ตอนที่ 45
อำลา
ไป๋เหอเห็นว่าการต่อสู้ระหว่างตนเองกับรุ่ยเผิงค่อนข้างดุเดือดอาจจะเป็นเพราะเขาที่ฆ่าลูกชาย จึงทำให้อารมณ์รุ่ยเผิงตอนนี้คล้ายกับคนเสียสติกวัดขวานไปมาราวอย่างกับคนบ้าหมายจะฆ่าเขาให้ตายตกตามลูกชายไป
แต่คนอย่างเขาใช่ว่าจะสังหารง่ายดายขนาดนั้นเมื่อได้รับพลังจากท่านอาวุโสมาแล้วใช่ว่าจะอ่อนแอเสียเมื่อไหร่หากศึกครั้งนี้เขาพ่ายแพ้เห็นทีว่าพลังที่ได้รับมาคงสูญเปล่า
“เจ้าไป๋เหอข้าจะฆ่าเจ้า”รุ่ยเผิงคำรามออกมา ปล่อยลมปราณที่มีไว้ในขวาน ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง “ตวัดมรณะ”เขายกขวานขึ้นและฟาดมายังร่างคนตรงหน้า
เกิดเป็นคลื่นพลังทำลายล้างขนาดใหญ่พุ่งโจมตีไป๋เหอ พื้นดินที่โดนคลื่นพลังนี้วิ่งผ่านล้วนแตกระแหงกลายเป็นหลุมลึกลากเป็นทางยาว
ไป๋เหอกระโดดหลบหลีกความอันตรายนั้นได้ แต่ต้นไม้น้อยใหญ่ล้วนหักระเนระนาด
“ดูท่าแล้วข้าคงจำเป็นจะต้องเผยพลังที่แท้จริงออกมา”
ไป๋เหอระเบิดพลังลมปราณที่แท้จริงออกมากำกระบี่ให้แน่น
“นี่!!นี่มันอะไรกันเจ้าเด็กนั่นอยู่ชั้นพลังโลหิตขั้นที่ 5 อย่างนั้นเหรอมันเป็นได้อย่างไรกัน”รุ่ยเผิงที่เห็นพลังที่แท้จริงของเด็กหนุ่มเขาถึงกับเบิกตากว้างไม่อยากจะเชื่อว่าเจ้าเด็กนี่จะเก็บพลังที่แท้จริงซ่อนไว้ไม่ให้พวกเขาได้เห็นมิน่าเล่าดูไม่เกรงกลัวที่แท้ก็อยู่ในชั้นพลังระดับโลหิตเท่าเขานี่เอง
ทุกคนที่เห็นต่างตกตะลึงไม่คิดว่ายังเด็กน้อยอยู่เลยแต่ชั้นพลังโคตรน่ากลัวกว่ารุ่ยเผิงและเฉิงจิ้ง
“ไป๋เหออยู่ในระดับชั้นพลังโลหิตขั้นที่5 อย่างนั้นเหรอ”
หลานตี้อุทานออกมาทำให้หวังเหว่ยที่ยืนข้างๆ ได้ยินไปด้วย
หวังเหว่ยที่ได้รู้ความจริงดังนั้นถึงกับยิ้มออกมา ทั้งที่เขาวิตกอย่างมากว่าไป๋เหอจะเป็นฝ่ายพลาดพลั้งแต่ดูท่าแล้วเขาสบายใจขึ้นเมื่อได้รู้เช่นนี้
“เจ้าเก็บซ่อนพลังไว้อย่างดีเลยนะเจ้าหนู” เฉิงจิ้งกล่าวขึ้นกำหมัดไว้แน่นที่เขาไม่สามารถเอาชนะได้ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง
“เอาละเมื่อทุกคนรู้ทั้งหมดข้าก็ไม่ปิดบังแล้วกัน เห็นทีว่าข้าจำเป็นจะต้องลงมืออย่างไม่ปรานีบ้างแล้ว” ไป๋เหอเก็บกระบี่จื่อลู่แล้วนำกระบี่อีกเล่มหนึ่งออกมา
เฉิงจิ้งที่มีประสบการณ์มากกว่าถึงกับอ้าปากค้างหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นมันอยู่ในมือไป๋เหอ
“นั่น!! นั่นมันกระบี่ระดับจุติ” แสงเรืองรองที่ปล่อยออกมาจากกระบี่ทำให้เขาสัมผัสได้ว่ากระบี่เช่นนี้ไม่ได้อยู่ในระดับสวรรค์อย่างแน่นอน
“อะไรนะเจ้าว่าอะไรนะ!!” เจ้าเด็กนั่นมีกระบี่ระดับจุติอย่างนั้นเหรอ รุ่ยเผิงที่ได้ยินเฉิงจิ้งพูดถึงกับกลืนน้ำลายลงคอใครๆก็รู้ว่าอาวุธเช่นนี้ไม่มีทางต่อกรได้เลย ชั้นพลังของเขาอยู่ในระดับโลหิตค่อนข้างต่ำต้อยมากหากยื่นมือเข้าปะทะอาวุธชั้นนี้แค่กระบวนท่าเดียวเขาก็ไปนอนแน่นิ่งที่พื้นแล้วถ้าจะให้ต่อกรกับคนที่ถืออาวุธเช่นนี้อยู่ในมือจำเป็นจะต้องมีชั้นพลังที่สูงกว่านี้
“นายท่านเราไม่อาจจะต่อกรกับคนที่ถืออาวุธเช่นนี้อยู่ในมือได้ พวกเราสองคนหากร่วมมือกันก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้เจ้าเด็กนี่เลย” เฉิงจิ้งกล่าวขึ้น
“เห็นทีการแก้แค้นให้จางหมิ่นคงต้องยุติเพียงเท่านี้แล้วคิดหาหนทางใหม่เป็นการดีที่สุด” รุ่ยเผิงออกความคิดเห็นแม้จะต้องต่อสู้เพื่อบุตรชายมีแต่จะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าเลือกหาหนทางอื่นเป็นการดีที่สุดเขาไม่ต้องการเสี่ยง
ไป๋เหอที่ได้ยินเสียงการสนทนานั้นชัดแจ๋วเขาเพียงแค่ยิ้มมุมปากน้อยๆ อาวุธนี้ช่างทรงพลังจริง ๆ เพียงเอาออกมาพวกนี้ก็นึกกลัวตนแล้วแบบนี้ช่างเลิศเลอนักหากรู้อย่างนี้เอาออกมาตั้งแต่แรกแล้ว
ก่อนจะกล่าวขึ้น“ว่าไงจะสู้ต่อหรือไม่”
“เรื่องวันนี้ข้าฝากไว้ก่อนแล้วกันหากข้าแข็งแกร่งเมื่อใดข้าจะมาเอาชีวิตเจ้า” น้ำเสียงรุ่ยเผิงเปล่งออกมาแต่แฝงไปด้วยความกลัว เขายังไม่ต้องการตายตอนนี้อย่างน้อยเอาชีวิตรอดเอาไว้ก่อน
ไป๋เหอก็ไม่ได้อยากสังหารทิ้งเสียเท่าไหร่ ถือว่าปล่อยมดไปตัวหนึ่งแล้วกันอย่างน้อยตัวมันก็ยังรักชีวิตไม่อยากมาทิ้งตามลูกชายไป แล้วอีกอย่างเรื่องนี้ก็ให้หวังเหว่ยและแม่ของเขาจัดการต่อส่วนเขาจำเป็นจะต้องออกเดินทางไปที่อื่นแล้ว เสียเวลาที่นี่นานเกินไป สำนักเมฆาสวรรค์น่าจะได้เวลาเปิดลงทะเบียนกันแล้วกลัวจะไปไม่ทัน
“ก็ได้เจ้ายังรักชีวิตยังกลัวตายถือว่าสงเคราะห์ให้ไม่คิดฆ่าเจ้าวันนี้ แต่หากเจอกันครั้งหน้าข้าก็ไม่มั่นใจหรอกนะว่าจะไว้ชีวิตเจ้าดีหรือไม่”
คำพูดนั้นทำให้รุ่ยเผิงและเฉิงจิ้งโล่งอก และคนที่ต่อสู้ก็หยุดลงทั้งสองฝ่ายต่างกลับไปยืนข้างเจ้านายใครเจ้านายมัน
“พวกเรากลับ” ก่อนจะหันหลังเดินจากไปรุ่ยเผิงยังหันมามองภรรยาที่ดูเหมือนว่าจะจบไม่สวยนักก่อนจะนำร่างลูกชายกลับเรือนเพื่อจัดการงานศพ
ทางด้านหวังเหว่ยและหลานตี้เข้ามายืนเคียงข้างไป๋เหอและหวังเหว่ยก้มหัวลงคารวะ
“ข้าขอบใจเจ้ามากหากไม่ได้เจ้าเรื่องนี้คงไม่จบเช่นนี้”
“ข้าก็ทำตามหน้าที่เมื่อข้าช่วยเหลือเจ้าก็อยากให้เจ้าได้กลับมาใช้ชีวิตดังเดิมบิดาของเจ้าดูท่าแล้วไม่จบเพียงเท่านี้แน่อาจจะคิดมาแก้แค้นเจ้าก็เป็นได้ เอาล่ะในเมื่อเจ้าตอนนี้สามารถกลับมาฝึกพลังได้แล้ว ข้าก็มีของดีมามอบให้เจ้าเช่นกัน” ชายหนุ่มยื่นของบางอย่างออกจากแหวนมิติแล้วส่งให้หวังเหว่ยเขาพึ่งทำมันขึ้นมาหวังจะให้ซวงเอ๋อร์ด้วย
“นี่มันอะไรกัน!!”
“นี่มันยาเพิ่มขั้นชั้นพลังระดับก่อเกิดเพียงเจ้ากินไป1 เม็ด เจ้าก็สามารถทะลวงอยู่ในระดับ 2 ทันที ข้าให้เจ้าไป 3เม็ดส่วนที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าแล้วว่าจะก้าวกระโดดไปไกลแค่ไหน”
“จริงเหรอ เจ้าให้ข้าอย่างนั้นเหรอ”
หวังเหว่ยตื่นเต้นมือไม้สั่นกล่าวออกมาด้วยความยินดีและปลื้มปีติเขาไม่รู้จะสรรหาคำไหนมากล่าวคำว่าขอบคุณแล้วชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงมาได้มากมายก็เพราะไป๋เหอยื่นมือเข้าช่วยเหลือหากไม่ได้ไป๋เหอยื่นโอกาสให้ป่านนี้เขาก็คงเหมือนตายทั้งเป็นไม่มีโอกาสมายืนคุยเช่นนี้หรอก ก่อนที่จะนำร่างคุกเข่าลงต่อหน้าไป๋เหอพร้อมกับก้มหัวเอาหน้าผากจรดพื้นดิน
“เจ้าทำอะไร” ไป๋เหอจับแขนให้หวังเหว่ยลุกขึ้นแต่ดูเหมือนว่าเขาไม่ยอมจะลุกท่าเดียวก่อนที่จะได้ยินเขากล่าวต่อ
“ข้าไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณที่เจ้าช่วยเหลือข้าได้อย่างไรทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะเจ้าที่ได้ยื่นมือเข้าช่วยพวกข้าสองแม่ลูกหากไม่ได้เจ้าข้าก็ไม่มีวันนี้เจ้าอยากให้ข้าทำอะไรเป็นอะไรข้าจะทำให้เจ้าหมดทุกอย่าง”
หลานตี้มองดูลูกชายด้วยความปลื้มใจเขามีวันนี้ได้ก็เพราะคนอยู่เบื้องหน้าที่มีจิตใจดีช่วยเหลือไม่ให้นางซาบซึ้งได้อย่างไรน้ำตาของนางหลั่งไหลออกมาเมื่อได้เห็นโอกาสดีของลูกชายเช่นนี้อีกครั้ง
“เจ้าลุกขึ้นเถิดไม่ต้องมากพิธีกับข้า ขอเพียงเจ้าเป็นสหายที่ดีของข้าแค่นี้ข้าก็พอใจแล้ว”
หวังเหว่ยพยักหน้าน้อยๆ เช็ดน้ำตาที่ไหลออกมามองคนตรงหน้าด้วยความซาบซึ้งใจก่อนจะลุกขึ้นยืน
ทุกคนเห็นมิตรภาพของนายน้อยกับท่านไป๋เหอแล้วต่างคิดว่านายน้อยของเขาช่างโชคดีเหลือเกินเหมือนเทพเซียนมาโปรดยื่นโอกาสให้อีกครั้ง
การเดินทางต่อของไป๋เหอและซวงเอ๋อร์ที่ต้องจากหมู่บ้านนี้ไปเพื่อไปเล่าเรียนที่สำนักเมฆาสวรรค์พวกหวังเหว่ยรู้สึกใจหายเมื่อเห็นว่าพวกเขาต้องไปต่อแล้ว ได้แต่อำลาบอกให้เขากลับมาเยี่ยมเยียนตนเองบ้าง แม้จะรู้จักเพียงไม่นานแต่พวกเขาก็รู้ว่าพี่น้องสองคนนี้ช่างมีจิตใจงดงามเหมาะแก่การคบหาเป็นมิตรอย่างยิ่ง
“ลาก่อนหวังเหว่ย”
“ลาก่อนไป๋เหอ”
พวกเขามองดูสองพี่น้องขี่กระบี่จากไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
“ข้าขอให้เจ้าโชคดีนะไป๋เหอและเก่งกาจกว่าใครๆ” หวังเหว่ยกล่าวขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นว่ากระบี่ลอยไปไกลแล้ว
เสียงสุดท้ายของหวังเหว่ยที่กล่าวออกมาไป๋เหอเพียงยิ้ม