“ท่านพ่อ ท่านแม่ เป็ความผิดของข้าเอง หากข้าไม่กลับมา จินเหยาก็คงไม่ต้องแต่งงานไปไกลถึงเพียงนี้ ปล่อยให้ข้าไปแต่งงานแล้วให้นางกลับมาเถอะ…”
สองสามีภรรยาหันกลับมาพร้อมกัน ก็พลันเห็นหลี่อิ๋งเซี่ยยืนน้ำตาคลอเบ้า สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ทันใดนั้น ความคิดที่ยังคงค้างคาใจเกี่ยวกับซ่งจินเหยาก็ถูกโยนทิ้งไป พวกเขารีบเดินเข้าไปปลอบประโลมหลี่อิ๋งเซี่ยด้วยความรู้สึกผิดทันที
“เด็กโง่ มันจะเป็ความผิดของเ้าไปได้อย่างไร? ตอนนั้น ถ้าแม่เ้าไม่มัวแต่หันไปช่วยหลานสาวของนาง จนเผลอดูแลเ้าได้ไม่ดี เ้าก็คงไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในชนบทหลายปีเช่นนี้ หากจะพูดถึงศีลธรรมและความถูกต้อง การที่นางแต่งงานออกไปแทนเ้าก็ถือว่าทำถูกแล้ว”
“ใช่แล้ว อีกอย่าง…ในแต่ละปี พ่อแม่ของนางก็ส่งเงินมาให้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น สองปีมานี้กลับไม่มีอะไรส่งมาอีกเลย ใครจะรู้ว่าเป็ตายร้ายดีอย่างไร? พวกเราเลี้ยงดูนางมาหลายปีโดยไม่ได้อะไรตอบแทน นี่ก็ถือว่าเมตตาต่อนางมากแล้ว เ้าไม่ต้องรู้สึกผิดไปหรอก”
…
สถานที่ที่ซ่งจินเหยาแต่งงานออกไปนั้นไม่ได้อยู่ในอำเภอฉางฮวา แต่เป็หมู่บ้านในอำเภอซงซวงที่อยู่ติดกัน เกวียนเทียมม้าเดินทางได้ค่อนข้างเร็ว หลังออกเดินทางั้แ่เช้าตรู่ ยังไม่ถึงเที่ยงวันดี พวกเขาก็มาถึงหมู่บ้านตุ้นเจียแล้ว
เมื่อลงจากเกวียนและมองดูสภาพแวดล้อมรอบตัว ซ่งจินเหยาก็รู้สึกไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
จริงอยู่ที่นางเพิ่งจะทะลุมิติมาเมื่อวันก่อน แต่ด้วยความทรงจำของร่างเดิม จึงพอรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ ‘ผู้ชายแก่’ ที่นางจะต้องแต่งงานด้วยจากปากของหลี่อิ๋งเซี่ยอยู่เล็กน้อย
อย่างแรกเลยคือ เขาเป็คนยากจน เป็เพียงชาวบ้านในชนบทที่ไม่มีอาชีพการงานมั่นคง แถมยังต้องเลี้ยงลูกเล็กถึงสามคน
ว่ากันว่าเพื่อหาภรรยาใหม่มาช่วยเลี้ยงดูเด็ก ๆ เขาถึงกับติดหนี้เป็จำนวนมาก
แถม...เขายังไม่มีแม้แต่ที่ดินทำกินเลยด้วยซ้ำ
หลี่อิ๋งเซี่ยเคยบอกว่า ชายแก่ผู้นี้ไม่มีแม้แต่ไร่นา ต้องทำมาค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเลี้ยงชีพ
แค่พอประทังชีวิตไปวัน ๆ เท่านั้น
อีกเื่ที่สำคัญมากก็คือ อำเภอที่นางจากมาคืออำเภอฉางฮวาซึ่งเป็อำเภอขนาดกลางในต้าโจว ถือได้ว่าเป็เมืองที่เจริญรุ่งเรืองค่อนข้างมาก แต่อำเภอซงซวงที่อยู่ใกล้เคียง กลับเป็เพียงเมืองเล็ก ๆ ที่มีประชากรน้อยและยากจนที่สุด
ใน่เทศกาล ชาวอำเภอซงซวงจะมาจับจ่ายซื้อของและเฉลิมฉลองในอำเภอฉางฮวาเสมอ ๆ
ดังนั้นตามทฤษฎีแล้ว หมู่บ้านที่ห่างไกลและยากจนนี้จะต้องเต็มไปด้วยกระท่อมฟางและบ้านเรือนที่ทรุดโทรมเป็แน่
แต่สิ่งที่นางเห็นอยู่ตรงหน้า กลับไม่ใช่เพิงหญ้าทรุดโทรมอย่างที่นางคาดคิดไว้
บ้านเรือนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเป็บ้านใหม่ที่สร้างด้วยอิฐมีหลังคากระเบื้องอย่างดี เทียบกับบ้านของตระกูลหลี่ในเมืองแล้วก็ไม่ได้ด้อยกว่าเลยแม้แต่น้อย บางหลังยังมีขนาดใหญ่และกว้างขวางกว่าด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะบ้านหลังนั้นที่ดูโดดเด่นสะดุดตามากเป็พิเศษ
ไม่เพียงแต่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีลานกว้างภายในขนาดใหญ่ กำแพงรั้วรอบบ้านก็ทำมาจากอิฐดินเผา ดู ๆ ไปก็คล้ายกับบ้านพักตากอากาศของพวกเศรษฐีเลยทีเดียว
นี่มันอะไรกัน?
เดิมทีซ่งจินเหยาเตรียมใจไว้แล้วว่า ในเมื่อมาอยู่ที่นี่แล้ว ก็ต้องปรับตัวให้อยู่ให้ได้ นางจะเป็แม่เลี้ยงให้กับเด็ก ๆ ทั้งสามคนเอง แต่สำหรับผู้ชายแก่คนนั้น นางตั้งใจที่จะพูดคุยและโน้มน้าวอย่างมีเหตุผลก่อน แต่หากไม่ได้ผลจริง ๆ ก็ค่อยหาวิธีอื่น
และที่สำคัญ...การหาเงินก็เป็สิ่งจำเป็
นางเชื่อว่าในฐานะผู้หญิงยุคใหม่ที่มีโลกทัศน์กว้างไกล นางจะสามารถหาหนทางดูแลตัวเองและลูก ๆ ได้อย่างแน่นอน เมื่อมีอำนาจทางการเงิน อำนาจในการควบคุมชายหม้ายและลูกสามคนก็จะง่ายขึ้น
แต่ตอนนี้…ดูเหมือนชีวิตที่นี่จะไม่ได้ยากลำบากอย่างที่จินตนาการไว้เลย
แน่นอนว่าก็ยังมีกระท่อมฟางอยู่บ้างในบริเวณใกล้เคียง ซ่งจินเหยาจึงคิดเอาเองว่า นั่นคือที่ที่ผู้ชายแก่คนนั้นอาศัยอยู่
ชาวบ้านหลายคนที่เดินผ่านไปมา ต่างก็แอบเหลือบมองหญิงสาวแปลกหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ซ่งจินเหยาเป็หญิงสาวที่งดงามหมดจด ผิวพรรณผุดผ่อง กิริยาท่วงท่าสง่างามแตกต่างจากชาวบ้านธรรมดาทั่วไปโดยสิ้นเชิง ถึงขั้นที่ว่าไม่มีใครกล้าจ้องมองนางนานเกินไป ราวกับว่าการทำเช่นนั้นจะเป็การดูิ่นางเข้า
ซ่งจินเหยาเดินไปหาหญิงวัยกลางผู้หนึ่งที่กำลังจะเดินเข้าหมู่บ้าน “ท่านป้า ข้าขอถามทางไปบ้านโม่หงเชินหน่อยได้ไหม”
“หือ? เ้ากำลังตามหาใครนะ? โม่หงเชินหรือ?”
ซ่งจินเหยารู้สึกประหลาดใจ —ไม่ใช่ว่าผู้ชายแก่คนนั้นแยกตัวออกจากตระกูล เพราะมีนิสัยแปลก ๆ เข้ากับใครก็ไม่ค่อยได้หรอกหรือ? ทำไมท่าทางของหญิงชาวบ้านผู้นี้ถึงดูเหมือนคุ้นเคยกับเขามากพอสมควรเลยล่ะ
ถึงในใจจะสงสัยแต่นางก็ยังคงแสดงสีหน้าสงบนิ่ง “ใช่แล้ว ข้าคือผู้หญิงที่โม่หงเชินจะแต่งงานด้วย ข้ามาเป็เ้าสาวของเขา”
ผู้หญิงคนนั้นอ้าปากค้าง มองซ่งจินเหยาอย่างตกตะลึงอยู่ครู่ใหญ่ “เ้า…เ้ามาจากบ้านตระกูลฉางหรือ…แต่เ้า…ดูไม่เหมือนนางเลย…”
ซ่งจินเหยาไม่ได้อธิบายอะไร เพียงแต่ยิ้มและพูดซ้ำ “รบกวนท่านป้าช่วยชี้ทางให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?”
“อ้อ ๆ...ได้สิ” ในที่สุดผู้หญิงคนนั้นก็ได้สติ ก่อนจะชี้ไปทางหนึ่ง “เดินตรงไปตามถนนในหมู่บ้านไปจนสุดทาง เห็นบ้านหลังใหญ่ ๆ ที่มีรั้วล้อมรอบนั่นไหม? นั่นแหละบ้านโม่หงเชิน”
ซ่งจินเหยาหันไปมองตามทิศทางที่หญิงคนนั้นชี้ แล้วถึงกับตกตะลึงไปทันที
นั่นมันไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ที่คล้ายกับบ้านพักตากอากาศที่นางเพิ่งสังเกตเห็นหรือ?
เห็นได้ชัดว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่หลี่อิ๋งเซี่ยบรรยายไว้!
ซ่งจินเหยากล่าวขอบคุณและเดินตรงไปยังบ้านตระกูลโม่
ผู้หญิงคนนั้นยังคงสับสนและเกาศีรษะของตนด้วยความสงสัยไปตลอดทาง นางได้ยินมาว่าแม่นางตระกูลฉางไม่เต็มใจจะแต่งงาน ก่อเื่จนวุ่นวายใหญ่โต นางเองก็นึกว่าการแต่งงานถูกยกเลิกไปแล้วเสียอีก แล้วทำไมถึงยังมีคนโผล่มาอีกล่ะ?
คิดไปคิดมา หญิงคนนั้นจึงะโเรียกหลานชายของตัวเอง “ตั้นจื่อ! ไปที่ทุ่งนาแล้วบอกลุงเฉินของเ้าว่า เ้าสาวของเขามาถึงแล้ว!”
เด็กชาย ‘ตั้นจื่อ’ ตัวน้อยที่กำลังเล่นโคลนอยู่ พอได้ยินก็ใช้มือที่เปื้อนเปรอะเลอะเทอะนั้นเช็ดกับเสื้อที่สวมใส่ แล้วรับคำ “อื้อ!” เสียงหนึ่ง ก่อนจะวิ่งปรู๊ดออกไปทันที
ซ่งจินเหยาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านที่ราวกับบ้านพักตากอากาศแล้วเคาะประตู ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงสุนัขเห่าดังลั่น ทำเอานางสะดุ้งสุดตัว
นางเป็คนที่กลัวสุนัขมาก โดยเฉพาะสุนัขตัวใหญ่
แต่ดูเหมือนว่าเสียงเห่านั้นจะทำให้เ้าของบ้านรู้ตัว ไม่นานก็มีเสียงผู้หญิงวัยกลางคนะโออกมาจากข้างใน
“มาแล้ว มาแล้ว ใครกัน?”
ซ่งจินเหยายิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้น
หลี่อิ๋งเซี่ยบอกว่าผู้ชายแก่คนนี้ไม่มีพ่อแม่หรือพี่น้อง แถมยังได้ตัดความสัมพันธ์กับตระกูลของเขาไปนานแล้ว
แล้วเหตุใดถึงมีเสียงผู้หญิงวัยกลางคนอยู่ข้างในล่ะ?
ประตูถูกเปิดออก หญิงผู้นั้นมองซ่งจินเหยาั้แ่หัวจรดเท้า "เ้าเป็ใคร? มาที่นี่้าอะไร?"
ซ่งจินเหยายังคงใช้น้ำเสียงสุภาพ “ข้าคือผู้หญิงที่โม่หงเชินจะแต่งงานด้วย ข้ามาที่นี่เพื่อเป็เ้าสาวให้เขา ขอถามได้หรือไม่ว่าท่านเป็ใคร?”
พอได้ยินคำนี้ สายตาของหญิงผู้นั้นพลันเฉียบคมและแฝงไปด้วยความระแวดระวัง นางพินิจมองซ่งจินเหยาอย่างไม่เป็มิตร
“เ้าคือฉางจินกุ้ย ลูกสาวตระกูลฉางคนนั้นหรือ?”
ชื่อของหลี่อิ๋งเซี่ยในบ้านตระกูลฉางคือ ‘ฉางจินกุ้ย’
เมื่อััได้ถึงความเป็ปรปักษ์ ซ่งจินเหยาจึงอธิบายต่ออย่างใจเย็น “ข้าไม่ใช่นาง ท่านอาจเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่าที่บ้านของพวกเขาเกิดปัญหาขึ้นนิดหน่อย ข้าเป็ลูกพี่ลูกน้องของนาง มารับหน้าที่แต่งงานแทนนาง”
“นี่มันเื่เหลวไหลอะไรกัน? ตอนแรกตกลงกันแล้วว่าจะเป็ฉางจินกุ้ย พอมาตอนนี้กลับเปลี่ยนคนเสียอย่างนั้น? ตระกูลฉางคิดจะหลอกลวงคนหรือยังไง? รีบไสหัวไปซะ!”
คำพูดนั้นรุนแรงมาก แน่นอนว่าซ่งจินเหยาย่อมไม่ยอมอยู่เฉย สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนเป็เ็า “แล้วท่านเป็อะไรกับโม่หงเชิน ท่านมีสิทธิ์ตัดสินใจแทนเขาได้รึ?”
“ข้า…” ผู้หญิงคนนั้นถึงกับตะลึงงัน นางเอามือเท้าสะเอวแล้วแผดเสียงแหลมสูง “ข้าช่วยเสี่ยวเชินดูแลเด็ก ๆ มานาน ข้าเป็ป้าของเขา แน่นอนว่าข้ามีสิทธิ์ตัดสินใจ”
ซ่งจินเหยาพบว่าเื่นี้ไม่ชอบมาพากล —ไม่ใช่ว่าโม่หงเชินตัดสัมพันธ์กับคนในตระกูลไปแล้วหรือ? แล้วป้าผู้นี้มาจากไหนกัน?
ทว่านางก็ไม่ได้สนใจที่จะคิดหาคำตอบ เพียงเลิกคิ้วและพูดกลับไปว่า “ข้าอยากพบโม่หงเชิน”
หญิงคนนั้นพูดอย่างรังเกียจ “เขาไม่อยู่บ้าน ไปให้พ้น!”
“เช่นนั้นข้าก็จะรออยู่ที่นี่ ข้าจะรอจนกว่าเขาจะกลับมา เพื่อที่จะได้อธิบายว่าไม่ใช่ข้าที่ปฏิเสธการแต่งงาน แต่เป็ท่านที่ไม่ยอมให้ข้าเข้าบ้าน ในเมื่อเป็เช่นนี้ก็เท่ากับว่าตระกูลโม่เป็ฝ่ายผิดสัญญา การแต่งงานนี้เป็โมฆะ ฝ่ายเ้าสาวก็ไม่จำเป็ต้องคืนเงินสินสอด”
.
.
.