จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 42 ความเร็วลมกรด

            การประลองบนลานเมฆวายุทำให้ชื่อเสียงของเย่เฉินดังสะท้านไปทั่วนอกสำนัก

            ศิษย์ฝึกหัดคนหนึ่งที่อยู่ในระดับฝึกตนขั้นรวมพลังสามารถเอาชนะศิษย์ของสามยอดเขาหลักได้ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนซึ่งยังหมายรวมถึงศิษย์ระดับขั้นพลังธาตุหนึ่งคนด้วยสิ่งนี่ถูกกำหนดมาแล้วให้กลายเป็นตำนานที่ยาวนาน

            ในตอนกลางคืน

            ณยอดเขาเทียนหยาง

            จ่งเหลาเต้ากุมหัวใจของเขาไว้อย่างแรงต้องสูญเสียลูกศิษย์ที่มีพรสวรรค์ไปแล้วหนึ่งคน เขารู้สึกเจ็บปวดใจเป็นอย่างมาก!

            ณยอดเขาตี้หยาง

            เก๋อหงหัวเราะเยาะ“นักพรตชิงหยาง เมื่อเทียบกับยอดเขาตี้หยางของข้ายอดเขาเหรินหยางพ่ายแพ้เสียยิ่งกว่าอีก!”

            ณยอดเขาเหรินหยาง

            ฉีเฮ่าตื่นขึ้นมาแล้วเขาส่งเสียงคำรามขึ้นมาราวกับหมาบ้าตัวหนึ่ง “ฆ่า ฆ่า ข้าจะฆ่าเขา”

            “หนวกหู!”

            นักพรตชิงหยางตะโกนใส่ใบหน้าอันเขียวสนิทและบูดบึ้งจนน่าตกใจ “แค่ศิษย์ขั้นรวมพลังยังสู้ไม่ได้สอนเจ้าช่างเปล่าประโยชน์เสียจริง”

            “ท่านอาจารย์เย่เฉินผู้นี้น่ากลัวเกินไป” ซูซินเยว่กล่าวอย่างโกรธแค้น

            “ไม่ต้องพูดแล้วอีกหนึ่งเดือนนับจากนี้พวกเจ้าต้องอยู่ในกฎอย่างเคร่งครัดบนเขาแห่งนี้การประลองของนอกสำนักพวกเจ้าจะต้องไม่ทำให้ข้าขายหน้า”

            ณสวนแห่งวิญญาณ

            เย่เฉินได้โคจรการกลั่นร่างกายที่แห้งแล้งมากว่าหกชั่วยาม

            ในการจับคู่ประลองกันครั้งนี้เขาได้รับบาดเจ็บไปไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงรอยสองรอยที่ไหล่ซ้ายและหน้าอกขวา

            การบาดเจ็บเหล่านี้เทียบได้กับการถูกทรมานด้วยแส้อัคนีที่วิหารประกาศิต

            ภายใต้การกลั่นกายโคจรพลังปราณรอยแผลบนร่างของเขาได้รับการรักษาจนหายอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเขาเดินออกมาจากห้องก็ได้หายเป็นปกติมีชีวิตชีวาเช่นเดิมแล้ว

            “นี่มันบ้าไปแล้ว”ขณะที่กำลังก้าวออกจากห้อง เย่เฉินก็ได้ยินเสียงหมาป่าร้องโหยหวน

            เย่เฉินจึงพบว่าในสวนแห่งวิญญาณนอกจากหู่หวาและจางเฟิงเหนียนแล้ว ยังมีก้อนเนื้อก้อนหนึ่งไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าเป็นคน

            คนผู้นี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคือ เจ้าหมีสอง

            “เจ้าเป็นพวกสัตว์ร้ายเดรัจฉานหรือไง”เจ้าหมีสองรีบมุ่งมาข้างหน้า ตรวจสอบร่างกายของเย่เฉินจนทั่วพบว่าไม่มีบาดแผลเลยแม้แต่น้อย เขาถึงกับตกตะลึง

            “ไหนล่ะเอามา”เย่เฉินเหยียดฝ่ามือของเขาออกไป

            “ไม่ต้องห่วงขาดเจ้าไม่ได้อยู่แล้ว” เจ้าหมีสองมองไปยังเย่เฉินอย่างรวดเร็วรู้ทันทีว่าเย่เฉินกำลังขอหินวิญญาณที่เขาชนะการเดิมพันครั้งนี้ถือว่ามีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวเจ้าหมีสองไม่มีทางจะแอบไว้กับตัวเองได้แน่นอนเพราะท้ายที่สุดก็เป็นน้ำพักน้ำแรงของเย่เฉิน

            “ตามกฎเดิมห้าสิบห้าสิบ คนละสี่หมื่น” หมีสองยื่นถุงเก็บของให้เย่เฉิน

            หลังจากรับถุงเก็บของมาเย่เฉินก็เหลือบมองไปยังด้านใน สี่หมื่นกำลังพอดีไม่มากไม่น้อยจากนั้นก็ยัดมันเข้าไปในอกเสื้อ

            การต่อสู้ที่ลานเมฆวายุในครั้งนี้สามารถสร้างเงินก้อนใหญ่ให้เขาได้จริงๆ สี่หมื่นหินวิญญาณในบรรดาศิษย์นอกสำนักเหิงเยว่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาจะต้องติดอันดับของผู้มั่งคั่งอย่างแน่นอน

            อีกด้านหนึ่งเจ้าหมีสองก้าวเข้าใกล้ไปอีกหนึ่งก้าว เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่มีท่าทีว่าจะกลับเขากระซิบถาม “เจ้าหนุ่ม เจ้าได้ไปตลาดมืดอเวจีมาหรือยัง”

            “ยังเลย”เย่เฉินส่ายหน้าเบาๆ

            “ถ้าอย่างนั้นอยากจะไปที่นั่นกับข้าไหม?” หมีสองขมวดคิ้วมองไปยังเย่เฉิน “อีกไม่กี่วันการประมูลที่จัดขึ้นสามปีครั้งของตลาดมืดอเวจีจะเริ่มขึ้นได้ยินมาว่ามีของวิเศษจำนวนมากมายที่นำมาให้ประมูล”

            พูดจบเจ้าคนนี้ก็ดึงกระบองฟันหมาป่าของตนเองออกมา แล้วพูดต่อว่า “เห็นอะไรหรือยังกระบองฟันหมาป่าชิ้นนี้ ข้าก็ได้มาจากการประมูลเมื่อครั้งที่แล้ว สามปีมีครั้งนะ! หากพลาดครั้งนี้ต้องรออีกสามปีเลย”

            “แต่ทำไมข้าถึงได้ยินมาว่าที่นั่นไม่ใช่สถานที่ที่สงบสักเท่าไร!” เย่เฉินลูบคาง

            “ไม่ลองก็ไม่รู้!” เจ้าหมีสองรีบพูดทันที “ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงการประมูลจะห้ามเรื่องการต่อสู้ ได้แต่ไปดูเท่านั้น แค่ไปลองดูเฉยๆ!ว่าอย่างไร? จะไปไหม”

            เมื่อได้ยินเจ้าหมีสองพูดแบบนี้เย่เฉินก็ลูบคางของเขาอีกครั้ง “ถ้าอย่างนั้นก็ลองไปกันดู”

            “เอาล่ะ! ถ้าอย่างนั้นก็ตามนี้ ข้าจะไปเก็บดอกอวี้หลันหิมะสักหน่อยพรุ่งนี้พบกันที่ภูเขาด้านหลัง ที่เดิม ไม่เจอไม่กลับ”

            เจ้าหมีสองลุกกระโดดขึ้นจากนั้นก็ตบก้นของเขาก่อนจะออกจากสวนแห่งวิญญาณ

            หลังจากเจ้าหมีสองจากไปเย่เฉินก็ขังตัวเองไว้ในห้องอีกครั้งอันดับแรกเขาได้นำน้ำเต้าม่วงทองออกมาวางไว้ข้างเตียงเพื่อให้ดูดซับพลังปราณวิญญาณฟ้าดิน จากนั้นจึงหยิบของในถุงเก็บของของฉีเฮ่าออกมา

            เมื่อเปิดถุงเก็บของเย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ

            ฉีเฮ่าเป็นเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์ของตระกูลฝึกตนเขาถูกครอบครัวของเขาตั้งความหวังไว้สูง อีกทั้งยังได้รับการฝึกฝนจากนักพรตชิงหยางถุงเก็บของใบนี้จึงมีค่าไม่ธรรมดาจริงๆ

            ประการแรกมีหินวิญญาณมากกว่าสามหมื่นหินวิญญาณอยู่ในถุงเก็บของ

            ประการต่อมามีของเหลววิญญาณอยู่หลายชนิดในถุงเก็บของ ตั้งแต่เอาไว้หล่อเลี้ยงเส้นลมปราณหมวดอายุยืนนาน หรือแม้แต่ประเภทที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงช่างร่ำรวยไร้ที่เปรียบจริงๆ

            อีกประการหนึ่งในถุงเก็บของยังมีสมุนไพรวิญญาณและอาวุธวิญญาณจำนวนมากมีอยู่หลายชนิดที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน อีกทั้งยังมีมูลค่าสูงดังนั้นอาวุธวิญญาณเหล่านี้ล้วนมีคุณภาพที่ดีและมีบางชิ้นที่สามารถเทียบได้กับกระบี่เมฆแดงของเขา

            และสิ่งของชิ้นสุดท้ายในถุงเก็บของนั้นคือกระดองเต่าที่แตกชิ้นหนึ่งมันช่างสะดุดตายิ่งนัก

            “กระดองเต่านี่...”

            ภายใต้แสงเทียนเย่เฉินถือกระดองเต่าเอาไว้และมองดูอย่างระมัดระวัง

            พื้นผิวของมันมีรอยด่างและมีขนาดเท่ากับฝ่ามือเท่านั้นด้านบนยังมีอักขระยันต์ที่อ่านไม่เข้าใจอีกส่วนหนึ่งมันยังทำให้เกิดความรู้สึกที่พูดไม่ออก และดูเหมือนว่ามันจะอยู่มาตั้งแต่สมัยโบราณ

            มันเป็นพลังวิญญาณโบราณและนี้จึงเป็นจุดที่ดึงดูดเย่เฉิน

            ฮึบ!

            ขณะที่เย่เฉินกำลังครุ่นคิดอยู่กับตนเองน้ำเต้าม่วงทองก็สั่นสะท้าน

            ก่อนที่เย่เฉินจะตอบสนองกระดองเต่าโบราณนั้นก็ถูกดูดไปจากมือของเขา เกิดกระแสพลังงานวนน้ำเต้าม่วงทองเปิดออก จากนั้นจึงดูดกลืนกระดองเต่าเข้าไป

            “เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า”เย่เฉินรีบคว้าน้ำเต้าม่วงทองเอาไว้ และมองเข้าไปด้านใน

            สิ่งที่พบทำให้เย่เฉินต้องประหลาดใจหลังจากกระดองเต่าถูกน้ำเต้าม่วงทองกลืนเข้าไป มันก็ทำการหลอมละลายท้ายที่สุดก็กลายเป็นกลุ่มพลังงานปราณ

            ภาพฉากนี้ทำให้เย่เฉินถึงกับตะลึง

            ขณะที่เขารู้สึกงุนงงน้ำเต้าม่วงทองก็สั่นขึ้นอีกครั้ง กระดองเต่ากลายเป็นพลังงานจากนั้นมันก็ถูกขับออกมา และหลั่งไหลเข้าสู่ดวงตาทั้งสองของเย่เฉิน

            โอ้!

            เย่เฉินรู้สึกเพียงดวงตาของเขาแวววาวสมองของเขาเต็มไปด้วยเสียงคำราม

            ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดแล้วเย่เฉินจึงสะบัดหน้า และลืมตาขึ้นมา

            อย่างไรก็ตามดวงตาของเขาดูแปลกไปมาก หากต้องการมองอย่างละเอียดเขาก็จะมองเห็นเส้นตัวอักษรเล็กๆ อยู่ผ่านดวงตาไปเป็นแถวๆ

            “ความเร็วลมกรด”

            “ความเร็วที่ไม่มีประมาณเป็นเหมือนดั่งเงา ไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนดังจินตนาการ”

            เย่เฉินบ่นพึมพำและหลับตาลงอีกครั้ง เขาดูมีท่าทีแปลกประหลาด

            ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงัดที่มีเพียงแสงเทียนริบหรี่

            ไม่รู้ว่าเมื่อไรเย่เฉินที่ดูเหมือนกำลังยืนอยู่บนพื้นดิน เมื่อก้าวออกมาอย่างแผ่วเบาแม้ว่าก้าวนี้จะดูไม่ธรรมดาแต่ก็อาจยังมีอะไรอีกมากมายที่อยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ

            หลังจากก้าวไปหนึ่งก้าวเย่เฉินก็หยุดลง

            เขาเหมือนคนละเมอก้าวเดินไปอย่างช้าๆ หมุนเป็นวงกลมวนอยู่ในห้อง บางครั้งก็เคลื่อนไปข้างหน้าบางครั้งก็เคลื่อนกลับมาข้างหลัง

            ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วใต้เท้าของเขาตอนนี้มีมวลของอากาศไหลเวียนอย่างรวดเร็วทำให้ความเร็วของเขาก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากนั้นก็มีภาพติดตาปรากฏขึ้นเบื้องหลังเขา

            ในเวลานี้เขาก็หลุดออกไปอย่างไม่ตั้งใจ

            ในห้องเย่เฉินได้ออกไปหนึ่งคืนแล้ว

            เมื่อรุ่งอรุณมาถึงประตูห้องก็เปิดกว้างออก เย่เฉินกำลังก้าวเข้าไป ในสวนก็มีรอยเท้าอยู่บางครั้งก็เหมือนถนนเสวียนอู่ ที่มั่นคง บางครั้งก็เหมือนกับสายลมพัดที่ไปมาอย่างไร้ร่องรอย

            ทุกย่างก้าวของเขาล้วนมีรัศมีแสงสุดจะบรรยายปรากฏขึ้น ความลึกลับในร่างกายของเขาไม่อาจหยั่งรู้ได้ความรวดเร็วนั้น เร็วมากจนผู้คนไม่สามารถตามทันได้

            ไม่รู้ว่าเมื่อไรเย่เฉินจึงหยุดลง ดวงตาของเขาเปิดขึ้นช้าๆ แต่กลับเป็นดวงตาที่เปล่งประกายด้วยความดีใจ

            “ความเร็วที่ไม่มีประมาณเป็นเหมือนดั่งเงา ไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนดังจินตนาการ เยี่ยมความเร็วลมกรดนี่เยี่ยมไปเลย”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน