อี้เฉินอยู่ๆ ตัวเขาก็รู้สึกถึงดวงตาคู่หนึ่งที่จับจ้องลงมาจากบนฟ้าสูง ยิ่งเด่นชัดมากขึ้นไปทุกที เขาถึงกับขมวดคิ้วมุ่น จนคิ้วทั้งสองติดกัน รู้สึกถึงอันตรายที่มากกว่า มหันตะสายฟ้าหลายสิบเท่า กำลังที่จะคืบคลานลงมา กายาของเขาสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง ไม่เคยหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อน ราวกับเขาเป็นเพียงมดปลวกที่พร้อมจะถูกเหยียบย่ำ ไร้แรงต่อต้านอีกต่อไป
เหล่าทหาร โดยรอบต่างพากันเงียบสงัด เมื่อเห็นเด็กหนุ่มที่อยู่ใจกลางสนามรบมองขึ้นไปบนฟ้า โดยไม่คิดหลบหนี ถึงกับพากันส่ายหัว งงงวย กับตัวอี้เฉินอยู่ไม่น้อย "เหตุใดเด็กหนุ่มผมขาวถึงไม่หนีไป"
"ข้าว่ามันคงไม่เหลือกำลังต่อต้านแล้วละ ดูมันสิ มองขึ้นไปบนฟ้าสูงราวกับคนบ้าเสียสติ"
แต่เหล่าจอมยุทธขั้นพลังเทวะไม่คิดเช่นนั้น พวกเขาสัมผัสได้ ถึงปราณพลังฟ้าดินที่เปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ราวกับถูกอะไรบางอย่างดูดกลืนปราณพลังออกไปใช้ ต้นไม้ใบหญ้าที่อาศัยปราณพลังในการเติบโต ค่อยๆ เหี่ยวแห้ง ไร้แสงสีเรืองรองอีกต่อไป แผ่นดินหลายๆ ส่วน ค่อยๆ เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง จนดินแตกร้าวเป็นทางยาว ปราณพลังฟ้าดินค่อยๆ ถูกสูบกลืนออกไปจากดินแดนเบื้องล่างทั้งหมด ช้าๆ หมุนวนก่อรูป กลางท้องฟ้าสูง เหมือนจะมีอะไรบางอย่างโผล่ออกมาอย่างไรอย่างนั้น
....
ไกลๆ ชายชราผู้หนึ่ง เฝ้ามองไปบนฟ้าสูงอย่างไม่วางตา
เขาก็คือชายชราที่เกิดจากเลือดของเหล่าจักรพรรดิผู้ร่วงหล่น ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคุมกฎของโลกแห่งนี้ ที่เหมือนกรงขังขนาดใหญ่ไว้กักขัง จักรพรรดิแห่งความตาย แต่ในยามนี้มันกำลังจะสูญเสียกฎเกณฑ์นั้นไป
ชายชรา ไม่คิดว่าวันนี้ จะมาถึงรวดเร็วเช่นนี้ เหมือนว่าจะมีบางอย่างเข้าแทรกแซงโลกใบนี้อยู่ แต่ตัวของชายชราไร้แรงต่อต้านอีกต่อไป เมื่อกฎเกณฑ์โลกใบนี้ถูกทำลาย ตัวเขาจะไม่มีตัวตนอยู่อีกต่อไป
ชายชราถึงกับถอนหายใจยาวออกมา เอ่ยพูดพึมพำออกมาด้วยความเสียดาย "เวลาของข้าใกล้หมดแล้วงั้นหรือ อีกไม่ช้าดินแดนแห่งนี้ จะไม่ถูกปิดกั้นอีกต่อไป เหล่าเทพสวรรค์เองก็คงลงมาสำรวจที่นี่ เป็นแน่ หายนะที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้นกับดินแดนแห่งนี้" กายาของชายชราตอนนี้หลายๆ ส่วน ค่อยๆ เลือนรางไปทีละน้อย จวนจะแตกดับกลับคืนสู่หยดเลือด ลงธุลีดินอีกครั้ง
ทางด้านจักรพรรดิแห่งความตาย ยกยิ้มยินดี เขาไม่คิดว่าตัวเขาจะได้หลุดพ้นจากกรงขัง แห่งนี้ไปได้รวดเร็วเช่นนี้ มองขึ้นไปบนท้องฟ้าสูงที่รอยอยู่เหนือหัวอี้เฉินด้วยความ อยากรู้คนผู้นั้นเป็นใครกันแน่ มันเหมือนมีพระเจ้ามาปลดปล่อยตัวเขาออกไปอย่างไรอย่างนั้น
หากเขาไม่สังสารวัฏเกิดใหม่ คงไม่ต้องมาอยู่ในสภาพที่น่าอดสู่เช่นนี้
....
เพียงเวลาไม่นานเหล่าทหารก็เริ่มรู้สึกได้ ถึงสิ่งผิดปกติที่อยู่บนฟ้า จับจ้องสายตาออกไปบนฟ้าสูงอย่างไม่วางตา ราวกับจะเกิดเรื่องใหญ่ค้ำฟ้ากำลังจะก่อตัวขึ้น
อยู่ๆ เสียงแตกร้าวบนท้องฟ้าก็ดังก้องออกมาทั่วทิศไกลออกไปทั่วทั้งดินแดน พสุธาสั่นไหวไม่หยุดราวกับโลกถูกสั่นคลอน แรงสั่นไหวมันกินพื้นที่ไปทุกดินแดนของโลกหลบซ่อนที่เหมือนกรงขังแห่งนี้
เหล่าประชาชน จอมยุทธต่างๆ พากันแตกตื่นจ้องมองบนท้องฟ้าสูงอย่างไม่วางตา ก่อนที่ ท้องฟ้าจะเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว ราวใยแมงมุม ออกไปทั่วทิศ เสียงนั้นเหมือนกระจกที่ถูกทุบจนแตก ดังออกไปก้องฟ้า จนหลายๆ คนแสบแก้วหูจนต้องเอามือปิดกั้นเสียงนั้นไว้ มีบางคนขาสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว เข่าทั้งสองข้างทรุดลงกับพื้นในทันใด เมื่อเห็นภาพบนท้องฟ้าสูง
ในยามนี้ท้องฟ้าที่เคยเต็มไปด้วยดวงดาว กลับพังทลายลงมาเหมือนกระจกที่แตกร้าวออกมาเป็นแผ่นๆ เหมือนโลกที่พวกเขาอยู่เป็นเพียงเปลือกไข่ ที่ถูกกะเทาะจนแตก อย่างไรอย่างนั้น จันทราสีดำทมิฬที่อยู่บนท้องฟ้า ถึงกับแตกร้าวไม่มีชิ้นดีจวนจะสลาย เมื่อได้รับแรงกดดันอันมหาศาล ก่อนจะมีร่างมนุษย์ฉายออกมากลางท้องฟ้า ใบหน้าของเขาเหมือนชายวัยกลางคน ดวงตาของเขาดูสุขุมนุ่มลึก ดูแล้วผ่านโลกมาหลายยุคหลายสมัย ผมสีแดงฉานราวเพลิงเริงระบำยาวประบ่าปล่อยผมสยาย กายาสวมชุดเกาะสีเพลิงแดงฉานด้านหลัง สะพายหอกไว้ถึง5เล่ม ตัวของเขาใหญ่โตเป็นอย่างมาก เหมือนภาพขนาดยักษ์ที่ถูกฉายขึ้นสู่ท้องฟ้า มองลงมาที่อี้เฉินด้วยดวงตาที่คมกล้า
ในยามนี้ไม่มีแม้แต่คนเดียว ที่รู้สึกว่าตัวเองเก่งกาจอีกต่อไป เมื่ออยู่ต่อหน้า คนผู้นี้ ที่ฉายขึ้นกลางท้องฟ้า พวกเขาก็เป็นได้เพียงแค่ มดปลวกเมื่ออยู่ต่อหน้าคนผู้นี้
เหล่าทหาร เริ่มพากันหวาดกลัว มองภาพเบื้องบนด้วยความ หวาดหวั่น มือที่ถือศาสตราวุธ หลุดร่วงไปอย่างง่ายดายไร้แรงที่จะต่อต้านอีกต่อไป
อี้เฉินที่จ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้าสูง เขาเองก็คิดเช่นนั้นเมื่ออยู่ต่อหน้า ภาพของคนผู้นี้ที่ส่งออกมาจากที่ไกลแสนไกล ยังน่าหวาดกลัวถึงเพียงนี้ หากเป็นร่างที่แท้จริง ลงมาเยือนยัง โลกหลบซ่อนแห่งนี้ คงถึงคราวที่โลกหลบซ่อนแห่งนี้ที่จะล่มสลายเป็นแน่
อี้เฉินกำหมัดแน่น เหตุใดตัวเขาถึงเป็นที่หมายตาของ จอมยุทธ ระดับนี้เขากดฟันจนแน่น ปากมีเลือดไหลซึมออกมา รู้สึกแค้นเคืองในความอ่อนด้อยของตัวเองไม่น้อย
ชายวัยกลางคนที่อยู่บนฟ้าสูงไม่คิดลังเลอีกต่อไป ดึงหอกจากด้านหลังของเขาออกมา ไม่คิดสนทนาแม้แต่น้อย หอกนั้นเหมือนเสาใหญ่ที่ค้ำฟ้า เต็มไปด้วยแสงพร่างพราว ก่อนที่จะอัดแน่นไปด้วยปราณพลัง ฟ้าดินรอบๆ มืดครึ้ม อย่างฉับพลัน รอบๆ สั่นไหวไม่หยุดราวกับโลกจะแตกสลาย ดวงดาวบนท้องฟ้าร่วงหล่นจนหม่นแสง ปราณพลังฟ้าดินทั้งดินแดนโลกหลบซ่อน ถูกสูบกลืนจนเหือดแห้งในทันใด ราวกับว่าพื้นที่แห่งนี้ไม่สามารถให้ชายวัยกลางคนผมสีแดงเพลิง สำแดงพลังที่แท้จริงออกมาได้ แม้แต่น้อย
หลายๆ คนที่เห็นภาพเบื้องหน้าต่างภาวนาในใจ หากหอกเล่มนั้นพุ่งลงมายังโลกใบนี้ได้มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน
อี้เฉินมองไปที่หอกแสงที่ถูกปาออกมาอย่างแรง หอกนั้นใหญ่เป็นอย่างมากราวเสาแสงค้ำฟ้า เขายิ้มเยาะในพลังของตนเอง เขาไม่มีท่าทีเสียดายชีวิตแม้แต่น้อย เขารู้ดีตอนนี้เขาไม่อาจหนีพ้นได้อีกต่อไป พร้อมเผชิญหน้ากับความตาย มือของเขาลูบคลำไปที่กระดูกสร้อยคอ ด้วยความอ่อนโยนก่อนเอ่ยพูดพึมพำออกมา "ข้าจะไปหาเจ้าแล้วเยว่ฉาน หวังว่าเจ้า ยังจะรอคอยข้า"
แต่ทันใดเขาก็เห็นแสงบางอย่างภายในสร้อยกระดูกเล็กๆ ทำให้เขารู้สึกแปลกใจไม่น้อย มันช่างเป็นภาพ ที่สวยงามที่สุดก่อนที่เขาจะตาย
อยู่ๆ บนท้องฟ้ากลับมีแม่น้ำขนาดใหญ่ ไหลผ่านมาด้านหน้าอี้เฉินอย่างฉับพลัน มิติบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ก่อนจะมีหญิงสาวเดินออกมาจากแม่น้ำสายนั้น มองดูใบหน้าอี้เฉินที่ลูบคลำสร้อยคออย่างไม่วางตา ก่อนนางจะสะบัดมืออย่างแรงพัดพาเอาสายน้ำกลืนกินหอกแสงเล่มนั้นไป นางหันหัวไปทางชายวัยกลางคนทันที ไม่คิดสนใจอี้เฉินอีกต่อไป
อี้เฉินถึงกับตาเบิกกว้างอ้าปากค้าง ไม่คิดตัวเขาจะรอดพ้นจากการโจมตีมาได้ เขาหันขึ้นไปมองที่หญิงสาวที่เดินอยู่ท่ามกลางสายน้ำ นางสวมอาภรณ์สีฟ้ายาว ชุดของนางเต็มไปด้วยผ้าที่โบกสะบัดออกไปตามแรงลม ผมสีดำขลับยาวถึงช่วงเอวปลิวไสว ช่วงคอเผยให้เห็นผิวขาวราวหงส์ จนมองเห็นเด่นชัด ใบหน้าถูกผ้าสีม่วงปกปิดใบหน้าไว้
แต่อี้เฉิน กลับรู้สึกคุ้นเคยกับนางอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่า เหมือนตัวเขาคุ้นเคยกับหญิงสาวผู้นี้อย่างไรอย่างนั้น แม้แต่เหล่าฝูงชนที่เห็นภาพหญิงสาวมาช่วยอี้เฉินไว้ ต่างพากันสงสัยในตัวหญิงสาวเป็นใครกันแน่ แต่ก็หวังว่าหญิงสาว จะหยุดการทำลายล้างครั้งนี้ได้
ชายวัยกลางคน ผมสีแดงเพลิง ที่อยู่บนฟ้า เดือดดาลบ้าคลั่งในทันใด รอบๆ สั่นไหวไม่หยุด เขาไม่คิดว่า จะมีคนเข้ามาแทรกแซงการฆ่าสังหารครั้งนี้ของเขาด้วย ก่อนเขาจะปล่อยหอกที่หลังของเขาอีก4เล่ม พุ่งออกไปทิ่มแทงอี้เฉินอย่างบ้าคลั่ง ตัวเขาต้องแลกกับอะไรหลายอย่างเพื่อที่จะฆ่าสังหารเด็กหนุ่มลง หมายมั่นหยุดวงล้อแห่งโชคชะตา นี้ทิ้งเสีย
หญิงสาวที่เดินอยู่ท่ามกลางแม่น้ำแห่งกาลเวลา นางถึงกับขมวดคิ้วมุ่น ก่อนชี้นิ้วออกไปในทิศทางด้านหน้าหอก ปลายเท้าของนางกลับมีเถาวัลย์ สีเขียว ง่อกงามขึ้นมา ก่อนมันจะพุ่งเข้าทิ่มแทงหอกขนาดยักษ์ดั่งเสาแสงค้ำฟ้า เมื่อหอกปะทะเข้ากับเถาวัลย์ที่อ่อนนุ่ม มันกลับวัดพลังกันหลายสิบลมหายใจ ก่อนที่หอกขนาดยักษ์จะค่อยๆ แตกร้าว ทั้ง4ด้าม ก่อนที่จะแตกสลายลงในอีกไม่ช้า
หลายๆ คนที่เห็นฉากการต่อสู้ต่างตาเบิกกว้างอ้าปากค้าง ไม่คิดหญิงสาวผู้นี้จะน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าชายวัยกลางคนผมสีแดงเพลิงเสียอีก หญิงผู้นี้มีความสัมพันธ์อะไรกับอี้เฉินกันแน่ ทำให้พวกเขารู้สึกหวาดหวั่นไม่น้อย
ชายวัยกลางคน ผมสีแดงเพลิง เอ่ยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า น้ำเสียงนั้นดังก้องออกไปทั่วโสตประสาททุกผู้คน บางคนถึงกับมีเลือดไหลซึมออกมาจากใบหู "เจ้าถึงกับข้ามแม่น้ำแห่งกาลเวลา มาเพื่อขัดขวางข้าเลยงั้นหรือ เจ้าไม่รู้หรือ ข้าตอบแทนมันหนักหนาสาหัสถึงเพียงใด"
หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "เจ้าเองก็ จ่ายค่าตอบแทนไม่ใช่น้อยไม่ใช่หรือ เพียงเพื่อจะฆ่าเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเพียงคนเดียว วงล้อแห่งโชคชะตาได้ถูกขับเคลื่อนแล้ว เจ้าไม่อาจหยุดยั้งมันได้อีกต่อไป"
ชายวัยกลางคน ผมสีแดงเพลิง คำรามออกมาด้วยความแค้นเคือง "เจ้า เจ้า คราวนี้ข้าจะยอมถอย แต่อีกไม่นานเกินรอ เด็กหนุ่มที่เจ้าช่วยชีวิตไว้ ก็จะต้องตายอยู่ดี" ก่อนที่เขาจะรามือจากไป ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายนั้นมากมายมหาศาล เพื่อฆ่าเด็กหนุ่มในครั้งนี้
แต่เขาไม่คิดว่าจะมีคนยอมสละตัวเอง ติดอยู่ในแม่น้ำแห่งกาลเวลา เพื่อมาช่วยเหลือ เด็กหนุ่มผมขาว หากปล่อยเด็กคนนี้เติบโตไปมากกว่านี้อาจจะเป็นหายนะ ของเขาก็เป็นได้ จึงคิด กลบฝังอี้เฉินตั้งแต่เยาว์วัย
อี้เฉินพยายาม ใช้ดวงตามองไปที่นางหมายมั่นอยากรู้นางเป็นใครกันแน่ จนดวงตาของเขามีเลือดหลั่งไหลออกมาไม่หยุด ภาพเบื้องหน้าค่อยๆ เลือนราง ยิ่งเขาใช้ดวงตามากเท่าใด ตัวเขายิ่งหมดแรงมากเท่านั้น จวนตัวเขาจะยืนอยู่ไม่ไหวอีกต่อไป เข่าข้างหนึ่งทรุดลงกลางอากาศในทันใด แต่ก็ไม่อาจตรวจสอบนางได้ว่านางคือใครกันแน่ ก่อนนางจะค่อยๆ เลือนหายไป ราวกับอากาศไปพร้อมกับสายน้ำแห่งกาลเวลา