มหาศึกแห่งจักรวาล

    ภาค 2 ตอนที่ 104.ร่องรอยที่ลึกเกินแผนที่

    ด้านหลัง

    เสียงคำรามยังคงดังขึ้น

    และไกลออกไป

    ตรงบริเวณทางเข้าของพื้นที่

    กลุ่มนักฆ่ายังคงรออยู่ในหมอก

    พวกมันไม่รู้ว่า

    เหยื่อที่ต้องการ

    กำลังถูกฝูงผีดิบผลักให้ลึกเข้าไปกว่าเดิม

    และพวกมันก็ยังไม่รู้ว่า

    ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไร

    โอกาสที่จะนำสิ่งของจากกิลด์กลับออกมา

    ก็อาจยิ่งน้อยลง

     

    นัทกำปืนแน่น

    สายตาจับอยู่ที่ทางแคบเบื้องหน้า

    เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า

    ภารกิจครั้งนี้

    ไม่ใช่การสำรวจธรรมดา

    พวกเขาถูกบีบให้เข้ามาลึกกว่าทีมอื่น

    ด้านหลังมีคนรอ

    ด้านหน้ามีฝูงผีดิบ

    และตอนนี้

    พวกเขากำลังเลือกเส้นทางที่ไม่มีอยู่ในแผนเดิม

    อาเรนมองตรงไปข้างหน้า

    ก่อนพูดขึ้น

    “อย่าหยุด”

    “ผ่านไปก่อน”

    “จากนั้นค่อยหาทางเปลี่ยนเส้นทาง”

    ทั้งสี่คนพยักหน้า

    และขบวนทั้งห้า

    ก็พุ่งเข้าสู่ทางแคบระหว่างแนวหิน

    โดยมีเสียงฝูงผีดิบ

    ดังไล่หลังมาไม่ห่าง

    แต่ไม่มีใครรู้ว่า

    หลังจากผ่านทางแคบนี้ไปแล้ว

    สิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า

    อาจไม่ใช่เพียงเส้นทางหลบหนี

    เพราะร่างเงาของมาร์โก

    ที่กำลังสำรวจอยู่ลึกออกไป

    ได้หยุดนิ่งลงอีกครั้ง

    มาร์โกไม่เปลี่ยนสีหน้า

    เขาไม่พูดอะไร

    เพียงกำสายบังคับสัตว์พาหนะให้แน่นขึ้น

    นัทที่อยู่ข้าง ๆ เหลือบมองเขา

    และในจังหวะนั้น

    เขาก็รู้ทันที

    ด้านหน้า...มีอะไรบางอย่างอีกแล้ว
    “พี่?”

    นัทหันไปมองมาร์โก

    เพราะทันทีที่อีกฝ่ายพูดว่า

    มีอะไรอีกแล้ว

    สีหน้าของมาร์โกก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

    ไม่ใช่ความตกใจ

    แต่เป็นความระวัง

    อาเรนหันกลับมาในทันที

    “อะไร?”

    มาร์โกไม่ได้ตอบทันที

    สายตาของเขามองผ่านหมอกเบื้องหน้า

    ขณะเดียวกัน

    ทีมยังคงเคลื่อนที่ต่อไป

    ไม่มีใครหยุด

    เพราะด้านหลัง

    พวกเขายังไม่รู้ว่าศัตรูอยู่ห่างออกไปเพียงใด

    “ด้านหน้า”

    มาร์โกพูดขึ้น

    “มีบางอย่าง”

    คำตอบนั้นทำให้รันหันไปมอง

    ไคกำหมัดแน่นขึ้น

    “อะไร?”

    “ยังไม่รู้”

    มาร์โกตอบ

    “มันไม่ได้กำลังเข้ามา”

    อาเรนชะลอความเร็วลงเพียงเล็กน้อย

    แต่ไม่ได้สั่งหยุด

    “อยู่ห่างแค่ไหน?”

    “ประมาณ...สามร้อยเมตร”

    นัทมองเข้าไปในหมอก

    แต่สิ่งที่เขาเห็น

    ยังคงมีเพียงเงาของต้นไม้

    และพื้นดินที่ถูกหมอกปกคลุม

    “มองไม่เห็นอะไรเลยครับ”

    มาร์โกไม่ได้ตอบ

    เพียงหลับตาลงชั่วขณะ

     

    ภายในเงาของต้นไม้

    บางอย่างค่อย ๆ เคลื่อนไหว

    ร่างเงาของมาร์โก

    แยกตัวออกไป

    แต่มันไม่ได้เคลื่อนหายออกจากบริเวณโดยรอบทั้งหมด

    มาร์โกยังคงรักษาการรับรู้ไว้รอบตัว

    ก่อนให้ร่างเงา

    เคลื่อนตรงไปด้านหน้า

    อย่างรวดเร็ว

    นัทมองมาร์โกเพียงแวบเดียว

    ก่อนหันกลับไปสนใจเส้นทาง

    เขาไม่ได้พูดอะไร

    เพราะรู้ดีว่า

    ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะถาม

     

    “อาเรน”

    มาร์โกลืมตาขึ้น

    “ไม่ใช่พวกนักฆ่า”

    “แน่ใจ?”

    “แน่ใจ”

    มาร์โกตอบ

    “ไม่มีการเคลื่อนไหว”

    อาเรนขมวดคิ้ว

    “แล้วอะไร?”

    มาร์โกเงียบไปชั่วครู่

    “เหมือนซากอะไรบางอย่าง”

    คำตอบนั้น

    ไม่ได้ทำให้ใครผ่อนคลาย

    ตรงกันข้าม

    พื้นที่แห่งนี้คือเขตสำรวจ

    และสิ่งที่ไม่ปรากฏอยู่ในข้อมูล

    อาจสำคัญกว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่เสียอีก

    แต่ก่อนที่อาเรนจะตัดสินใจ

    มาร์โกก็พูดขึ้นอีกครั้ง

    “ด้านหลังยังมีคนตามมา”

    บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที

    “ระยะ?”

    “ยังไกล”

    มาร์โกตอบ

    “แต่พวกมันไม่ได้หยุด”

    อาเรนมองทุกคน

    “ไปต่อ”

    ไม่มีใครคัดค้าน

     

    ทีมเร่งความเร็วขึ้นอีกครั้ง

    สัตว์พาหนะทั้งห้าตัวเคลื่อนผ่านหมอก

    พื้นดินเริ่มไม่เรียบเหมือนก่อน

    บางช่วงเต็มไปด้วยก้อนหิน

    บางช่วงเป็นพื้นชื้น

    ทำให้ต้องลดความเร็วเป็นระยะ

    นัทจับสายบังคับแน่น

    ร่างกายเริ่มรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าอย่างชัดเจน

    ก่อนหน้านี้

    เขายังสามารถอาศัยอะดรีนาลีนจากการต่อสู้

    และความตึงเครียดจากการถูกไล่ล่า

    ฝืนเคลื่อนที่ต่อไปได้

    แต่เมื่อเวลาผ่านไป

    ความเหนื่อยก็เริ่มสะสม

    และไม่ได้มีเพียงเขา

    สัตว์พาหนะเอง

    ก็เริ่มหายใจหนักขึ้น

     

    มาร์โกหันกลับไปมองด้านหลัง

    หมอกบดบังทุกอย่าง

    “พวกมันยังตาม?”

    อาเรนถาม

    “ยัง”

    “ใกล้ขึ้นไหม?”

    มาร์โกนิ่งไปชั่วครู่

    “ไม่”

    คำตอบนั้นทำให้อาเรนหันมามอง

    “ไม่?”

    “หมอกทำให้พวกมันตามรอยช้าลง”

    มาร์โกตอบ

    “และพื้นที่ตรงนี้เดินยากกว่าด้านนอก”

    อาเรนพยักหน้า

    แต่ยังไม่สั่งหยุด

    “งั้นใช้ระยะนี้”

    ทุกคนเข้าใจทันที

    พวกเขาไม่สามารถหยุดได้

    แต่สามารถใช้โอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามเคลื่อนที่ช้าลง

    สร้างระยะห่างให้มากขึ้น

     

    เวลาผ่านไป

    ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเคลื่อนที่มาไกลเท่าไร

    เพราะตั้งแต่เข้าสู่พื้นที่นี้

    เส้นทางก็เริ่มแตกต่างจากแผนที่เดิม

    อาเรนหยิบแผนที่ขึ้นมาดูหลายครั้ง

    แต่ยิ่งดู

    สีหน้าของเขาก็ยิ่งจริงจัง

    ในที่สุด

    เขายกมือขึ้น

    “ช้าลง”

    ขบวนลดความเร็ว

    ไคหันมองเขา

    “มีอะไร?”

    อาเรนมองแผนที่

    ก่อนมองพื้นที่รอบตัว

    “เรามาไกลเกินแผนแล้ว”

    รันเดินสัตว์พาหนะเข้ามาใกล้

    “แค่ไหน?”

    อาเรนชี้ไปยังตำแหน่งหนึ่ง

    “ตามเส้นทางเดิม”

    “เราควรอยู่แถวนี้”

    นิ้วของเขาเลื่อนไปอีกตำแหน่ง

    ลึกเข้าไปกว่าเดิม

    “แต่ตอนนี้ เราน่าจะอยู่ตรงนี้”

    นัทมองตาม

    “ลึกกว่าทีมอื่น?”

    “ใช่”

    อาเรนตอบ

    “มากกว่าที่ควรจะเป็น”

    ไคนิ่งไป

    “เพราะเราถูกไล่ล่า”

    “ใช่”

    อาเรนเก็บแผนที่ลง

    “ถ้าไม่มีพวกมัน”

    “เราคงไม่เข้ามาลึกขนาดนี้”

    ความเงียบเกิดขึ้น

    เพราะทุกคนเข้าใจความหมาย

    พื้นที่ที่ลึกขึ้น

    หมายถึงข้อมูลที่น้อยลง

    และข้อมูลที่น้อยลง

    หมายถึงความเสี่ยงมากขึ้น

     

    “ด้านหน้า”

    มาร์โกพูดขึ้นอีกครั้ง

    คราวนี้

    อาเรนหันไปทันที

    “อะไร?”

    “ที่ฉันเห็นก่อนหน้านี้”

    มาร์โกมองไปข้างหน้า

    “อยู่ไม่ไกลแล้ว”

    ทีมลดความเร็วลงอีก

    แต่ยังไม่หยุด

    ร่างเงาของมาร์โกเคลื่อนผ่านพื้นที่ด้านหน้า

    ก่อนข้อมูลที่ได้รับจะกลับมาถึงเขา

    มาร์โกขมวดคิ้วเล็กน้อย

    “เป็นพื้นที่โล่ง”

    “มีอะไรอยู่ตรงกลาง”

    “อะไร?”

    “ยังมองไม่ชัด”

    อาเรนคิดอยู่ครู่หนึ่ง

    ก่อนพูดขึ้น

    “เราเข้าไปดู”

    ไคหันมองทันที

    “แล้วพวกด้านหลัง?”

    มาร์โกตอบก่อน

    “ยังไม่ใกล้”

    อาเรนพยักหน้า

    “งั้นดูเร็ว ๆ”

    “เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อสู้”

    คำพูดนั้น

    ทำให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน

    ภารกิจของพวกเขา

    คือการสำรวจ

    ไม่ใช่การกวาดล้างพื้นที่

    ไม่ใช่การล่ามอนสเตอร์

    และไม่ใช่การเสี่ยงชีวิตกับทุกสิ่งที่พบ

     

    เมื่อเคลื่อนผ่านแนวต้นไม้

    พื้นที่ด้านหน้าก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น

    เป็นพื้นที่โล่ง

    กว้างพอให้สัตว์พาหนะทั้งห้าตัวหยุดพักได้

    แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนเงียบลง

    คือร่องรอยบนพื้น

    มีบางอย่าง

    ถูกลากผ่านบริเวณนี้

    รอยยาวหลายเส้น

    ทอดออกไปคนละทิศทาง

    รันลงจากสัตว์พาหนะทันที

    อาเรนเดินตามลงไป

    นัทมองไปรอบตัว

    หมอกที่นี่บางกว่าบริเวณก่อนหน้าเล็กน้อย

    พอให้เห็นพื้นที่โดยรอบได้ชัดขึ้น

    แต่กลับทำให้เขารู้สึกแปลกกว่าเดิม

    เพราะความเงียบ

    ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยน

    “รอยใหม่ไหม?”

    อาเรนถาม

    รันย่อตัวลง

    ตรวจสอบพื้นดิน

    ก่อนตอบ

    “ไม่เก่า”

    “แต่ไม่ใช่เพิ่งเกิด”

    ไคขมวดคิ้ว

    “อะไรทิ้งรอยไว้?”

    รันส่ายหน้า

    “ยังบอกไม่ได้”

     

    มาร์โกมองไปรอบตัว

    ร่างเงาของเขากำลังตรวจสอบพื้นที่เป็นวงกว้าง

    คราวนี้

    ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนเข้ามา

    ไม่มีผีดิบ

    ไม่มีนักฆ่า

    และไม่มีมอนสเตอร์

    อย่างน้อย

    ภายในระยะใกล้

    “เป็นยังไง?”

    อาเรนถาม

    มาร์โกตอบ

    “ตอนนี้ยังไม่มีอะไร”

    อาเรนมองสัตว์พาหนะ

    พวกมันเริ่มเหนื่อยอย่างชัดเจน

    ไคเองก็ยกมือเช็ดเหงื่อ

    รันยังคงระวังตัว

    แต่สภาพของทุกคน

    ไม่เหมาะกับการเคลื่อนที่ต่อไปโดยไม่หยุดเลย

    อาเรนจึงมองพื้นที่อีกครั้ง

    ก่อนออกคำสั่ง

    “ตรวจรอบสุดท้าย”

    “ถ้าไม่มีอะไร”

    “เราจะตั้งหลักที่นี่ชั่วคราว”

    นัทหันมองเขา

    ครั้งนี้

    ไม่มีใครรู้สึกว่าอาเรนสั่งพักง่ายเกินไป

    เพราะก่อนจะมาถึงจุดนี้

    พวกเขาเพิ่งใช้เวลาสร้างระยะห่างจากผู้ไล่ล่า

    ตรวจสอบสิ่งที่อยู่ด้านหน้า

    และเลือกพื้นที่ที่พอควบคุมได้

     

    มาร์โกหลับตาลงอีกครั้ง

    ร่างเงาเคลื่อนออกไป

    วนเป็นวงกลม

    รอบพื้นที่

    ห้าสิบเมตร

    หนึ่งร้อยเมตร

    จากนั้น

    ไกลออกไปอีก

    นัทมองเขาอยู่เงียบ ๆ

    เขารู้ดีว่า

    มาร์โกไม่ได้เพียงตรวจสอบด้านหน้า

    แต่กำลังมองทุกทิศทาง

    ไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะปล่อยให้สิ่งใด

    เข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว

    ผ่านไปครู่หนึ่ง

    มาร์โกลืมตา

    “รอบนี้ปลอดภัย”

    คำว่า รอบนี้

    ทำให้อาเรนพยักหน้า

    เพราะในพื้นที่แบบนี้

    ไม่มีใครสามารถพูดได้ว่าปลอดภัยจริง

     

    “พัก”

    อาเรนพูดในที่สุด

    “แต่ผลัดกันพัก”

    ทุกคนเริ่มลงจากสัตว์พาหนะ

    นัทปล่อยลมหายใจออกยาว

    คราวนี้

    เขารู้สึกได้จริง ๆ ว่า

    ร่างกายของตัวเองเริ่มเหนื่อย

    ไคมองไปยังแนวหมอกด้านหลัง

    “พวกนักฆ่า?”

    มาร์โกตอบสั้น ๆ

    “ยังไม่ถึง”

    “ถ้ามันตามมา?”

    อาเรนพูดขึ้น

    “เราค่อยเคลื่อนอีกครั้ง”

    ไม่มีใครคิดว่าพวกเขาปลอดภัยแล้ว

    การหยุดพักครั้งนี้

    ไม่ใช่จุดจบของการไล่ล่า

    เป็นเพียงการหยุด

    เพื่อไม่ให้ทั้งทีมพังลงกลางทาง

    นัทนั่งลงข้างสัมภาระ

    มองออกไปยังพื้นที่รอบตัว

    ตอนนี้

    พวกเขาเข้ามาลึกกว่าที่ควร

    ลึกกว่าทีมสำรวจอื่น

    และอยู่ในพื้นที่

    ที่ข้อมูลจากกิลด์มีอยู่น้อยมาก

    แต่สิ่งที่อยู่บนพื้น

    ทำให้นัทอดมองไม่ได้

    ร่องรอยยาวหลายเส้น

    ยังคงทอดออกไป

    หายเข้าไปในหมอก

    นัทไม่รู้ว่ามันคืออะไร

    แต่เขามีความรู้สึกบางอย่าง

    ราวกับร่องรอยเหล่านั้น

    ไม่ได้มีไว้ให้พวกเขาตามหา

    แต่มันเหมือนกับว่า

    บางสิ่งเคยผ่านมาที่นี่

    และหายเข้าไป

    ลึกกว่าจุดที่แผนที่ของอาเรน

    ยังไม่มีข้อมูลอีก

    คล้ายกับเรื่องมหาศึกแห่งจักรวาล ที่คุณอ่าน