"ไม่....." ~[ปึด!]~ เสียงของศีรษะที่ถูกดึงออกมาจากร่างกายของจ้านหลงดังกังวานอยู่ภายในหัวของมัน ก่อนที่ความเจ็บปวดมากมายจะถาโถมตรงเข้ามาพร้อมกัน.....
~[พรึบ!]~ จ้านหลงจะลุกพรวดขึ้นมานั่งด้วยความหวาดผวา จ้านหลงมันหายใจหอบถี่ออกมาจนดูน่ากลัว เหงื่อกาฬไหล่โชคท่วมตัวจนเปียกชุ่ม ความหวาดกลัวจากอสูรกายในความฝันของมันถึงกับทำให้มันรู้สึกชาหนึบไปทั้งร่าง ตอนนี้มันกำลังหวาดระแวงกับทุกสิ่งรอบตัว ตาของมันมองกวาดไปมาซ้ายขวาทั่วทั้งห้อง
มันหวาดกลัวเช่นนั้นอยู่พักใหญ่ๆ ครั้งนี้เป็นความฝันที่น่ากลัว สยดสยอง และเหมือนจริงที่สุดในชีวิตของมัน ผ่านไปพักใหญ่จ้านหลงเริ่มตั้งสติของมันได้อีกครั้ง เมื่อมันเริ่มได้สติสิ่งที่ตามมาก็คือความเจ็บปวดที่มือทั้งสองข้างที่ถูกผ้าพันเอาไว้
เมื่อรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่มือทั้งสองข้างจ้านหลงก็ได้หันหน้าไปมองที่มือทั้งสองข้างของมันทันที แต่ภาพที่ปรากฏขึ้นในครรลองจักษุของมันตอนนี้ แทบจะทำให้มันสิ้นสติไปอีกครั้ง ภายใต้ความมืดตอนนี้มือของมันกำลังถูกอสูรกายที่อยู่ในความฝันกลังรุมกัดกินอยู่
เมื่อเห็นเช่นนั้นมันจึงพยายามที่จะดึงมือกลับมาและหันไปมองรอบๆตัวอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่มันเห็นตอนนี้คือภาพที่ภายในห้องนอนของมัน ที่กำลังเต็มไปด้วยอสูรกายกระหายเลือดจากในความฝันเหล่านั้น พวกมันกำลังเดินเข้ามาหามันช้าๆจากรอบด้าน อสุรกายเหล่านั้นก็กำลังเตรียมที่จะกระชากร่างของมันออกเป็นชิ้นๆอีกครั้ง
ทำให้จ้านหลงที่กำลังตั้งสิติได้นั้นเริ่มถูกความกลัวกัดกันอีกครั้ง ~[อ๊ากกกก]~ เสียงกรีดร้องของจ้านหลงดังลั่นไปทั่วทั้งจวนแม่ทัพ หลังจากที่ต้องเจอกับความฝันอันน่าสยดสยองในขุมนรกแล้ว พอตื่นขึ้นมาก็ต้องพบกับภาพมายาที่เหมือนในความฝันตามมาอีก ความกลัวกลัวมากขนาดนี้ทำให้จ้านหลงแทบเสียสติ
ตอนนี้จ้านหลงมันไม่สนใจกับความเจ็บปวดใดๆอีกต่อไป เมื่อมันถูกความกลัวเขาครอบงำและยังถูกภาพมายาตามหลอกหลอนซ้ำอีก จ้านหลงมันเอามือทั้งสองข้างของตัวเองเหวี่ยงไปมาเพื่อต่อสู้กับภาพมายาของปีศาจอสูรกาย
ทำให้มือทั้งสองข้างของมันฟาดไปถูกสิ่งของที่อยู่ภายในห้องไปทั่วจนอาการบาดเจ็บที่มือของมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหากปล่อยให้มันทำเช่นนี้ต่อไปเกรงว่าอีกไม่นานมือทั้งสองข้างของมันต้องบาดเจ็บหนักจนถึงขั้นพิการแน่นอน ~[อ๊ากกก..อย่าเข้ามาออกไปเจ้าพวกปีศาจ..อย่าเข้ามา]~
เสียงร้องของมันดังออกไปไกล ทำให้จ้านเฟยหลงที่กำลังพักผ่อนอยู่ได้ยินและรีบพุ่งมาที่บ้านพักของจ้านหลงทันที "หลงเอ้อเกิดอะไรอะไรขึ้น?"
ทันทีที่จ้านเฟยหลงเข้ามาถึง มันก็เห็นว่าบุตรชายของมันกำลังกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง มือทั้งสองข้างโชคไปด้วยโลหิต "ไม่ได้การแล้ว!" จ้านเฟยหลงพูดออกมาด้วยความตระหนก ก่อนที่จะรีบพุ่งเข้าหาจ้านหลงเพื่อจับตัวมันไว้
แต่ในสายตาของจ้านหลงตอนนี้สิ่งที่กำลังพุ่งเข้ามาหาไม่ใช่บิดาของมันแต่กลับกลายเป็นจ้าวแห่งนรกผู้น่ากลัวกว่าอสูรกายตัวไหนๆ ยิ่งทำให้มันหวาดกลัวมากยิงกว่าเดิม
"อย่าเข้ามา....อย่าทรมานข้าอีกเลย" จ้านหลงกรีดร้องออกมาสุดชีวิต ตอนนี่ตรงหว่างขาของมันได้ปรากฎน้ำสีเหลืองไหลออกมาโดยไม่อาจควบคุม ใช่แล้วตอนนี้คุณชายจ้านหลงกำลังหวาดกลัวจนปัสวะราด
ทันทีที่ถึงตัวของบุตรชายของมัน จ้านเฟยหลงก็ลงมือทำให้จ้านหลงหมดสติไปก่อน เพื่อควบคุมความบ้าคลั่งของจ้านหลงก่อนที่จะตะโกนเสียงดังสนั่นไปทั่วทั่งจวนแม่ทัพ "ไปตามหมอมาให้ข้าบัดเดียวนี้!"
คืนนี้จวนแม่ทัพชุลมุนวุ่นวายเป็นอย่างมาก ทหารประจำการวิ่งกันไปมาวุ่นวาย พริบตาเดียวจวนแม่ทัพมีการวางกองกำลังคุ้มกันเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนแต่อยู่ในสายตาของเทียนอี้และพวก เหม่ยลี่แทบกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่นางรู้สึกพอใจกับผลงานของตนเป็นอย่างมาก
หลังจากดูอยู่สักพักก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก มีเพียงคนจำนวนมากวิ่งวุ้นเข้าออกเหม่ยลี่หมดความสนใจไปในที่สุด สุดท้ายเทียนอี้ก็ได้พาทั้งสองคนบินกลับไปพักผ่อน โดยที่ไม่มีใครสักเกตุเห็นพวกเขาเลยแม้แต่คนเดียว
หลังจากที่พวกของเทียนอี้กลับไปได้ไม่นาน ภายในห้องนอนของจ้านหลงตอนนี้จานเฟยหลงกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ เพื่อรอฟังคำวินิจฉัยอาการของบุตรชายมัน จากหมอที่กำลังทำการวินิจฉัยอาการคุ้มคลั่งของจานหลงอยู่ ด้วยใบหน้าที่ดำมืดราวกับก้นหม้อ ผ่านไปไม่นานหมอก็เดินมาตรงหน้าของจ้านเฟยหลงก่อนจะพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่น่าดูนักว่า "เรียนท่านแม่ทัพที่นายน้อยมีอาการคุ้มคลั่งเช่นนี้ มีสาเหตุเนื่องจากความหวาดกลัวที่มากเกินไป ทำให้เสียการควบคุมสติสัมปชัญญะไป. อาการนี้เพียงดูแลอย่างใกล้ชิดสักระยะก็จะดีขึ้นเอง แต่ว่า....." ถึงตรงนี้หมอรู้สึกลังเลที่จะพูดออกมา
ทำให้จ้านเฟยหลงรู้สึกถึงรางสังหรณ์ที่ไม่ดี มันจึงถามหมอออกไปด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วหนาวเย็นไปถึงกระดูก "แต่ว่า...อะไรก็รีบพูดออกมาเดียวนี้"
ด้วยน้ำเสียงของจ้านเฟยหลง หมอผู้นั้นถึงกับร่างกายสั่นสะท้านไปด้วยความกลัว ก่อนที่หมอคนนั้นจะหมอบกราบกับพื้นและพูดออกมาติดๆขัดๆว่า "เรีย..นท่านแม่ทัพ เพราะข้าไร้ความสามารถ ข้าเกรงว่าด้วยบาดแผลที่รุนแรงเช่นนี้จะทำให้มือของนายน้อยทั้งสองข้าง จะไม่สามารถกลับมาใช้งานได้อีกครั้งขอรับ"
~[ตูม!]~ พนักเก้าอี้ที่จ้านเฟยหลงนั่งอยู่ถูกขยี้จะแหลกเป็นผุยผงทันที ก่อนที่จ้านเฟยหลงจะลุกขึ้นมายืนอยู่เบื้องหน้าหมอที่กำลังหมอบกราบอยู่บนพื้น พร้อมกับปลดปล่อยพลังปราณอันบ้าคลั่งของมันออกมา ทำให้ตอนนี้ภายในห้องราวกับเกิดลมพายุพัดไปมาอย่างบ้าคลั่ง
จ้านเฟยหลงในตอนนี้มันได้ถูกความโกรธเข้าครอบงำจนไม่สนใจสิ่งได้อีกต่อไป ก่อนที่มันจะพูดขึ้นว่า "เจ้าจะบอกกับข้าว่าบุตรชายของข้ากำลังจะกลายเป็นคนพิการอย่างนั้นหรือ?....ถ้าเช่นนั้นตัวโง่งมไร้ความสามารถเช่นเจ้าก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีชีวิตอยู่อีกต่อไป"
สิ้นเสียงมันก็ได้ฟาดฝ่ามือใส่ศีรษะของหมอผู้นั้นอย่างเต็มรัก ~[ตูม!]~ ศีรษะของหมอคนนั้นระเบิดออกกลายเป็นละอองเลือดกระจายไปทั่วทั้งห้อง ก่อนที่ร่างอันไร้วิญญาณของมันจะล้มลงไปกะพื้น และชักเกรงอยู่สักพักก่อนจะแน่นิ่งไปในที่สุด
มันเป็นหมอที่คอยติดตามรับใช้จ้านเฟยหลงมาตลอด เคยเห็นการลงมืออันโหดเหี้ยมของจ้านเฟยหลงมาก็มาก แต่มันคงไม่เคยคิดว่าสุดท้ายแล้วมันเองก็จะมาตกตายด้วยน้ำมือของจ้านเฟยหลงเช่นกัน ทั้งยังตกตายโดยที่ยังไม่ทันได้ร้องออกมาเลยแม้แต่คำเดียว
หลังจากที่ได้ลงมือสังหารหมอด้วยโทสะแล้ว จ้านเฟยหลงก็ยืนนิ่งไปสักพักก่อนจะเรียกทหารด้านนอกเข้ามาเก็บศพของหมอออกไปและให้คนเข้ามาทำความสะอาดคราบเลือดในห้อง แล้วออกคำสั่งไปว่าให้ตามหมอในเมืองมาทั้งหมด เพื่อตรวจวินิจฉัยอาการของจ้านหลง
ในวันนั้นตั้งแต่กลางดึกจนถึงเช้ามีหมอจากทั่วทั้งเมืองเมฆาเคลื่อนวิ่งเข้าออกจวนแม่ทัพไม่ขาดสาย แต่ไม่ว่าจะเป็นหมอคนไหนผลการวินิจฉัยออกมาไม่แตกต่างกันมากนัก ทำให้ใบหน้าของจ้านเฟยหลงยิ่งนานยิ่งดำมืดมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครที่สามารถรักษามือทั้งสองข้างของบุตรชายของมันได้
ตอนนี้จ้านเฟยหลงนั่งนิ่งอยู่ข้างกายจ้านหลงที่ยังคงสลบไม่ได้สติ ก่อนที่ร่างของโหย่วเหวยเชี่ยวจะปรากฏออกมาท่ามกลางความเงียบงัน แล้วเดินมายืนอยู่ด้านข้างของจ้านเฟยหลงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของมัน เมื่อจ้านเฟยหลงรู้สึกได้ถึงการปรากฏตัวขึ้นของโหย่วเหวยเชี่ยว มันก็ได้พูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยว่า
"มีธุระอะไร?ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่จะพูดคุยถึงแผนการนั้น"
ได้ยินเช่นนั้นโหย่วเหวยเชี่ยวก็ส่ายหน้าเบาและพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเป็นมิตรอันเป็นเอกลักษณ์ของมันว่า "ท่านแม่ทัพใหญ่เข้าใจผิดแล้ว ที่ข้ามาวันนี้เพราะนายท่านของข้าบอกว่า ท่านอยากจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือคุณชายจ้านหลงเท่านั้น"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจ้านเฟยหลงหันมาถามโหย่วเหวยเชี่ยวทันทีว่า "นายท่านของพวกเจ้ามีวิธีช่วยหลงเอ้อของข้าได้อย่างนั้นหรือ?"
โหย่วเหวยเชี่ยวยิ้มกว้างก่อนที่จะตอบกลับไป "แน่นอนว่าทำได้พวกเรามีวิธีการที่แตกต่างจากพวกท่าน ขอเพียงท่านวางใจฝากคุณชายจ้านหลงไว้กับเรา ภายในหนึ่งเดือนมือทั้งสองข้างของนายน้อยก็จะสามารถกลับมาใช้งานได้เช่นเดิม หรือบางทีอาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ"
ได้ยินเช่นนั้นจ้านเฟยหลงก็เกิดลังเลขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองหน้าจ้านหลงที่กำลังนอนไม่ได้สติอยู่และตัดสินใจได้ในที่สุด "ได้เช่นนั้นข้าจะฝากจ้านหลงไว้กับเจ้า จงบอกความต้องการของพวกเจ้ามา"
"สมแล้วที่เป็นท่านแม่ทัพใหญ่ชั่งรู้งานจริงๆ" โหย่วเหวยเชี่ยวพูดออกมาพร้อมหันไปกระซิบบางอย่างที่ข้างหูของจ้านเฟยหลง ก่อนที่จ้านเฟยหลงจะตอบรับกลับไป หลังจากนั้นก็มีชายชุดดำอีกสองคนปรากฎตัวขึ้นมาและได้นำตัวจ้านหลงออกไปทันที
ก่อนที่โหย่วเหวยเชี่ยวจะตามชายชุดดำสองคนนั้นไปมันก็ได้ทิ้งคำพูดเอาไว้ว่า "ชายที่ทำให้นายน้อยได้รับบาดเจ็บเมื่อวาน ข้าเชื่อว่ามันต้องมีส่วนทำให้นายน้อยคลั่งเมื่อคืนนี้แน่ เพียงแต่ว่าข้าไม่รู้ว่ามันใช้วิธีไดเท่านั้น" พูดเสร็จมันก็ทะยานร่างตามชายชุดดำสองคนนั้นออกไปทันที
~[กร๊อบ กร๊อบ]~ มือของจ้านเฟยหลงกำแน่เข้าหากันจนส่งเสียงดังออกมา "หลงเทียนอี้ข้าจะจดจำชื่อของเจ้าเอาไว้ ข้าไม่รู้ว่าครั้งนี้ใช่ฝีมือของเจ้าหรือไม่ แต่ที่เจ้ากล้าทำร้ายบุตรชายของข้าเจ้าก็สมควรตายแล้ว รอให้แผนการของพวกข้าสำเร็จก่อน เมื่อถึงวันนั้นต่อให้เบื้องหลังของเจ้าจะเป็นใครมันก็จะไม่สามารถปกป้องเจ้าได้อีกต่อไป!"
ภายในมิติอนันต์ หลังจากที่กลับมาถึงที่พักเทียนอี้ก็พาสองพ่อลูกเข้ามาภายในมิติอนันต์อีกครั้ง หลังจากที่เหม่ยลี่เด็กสามจอมแก่นได้ลิ้มรสถึงความสนุก และความมหัศจรรย์ของค่ายกลจากฝีมือของตัวเองแล้ว ทำให้ตอนนี้นางมีความกระตือรือล้นในการศึกษาค่ายกลมากยิ่งขึ้นไปอีก หลังจากกลับมาในมิติอนันต์เหม่ยลี่ก็รีบพุ่งตรงมาศึกษาตำราค่ายกลอีกครั้งทันที
ส่วนซุยหงนั้นตอนนี้ก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนอยู่ไม่ไกลจากเหม่ยลี่เช่นเดิม หลังจากที่ได้ติดตามเทียนอี้มาสักพักมันก็ยิ่งมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าสักวันหนึ่ง เทียนอี้จะต้องกลายเป็นผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกนี้เป็นแน่ มันจึงต้องพยายามสุดความสามารถเพื่อที่จะได้ไม่กลายเป็นตัวถ่วงของเทียนอี้
เทียนอี้คิดไว้ว่าพรุ่งนี้มันจะออกเดินทางอีกครั้ง เพียงต้องเดินทางผ่านเมืองเล็กๆอีกหนึ่งเมืองพวกของเทียนอี้ก็จะสามารถข้ามไปถึงทวีปเหนือได้แล้ว ตอนนี้เทียนอี้ยืนอยู่เบื่องหน้ารังไหมยักของพญาเหยี่ยวม่วงทองทั้งสองตัว ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งลูบไปบนรังไหมแล้วพูดขึ้นเบาๆว่ากับตัวเองว่า "หวังว่าสักวันหนึ่งข้าคงจะได้พึ่งพาพลังของเจ้าทั้งสอง"
~[ตึก ตึก]~ สิ้นเสียงของเทียนอี้ก็ปรากฎเสียงดังออกมาจากรังไหมสองครั้ง ราวกับมันกำลังเข้าใจคำพูดของเทียนอี้และกำลังตอบรับเขา ก่อนที่รังไหมยักษ์จะนิ่งเงียบไปเช่นเดิม เทียนอี้เพียงยิ้มบางออกมาก่อนที่จะเดินห่างออกไปจากรังไหม แล้วนั่งลงบ่มเพาะพลังของตัวเองต่อไป..........................................................................