมอร์ดิสก็ได้รื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆ รวมถึงได้รับรู้สิ่งสำคัญต่างๆ ที่แต่ละฝ่ายไม่เคยล่วงรู้มาก่อนยามที่ไกลห่างกัน
คนอื่นๆ ในตระกูลพีไรซ์ก็พูดคุยกันหลายเรื่อง ทั้งเรื่องทั่วๆ ไป ธุรกิจที่ชะงักงันไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ รวมไปถึงอนาคตของตระกูลพีไรซ์ ซึ่งภาพรวมก็ไม่ได้เป็นการพูดคุยที่จริงจังมากนัก หากเป็นเรื่องจริงจังคงต้องเป็นการเรียกรวมตัวพูดคุยจากหัวหน้าตระกูล ค่อยๆ คิดวางแผนหารือสิ่งที่ต้องทำต่อไปในอนาคต...
เวลาผ่านไป งานเลี้ยงมีเริ่มก็ต้องมีเลิกรา ทุกคนต่างพูดขอบคุณกันและกัน องค์ชายวาริสและองค์หญิงวีนัสต่างก็รู้ยินดีที่ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่น จะมีก็แต่เพียงอลันเท่านั้นที่นั่งนิ่งเกร็ง ไม่สามารถมีความสุขตลอดทั้งงานได้
ขณะที่ทุกคนกำลังทยอยแยกย้ายจากกันไป คาลอสก็ถือโอกาสเดินเข้าไปหาสตรีในอาภรณ์สีฟ้า ผู้อาวุโสเหลียนจง
“รอสักประเดี๋ยวเถิดท่านผู้อาวุโส” คาลอสพูดรั้งไม่ให้อีกฝ่ายรีบกลับ
ผู้อาวุโสเหลียนจงเองก็แปลกใจเช่นกันที่มีเด็กหนุ่มกล้าเดินเข้ามาพูดคุยกับตนเองเช่นนี้
“มีอะไรหรือ?” ร่างที่กำลังจะเดินจากไปหันกลับมามองคาลอส
“ข้าขออนุญาตรบกวนเวลาของผู้อาวุโสเหลียนจงสักครู่ ก่อนหน้านี้ข้าได้เดินทางไปทำภารกิจพร้อมกับบรรพบุรุษของตระกูล และเป็นช่วงเดียวกันกับที่กลุ่มสัตว์อสูรบุกทำลายเมืองปากัสจนพังทลาย... ท่านบรรพบุรุษทราบเรื่องที่ท่านคอยช่วยเหลือตระกูลของเราก็ซาบซึ้งในน้ำใจอย่างยิ่ง จึงฝากข้าให้มอบของบางสิ่งแก่ผู้อาวุโสเหลียนจง และหวังอย่างยิ่งว่ามันจะพอช่วยอะไรท่านได้บ้าง”
คาลอสประสานมือไว้เบื้องหน้า พร้อมพูดกับอีกฝ่ายด้วยท่าทีนอบน้อม มือข้างขวาล้วงเข้าไปในอกเสื้อก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นบางๆ ออกมา ยื่นออกไปที่เบื้องหน้า
“สิ่งนี้คือ?” ผู้อาวุโสเหลียนจงเลิกคิ้วเล็กน้อยทันทีที่เห็นแผ่นยันต์บนฝ่ามือของอีกฝ่าย มันเป็นกระดาษยันต์แผ่นบางๆ สีขาว รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรียวเล็ก มองแวบแรกไม่ได้ให้ความรู้สึกพิเศษอะไร
“บรรพบุรุษของข้าเรียกมันว่ายันต์รื่นรมย์ จะช่วยปัดเป่าความเครียดสะสมทั้งหลายทั้งปวงของผู้ใช้ทิ้งไป และดึงศักยภาพภายในที่แท้จริง ที่ไม่ถูกความเคร่งเครียดกดทับออกมาได้” ชายหนุ่มอธิบายให้สตรีตรงหน้าฟัง ก่อนจะพูดต่อไป
“ท่านบรรพบุรุษไม่แน่ใจว่าเหตุใดผู้อาวุโสเหลียนจงจึงยังค้างอยู่ในระดับนี้แม้พลังงานทั้งหมดจะพรั่งพร้อมเต็มที่แล้ว... บางทีมันอาจเป็นความเครียดสะสมจากการฝึกฝนที่มีมาอย่างยาวนานปิดกั้นไม่ให้พัฒนา ท่านจึงมอบยันต์แผ่นนี้มาให้ และหวังว่ามันจะมีประโยชน์ต่อผู้อาวุโส”
หญิงวัยกลางคนขมวดคิ้วมองใบหน้าของคาลอสสลับกับแผ่นยันต์ในมืออีกฝ่าย “แม้แต่เรื่องนี้บรรพบุรุษของเจ้าก็รู้อย่างนั้นหรือ?”
เหลียนจงครุ่นคิดสงสัยเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปรับแผ่นยันต์มา ใช้พลังของอีโวลระดับที่หนึ่งตรวจสอบแผ่นกระดาษบางๆ นี้ทุกซอกทุกมุม
ที่น่าตกใจคือ แผ่นกระดาษบางๆ ที่ดูธรรมดากลับสามารถปกปิดตนเองจากการตรวจสอบของอีโวลระดับหนึ่งได้! หากมันเป็นกระดาษธรรมดาๆ จริง อย่างน้อยเหลียนจงก็น่าจะตรวจสอบมันได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่นี่กลับไม่ใช่
ดูด้วยตาเปล่าอย่างไรก็เป็นเพียงแผ่นกระดาษธรรมดา ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจ แม้จะกำไว้ในมือก็ไม่ได้รู้สึกพิเศษ แต่เมื่อตรวจสอบด้วยพลัง...กลับไม่สามารถลุกล้ำเข้าไปภายในแผ่นยันต์ได้แม้แต่น้อย
ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกทึ่ง ตอนนี้ผู้อาวุโสเหลียนจงเชื่อแล้วว่าสิ่งที่ชายหนุ่มตรงหน้ามอบมาไม่ใช่สิ่งของธรรมดา
“ฝากขอบคุณบรรพบุรุษของเจ้าด้วย ไว้ข้าจะลองใช้ดู” หญิงวัยกลางคนพูดขอบคุณไปก่อน แต่ในใจก็ยังคลางแคลงใจในยันต์แผ่นนี้อยู่ไม่น้อยเนื่องจากตนเองไม่สามารถตรวจสอบอะไรมันได้เลย
“ได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจ ขอบคุณผู้อาวุโสเหลียนจงอีกครั้งแทนสมาชิกตระกูลทุกคน หากไม่มีท่านตระกูลของพวกเราคงจะแย่จริงๆ” คาลอสยกมือขึ้นคารวะอีกครั้ง ก่อนจะขอตัวลา “เช่นนั้นข้าขอตัวลาไปก่อน ขอให้ผู้อาวุโสเหลียนจงประสบความสำเร็จ”
ทั้งสองคนร่ำลา พร้อมกับงานเลี้ยงที่จบลง ผู้คนภายในงานค่อยๆ กลับไปพักผ่อนในที่พักของตน