(จบ)เทพมารจอมราคะ กำเนิดใหม่พร้อมกับระบบพระพุทธองค์ไร้พ่าย

    ตอนที่ 39 ฝึกฝนแล้วก็ฝึกฝน

            ในช่วงเย็นของวันนั้น ภายในอาณาเขตของตระกูลตง


            ชายร่างอ้วนตงจางกำลังนั่งอยู่ภายในห้องโถงใหญ่ สีหน้าของเขาดูเคร่งขรึมทว่าก็แฝงไปด้วยความแน่วแน่


            โดยที่เบื้องหน้าของเขาตอนนี้ คือกองหินปราณเซียนระดับต่ำกว่าหนึ่งร้อยก้อน


            นี่คือทรัพยากรล้ำค่าที่ตัวของเขาตัดสินใจมอบมันให้แก่ไท่ซวนเทียนจุน


            เพราะยังไงเสีย ชายหนุ่มผู้นี้ก็ยอมเป็นตัวแทนของตระกูลตง ลงเข้าต่อสู้ในสนามประลองที่ตัดสินชะตากรรมของทั้งสองตระกูล


            “ถึงจะไม่ได้คาดหวังว่า ภายในเวลาเพียงหนึ่งคืน.. ตัวของเทียนจุนจะสามารถเพิ่มพลังได้มากเพียงใด”


            “แต่การให้ทรัพยากรสนับสนุน ย่อมดีกว่าการปล่อยเวลาให้สูญเปล่า!”


            “อย่างน้อย. .ข้าตงจางก็ได้ทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว”


            ตงจางคิดเช่นนั้น ก่อนจะใช้สองมือของตนเอง ยื่นส่งหินปราณเซียนไปให้แก่เทียนจุน


            “หินปราณเซียนเหล่านี้.. ขอให้เป็นกำลังเสริมให้แก่ท่าน!”


            “ข้าหวังว่าท่านจะใช้มันเพื่อบ่มเพาะพลัง และเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด!”


            เมื่อเห็นแบบนั้น เทียนจุนก็ไม่ปฏิเสธและรับทรัพยากรมาเก็บไว้ในแหวน มุมปากของเขาค่อยๆเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ


            “ไม่ต้องห่วงไป ท่านตงจาง”


            “พรุ่งนี้ข้าจะบดขยี้ความอวดดีของพวกมันให้เอง”


            “จะทำให้ตระกูลตงของท่าน กลายมาเป็นตระกูลค้าขายที่ยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียว!”


            ตงจางเมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว


            แม้ว่าอีกฝ่ายจะดูอ่อนวัย แต่แววตาของเขากลับไม่แสดงความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย


            “ชายหนุ่มผู้นี้.. ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!”


            หลังจากที่ได้รับทรัพยากรมาแล้ว เทียนจุนก็กลับไปยังที่พักของตนเอง และเริ่มทำการเก็บตัวในทันที


            ภายในห้องพัก เทียนจุนนั่งขัดสมาธิลงบนพื้น เบื้องหน้าของเขาคือกองหินปราณเซียนระดับต่ำกว่าร้อยก้อน


            “ตอนนี้แหละ.. ข้าจะต้องใช้โอกาสนี้ ยกระดับพลังให้สูงขึ้นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้!”


            คิดได้เช่นนั้น เทียนจุนจึงเริ่มขับเคลื่อนคัมภีร์อรหันต์พุทธะมหาเจ้าธรรมจักรนิพพาน


            ทันใดนั้นเอง ปราณเซียนพุทธะอันศักดิ์สิทธิ์ถูกสำแดงขึ้นมาอย่างกึกก้อง


            ภายในห้องพักของเขา แสงสีทองเจิดจรัสเริ่มเปล่งประกาย ร่างของเทียนจุนเรืองรองด้วยรัศมีแห่งพุทธองค์


            เขาพนมมือทั้งสองข้างเข้าหากัน ริมฝีปากขยับเอื้อนเอ่ยบทสวดแห่งพระอรหันต์


            “โอม มณี ปัทเม ฮุม..”


            “โอม มณี ปัทเม ฮุม..”


            เสียงสวดดังก้องสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งห้อง ขณะเดียวกันพลังแห่งพระพุทธะก็ถูกปลดปล่อยออกมา


            ทำให้เส้นชีพจรภายในร่างของเขาเริ่มเปิดออกทุกส่วน และดึงดูดปราณเซียนที่อยู่รอบตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว


            มวลพลังอันหนาแน่นไหลผ่านเข้าสู่ร่างกายของเขา ไหลเวียนไปมาตามเส้นชีพจร ประดุจสายน้ำที่เชี่ยวกราก


            ขณะที่เทียนจุนก็กำลังควบคุมมันอย่างสมบูรณ์แบบ


            เขาปล่อยให้ปราณเซียนไหลเวียนไปทั่วร่าง ก่อนจะโคจรพลังกลับเข้าสู่ตันเถียนที่เป็นจุดศูนย์กลางของร่างกาย


            จากนั้นหลอมรวมและสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้ยิ่งขึ้นไปอีก


            การบ่มเพาะของเขายังคงดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง


            และในคืนก่อนวันประลอง แสงสีทองของพุทธองค์ยังคงเปล่งประกายอยู่ภายในห้องนั้นตลอดทั้งคืน


            เวลาเดียวกัน ตงหยูก็ใช้โอกาสนี้ในการบ่มเพาะพลังของตนเอง เขานั่งขัดสมาธิอยู่หน้าประตูห้องพักของเทียนจุน


            ลมหายใจของเขาสงบนิ่ง ก่อนจะค่อยๆหลับตาลง ปลดปล่อยจิตให้ว่างเปล่า ดึงดูดปราณเซียนเข้าสู่ร่างกายทีละน้อย


            ชายหนุ่มไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่าแม้แต่นิดเดียว


            ตงหยูรู้ดีว่านี่คือโอกาสครั้งสำคัญและอาจเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับการได้รับผลประโยชน์


            เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถึงเขาจะเป็นศิษย์ของสำนักเพลิงหิน ทว่าด้วยพรสวรรค์ที่อยู่ในระดับปานกลาง ทำให้ความก้าวหน้าในเส้นทางการบำเพ็ญเพียรค่อนข้างเชื่องช้า แม้แต่รากฐานพลังของตัวเขาก็ยังไม่มั่นคงดีนัก


            ทว่าตั้งแต่ที่ได้พบกับเทียนจุน เขากลับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม


            พลังของเทียนจุนมันช่างน่าอัศจรรย์ เป็นพลังอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นพลังที่ให้ความรู้สึกสงบ แต่ขณะเดียวกันก็ยิ่งใหญ่และไร้ขอบเขต


            และนั่นทำให้ตงหยูมั่นใจได้ว่า หากเขายังคงฝึกฝนอยู่ใกล้ๆเทียนจุน


            อาจช่วยให้เขาสามารถทะลวงผ่านระดับหลอมกายาขั้นเก้าไปสู่ระดับหลอมกายาขั้นสิบได้ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด


            ตงหยูไม่รอช้า รีบโคจรปราณเซียนของตนเอง ใช้วิชาบ่มเพาะของสำนักเพลิงหินดูดกลืนพลังที่อยู่รอบตัวเข้าสู่ร่างกาย


            ปราณเซียนค่อยๆไหลเวียนผ่านเส้นชีพจรของเขา เข้าไปสู่ตันเถียนทีละน้อย


            ขณะที่ภายในห้องพักของเทียนจุน แสงสีทองยังคงส่องประกายเจิดจ้า พลังแห่งพระพุทธะยังคงไหลเวียนทั่วทั้งบริเวณ


            ถึงตอนนี้ตงหยูจะไม่ได้ฝึกฝนในวิชาสายพุทธะ ทว่าเพียงแค่ตนเองอยู่ใกล้ๆ ร่างกายของเขาก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย


            ไม่นาน วันเวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไป เช้าวันใหม่มาถึง เมืองหนานปิงในตอนนี้เต็มไปด้วยความคึกคัก


            เสียงพูดคุยของเหล่าผู้คนดังก้องไปทั่วทุกตรอกซอกซอย


            ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปที่จัตุรัสกลาง เมืองทั้งเมืองต่างให้ความสนใจกับการประลองที่กำลังจะเกิดขึ้น


            ณ ใจกลางจัตุรัสอันกว้างใหญ่ มีลานประลองหินตั้งตระหง่านเหนือพื้นเพียงเล็กน้อย


            รอบด้านเต็มไปด้วยอัฒจันทร์ที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้แก่ผู้ชม ผู้คนมากมายเดินทางมารวมตัวกันตั้งแต่รุ่งสาง บ้างก็มาจับจองที่นั่ง บ้างก็ยืนออกันอยู่รอบลานประลอง ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้น


            “เจ้าคิดว่าใครจะชนะ?”


            “เฮอะ ถามได้ ตระกูลโอวหยางมีศิษย์จากนิกายวายุโลหิตเป็นตัวแทน มีหรือจะพ่ายแพ้ให้กับตระกูลตง?”


            “ข้าเองก็คิดเช่นนั้น ตระกูลโอวหยางแข็งแกร่งกว่าตระกูลตงมาก”


            “ไม่ใช่เพียงเพราะพวกเขามีผู้ฝึกตนระดับทะเลวิญญาณเท่านั้น แต่พวกเขายังมีเส้นสายที่เชื่อมโยงกับนิกายใหญ่อีกด้วย”


            “แต่ข้าได้ยินมาว่า ตระกูลตงก็มีตัวแทนเช่นกัน”


            “ได้ยินมาว่าเป็นผู้ฝึกตนพเนจรคนหนึ่ง.. แต่ไม่คิดว่าเขาจะสามารถต่อกรกับศิษย์ของนิกายวายุโลหิตได้หรอกนะ”


            เสียงสนทนาพลางเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังไปทั่วบริเวณ ทุกคนต่างจับกลุ่มพูดคุยถึงผลลัพธ์ของการประลองในวันนี้


            อย่าลืมว่าทั้งตระกูลโอวหยางและตระกูลตง ต่างก็เป็นขุมพลังของเมืองหนานปิง พวกเขามีความมั่งคั่งไม่ต่างจากสำนักเล็กๆเลยก็ว่าได้


            กองกำลังของพวกเขาประกอบไปด้วยผู้ฝึกตนระดับหลอมกายา และแม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับทะเลวิญญาณ


            ดังนั้นการปะทะกันของทั้งสองตระกูล ย่อมเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างถึงที่สุด


            กระนั้น เสียงส่วนใหญ่จะเทไปทางตระกูลโอวหยาง ทว่าก็ยังมีบางคนที่เฝ้าจับตาดูตระกูลตงอยู่เช่นกัน


            พวกเขาต่างสงสัยว่า "ตัวแทนปริศนา" ที่ตระกูลตงส่งมาจะเป็นใครกันแน่


            และที่สำคัญ เขาจะสามารถเอาชนะศิษย์ของนิกายวายุโลหิตได้จริงหรือไม่


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)เทพมารจอมราคะ กำเนิดใหม่พร้อมกับระบบพระพุทธองค์ไร้พ่าย ที่คุณอ่าน