(อ่านฟรีทุก 2 วัน ติดเหรียญถาวรทุก 5 ตอน )
ตุบ!!!
เสียงดังจากการทุบโต๊ะดังขึ้น พร้อมกับโต๊ะไม้ที่เละจนไม่เหลือชิ้นดี
“ฉันบอกพวกแกแล้วไม่ใช่รึไงว่าให้จับตาดู แต่ดูสิ่งที่พวกแกทำสิ ตายเองไม่พอยังปล่อยให้เป้าหมายหลุดรอดสายตาไปอีก” หัวหน้าทหารชายสวมเกราะเหล็กครบตะคอกอย่างแรง
“ขอโทษครับ ท่านหัวหน้าผมพยายามหยุดเขาแล้วแต่ไม่ทัน ผมไม่อยากออกไปด้วยเพราะเป้าหมายอาจสงสัยจึงแอบดูห่างๆ แต่เราไม่คิดว่าเธอจะสามารถฆ่าเขาได้เพียงแค่พริบตาเดียวแบบนั้น” ทหารที่ถูกต่อว่าเหงื่อแตกพลั่ก
แต่ก็ยังคงมีสติดีและโยนปัญหาทั้งหมดให้อีกคนทันทีเพราะยังไงก็คนตายไปแล้วจึงไม่อาจสืบเสาะหาความจริงได้
ทว่าหลังจากที่เขาพูดจบ มือขนาดใหญ่ก็พุ่งเขามาและบีบคอของเขา มันเป็นมือของหัวหน้าทหารที่ทนฟังอยู่นาน แต่ก็ไม่อาจทนได้ เขาทำหน้าดุร้ายก่อนจะค่อยๆ ยกทหารที่ถูกบีบคอขึ้น
“หึ แกคิดว่าฉันไม่รู้รึไงว่าแกคิดอะไรอยู่ถึงทำแบบนั้น? แกคิดว่าฉันโง่มากนักรึไง? คงไม่พ้นหวังจะครอบครองในสิ่งที่พวกแกไม่อาจเอื้อมถึงสิไม่ว่า”
ทหารที่ถูกบีบคอพยายามดิ้นไปมาเพื่อจะพูดข้อแก้ตัว ทว่าสายเกินไป เสียงกระดูกหักดังออกมาก่อนที่เขาจะตายลงในที่สุด หัวหน้าทหารโยนเขาลงพื้นก่อนจะพูดออกมาเสียงดัง "เข้ามา" ทันใดนั้นทหารหนุ่มก็เดินเข้ามา
ทหารหนุ่มมองดูซากเพื่อนทหารที่ตายด้วยสายตาสยดสยอง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดหรือถามอะไรไม่เข้าเรื่อง
“ระดมกำลังทหารตามหาบุคคลตามภาพนี้ เมื่อพบก็ให้แจ้งมาโดยเร็ว อย่าพยายามเข้าปะทะถ้าเป้าหมายไหวตัวทันหรือพวกแกถูกจับได้ก็ให้รีบถอยออกมาทันที”
“เข้าใจไหม?”
“ครับ เข้าใจแล้วครับ”
“เข้าใจแล้วยังไม่รีบไปอีกรึไง!!!” หัวหน้าทหารตวาดไล่ทหารหนุ่มออกไป
“ฮึ่ม ทหารใหม่เดี๋ยวนี้มีแต่พวกไม่ได้เรื่อง” หัวหน้าทหารสบถออกมา
“กิลเบิร์ตนายก็เข้มงวดกับพวกเขามากเกินไป” เสียงดังมาจากประตู
หัวหน้าทหารที่ถูกเรียกว่ากิลเบิร์ตหันไปมอง มันเป็นชายอายุราว 50 กว่าๆ ทำให้กิลเบิร์ตที่โมโหเมื่อกี้ถึงกับต้องสงบลงในทันที
“ท่านผู้ผู้บัญชาการกองทหาร!” กิลเบิร์ตพูดออกมาพลางก้มหัวเคารพเล็กน้อย
ระบบทหารในเมืองนี้ถูกแบ่งออกเป็น ทหารรักษาความปลอดภัย ทหารลาดตระเวนและทหารคุ้มกันเจ้าเมือง ซึ่งผู้บัญชาการกองทหารเป็นผู้ควบคุมทหารทั้งสามกองนี้ แค่นี้ก็เห็นได้ว่าเขาใหญ่รองมาจากเจ้าเมืองเท่านั้น
“ไม่ต้องสุภาพมากก็ได้เรียกฉันคาริตันเหมือนเมื่อก่อนก็ได้ เราคนกันเองอยู่แล้ว” คาริตันพูดออกมาพลางยิ้มเล็กน้อย
“เกรงว่าจะทำมิได้ครับ ท่านคาริตัน”
“เฮ้อ เธอนี้นะ ช่างเถอะเข้าเรื่องเลยดีกว่า”
“ครับ ผู้ต้องสงสัยเป็นผู้หญิงอายุราว 17-18 ปี ผมสั้นสีฟ้า ดูแล้วไม่ใช่คนพื้นเพจากโลกของเราครับ แล้วก็ตามที่คาดการณ์เธออาจเป็น พวกเดียวกับผู้คนเหล่านั้นตามที่วัจนแห่งโลกกล่าวก่อนหน้านี้ แต่ตัวผมไม่สามารถที่จะตรวจระดับของเธอได้เลย แถมเธอยังลงมือสังหารคนของเราต่อหน้าต่อตาโดยไม่แม้จะเห็นการเคลื่อนไหวเลย”
“หืม....ถ้าเป็นผู้คนตามวัจนแห่งโลกกล่าวมาไม่มีทางที่พวกเขาจะมีระดับสูงได้ น่าจะเป็นเพราะไอเทมบางอย่างที่ช่วยในการซ่อนเร้นกลิ่นอายของตนเองมากกว่า และส่วนที่ทหารของนายถูกฆ่าฉันคิดว่าเป็นเพราะมันคิดจะลงมือทำร้ายเธอก่อนทั้งที่เธอจะคิดทำร้ายเขาหรือทำผิดกฎของเมืองนะ”
“อืม...เป็นไปได้ครับ แล้วของที่ลบกลิ่นอายแบบนั้นมีอยู่ด้วยงั้นเหรอครับ” กิลเบิร์ตถามอย่างสงสัย
“ตามบันทึกเก่าๆ ที่มีการค้นพบ สิ่งเหล่านั้นมีอยู่จริงแต่ไอเทมเหล่านั้นจะปรากฏออกมาเฉพาะตอนที่มีผู้คนเข้ามาในโลกและตอนที่ดินแดนมรดกเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น เป็นผลทำให้เราไม่สามารถหาไอเทมเหล่านั้นเจอไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม” คาริตันพูดตอบกลับมา
“แบบนี้มัน...ออกจะไม่ยุติธรรมกับเราเลย” กิลเบิร์ตอดไม่ได้ที่จะพูด
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า นายจะคิดแบบนั้นก็ไม่แปลก แต่พวกเราถูกกำหนดมาให้เป็นแบบนั้นมาแต่แรกแล้ว ตั้งแต่ที่พวกเราแพ้ให้กับสิ่งนั้นพวกเราก็ไม่อาจที่จะไปในที่สูงกว่านี้ได้และถูกจำกัดอยู่ภายในสถานที่แบบนี้ตลอดกาล จนกว่าจะมีผู้มาปลดปล่อยพวกเรา”
“ท่านหมายความว่ายังไง?” กิลเบิร์ตถามอย่างไม่เข้าใจ
“นายไม่รู้ก็ไม่แปลกเรื่องนี้ถูกจดบันทึกโดยบรรพบุรุษของพวกเรา ฉันเองก็ไม่เคยเจอกับตัวเองหรอก”
“ท่านช่วยเล่าให้ฟังสักหน่อยได้ไหมครับ?”
“หือ? เธออยากฟังงั้นเหรอ อืม....เล่าตอนนี้ก็คงไม่เสียหายอะไรเพราะสุดท้ายเธอก็ต้องรู้มันอยู่ดี” หลังจากพูดจบคาริตันก็เริ่มเล่าเรื่องในบันทึกเท่าที่เขาจำได้
“เรื่องมันเริ่มที่ดินแดนแห่งหนึ่งมันใกล้ล่มสลายเต็มที่ จนกระทั่งมีเสียงปริศนาดังขึ้นและพาพวกเขามายังโลกที่แปลกไปจากเดิม มันเป็นโลกที่เต็มไปด้วยมานาและเวทมนตร์ จากนั้นผู้คนก็เริ่มที่จะแข็งแกร่งขึ้นหลังสัมผัสกับพลังมานาเหล่านั้น ผู้คนเหาะเหินกลางอากาศ ใช้พลังธาตุต่างๆ ได้ดั่งใจนึก แต่สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดคือหลังจากที่ผ่านไป 10 ปี จู่ๆ เสียงปริศนาที่ไม่ดังมานานก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เสียงนั้นกลับมาเตือนก่อนจะให้การทดสอบกับพวกเขา ซึ่งก็คือ สัตว์ประหลาดอันแข็งแกร่งที่เกินกว่าผู้คนในตอนนั้นจะทานรับไหว เป็นผลมาจากการแย่งชิงอำนาจและทรัพยกรกันเอง ทำให้ความแข็งแกร่งโดยรวมของผู้คนน้อยเป็นอย่างมาก กระทั่งผ่านไปไม่กี่เดือนหลังจากที่สัตว์ประหลาดตัวนั้นปรากฎออกมา ผู้คนก็ตายไปกว่า8ใน10ของประชากรทั้งหมด สุดท้ายเสียงปริศนานั้นก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้สิ่งที่มันพูดออกมาคือ [พวกเจ้าไม่ผ่านการทดสอบในการเข้าสู้ภายในต้นไม้จักรวาล พวกเจ้าจะถูกจองจำในสถานที่แห่งนี้โดยไม่อาจหลบหนีได้และไม่อาจเพิ่มระดับได้เกินกว่าที่กฎของโลกตั้งไว้และพวกเจ้าจะใช้เวลาในการฝึกฝนนานกว่าเดิมหลายเท่า กฎเหล่านี้จะเป็นผลจนกว่าจะมีผู้มาปลดปล่อยพวกเจ้าแล้วนำพาโลกแห่งในไปยังภายในต้นไม้จักรวาล] เมื่อเสียงนั้นสิ้นสุดลง สัตว์ประหลาดก็หายไปในทันที พวกผู้คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ได้แต่ร้องไห้ออกมา มีทั้งความยินดีและความเสียใจในเวลาเดียวกัน เพราะตั้งแต่ที่เสียงนั้นหายไป พวกเขาก็สามารถเลื่อนระดับได้มากสุดที่ระดับ 50 เท่านั้น แถมยังเลื่อนระดับในแต่ละครั้งยากเป็นอย่างมาก ทว่าอย่างน้อยพวกเขาก็ยังคงรักษาชีวิตอันน้อยนิดของพวกเขาเอาไว้ได้”
"และนั้นก็คือทั้งหมดที่ฉันพอจะจำได้และเรียบเรียงให้เข้าใจมากที่สุด หลังจากที่ผ่านมานานไม่รู้ว่ากี่พันหรือหมื่นปี ในที่สุดเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้งและผู้คนเรียกมันว่าวัจนแห่งโลก" คาริตันพูดออกมาอีกครั้งหลังจากเล่าจบ
ย้อนไปราวๆ 1 ปีก่อนหน้านี้ในโลกแห่งนี้ วัจนแห่งโลกดังขึ้นมาอีกครั้ง
[โลกของพวกเจ้าถูกเลือกให้เป็นดินแดนมรดกอีกครั้งหนึ่งจงเตรียมตัวให้ดีหลังจากนี้อีก 1 ปี ผู้คนจากต่างแดนจะมาเยือนโลกของพวกเจ้า]
[พวกเจ้าไม่อาจทำอันตรายกับผู้คนเหล่านั้นได้ จนกว่าผู้คนเหล่านั้นจะโจมตีหรือตั้งใจจะโจมตีก่อนหรือไม่ก็ผิดกฎที่เมืองตั้งขึ้น เมื่อพวกเขาเหล่านั้นเริ่มก่อน พวกเจ้าถึงจะมีสิทธิ์ที่จะตอบโต้ได้]
เมื่อวัจนแห่งโลกจบลงผู้คนในโลกก็ตื่นตระหนกกัน แต่ไม่นานนักพวกเขาก็ตั้งสติได้และยอมรับมันในที่สุด เหตุนี้เองผู้คนในเมืองจึงไม่แปลกใจที่อยู่ก็มีคนปรากฎออกมาจากอากาศได้ยังไง
“งั้นก็หมายความว่าพวกเราก็เหมือนกับผู้คนที่ปรากฎออกมาเร็วนี้เหมือนกันงั้นเหรอ?”
“ใช่พวกเราก็เหมือนกับพวกเขา แต่อาจมาจากสถานที่ต่างกัน วัฒนธรรมต่างกัน”
“งั้นพวกเขาก็คือผู้ปลดปล่อยพวกเรางั้นเหรอ? แล้วทำไมพวกเราถึงต้องคอยกีดกันพวกเขาตลอดเลยล่ะ?” กิลเบิร์ตพูดออกมา
“นายยังไร้เดียงสา นายคิดว่าคนเหล่านั้นที่พัฒนาได้อย่างไม่มีจำกัดจะมาสนใจพวกเราที่ถูกกฎจำกัดระดับไว้งั้นเหรอ? และตามที่บันทึกพวกเราเองหลังจากตั้งตัวได้พวกเราก็กดขี่ผู้คนที่อยู่โลกนี้มาแต่แรกเหมือนกัน แล้วนายคิดว่าพวกนั้นจะทำยังไงหลังจากที่ระดับของพวกนั้นมากพอละ?” กิลเบิร์ตที่ได้ฟังก็เหมือนคิดอะไรได้ทำให้เหงื่อของเขาไหลออกมา
“ใช่พวกเราก็จะเป็นแค่คนใช้แรงงานเท่านั้น เป็นผู้คนที่คอยถูกจำกัดทุกสิ่งและทำทุกอย่างให้พวกเขาเหล่านั้นพัฒนาขึ้นไปอีก แบบนี้นายยังคิดว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้ปลดปล่อยอยู่ไหมล่ะ ไม่นานนักพวกเขาก็จะเริ่มสงครามแย่งชิงพื้นที่กันเองในที่สุด ซึ่งเป้าหมายแรกๆ ก็คือพวกคนแบบเรานี้แหละที่ถูกกฎแห่งโลกตั้งไว้”
“แต่ก็นะถือว่าพวกเราค่อนข้างโชคดีรู้ไหมที่พวกปรากฎมาเป็นมนุษย์ไม่ใช่เผ่าพันธุ์อื่น” คาริตันพูดออกมาอย่างถอดถอน
“หมายความว่ายังไง? ท่านจะบอกว่ามีเผ่าพันธุ์อื่นปรากฎออกมาอีกงั้นเหรอ?”
“ตามบันทึกใช่ แต่เนื้อหามันมีน้อยมากจนแทบจะเรียกว่าจะไม่มีจะดีกว่า แต่โชคดีที่มนุษย์ปรากฎตัวออกมาในครั้งนี้่ ฉันไม่อยากคิดเลยว่าถ้าเป็นเผ่าพันธุ์อื่นพวกเราจะเป็นยังไง” คาริตันถอนหายใจยาว
“งั้นถ้าเผ่าอื่นปรากฎออดมาแทนที่จะเป็นมนุษย์ล่ะท่าน?”
“นายถามอะไรโง่ๆ นายเองก็เห็นมันอยู่แล้วไม่ใช่รึไง มันเลวร้ายยิ่งกว่าคนใช้แรงงานซะอีก เพราะแบบนั้นล่ะมนุษย์ที่ปรากฎออกมาจึงดีกว่ามากที่จะเป็นเผ่าพันธุ์อื่น”
“เพราะแบบนี้เจ้าเมืองถึงได้ทำแบบนั้นสินะ ใช่ไหมครับท่านคาริตัน?” กิลเบิร์ตถาม
“ใช่ ท่านเจ้าเมืองรู้ดีว่าสุดท้ายเขาจะต้องลงจากหน้าที่แล้วมาเป็นคนใช้แรงงานในไม่ช้า ดังนั้นเขาจึงวางแผนล่วงหน้าเอาไว้เพื่อที่พวกเราจะไม่ตกเป็นทาสของพวกเขาจนกว่ากฎของโลกหายไปตัวเรา”
“เข้าใจแล้ว ตอนแรกผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมท่านเจ้าเมืองถึงได้ทำแบบนั้น แต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วถ้าไม่มีท่านเจ้าเมืองไม่รู้ว่าพวกเราจะมีชะตากรรมเช่นไร”
“เข้าใจก็ดีแล้วเอาละฉันก็พูดมานาน ได้เวลาไปแล้วไม่งั้นมีหวังเจ้านั้นอาละวาดขึ้นมาอีกจะมีปัญหาเอา” พูดจบคาริตันก็เดินออกไปจากห้องของกิลเบิร์ต
“เอ่อใช่ คนที่พวกนายกำลังสงสัยกันไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น ฉันบังเอิญเห็นเธอเข้าพอดีระหว่างไปศูนย์กลางแลกเปลี่ยน เธอมีระดับ 11 เท่านั้นแต่เพราะไอเทมทำให้ผู้มีระดับพลังมากกว่า 1 ขั้นพลังไม่อาจตรวจสอบได้ ว่าจะมาบอกเรื่องนี้แต่ดันเล่าจนลืมตัวซะได้” คาริตันหันกลับมาพูดออกอีกครั้ง
"แต่ก็อย่าชะล่าใจเพราะระดับต่ำ ยังไงซะคนแบบนั้นถือว่ามีศักยภาพมากพอที่จะปกครองอาณาจักรได้เลย เพราะงั้นคอยจับตาดูเอาไว้ อย่าคลาดสายตาแล้วก็พยายามจะไม่เป็นศัตรูด้วยจะดีที่สุด พูดมาตั้งนานได้เวลาไปจริงๆ แล้ว" พูดจบคาริตันก็ออกไปทันทีโดยทิ้งให้กิลเบิร์ตตกใจอยู่แบบนั้น
1. สกิลหรือทักษะไม่จำเป็นต้องเรียนรู้จากตำราเสมอไป สามารถสร้างขึ้นมากเองได้เช่นกันถ้าตรงตามเงื่อนไขที่วัจนแห่งโลกตั้งไว้ คณก็จะได้รับสกิลหรือทักษะนั้นทันที
2. แม้ผู้คนในดินแดนมรดกจะถูกจำกัดระดับไว้ แต่ไม่ใช่กับมอนสเตอร์อื่นๆ พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างมาโดยโลกดังนั้นพวกมันจึงไม่ถูกจำกัดระดับเอาไว้เหมือนมนุษย์หรือผู้ถูกย้ายมาแต่แรกเริ่ม
_______________
ชื่อ : เซเรน่า
เผ่าพันธุ์ : มนุษย์
ระดับขั้นพลัง : ขั้นต่ำ
ระดับ : 11
ความต้องการมานาบริสุทธิ์ในการเลื่อนขั้นต่อไป : [10K/500K]
มานาคงเหลือ : 350K/350K
พรสวรรค์ : อัจฉริยะดาบ
ร่างกาย : กายาแห่งการกลืนกิน, ร่างกายเหนือมนุษย์
สายเลือด : ไม่มี
ความเข้ากันได้ : น้ำแข็ง
เทคนิค : ควบแน่นแก่นแท้ดวงดารา
ทักษะ : ควบคุมมานา
สกิล : เสริมสร้างเกล็ดมังกรน้ำแข็ง, เบอร์เซิร์ก