"นายน้อยกู่ซือหลงแพ้อย่างนั้นเหรอ ไม่อยากจะเชื่อ! เช่นนั้นเ้าคนตระกูลไป๋ต้องมีพลังยุทธ์แข็งแกร่งขนาดไหน ถึงสามารถเอาชนะนายน้อยกู่ได้" บ่าวรับใช้คนนึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตกตะลึง
"นายน้อยกู่ซือหลงมีพลังยุทธ์ระดับปรมาจารย์ขั้นที่เจ็ด แต่เขาก็ยังพ่ายแพ้ให้กับเ้าคนไร้ค่าจากตระกูลไป๋ หากเื่นี้แพร่งพรายออกไปตระกูลกู่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน" จอมยุทธ์ตระกูลกู่คนนึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เลื่อนลอย ใบหน้าซีดเซียวเหมือนคนสติหลุดออกจากร่าง
"ต้องมีอะไรผิดพลาดตรงไหนสักที่ ไม่เข้าใจเลย! นายน้อยกู่ซือหลงไม่มีทางแพ้ให้กับคนธรรมดาอย่างไป๋ชิงอวิ๋นได้หรอก มันไม่มีทางเกิดขึ้น! เื่นี้ต้องเป็ความฝัน ข้าต้องฝันอยู่แน่ๆ"
เพียะ!
เสียงตบใบหน้าเสียงดังสนั่น หนึ่งในจอมยุทธ์บ้านตระกูลกู่ตบใบหน้าของตนเองอย่างแรง เขา้าพิสูจน์ว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ความฝัน เพราะถ้าเป็ความฝันเขาก็คงต้องตื่นขึ้นเพราะความเ็ป
เมื่อตบหน้าไปแล้วความเจ็บยังคงอยู่ ภาพเบื้องหน้าไม่สลายหายไป ยังคงมองเห็นกู่ซือหลงคุกเข่าอยู่กับพื้นเอามือกุมหน้าอกอยู่อย่างเดิม ตอนนี้ทุกคนในตระกูลกู่เริ่มหวาดกลัวต่อสถานการณ์เบื้องหน้าแล้ว
"อ๊ากกก~~~" กู่ซือหลงร้องคำรามด้วยความโกรธ อากาศรอบด้านสั่นะเืพื้นดินสั่นไหว คลื่นพลังระดับปรมาจารย์ขั้นที่เจ็ดแผ่กระจายออกมาจากร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง
ใบหน้าของกู่ซือหลงแดงก่ำ เขาจ้องมองไป๋ชิงอวิ๋นอย่างโกรธแค้น เขาดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อให้หลุดออกจากพันธนาการ แต่ทุกครั้งที่เขาดิ้นรนน้ำหนักบนบ่าก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเขาแสดงพลังมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งเ็ปทรมานมากเท่านั้น
"ขัดขืนไปก็เปล่าประโยชน์" ไป๋ชิงอวิ๋นสายตาเยือกเย็น เขาขยับมือจากนั้นสะบัดกดลงพื้นอีกครั้ง พร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดันว่า "จงหมอบกราบลงไป"
ตึง~~~
เสียงศีรษะกระแทกพื้นดังสนั่นกู่ซือหลงที่แต่เดิมอยู่ในท่าคุกเข่า ตอนนี้ได้เปลี่ยนมาหมอบราบแทนแล้ว พลังอำนาจที่ออกมาจากคำพูดของไป๋ชิงอวิ๋นมันช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน ยิ่งใหญ่ซะจนตัวเขากู่ซือหลงไม่สามารถขัดขืนได้เลยแม้แต่น้อย
กร๊อด~~~
กู่ซือหลงจัดฟันจนแทบจะบดขยี้มันให้แหลก วันนี้ต้องพบเจอกับความอัปยศอย่างแสนสาหัส เื่ในวันนี้ยอมไม่ได้อย่างเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นหากเื่นี้หลุดรอดออกไปเขาจะต้องกลายเป็ตัวตลกของคนทั้งเมือง ถ้าหากเป็เช่นนั้นเขาขอยอมตายดีกว่าอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี
"จอมยุทธ์.....ตระกูลกู่....ทั้งหมดจงฟัง" กู่ซือหลงกัดฟันแน่นพูดเสียงผ่านไรฟัน ดวงตาของเขาแดงก่ำเหมือนกับปีศาจ เืที่คั่งอยู่ในตาแปรเปลี่ยนดวงตาของเขาให้ดูหน้ากลัว
"วันนี้หากมีใครสามารถสังหารเ้าคนเหลือขอจากตระกูลไป๋ได้ ข้าจะอนุญาตให้พวกเ้าเข้าห้องคัมภีร์ลับของตระกูลกู่เป็เวลาหนึ่งเดือน และจะมอบยารวมปราณที่แสนล้ำค่าให้อีกคนละสิบเม็ด จงเด็จหัวของมันมาให้ข้าซะ!" กู่ซือหลงแผดเสียงร้องคำราม
ตอนนี้เืขึ้นหน้าแล้ว เขาจะไม่สนใจสิ่งใดอีกแล้ว หากปล่อยให้ไป๋ชิงอวิ๋นหนีไปได้ เช่นนั้นตระกูลกู่ก็คงไร้น้ำยาของจริงเสียแล้ว เื่นี้เกี่ยวพันถึงศักดิ์ศรีและหน้าตาของตระกูลกู่ เพราะฉะนั้นจะปล่อยให้เื่มันจบไปทั้งแบบนี้ไม่ได้ วันนี้ไป๋ชิงอวิ๋นต้องตายอยู่ที่ตระกูลกู่เท่านั้น
เหล่าจอมยุทธ์ตระกูลกู่ได้ยินสิ่งที่กู่ซือหลงพูดก็ตาลุกวาว ได้เข้าห้องคัมภีร์ลับหนึ่งเดือน และยารวมปราณอีกสิบเม็ด เื่นี้ดึงดูดใจพวกเขาอย่างถึงที่สุดแล้วจริงๆ
ห้องคัมภีร์ลับตระกูลกู่คือห้องที่อนุญาตให้เฉพาะสมาชิกสายตรงของตระกูลกู่เท่านั้นถึงจะเข้าไปได้ ด้วยสถานการณ์ปกติเหล่าจอมยุทธ์ที่เข้ามาขอพึ่งพาตระกูลกู่ ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้เข้าไปในห้องคัมภีร์ลับเลยแม้แต่วันเดียว
แต่ตอนนี้เกิดเหตุการณ์พิเศษและโอกาสหายากในการเข้าห้องคัมภีร์ลับมาเยือนอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว หากไม่คว้าเอาไว้เช่นนั้นจะมาขอพึ่งพาตระกูลกู่ไปทำไม รวมทั้งยารวมปราณอีกสิบเม็ด นี่มันคือของล้ำค่าที่แม้แต่คนของห้าตระกูลใหญ่ก็ยังมีอยู่อย่างจำกัด ยารวมปราณสิบเม็ดจำนวนขนาดนี้ไม่น้อยเลย
คลืน
คลื่นพลังแผ่กระจายไปรอบด้าน จอมยุทธ์ทุกคนของคฤหาสน์ตระกูลกู่ล้วนะเิพลังลมปราณออกมาจากร่างกาย กลิ่นอายที่แข็งแกร่งและทรงพลังตลบอวบอ้วนไปทั่ว
ไป๋ชิงอวิ๋นจ้องมองจอมยุทธ์ทุกคนของคฤหาสน์ตระกูลกู่ด้วยสายตาเยือกเย็น ตัวเขาไม่ได้ตื่นตระหนกกับสถานการณ์นี้เลยแม้แต่น้อย เขาจ้องมองจอมยุทธ์ทั้งหลายอย่างใจเย็น ขณะเดียวกันก็วิเคราะห์ถึงระดับพลังของพวกเขา
มีบางคนอยู่ในระดับยอดยุทธ์ขั้นที่หก และมีบางคนอยู่ในระดับยอดยุทธ์ขั้นที่แปด พวกเขาเหล่านี้ล้วนแต่เป็ชายวัยกลางคน ดูแล้วมีประสบการณ์ความกร้านโลก แต่ละคนดูแล้วเหมือนจะมีประสบการณ์ต่อสู้มาแล้วอย่างโชกโชน
หากต้องปะทะกันซึ่งหน้า ไป๋ชิงอวิ๋นไม่มีโอกาสชนะเลยแม้แต่น้อย แต่โชคยังดีที่เคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิติญญาวิชาแรกที่เขาฝึกคือวิชาวาจาสิทธิ์ ไป๋ชิงอวิ๋นฝึกฝนวิชานี้เป็วิชาพื้นฐานทางจิติญญา อีกทั้งยังทะลวงขั้นแรกของเคล็ดวิชานี้ได้แล้ว นั่นก็คือขั้นบงการ ส่วนขั้นที่สองเรียกว่าขั้นเปลี่ยนแปลง และขั้นที่สามเรียกว่าควบคุมสมบูรณ์
เมื่อฝึกฝนจนถึงขั้นที่สามก็ไม่ต้องหวาดกลัวการแว้งกัดของฟ้าดิน เพียงแค่คำพูดก็สามารถเปลี่ยนกฎเกณฑ์สูงสุดได้ตามใจ และสามารถสังหารผู้คนได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ออกคำสั่งเท่านั้น แต่ขั้นที่สามนี้นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีผู้ที่สามารถฝึกฝนจนถึงขั้นนี้ได้เพียงแค่คนเดียว นั่นก็คือผู้ที่คิดค้นเคล็ดวิชานี้ขึ้นมา ส่วนคนรุ่นหลังที่ฝึกตามสามารถบรรลุขั้นแรกได้ก็นับว่าเป็อัจฉริยะแล้ว
ไป๋ชิงอวิ๋นฝึกฝนเคล็ดวิชานี้อยู่ประมาณห้าสิบปีกว่าจะบรรลุขั้นแรกได้ในโลกหนังสือ และใช้เวลาในโลกหนังสืออีกหนึ่งร้อยห้าสิบปีพยายามฝึกฝนวิชานี้อย่างหนัก แต่ก็ทำได้เพียงอยู่ในระดับบงการขั้นกลาง มันช่วยไม่ได้เพราะไป๋ชิงอวิ๋นต้องอ่านคัมภีร์และตำราอีกหลายเล่ม รวมทั้งยังมีความรู้อีกมากมายที่เขาได้ค้นคว้าศึกษาตลอดสองร้อยปีที่ผ่านไปในโลกหนังสือ
"จอมยุทธ์ทุกคนในตระกูลกู้จงฟัง ติดตามข้าไปสังหารเศษเดนจากตระกูลไป๋ผู้นี้ให้สิ้น" กล่าวจบจอมยุทธ์ตระกูลกู่หลายคนก็กระโจนเข้าใส่ไป๋ชิงอวิ๋นเหมือนกับศัตรูคู่อาฆาต บนใบหน้าของพวกเขามีแต่ความฮึกเหิมไร้ความหวาดกลัว พลังที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างกายก็น่ากลัวเป็อย่างมาก
ไป๋ชิงอวิ๋นสีหน้าเคร่งขรึมขณะเดียวกันก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเหี้ยมหาญว่า "จงถอยห่างออกไปห้าสิบลี้"
คลืน
อากาศและกฎเกณฑ์รอบด้านสั่นะเือย่างรุนแรง จอมยุทธ์คฤหาสน์บ้านตระกูลกู้ที่กำลังกระโจนพุ่งทะยานเข้ามา เหมือนชนเข้ากับระลอกคลื่นกลางอากาศ ทำให้ร่างกายของพวกเขาสั่นไหวโอนเอนไปมา จากนั้นอากาศรอบด้านก็ถูกบิดเบือนร่างของพวกเขาเลือนลาง จากนั้นก็ถูกอำนาจที่แข็งแกร่งพัดพาออกไปอย่างที่พวกเขาก็ไม่สามารถขัดขืนได้
ชายวัยกลางคนทั้งสองที่มีพลังยุทธ์อยู่ในระดับยอดยุทธ์ขั้นที่หกและขั้นที่แปด ในระหว่างที่พวกเขากำลังเรียกอาวุธของตนเองออกมา พวกเขาก็ถูกอำนาจของกฎเกณฑ์ที่แข็งแกร่งบีบบังคับพัดพาร่างของพวกเขาออกไป
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะพยายามขัดขืนอย่างเต็มที่ โดยใช้ร่างกายที่แข็งแกร่งต้านทานพลังอากาศสั่นไหว แต่จิติญญาภายในร่างเหมือนกับถูกโจมตีด้วยพลังที่แข็งแกร่ง ทำให้ศีรษะของพวกเขาวิงเวียนจนยากที่จะประคองสติ เพียงแค่พริบตาเดียวกฎเกณฑ์ที่แข็งแกร่งและไม่อาจขัดขืนได้ ก็หอบเอาร่างของพวกเขาให้หายจากไป
ตอนนี้หน้าประตูใหญ่คฤหาสน์บ้านตระกูลกู่ เหลือเพียงกู่ซือหลงที่หมอบราบอยู่กับพื้น และเหล่าคนรับใช้ภายในคฤหาสน์บ้านตระกูลกู่เท่านั้น บรรยากาศตอนนี้หน้าอึดอัด กู่ซือหลงตกตะลึงจนิญญาแทบจะหลุดออกจากร่าง เพียงแค่คำพูดประโยคเดียวก็สามารถทำให้จอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งมากมายของตระกูลกู่หายไปได้ในพริบตาเดียว
เหตุการณ์เช่นนี้เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน หรือว่าไป๋ชิงอวิ๋นเ้าเศษสวะคนนี้จากตระกูลไป๋จะมีพลังยุทธ์อยู่ในระดับขั้นเซียน แต่เื่นี้เป็ไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด อายุสิบแปดปีจะฝึกฝนถึงขั้นเซียนได้อย่างไร เื่นี้ไม่มีทางเป็ไปได้ ตลอดระยะเวลาอันยาวนานของเมืองจินหยางยังไม่เคยมีจอมยุทธ์คนไหนสามารถบรรลุระดับเซียนได้ก่อนอายุสี่สิบปีเลย
ยิ่งคิดกู่ซือหลงก็ยิ่งหน้าซีดเผือด ด้วยความแข็งแกร่งที่ไป๋ชิงอวิ๋นแสดงออกมามันมีได้เพียงแค่คำตอบเดียว แต่คำตอบนี้ใครมันจะไปเชื่อกัน ใครจะทำใจเชื่อได้ลงกัน จะมีใครสามารถทำได้จริงๆเหรอ ไม่มีทาง! เื่นี้ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ กู่ซือหลงจิตใจเหม่อลอยสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เหล่าบ่าวรับใช้ในคฤหาสน์บ้านตระกูลกู่หวาดกลัวจนหน้าซีดตัวสั่น ตอนนี้ทั่วทั้งคฤหาสน์บ้านตระกูลกู่ไม่มียอดฝีมือระดับเซียนคอยเฝ้าดูแลอยู่เลย พวกเขาทิ้งจอมยุทธ์ที่มีพลังระดับยอดยุทธ์ไว้หลายคนเพื่อให้ปกป้องตระกูล แต่จอมยุทธ์เ่าั้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับชายหนุ่มอาภรณ์ขาวที่ในอดีตถูกเรียกว่า หนึ่งในสี่บุคคลไร้ประโยชน์แห่งเมืองจินหยางจัดการอย่างราบคาบ
แม้แต่คุณชายรองบ้านตระกูลกู่ก็ยังไม่ใช่คู่มือของเขา เื่นี้หากหลุดไปด้านนอกตระกูลกู่คงตกเป็ที่น่าขบขันของคนทั่วทั้งเมืองเป็แน่
"ตอบคำถามข้า กู่หวงอยู่ที่ไหน" น้ำเสียงของไป๋ชิงอวิ๋นเหมือนอำนาจประกาศิต พวกบ่าวรับใช้ของคฤหาสน์บ้านตระกูลกู่พากันแย่งตอบคำถามกันจ้าละหวั่น
"ข้าไม่ทราบครับ โปรดไว้ชีวิตพวกข้าเถอะนายท่าน พวกข้าไม่รู้จริงๆขอรับ"
"ใช่ขอรับพวกข้าไม่รู้จริงๆ"
"วอนนายท่านโปรดเมตตาอย่าฆ่าพวกเราเลยนะขอรับ"
"หากท่านลงมือสังหารพวกข้า ท่านก็ต้องเป็ศัตรูกับตระกูลกู่นะขอรับ"
"ขอนายท่านโปรดพิจารณา พวกข้าไม่รู้จริงๆขอรับ"
ไป๋ชิงอวิ๋นจ้องมองพวกเขาอย่างเ็า ดวงตาของเขามีแต่ความเยือกเย็น
"เงียบ!"
เสียงของไป๋ชิงอวิ๋นทุ้มต่ำเต็มไปด้วยความเด็ดขาด สายตาที่เหมือนกับเหยี่ยวของเขาจ้องมองไปยังร่างของเหล่าคนรับใช้ทีละคนๆ ไป๋ชิงอวิ๋นจ้องมองพวกเขาอย่างไม่วางตา
"ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพวกเ้าจะไม่รู้ ดูเหมือนว่ากู่หวงจะได้พบเจอกับเื่อันตราย พวกเ้าตั้งใจปกปิดความจริงจากข้าใช่หรือไม่" ไป๋ชิงอวิ๋นน้ำเสียงเริ่มเปลี่ยนเป็แหบพร่า ดวงตาของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำเพราะความโกรธ
"ตอบข้ามาไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่าพวกเ้าทีละคน"
"ไป๋ชิงอวิ๋น....อย่าให้มากเกินไปนัก...." กู่ซือหลงกัดฟันพูดทั้งที่มอบราบอยู่กับพื้น
"หุบปาก" น้ำเสียงของไป๋ชิงอวิ๋นเยือกเย็นไปจนถึงกระดูก ตอนนี้เขาเริ่มจะหมดความอดทนแล้ว ดูเหมือนหากไม่ลงมือให้หนักเช่นนั้นวันนี้คงไม่ได้คำตอบ ไป๋ชิงอวิ๋นเริ่มขยับมือขวาของเขาอีกครั้ง
"ช้าก่อนขอรับ"
แต่ก่อนที่เขาจะได้แสดงพลังอำนาจ เสียงของชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา ไป๋ชิงอวิ๋นจ้องมองไปยังร่างของเขาด้วยแววตาเย็นเฉียบ พรางนิ้วชี้มือขวาก็ชี้ไปที่ร่างของเขา หากชายวัยกลางคนผู้นี้จงใจถ่วงเวลาเช่นนั้นก็ต้องใช้ไม้แข็งเสียแล้ว
"พูดมา"
"ขอรับพูดขอรับ เมื่อสิบวันก่อนนายน้อยกู่หวงเดินทางไปที่สำนักจินหยาง จนถึงตอนนี้ยังไม่มีข่าวคราวกลับมาเลยขอรับ" ชายวัยกลางคนก็คือท่านลุงหวังที่เลือกแม่วัวให้กับกู่หวงก่อนหน้านี้
ไป๋ชิงอวิ๋นเ้ามองชายวัยกลางคนคนนั้นตาเขม็ง เมื่อแน่ใจว่าเขาไม่ได้พูดโกหกไป๋ชิงอวิ๋นก็ลดมือของเขาลง พร้อมกับสลายแรงกดดันที่แผ่กระจายออกมาจากร่างและจิติญญา
"บอกมาแต่แรกเื่ก็ไม่ต้องวุ่นวายถึงเพียงนี้ วันนี้ล่วงเกินแล้ว ครั้งหน้าหวังว่าพวกเ้าจะไม่ทำตัวไร้มารยาทอีก"
กล่าวจบไป๋ชิงอวิ๋นก็สะบัดร่างหมุนกายเดินออกไปจากตระกูลกู่ทันที