ในช่วงเย็นของวันนั้น ภายในอาณาเขตของตระกูลตง
ชายร่างอ้วนตงจางกำลังนั่งอยู่ภายในห้องโถงใหญ่ สีหน้าของเขาดูเคร่งขรึมทว่าก็แฝงไปด้วยความแน่วแน่
โดยที่เบื้องหน้าของเขาตอนนี้ คือกองหินปราณเซียนระดับต่ำกว่าหนึ่งร้อยก้อน
นี่คือทรัพยากรล้ำค่าที่ตัวของเขาตัดสินใจมอบมันให้แก่ไท่ซวนเทียนจุน
เพราะยังไงเสีย ชายหนุ่มผู้นี้ก็ยอมเป็นตัวแทนของตระกูลตง ลงเข้าต่อสู้ในสนามประลองที่ตัดสินชะตากรรมของทั้งสองตระกูล
“ถึงจะไม่ได้คาดหวังว่า ภายในเวลาเพียงหนึ่งคืน.. ตัวของเทียนจุนจะสามารถเพิ่มพลังได้มากเพียงใด”
“แต่การให้ทรัพยากรสนับสนุน ย่อมดีกว่าการปล่อยเวลาให้สูญเปล่า!”
“อย่างน้อย. .ข้าตงจางก็ได้ทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว”
ตงจางคิดเช่นนั้น ก่อนจะใช้สองมือของตนเอง ยื่นส่งหินปราณเซียนไปให้แก่เทียนจุน
“หินปราณเซียนเหล่านี้.. ขอให้เป็นกำลังเสริมให้แก่ท่าน!”
“ข้าหวังว่าท่านจะใช้มันเพื่อบ่มเพาะพลัง และเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด!”
เมื่อเห็นแบบนั้น เทียนจุนก็ไม่ปฏิเสธและรับทรัพยากรมาเก็บไว้ในแหวน มุมปากของเขาค่อยๆเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ไม่ต้องห่วงไป ท่านตงจาง”
“พรุ่งนี้ข้าจะบดขยี้ความอวดดีของพวกมันให้เอง”
“จะทำให้ตระกูลตงของท่าน กลายมาเป็นตระกูลค้าขายที่ยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียว!”
ตงจางเมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แม้ว่าอีกฝ่ายจะดูอ่อนวัย แต่แววตาของเขากลับไม่แสดงความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
“ชายหนุ่มผู้นี้.. ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!”
หลังจากที่ได้รับทรัพยากรมาแล้ว เทียนจุนก็กลับไปยังที่พักของตนเอง และเริ่มทำการเก็บตัวในทันที
ภายในห้องพัก เทียนจุนนั่งขัดสมาธิลงบนพื้น เบื้องหน้าของเขาคือกองหินปราณเซียนระดับต่ำกว่าร้อยก้อน
“ตอนนี้แหละ.. ข้าจะต้องใช้โอกาสนี้ ยกระดับพลังให้สูงขึ้นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้!”
คิดได้เช่นนั้น เทียนจุนจึงเริ่มขับเคลื่อนคัมภีร์อรหันต์พุทธะมหาเจ้าธรรมจักรนิพพาน
ทันใดนั้นเอง ปราณเซียนพุทธะอันศักดิ์สิทธิ์ถูกสำแดงขึ้นมาอย่างกึกก้อง
ภายในห้องพักของเขา แสงสีทองเจิดจรัสเริ่มเปล่งประกาย ร่างของเทียนจุนเรืองรองด้วยรัศมีแห่งพุทธองค์
เขาพนมมือทั้งสองข้างเข้าหากัน ริมฝีปากขยับเอื้อนเอ่ยบทสวดแห่งพระอรหันต์
“โอม มณี ปัทเม ฮุม..”
“โอม มณี ปัทเม ฮุม..”
เสียงสวดดังก้องสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งห้อง ขณะเดียวกันพลังแห่งพระพุทธะก็ถูกปลดปล่อยออกมา
ทำให้เส้นชีพจรภายในร่างของเขาเริ่มเปิดออกทุกส่วน และดึงดูดปราณเซียนที่อยู่รอบตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
มวลพลังอันหนาแน่นไหลผ่านเข้าสู่ร่างกายของเขา ไหลเวียนไปมาตามเส้นชีพจร ประดุจสายน้ำที่เชี่ยวกราก
ขณะที่เทียนจุนก็กำลังควบคุมมันอย่างสมบูรณ์แบบ
เขาปล่อยให้ปราณเซียนไหลเวียนไปทั่วร่าง ก่อนจะโคจรพลังกลับเข้าสู่ตันเถียนที่เป็นจุดศูนย์กลางของร่างกาย
จากนั้นหลอมรวมและสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้ยิ่งขึ้นไปอีก
การบ่มเพาะของเขายังคงดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง
และในคืนก่อนวันประลอง แสงสีทองของพุทธองค์ยังคงเปล่งประกายอยู่ภายในห้องนั้นตลอดทั้งคืน
เวลาเดียวกัน ตงหยูก็ใช้โอกาสนี้ในการบ่มเพาะพลังของตนเอง เขานั่งขัดสมาธิอยู่หน้าประตูห้องพักของเทียนจุน
ลมหายใจของเขาสงบนิ่ง ก่อนจะค่อยๆหลับตาลง ปลดปล่อยจิตให้ว่างเปล่า ดึงดูดปราณเซียนเข้าสู่ร่างกายทีละน้อย
ชายหนุ่มไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่าแม้แต่นิดเดียว
ตงหยูรู้ดีว่านี่คือโอกาสครั้งสำคัญและอาจเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับการได้รับผลประโยชน์
เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถึงเขาจะเป็นศิษย์ของสำนักเพลิงหิน ทว่าด้วยพรสวรรค์ที่อยู่ในระดับปานกลาง ทำให้ความก้าวหน้าในเส้นทางการบำเพ็ญเพียรค่อนข้างเชื่องช้า แม้แต่รากฐานพลังของตัวเขาก็ยังไม่มั่นคงดีนัก
ทว่าตั้งแต่ที่ได้พบกับเทียนจุน เขากลับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม
พลังของเทียนจุนมันช่างน่าอัศจรรย์ เป็นพลังอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นพลังที่ให้ความรู้สึกสงบ แต่ขณะเดียวกันก็ยิ่งใหญ่และไร้ขอบเขต
และนั่นทำให้ตงหยูมั่นใจได้ว่า หากเขายังคงฝึกฝนอยู่ใกล้ๆเทียนจุน
อาจช่วยให้เขาสามารถทะลวงผ่านระดับหลอมกายาขั้นเก้าไปสู่ระดับหลอมกายาขั้นสิบได้ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด
ตงหยูไม่รอช้า รีบโคจรปราณเซียนของตนเอง ใช้วิชาบ่มเพาะของสำนักเพลิงหินดูดกลืนพลังที่อยู่รอบตัวเข้าสู่ร่างกาย
ปราณเซียนค่อยๆไหลเวียนผ่านเส้นชีพจรของเขา เข้าไปสู่ตันเถียนทีละน้อย
ขณะที่ภายในห้องพักของเทียนจุน แสงสีทองยังคงส่องประกายเจิดจ้า พลังแห่งพระพุทธะยังคงไหลเวียนทั่วทั้งบริเวณ
ถึงตอนนี้ตงหยูจะไม่ได้ฝึกฝนในวิชาสายพุทธะ ทว่าเพียงแค่ตนเองอยู่ใกล้ๆ ร่างกายของเขาก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย
ไม่นาน วันเวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไป เช้าวันใหม่มาถึง เมืองหนานปิงในตอนนี้เต็มไปด้วยความคึกคัก
เสียงพูดคุยของเหล่าผู้คนดังก้องไปทั่วทุกตรอกซอกซอย
ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปที่จัตุรัสกลาง เมืองทั้งเมืองต่างให้ความสนใจกับการประลองที่กำลังจะเกิดขึ้น
ณ ใจกลางจัตุรัสอันกว้างใหญ่ มีลานประลองหินตั้งตระหง่านเหนือพื้นเพียงเล็กน้อย
รอบด้านเต็มไปด้วยอัฒจันทร์ที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้แก่ผู้ชม ผู้คนมากมายเดินทางมารวมตัวกันตั้งแต่รุ่งสาง บ้างก็มาจับจองที่นั่ง บ้างก็ยืนออกันอยู่รอบลานประลอง ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“เจ้าคิดว่าใครจะชนะ?”
“เฮอะ ถามได้ ตระกูลโอวหยางมีศิษย์จากนิกายวายุโลหิตเป็นตัวแทน มีหรือจะพ่ายแพ้ให้กับตระกูลตง?”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น ตระกูลโอวหยางแข็งแกร่งกว่าตระกูลตงมาก”
“ไม่ใช่เพียงเพราะพวกเขามีผู้ฝึกตนระดับทะเลวิญญาณเท่านั้น แต่พวกเขายังมีเส้นสายที่เชื่อมโยงกับนิกายใหญ่อีกด้วย”
“แต่ข้าได้ยินมาว่า ตระกูลตงก็มีตัวแทนเช่นกัน”
“ได้ยินมาว่าเป็นผู้ฝึกตนพเนจรคนหนึ่ง.. แต่ไม่คิดว่าเขาจะสามารถต่อกรกับศิษย์ของนิกายวายุโลหิตได้หรอกนะ”
เสียงสนทนาพลางเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังไปทั่วบริเวณ ทุกคนต่างจับกลุ่มพูดคุยถึงผลลัพธ์ของการประลองในวันนี้
อย่าลืมว่าทั้งตระกูลโอวหยางและตระกูลตง ต่างก็เป็นขุมพลังของเมืองหนานปิง พวกเขามีความมั่งคั่งไม่ต่างจากสำนักเล็กๆเลยก็ว่าได้
กองกำลังของพวกเขาประกอบไปด้วยผู้ฝึกตนระดับหลอมกายา และแม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับทะเลวิญญาณ
ดังนั้นการปะทะกันของทั้งสองตระกูล ย่อมเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างถึงที่สุด
กระนั้น เสียงส่วนใหญ่จะเทไปทางตระกูลโอวหยาง ทว่าก็ยังมีบางคนที่เฝ้าจับตาดูตระกูลตงอยู่เช่นกัน
พวกเขาต่างสงสัยว่า "ตัวแทนปริศนา" ที่ตระกูลตงส่งมาจะเป็นใครกันแน่
และที่สำคัญ เขาจะสามารถเอาชนะศิษย์ของนิกายวายุโลหิตได้จริงหรือไม่