ตอนที่ 9 ประทัดคืนส่งท้ายปีดังกังวานรอบทิศ (2)
ขณะที่นายบ่าวตกอยู่ในความเงียบไร้วาจา ทันใดนั้นพ่อบ้านหลิวที่บังคับรถม้าอยู่ด้านนอกก็ะโเสียงดัง จากนั้นรถม้าก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว แม้คนเดินถนนใน่เทศกาลจะบางตา แต่ยังได้ยินเสียงร้องด้วยความใดังแว่วมา
“คุณหนู...ม้าตื่นขอรับ!”
เหยียนจื่อม่อได้ยินเสียงประทัดเมื่อครู่เช่นกัน คาดว่าม้าตัวนี้คงใเสียงประทัดถึงได้ห้อตะบึงไม่คิดชีวิต ระหว่างที่นายบ่าวทั้งสามกำลังร้อนใจ รถม้าที่พุ่งไปอย่างรวดเร็วพลันหยุดกะทันหัน พร้อมกับเสียงร้องดังลั่นจนแสบแก้วหู
“คุณชายท่านนี้ ขอบคุณที่ยื่นมือช่วยเหลือเมื่อครู่ มิฉะนั้นคงเกิดเื่ใหญ่ขึ้นเป็แน่”
พ่อบ้านหลิวเห็นรถม้าหยุดแล้วก็ะโลงจากรถม้าไปคารวะเซี่ยจิ่นเหยียน ทว่าอีกฝ่ายกลับโบกมือเบาๆ “แค่เื่เล็กน้อยเท่านั้น ไม่ต้องขอบคุณหรอก”
เสียงที่คุ้นเคยนี้ทำให้คิ้วงามของเหยียนจื่อม่อขมวดแน่น เสียงของบุรุษผู้นี้ต่อให้ผ่านไปอีกชาติภพตนก็ไม่มีวันลืม นางยังจำคำสัญญาที่บอกว่าจะอยู่เคียงข้างกันตราบชั่วชีวิตในคืนส่งตัวเข้าหอได้ ทว่ายามที่หันกลับไป กลับหลงเหลือเพียงความอ้างว้างเดียวดาย
ยิ่งเื่ราวเคยงดงามมากเพียงใด เวลาต่อมายิ่งขมขื่นมากเท่านั้น คุณชายผู้สุภาพอ่อนโยนกลับมีจิตใจโเี้ราวสัตว์ป่า คงมีเพียงบุรุษผู้นี้ที่สามารถสับเปลี่ยนบุคลิกทั้งสองของตนได้อย่างง่ายดาย คนเ้าแผนการและช่างระวังเช่นนี้ ไม่ใช่คนที่นางสามารถรับมือได้
“ข้าน้อยเป็คนของจวนผิงซีโหว ไม่ทราบว่าคุณชายมีนามว่ากระไรขอรับ วันหน้าข้าน้อยจะได้ไปแสดงความขอบคุณถึงที่บ้าน”
เซี่ยจิ่นเหยียนโบกมือ คนที่อยู่ในรถม้าคันนี้คงจะเป็สตรีจากจวนผิงซีโหว ไม่เช่นนั้นคงไม่เอาแต่นิ่งเงียบไร้วาจามานานถึงเพียงนี้ ดังนั้นเื่คำขอบคุณอะไรนั่นไม่จำเป็ต้องเอ่ยถึงแล้ว
“ข้าพอจะสนิทสนมกับคุณชายใหญ่จวนผิงซีโหวอยู่บ้าง คำขอบคุณเช่นนี้ไม่จำเป็หรอก”
หลังเซี่ยจิ่นเหยียนจากไปอย่างรวดเร็ว พ่อบ้านหลิวก็ตะลีตะลานหันไปถามไถ่เหยียนจื่อม่อทันที ทว่าอีกฝ่ายลับตอบรับส่งๆ ไปสองสามคำ ก่อนจะเร่งให้เขารีบกลับจวนเร็วๆ การพบกันโดยบังเอิญครานี้ทำให้อารมณ์ของนางสับสนวุ่นวายไม่น้อย
แม้ว่าเมื่อกลับถึงจวน เหยียนจื่อม่อจะไม่ได้เอ่ยถึงเื่ม้าตื่น แต่ผ่านไปไม่นานเจี่ยนซื่อก็ทราบเื่แล้ว และต่อให้รู้อยู่แก่ใจว่าเื่นี้เป็เหตุไม่คาดฝัน นางก็ยังลงโทษพ่อบ้านหลิวด้วยการตัดเบี้ยหวัดรายเดือน
“ประเดี๋ยวเ้าไปบอกคุณชายใหญ่สักหน่อย ให้เขาดูว่าบุรุษผู้นี้เป็ใคร ถึงอีกฝ่ายจะบอกว่าไม่จำเป็ต้องขอบคุณ แต่จวนผิงซีโหวของข้าไม่อาจทำเื่เสียมารยาทเช่นนี้ได้”
“ขอรับ!”
“ส่วนเื่เบี้ยหวัดรายเดือนของเ้า ข้าจะชดเชยให้ภายหลัง เ้าคงเข้าใจหลักการ ‘ไร้กฎเกณฑ์ ไร้ขอบเขต[1]’ ใช่หรือไม่”
แน่นอนว่าเจี่ยนซื่อไม่อาจตำหนิพ่อบ้านหลิวเพราะเื่ม้าใเช่นนี้ได้ นางเพียง้าประกาศให้ทุกคนรู้ว่านางให้ความสำคัญกับเหยียนจื่อม่อมากเพียงใดผ่านเหตุการณ์นี้ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นดูิ่นางได้
“ขอรับ”
เจี่ยนซื่อรอให้พ่อบ้านหลิวออกไปก่อน แล้วค่อยรีบตรงไปยังศาลาลั่วเสวี่ย เมื่อยืนยันได้แล้วว่าตนแค่ตื่นตูมเกินกว่าเหตุ ก็ลูบผมตรงขมับเหยียนจื่อม่อเบาๆ “ยามนี้ลูกคือธิดาของตระกูลเหยียนแล้ว ไม่ว่าอะไรอย่าได้ฝืนทนให้ตนเองต้องลำบาก ต่อให้ฟ้าถล่มดินทลาย แม่จะคอยปกป้องลูกเอง”
เหยียนจื่อม่อกุมมือตัวเองกับมือของอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล นางรู้ถึงความจริงใจในคำพูดของท่านแม่ดี คำสาปแช่งยามตนถูกเสากระแทกตายในชาติก่อนยังดังก้องในหูอยู่เสมอ ‘ลูกแม่! ขอให้ชาติหน้าเ้าอย่าได้เกิดเป็สตรีอีกเลย อย่าต้องมาตายเยี่ยงสุนัขไร้ค่าเช่นนี้ ข้าขอสาปแช่งคนที่ทำร้ายเ้า ขอสาปแช่งคนที่ทำให้เ้าต้องเ็ป ไม่มีวันตายดีในทุกชาติภพ’
“ม่อเอ๋อร์ พวกเราควรไปโถงหรงหย่างกันแล้ว”
“เ้าค่ะ!”
เนื่องจากตระกูลเหยียนทั้งสามบ้านไม่ได้แยกกันอยู่ อาหารค่ำคืนส่งท้ายปีจึงจัดรวมกันที่โถงหรงหย่างตามธรรมเนียม ตอนที่กำลังจุดประทัดเฉลิมฉลองปีใหม่ เหยียนจื่อม่อได้พบกับนายท่านรองและนายท่านสามแห่งตระกูลเหยียน
แม้นายท่านรองตระกูลเหยียนจะไม่อาจเทียบกับท่านเหยียนโหวที่ดำรงตำแหน่งเ้ากรมขั้นสองได้ ทว่าเขาเป็ถึงผู้บัญชาการปีกขวาของกองทัพหู่ปี้ ในนครหลวงนับว่าเป็ผู้มีอำนาจที่หาได้ยากอย่างแท้จริง ส่วนนายท่านสามตระกูลเหยียนรับตำแหน่งขุนนางยศต่ำขั้นห้าซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็คนใจกว้างและร่าเริง ถือเป็บุคคลสบายๆ ที่มีไม่มากนักในจวนผิงซีโหว
เชิงอรรถ
^ หากไม่มีระเบียบ ก็ไม่มีสิ่งใดสามารถทำให้สำเร็จได้