ในวันที่ 11 ของเกมส์แห่งา
กองกำลังฝ่ายมนุษย์ กองกำลังฝ่ายยักษา และกองกำลังฝ่ายอาร์โธรโพดา ทั้งสามขุมกำลังต่างกำลังจะทำาซึ่งกันและกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว
และฝ่ายที่เริ่มเคลื่อนไหวก่อนใครก็คือพวกอาร์โธรโพดา
ภายใต้การนำของสเลบและสกัด กองพลอาร์โธรโพดาทั้งหมดหนึ่งแสนนายจึงได้เริ่มเคลื่อนทัพไปในทิศเหนือ
เป้าหมายของพวกเขาคือเผ่า [มนุษย์] และเผ่า [ยักษา]
การเดินทางจากส่วนกลางของพื้นที่ทุ่งหญ้าไปหยั่งค่ายของทั้งสองฝ่ายนั้น ปกติต้องใช้เวลาถึงหกวันห้าคืน
แต่ด้วยความรวดเร็วอันเป็เอกลัษณ์ของเผ่าอาร์โธรโพดา เลยทำให้พวกเขาใช้เวลาเพียงสี่วันสามคืนเท่านั้น
ซึ่งเป็โชคดีของบานากับแครอท ที่กองทัพของพวกเขาทั้งสองไม่ได้พบกันกลางทางใน่วันที่ 12 ของการเดินทัพทั้งส่องฝ่ายใน่กลางดึก
พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่าได้เดินทัพสวนกันบนท้องทุ่งที่กว้างใหญ่แห่งนี้
กองทัพที่นำโดยสเลบมีมดทหารเลวหนึ่งแสนนาย มดทารระดับสูงหนึ่งหมื่นนาย และมดระดับองครักษ์อีกหนึ่งหมื่นนาย
มดทหารเลวมีความสูงเฉลี่ยที่ร้อยห้าสิบเิเ เป็มดทหารระดับล่างสุดของกองทัพ
มดทารระดับสูงจะมีความสูงที่สองร้อยเิเ พวกนี้จะมีปีกบินบนฟ้าได้สูงประมาณห้าเมตร และมีโครงสร้างร่างกายที่แข็งแกร่งกว่ามดทหารเลว
มดระดับองครักษ์ เป็พวกที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในเผ่า พวกมันตัวสูงใหญ่ถึงสามร้อยเิเ มีเขี้ยวที่ใหญ่โตพอจะโอบรอบเสาหนึ่งเมตรได้สบาย ๆ แถมยังมีปีกบินได้เหมือนมดทหารระดับสูงอีกด้วย
กำลังพลที่ยิ่งใหญ่เหมือนกันนี้ ได้ถูกจัดมาให้กับ [สกัด] หนึ่งในขุนพลที่นำทัพมาพร้อมกับสเลบ
เมื่อรวมกำลังทั้งสองเข้าด้วยกัน จะทำให้มีกำลังพลอย่างต่ำถึงสองแสนนายทีเดียว
เรียกได้ว่าเป็การจัดตั้งเพื่อพร้อมขับไล่ศัตรูออกจากเขตแดนได้อย่างแน่นอน
และไม่เหมือนกับ่สี่วันแรกของา ครั้งนี้เผ่าอาร์โธร์โพดาได้มาพร้อมกับชุดเกราะดิน และอาวุธโบราณครบมืออีกด้วย
ถึงจะเป็รูปแบบอุปกรณ์เครื่องใช้ที่ต่างไปจากมนุษย์ แต่เนื้อดินผสมพิเศษที่พอกตามตัวของพวกเขา มันมีความแข็งแกร่งพอ ๆ กับชุดเกราะหนังของมนุษย์เลยทีเดียว
ส่วนฝ่ายมนุษย์เองก็เร่งรีบตั้งรับต่อศัตรูที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร
แนวกำแพงกระดูกสัตว์ั์สูงสองเมตรได้ถูกรีบสร้างเป็แนวยาว
มันถูกสร้างเป็ครึ่งวงกลมติดริมแม่น้ำ และมีส่วนเว้านูนเข้าไปอยู่ทั้งหมดสามจุด
ส่วนเว้านูนเข้าไปนั้นคือประตูสำหรับเข้าออก และเป็แนวตั้งรับล่อศัตรูบุกเข้ามา
ถัดจากแนวกำแพงแรก จะเป็แนวรั้วไม้สูงหนึ่งเมตร
ไม้ที่ถูกเหลาจนแหลมและวางตั้งหันออก จะช่วยชะลอการบุกของศัตรูได้
และหลังแนวรั้วไม้ มันก็คือค่ายพักแรมที่มีเต็นท์ตั้งเรียงรายอยู่ไปทั่ว
แต่ช่างน่าแปลกที่เต็นท์เ่าั้กลับดูมีจำนวนน้อยนิดยิ่งนัก
สาเหตุเป็เพราะว่าใน่วันที่ 12 คณะผู้นำเผ่ามนุษย์ได้ประสบความสําเร็จในการเคลื่อนย้ายคริสตั้นแห่งชีวิตข้ามแม่น้ำไปที่อีกฟากนั่นเอง
ถึงความจริงจะเกิดจากความวุ่นวายภายในก็ตาม
ในวันนั้น กลุ่มคนที่เริ่มรับแรงกดดัน และยอมรับความจริงของโลกใบนี้ไม่ได้ ต่างเริ่มคลั่งขึ้นมา
พวกเขาบุกไปที่คริสตั้นแห่งแสง ทำร้ายยามที่เฝ้า
พวกเขาตั้งใจที่จะทำลายคริสตั้น แต่เนื่องจากไม่สามารถทำได้ เลยใช้วิธีการจับโยนทิ้งลงแม่น้ำ
พวกเขาคิดว่าคริสตั้นแห่งชีวิตอันหนังอึ้งจะจมน้ำ แต่กลับกลายเป็ว่ามันไม่ยอมจม
มันลอยอยู่เหนือน้ำคล้ายกับท่อนซุง
หลังจากที่ฝ่ายมนุษย์เข้าควบคุมสงบจิตใจพวกบ้าคลั่งได้สำเร็จ พวกเขาก็เลยใช้ประโยชน์จากคริสตั้นแห่งชีวิตในการช่วยพาข้ามแม่น้ำ
และทิ้งส่วนหนึ่งเอาไว้เพื่อเป็นกต่อศัตรู
และนี่คือแผนการของฝ่ายมนุษย์ ทำการอพยบฐานอีกครั้ง และทิ้งส่วนหนึ่งเอาไว้เป็นกต่อ
และเป็เพราะว่าคุณค่าของชีวิตในโลกนี้มันต่ำ เนื่องจากการคืนชีพใหม่ได้เรื่อย ๆ เลยทำให้มีคนจำนวนมากยินดีอยู่เป็นกต่อให้
และกองกำลังที่รับหน้าที่นั้นก็คือกองกำลังนาโต้
จากการจัดกำลังพลใหม่ ทำให้มีคนอยู่คอยตั้งรับที่นี่ถึงห้าหมื่นนาย
ถึงจะมีเพียงแค่อาวุธยุคหินกับธนูทำมืออย่างง่ายจากเศษไม้ แต่พวกเขาต่างก็มีกำลังใจสู้ที่ไม่น้อยหน้าศัตรูที่กำลังจะรุนรานมาเช่นกัน
ฝ่ายมนุษย์พร้อมที่จะทำศึกตั้งรับแล้ว
ฝ่ายยักษาเองก็เช่นกัน
ในการศึกลอบโจมตีด้วยกองกำลังจำนวนหนึ่งแสนนาย จะเป็หน้าที่ของบานากับแครอทในการจัดการดูแล
ส่วนกำลังที่เหลือเก้าแสนนาย จะถูกแบ่งออกเป็แปดกลุ่มย่อย
โดยแบ่งเป็กลุ่มละหนึ่งแสนคน ส่วนกลุ่มที่คอยปกป้องคริสตั้นแห่งชีวิตจะใช้กำลังคนสองแสนนาย
ทั้งแปดกลุ่มนี้จะต้องกระจายตัวออกไปทั่วดินแดนเพื่อสร้างเมืองและขยายอาณาเขตของเผ่าตัวเอง
ยิ่งมีอาณาเขตเยอะ ก็ยิ่งมีโอกาศเข้าถึงทรัพยากรณ์ได้มากขึ้น และเมื่อเข้าถึงทรัพยาการณ์ได้มากขึ้น การสร้างอาวุธยุคสมัยใหม่ก็จะเป็เื่ที่ง่ายขึ้นเป็เงาตามตัว
แน่นอนว่าพื้นที่ดั้งเดิมที่อยู่ในทุ่งหญ้าแห่งนี้พวกเขาก็ไม่ได้ทิ้งไป
กำลังพลหนึ่งแสนนายที่นำโดยขุนนาง [แคนตาลูบ] บุรุษฉายา [มหาไททัน] ได้เริ่มทำการปรับเปลี่ยนพื้นที่เตรียมกับรบอยู่
แผนการของเขานั้นง่ายดาย ไม่ว่าศัตรูจะเป็ใคร เพียงแค่บดขยี้ไล่มันกลับไปเสียก็พอแล้ว
อาวุธของพวกยักษาจะเน้นไปที่ท่องซุงซึ่งทำมาจากลำต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นแถวริมน้ำ
ด้วยขนาดตัวของเผ่าพันธ์ที่สูงเฉลี่ยราวสามร้อยเิเ เลยทำให้อาวุธของพวกเขายาวกว่าห้าเมตร
นอกไปจากกำลังพลหลักที่เป็ยักษาแล้ว พวกเขายังได้ฝึกสัตว์สำหรับใช้ในาอีกด้วย
เหล่าสัตว์แปลกประหลาดที่มีขนสีทอง และมีแผงขนรอบคอจำนวนกว่าร้อยตัวได้ถูกนำมาใช้ในานี้ด้วย
พวกมันมีกรงเล็บที่แหลมคม มีเขี้ยวที่อันตราย และยังมีสัญชาตญาณของนักล่า
ไม่น่าเชื่อว่าเผ่ายักษาจะสามารถฝึกให้พวกมันเชื่องได้
พวกยักษาเรียกมันว่า [อสูรขนทอง] แต่หากเผ่ามนุษย์มาเห็น พวกเขาจะเรียกพวกมันว่า [สิงโต]
ในเวลาเดียวกัน พวกเผ่าปักษากับเผ่าภูติและเผ่าโพรแคริโอต
ด้วยความที่ทั้งสามเผ่าหลบซ่อนตัวอยู่ในูเากับป่าที่ห่างไกล เลยทำให้พวกเขาไม่เกี่ยวข้องกับาในครั้งนี้
เผ่าปักษาเลือกที่จะสังเกตุการณ์ และเริ่มขยายขอบเขตการสร้างรังไปทีู่เาอีกลูกหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก
ส่วนเผ่าภูติ เนื่องจากยังคิดว่าโลกนี้มีอะไรที่แปลกประหลาด และไม่ยอมรับเกมส์าของเหล่าเทพ พวกเขาจึงเลือกที่จะสังเกตุการณ์จากในมุมมืดต่อไป
และสุดท้าย เผ่าโพรแคริโอต พวกสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีภูมิปัญญา ซึ่งเหล่าเทพทั้งสามได้ลืมไปแล้วว่าได้จับมาเข้าร่วมในาของโลกนี้
พวกมันได้เลือกที่จะโจมตีทุกเผ่าพร้อมกัน และไม่มีใครเลยที่รู้ตัวว่ากำลังถูกพวกมันโจมตีอยู่
พวกสิ่งมีชีวิตเซลล์นั้น กำลังอยู่ใต้จมูกของทุกเผ่าโดยไม่มีใครรู้ตัว…
แต่นั่นคงเป็เื่ของอนาคต กว่าที่ทุกเผ่าจะรู้ตัวว่างพวกมันมีรูปร่าง และตัวตนที่แท้จริงเป็เช่นไร
แล้วในที่สุดก็ย่างเข้าวันที่ 15 ของเกมส์แห่งา…
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
“ช่างเป็รูปแบบสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจเสียจริง”
ผมกำลังยืนมองรังของพวกปีศาจจิ๋วด้วยความชื่นชม
รังของมันเป็ระเบียบเรียบร้อยผิดกับสี่วันแรกที่ได้เผชิญหน้ากับพวกมัน
กำลังพลที่ไม่อาจทราบได้ กำลังเร่งรีบจัดแถวต้อนรับพวกเราอยู่หลังเขตแดนแนวสิ่งก่อสร้างสีขาว ที่ดูแล้วน่าจะทำมาจากกระดูกของสัตว์ั์
บางทีพื้นที่นอกเขตแนวนั้น อาจจะมีกับดักรอพวกเราอยู่
จากที่ผมพิจารณาดูด้วยสายตาแล้ว มันมีส่วนเว้าแหว่งเข้าไปอยู่ด้วยกันสามจุด
ราวกับจะเชื้อเชิญให้พวกเราเข้าไปโจมตีจากจุดนั้น
“กำแพงแบบนั้น ถ้าไม่ใช่อาวุธตีรัง คงไม่น่าทำลายได้…”
ต่อหน้ากองทัพอาร์โธร์โพดาร่วมหนึ่งแสนกว่านาย มันคงแทบจะไร้ประโยชน์ในทันที ถ้าหากต้องมาติดแนวสิ่งก่อสร้างเช่นนั้น
อาวุธที่ใช้โจมตีระยะไกล กลับมีเพียงอุปกรณ์่ปาหินเท่านั้น
ของแบบนี้ทำได้แค่ก่อก่อนเท่านั้น
“สเลบ เ้าจะให้ข้าบุก หรือจะเ้าจุบุกเอง ว่ามาได้เลย! ”
สกัด นักรบผู้ซื่อตรงที่ขึ้นกับองค์ราชินี [ฟรีด้า] ได้เข้ามาพูดคุย
เขาเป็มดองครักษ์ที่ตัวสูงใหญ่สามเมตร
ในด้านฝีมือการต่อสู้ เขาถือว่าเหนือกว่าผมอยู่ แต่ในด้านแผนการ ผมจะเหนือกว่าเขา
“สกัด เ้าจงนำทัพไปประจำแนวหลัง เลยไปทางเหนือยังมีพวกปีศาจั์อยู่ หากมันใช้โอากาศตลบหลังตอนที่พวกเราบุกตีปีศาจน้อย พวกเราอาจจะเป็ฝ่ายที่พ่ายแพ้ได้”
“แล้วเ้าจะใช้แผนการใดถล่มรังของพวกปีศาจน้อยกันละ? กำลังพลหนึ่งแสนนายจะเพียงพอดอกหรือ? ”
“ผมมีแผนแล้ว”
แล้วผมก็เริ่มเล่าแผนการให้สกัดฟัง
หลังจากตกลงแผนการเป็ที่เรียบร้อย กองทัพของพวกเราก็เริ่มกระจายตัวเป็วงกว้างล้อมรังของพวกปีศาจน้อยเอาไว้
ส่วนทัพของสกัดได้ตั้งค่ายห่างออกไปอยู่ข้างหลัง สำหรับใช้เป็ทัพสนับสนุนในเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันแทน
เอาละมาดูกันสิว่าพวกปีศาจน้อยจะทนได้สักกี่วันเชียว
***นักรบสมองกล้าม เอรีส
กองทัพมนุษย์มดที่ยืนอยู่นอกริมรั้วนั้น ช่างดูน่าเกรงขามน่ากลัว
พวกมันมีความพร้อมยิ่งกว่าสี่วันแรกที่เจอ ทั้งชุดเกราะสีดำที่ดูน่ากลัว อีกทั้งจำนวนที่มากกว่าถึงสี่เท่าตัวได้
“จะยันไหวหรือเนี่ย…”
ฉันพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น
“ไม่เป็ไรหรอก หน้าที่ของพวกเราคือนกต่อถวงเวลา ต้องซื้อเวลาให้พวกที่อพยบไปหาทำเลดี ๆ ให้ได้ ดังนั้น มาพยายามสู้ให้ถึงที่สุดกันเถอะ! ”
แอร์บาส์รหันมาพูดกับฉันด้วยใบหน้าที่สดใส
ไม่ใช่ว่าหน่วยของนายต้องไปประจำประตูที่สามอย่างงั้นหรือ?
ประตูทั้งสามนั้น จะเรียงจากซ้ายไปขวาโดยนับจากฝั่งที่หันออกจากแม่น้ำเป็หลัก
ซึ่งหน่วยของฉันประจำอยู่ที่ประตูสอง เลยทำให้ต้องมาอยู่ที่่กลางของแนวรั้วกำแพง
ท่ามกลางความเงียบและเสียงพึมพำ เวลาก็ได้ไหลล่วงเลยไป
“พวกมันจะเอายังไงกันแน่เนี่ย…”
ฝ่ายมนุษย์มดยังไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ
พวกมันทำแค่ล้อมเอาไว้เท่านั้น
และท่ามกลางความตึงเครียด เวลาก็ได้ไหลผ่านไป
จากเช้า เป็กลางวัน จากกลางวันเป็่เย็น
ทุกคนเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าจากความเครียดที่ต้องมายืนเฝ้าระวังเช่นนี้
แม้แต่เอรีสเองก็เช่นกัน
โชคดีที่กลุ่มคนห้าหมื่นนายนี้มีพื้นฐานจากการเป็ทหารใน่ก่อนตาย เลยทำให้ไม่มีใครลดการระวังตัวลง
จนกระทั้งแสงจากท้องฟ้าได้หายไป จนกลายเป็ค่ำคืนที่มืดมิด
กองไฟขนาดย่อมได้ถูกจุดไปทั่วแนวรั้วโครงกระดูก และจุดไปทั่วคบเพลิงของค่ายจนสว่างไสว่ราวกับกลางวัน
แต่ถึงจะมืดค่ำ พวกมันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะบุกเข้ามา
“ถ้าเป็ฉัน ฉันจะบุกออกไปแม่มเลย ไม่มาอดทนบ้าบอแบบนี้หรอก”
“ห้าหมื่นต่อสองแสน เดียวก็ได้ตายเปล่าหรอกเอรีส…”
ก็คนมันเบื่ออะ
จนกระทั้งการเฝ้าระวังมาถึง่ราวค่ำมืด
ยามราตรีที่ทุกคนกำลังเมื่อยล้าถึงขีดสุด บางอย่างก็เริ่มเกิดการเคลื่อนไหว
ไม่ใช่กองทัพตรงหน้า แต่เป็ที่ตรงกลางของค่าย
“เฮ้ย! อย่าบอกนะว่าพวกมัน---”
พื้นดินที่ตรงกลางค่ายได้ถูกดันตัวสูงขึ้นมา
มันกลายเป็เนินดินสูงขนาดเล็กที่มีรูกว้างกว่าสองเมตร
และมันไม่ได้มีแค่รูเดียว
รูเช่นเดียวกันนั้นจำนวนกว่าหนึ่งร้อยได้ผุดขึ้นกระจายไปทั่วค่าย
และสิ่งที่กระโจนออกมาจากรูเ่าั้ก็คือสิ่งมีชีวิตรูปร่างมดที่สวมเกราะสีดำทั้งตัว
แขนทั้งสี่ที่ควงเขี้ยวสัตว์แหลมสองมือ และมีอุปกรณ์คล้ายหนังยางใช้ปาหินถือเอาไว้อีกสองมือ
พวกมนุษย์มดไม่ได้บุกมาจากทางด้านหน้า แต่ขุดดินมาปรากฏตัวที่กลางค่ายแทน
เป็วิธีการบุกที่เหนือสามัญสำนึกของมนุษย์
“แจ้งเตือนจากประตูหนึ่ง กองทัพศัตรูเริ่มเคลื่อนพลแล้ว! ”
“แจ้งเตือนจากประตูสอง กองทัพศัตรูเริ่มเคลื่อนพลแล้ว! ”
“แจ้งเตือนจากประตูสาม กองทัพศัตรูเริ่มเคลื่อนพลแล้ว! ”
ในเวลาเดียวกัน เสียงเตือนภัยศตรูบุกก็ได้ดังก้องไปทั่วค่าย
คบเพลิงขนาดใหญ่ที่ใช้จุดเตือนส่งสัญญาณได้ปะทุขึ้นมา
ทุกคนต่างรู้หน้าที่ของตัวเองในทันที
คนที่ประจำแนวรั้วชั้นแรก ต่างรีบหันหน้าไปรับมือทางฝั่งศัตรูตรงหน้า
ส่วนคนที่อยู่แนวหลังภายในค่าย ต่างรีบเข้าไปปะทะกับศัตรูที่มุดดินขึ้นมา
พวกเรากำลังถูกบีบให้ทำศึกที่ถูกล้อมทั้งหน้าและหลัง
“มีแต่ต้องวางใจพวกแนวหลังเท่านั้น”
ฉันพูดกับตัวเองเช่นนั้น ก่อนที่จะหันไปประจันหน้ากับพวกมนุษย์มดที่กำลังตรงดิ่งเข้ามาจากหน้ารั้ว
เนื่องจากมืดมาก ทำให้ระยะที่มองเห็นมีเพียงแค่ประมาณยี่สิบเมตรห่างออกไปจากแนวรั้ว
การที่เห็นศัตรู นั่นหมายความว่าพวกมันได้เข้ามาประชิดหน้าบ้านแล้วนั่นเอง
“สู้ตายเฟ้ย! ”
ฉันง้างธนูไม้ขึ้นมา
มันสร้างจากต้นไม้ที่ขึ้นตามริมน้ำ และใช้เอ็นสัตว์ประหลาดั์ที่เหนี่ยวมาทำเป็สายรั้งยิงธนู
ลูกศรไม้ได้ถูกยิงเข้าไปในเงามืด
เสียงแหวกอากาศของลูกศรได้ดังขึ้น และตามมาด้วยเสียงกระทบที่เบาจนน่าใจหาย
“เฮือก…”
ทุกคนต่างเฝ้ามองผลลัพธ์ของอาวุธที่ดูน่าเวทนานี้
แผ่นดินได้สั่นไหวหลังจากที่สิ้นเสียงกระทบลง
แม้แต่ก้อนหินที่อยู่บนพื้นยังเคลื่อนตัวไปมาได้
ฝุ่นควันได้พวยพุ่งขึ้นจนแม้แต่ในความมืดก็ยังมองเห็นได้
แสงจากดวงตาที่ลอดผ่านชุดเกราะของพวกมันทำให้ฉันรู้สึกขนลุก
“ตัวบ้าอะไรนั่น!? ”
สิ่งที่เคลื่อนทัพมานั้น มีบางสิ่งที่ผิดแปลกออกไป
นอกจากมนุษย์มดที่ตัวสูงเพียงร้อยห้าสิบเิเแล้ว ยังมีมนุษย์มดตัวใหญ่ราวสามเมตรปะปนมาด้วย
เขี้ยวที่มีขนาดใหญ่ราวหนึ่งเมตร ทำให้พวกเราพูดเป็เสียงเดียวกันว่า---
“สัตว์ประหลาด”
ฉันรู้สึกได้
ทุกคนรู้สึกได้
ว่าที่ค่ายตั้งรับแห่งนี้ จะกลายเป็สถานที่ตายของพวกเราอย่างแน่นอน