ในตอนเช้าตรู่ เล่าขุยกับหลางตงก็รีบเข้ามาพบกับ ราเชนแล้วรายงานว่า
“ คนของข้าไปสืบมาแล้ว ตอนนี้พวกมันลงมือลักพาตัวองค์ชายสิบสี่สำเร็จแล้ว และยังได้จับเด็กทารกไปทั้งหมด 9 คน พวกมันกำลังทำพิธีกรรมบางอย่าง”
ราเชนไม่คิดว่ามันจะลงมือรวดเร็วเช่นนี้ เลยมองดวงดาวประจำตัวขององค์ชายสิบสี่บนท้องฟ้า แล้วพบว่า ยังคงสดใส มีเพียงเมฆหมอกมาบังเท่านั้น ชะตายังไม่ถึงฆาต ไม่ตายอย่างแน่นอน จากนั้นจึงได้เอ่ยต่อว่า
“ องค์ชายสิบสี่ เด็กทารก พิธีกรรม พวกมันจะทำบ้าอะไรกันแน่ เรื่องพิษยางไม้ เรื่องคัมภีร์พระไตรปิฏกยังไม่กระจ่าง มีเรื่องอื่นมาแทรกอีกแล้ว รีบบอกมาพวกมันพาองค์ชายไปไว้ที่ไหน”
เล่าขุยหันไปพยักหน้ากับหลางตง
“สุสานวังบาดาล”
“สุสานวังบาดาล?” ราเชนสงสัย
“ ที่นั่นเคยเป็นเมืองหลวงของชนเผ่าเซี่ย อาศัยอยู่ในอดีต พวกเขามีเทพอสูรนาคาคอยดูแล ปกป้อง แต่ว่าหลังจากเทพอสูรนาคา ตายไป ชนเผ่าเซี่ย ก็ถึงคราวล่มสลาย ตอนนี้พวกมันใช้พิษยางไม้ลั่นทมกับเพชรนาคา เพื่อให้ปลุกวิญญาณที่ตายไปแล้วของชนเผ่าเซี่ย ฟื้นคืนชีพ ซึ่งพวกมันทำสำเร็จแล้ว พวกวิญญาณคนเผ่าเซี่ย ก็คือ นักรบวิญญาณและขุนพลวิญญาณนั่นเอง”
“ ไม่น่าเชื่อ ว่าจะมีเรื่องแบบนี้ พิษยางไม้ใช้ปลุกวิญญาณเผ่าเซี่ยได้อย่างไร?”
“ กลางแม่น้ำเผิงสุ่ย มีเกาะขึ้นอยู่กลางแม่น้ำ ซึ่งมีซากต้นลั่นทมพันปีอยู่แล้วต้นหนึ่งรากของมันไชลงไปถึงใต้น้ำลึกถึงเมืองบาดาล ว่ากันว่า มันเป็นต้นไม้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าเซี่ย ที่ผ่านมามันเหมือนกับต้นไม้ที่ตายแล้ว แต่ว่าพอได้รับพลังพิษจากยางไม้ลั่นทม ทำให้มันเริ่มมีพลังงานวิญญาณเพิ่มขึ้น รวมกับเพชรนาคา และคาถาของชนเผ่าเซี่ยโบราณ ทำให้วิญญาณของนักรบเผ่าเซี่ยถูกปลุกขึ้นมา”
ราเชนฟังแล้วอึ้งไปกับ ต้นไม้ที่สามารถเพิ่มพลังวิญญาณโดยใช้พิษ ช่างเป็นวิชานอกรีตอย่างแท้จริง
“ แล้วองค์ชาย เด็กทารก กับ คัมภีร์พระไตรปิฏกเกี่ยวข้องอะไรด้วย”
“ พวกมันคิดจะใช้เลือดเด็กทารกทั้งเก้า และเลือดของราชวงศ์จาง เพื่อคืนชีพอสูรนาคา ส่วนคัมภีร์พระไตรปิฏกนั้นทำมาจาก แผ่นหนังของเทพพญาครุฑที่ เคยสังหารเทพอสูรนาคา ดังนั้นพวกมันจึงจะใช้ แผ่นหนังจากคัมภีร์พระไตรปิฏกเพื่อควบคุมเทพอสูรนาคาอีกที”
“ ทำไมต้องใช้โลหิตเด็กทารก กับ โลหิตองค์ชายทั้งสองด้วย?”
“ พวกมันบอกว่า โลหิตทารกบริสุทธิ์จะชุบชีวิตเทพอสูรนาคา ส่วนโลหิตของเชื้อพระวงศ์จาง จะช่วยปลุกไฟแค้นที่เทพอสูรนาคาถูกฆ่าตายในอดีต เพราะว่า บรรพบุรุษของราชวงศ์จางนั้น เป็นผู้โค่นล้มราชวงศ์เซี่ย โดยปล่อยน้ำจากทำนบกั้นน้ำ ทำลายเมืองเซี่ย จนต้องจมอยู่ใต้น้ำมาจนถึงบัดนี้”
“ แล้วใครกันจะสามารถทำพิธีกรรมเช่นนี้ได้?”
“ นักพรตเซี่ยเหมิน มันสืบเชื้อสายมาจากเผ่าเซี่ยโบราณ รวมทั้งเจ้าเมืองเล่ออันด้วย”
ราเชนไม่คิดว่า สิ่งเหล่านี้ไม่มีทางเป็นไปได้ในโลกของเขา แต่ในโลกนี้กลับเป็นไปได้ บางทีนักพรตเซี่ยเหมินผู้นี้ อาจปลุกชีพเทพอสูรนาคา ขึ้นมา แล้วใช้พลังจากแผ่นหนังเทพครุฑ คอยควบคุมอีกที หากมันทำได้ มันสามารถครอบครองไต้หล้าได้อย่างง่ายดาย
“ พวกมันจะทำพิธีเมื่อไร” ราเชนรีบเอ่ยทันที
“ เที่ยงของวันนี้” หลางตงเอ่ยทันที
“ อัมหิตเกินไปแล้ว ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันทำสำเร็จเป็นอันขาด พวกเจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ ข้าไปหาศิษย์พี่สักครู่”
ราเชนเอ่ยจบ ก็กำลังจะไปแจ้งให้กับถูเอ้อหนานในเรื่องนี้ พอเดินออกมาจากห้อง เสี่ยวตี้ ก็โผล่เข้ามาหาราเชนทันที
“ พวกท่านคิดวางแผนทำอะไรกันอีกแล้ว”
ราเชนมองธิดาเทพแห่งวังน้ำทิพย์อย่างละเอียด แอบสงสัยไม่ได้ ไม่รู้ว่า หน้าอกของนางที่สวยเด่น ในตอนนั้น กับใบหน้าที่สวยหวาน ไปไว้ที่ไหน
“ ไต้ซือน้อย” เสี่ยวตี้ เห็นราเชนมองหน้าอกของนาง จึงได้เอ่ยด้วยเสียงอันดัง พร้อมกับใช้มือกอดอกตัวเองหน้าแดง
“ อ้อ ไม่มีอะไร แค่คิดอะไรเพลิน ๆ ไปหน่อย”
“ นี่..ข้าเห็นท่านกับ เล่าขุยอยู่นะ ยังไม่ได้บอกข้าเลย ว่าคุยอะไรกัน”
ราเชนยิ้ม แล้วเอ่ยว่า
“ พวกเขามาแจ้งเรื่องสำคัญ ไปเถอะข้ามีเรื่องต้องคุยกับศิษย์พี่” ราเชนถือโอกาสโอบกอดเสี่ยวตี้แล้วเดินไป
“ ท่านคิดจะจัดการยังไงกับเล่าขุย?”
เสี่ยวตี้ แม้นจะหน้าแดงที่ถูกราเชนโอบไหล่แต่ก็ยังอดถามต่อไม่ได้
“ ไม่รู้ ยังไม่ได้คิด”
“ ไต้ซือน้อย เล่าขุยชั่วช้า ฆ่าคนของสำนักวังน้ำทิพย์ ปล่อยยาพิษเพื่อสังหารชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ ท่านอย่าได้ปล่อยให้เขาทำชั่วอีกเป็นอันขาดนะ”
“ อย่าห่วงเลย เขาไม่เป็นเหมือนแต่ก่อนแล้ว”
“ ไต้ซือ รู้ได้ไง”
“ ข้าสอนสั่งเขาแล้ว”
เสี่ยวตี้รู้สึกไม่พอใจคำตอบ
“ ข้าเตือนท่านแล้วนะ อ้อ..มีคนมาหาท่านด้วย”
ราเชนไม่ได้ถามว่าใคร แต่มองไปข้างหน้าก็พบกับ องครักษ์หญิงอู่เสีย กับ หัวหน้ามือปราบเต๋อคุน ยืนกระสับกระส่าย อยู่กับถูเอ้อหนาน
“ ไต้ซือน้อย เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”
องครักษ์หญิงอู่เสีย เอ่ยทันทีเมื่อเห็นราเชนเดินเข้ามา
“ เรื่องอะไร?”
“ องค์ชายสิบสี่ถูกลักพาตัวไป องครักษ์ที่คุ้มกันไม่อาจต้านทานนักรบวิญญาณได้ ถูกพวกมันฆ่าตายไปเป็นจำนวนมาก”
ราเชนพยักหน้าคล้ายรับรู้เรื่องราวทุกอย่างมาแล้ว
“ แล้วรู้ไหมว่าเป็นพวกใคร?” ราเชนลองสอบถามดู
“ ข้าสงสัยว่าเป็นคนของเจ้าเมือง” องครักษ์หญิงอู่เสียเอ่ยเสียงเครียด
“ แต่พวกเราไม่มีหลักฐาน ทหารองครักษ์ที่รอดชีวิตบอกว่า เป็นฝีมือของนักรบวิญญาณ แต่ว่าพอโจมตีไปที่อาวุธของพวกมัน พวกมันหาได้เป็นอะไรไม่ ทั้งๆ ที่พวกมันมากันแค่ ตนเดียวเท่านั้น”
“ มันคือ นักรบวิญญาณระดับขุนพล พวกองครักษ์เหล่านั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกมันหรอก”
ราเชนเอ่ยเสียงหนักอึ้ง
“ ท่านรู้จักพวกมัน?” องครักษ์อู่เสียกับมือปราบเต๋อคุนเอ่ยออกมาพร้อมๆ กัน
ราเชนพยักหน้า แล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ทั้งสองฟัง สุดท้ายเอ่ยออกมาว่า
“ ตอนนี้เล่าขุยกับหลางตง เป็นสายให้กับข้า ไม่ว่าอย่างไร ขอให้ท่านมือปราบละเว้นพวกเขาด้วย หากต้องการให้องค์ชายสิบสี่ปลอดภัย”
มือปราบเต๋อคุน ถึงกับอึ้ง แล้วบอกออกมาอย่างแผ่วเบาว่า
“ ข้าไม่มีปัญหา แต่ไม่รู้ว่า ท่านหัวหน้าศาล และท่านผู้ตรวจการซ่งฉี จะยอมหรือไม่”
“ พวกเขาต้องไม่ว่าอะไรแน่ เพราะหากองค์ชายเป็นอะไรไป พวกเขาก็ต้องรับโทษทัณฑ์ตามไปด้วยเช่นกัน” องครักษ์อู่เสีย เอ่ยเสียงหนักแน่น
“ ข้าก็คิดเช่นนั้น พวกเรารีบไปที่สุสานวังบาดาลกันเถอะ” ราเชนเอ่ยจบ ก็ให้คนไปตามเล่าขุยและหลางตงมานำทาง
เสี่ยวตี้ พอเห็นหน้าเล่าขุยก็แสดงความไม่พอใจ ออกมา แต่ไม่สามารถทำอะไรได้
และจะขอติดตามไปด้วย แต่ถูกถูเอ้อหนานห้ามเอาไว้
ทั้งห้าคน จึงออกเดินทางไปที่สุสานวังบาดาล โดยมีกองกำลังมือปราบประมาณ 30 คนติดตามไปด้วย
ไม่นานนัก ทั้งหมดก็มาถึงแม่น้ำเผิงสุ่ย ซึ่งเป็นจุดที่กว้างใหญ่ที่สุดของลำน้ำ ตรงกลางมีเกาะกลางน้ำขนาดใหญ่ มีต้นลั่นทมโบราณ ขึ้นอยู่เพียงต้นเดียว ซึ่งลำต้นของมันเหมือนกับถูกเผาไฟจนดำ หาได้มีใบไม้ขึ้นสักใบไม่ แต่ราเชนสัมผัสได้ว่า
พลังวิญญาณของมันกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พิษของยางไม้ลั่นทม ที่ไหลผ่านมาถูกมันดูดกลืนเข้าไปหาลำต้นมัน ราวกับว่า มันอดหยากปากแห้งมานาน
“ เราจะลงไปใต้น้ำอย่างไร” องครักษ์หญิงอู่เสีย เอ่ยด้วยความกังวล
“ ตามข้ามา” หลางตงเอ่ยจบ ก็พาทุกๆ คนเดินไปยัง ศาลเทพอสูรนาคาที่อยู่ริมน้ำเล่อสุ่ย ซึ่งด้านหน้า มีทหารรักษาเมือง ยืนป้องกั้นเอาไว้สิบคน
หลางตงกับ เล่าขุย หันไปมองหน้าราเชนซึ่งพยักหน้าให้ พวกเขาทั้งสองคน ก็พุ่งตัวเข้าไปยืนต่อหน้าทหารรักษาเมืองทันที
“ ท่านหมาป่าอุดร ท่านมาที่นี่ทำไม?” หัวหน้าทหารรักษาเมือง จำหลางตงได้ จึงได้เอ่ยอย่างสงสัย แต่คำตอบที่ได้ คือถูกกรงเล็บในมือของหลางตง ตวัดที่คอขาดกระเด็น ส่วนที่เหลือ ก็ถูกเล่าขุย กับพวกมือปราบเข้าเด็ดชีพตายไปในทันที
หลางตงเดินนำหน้าเข้าไปในด้านใน ก็พบกับรูปปั้นของเทพอสูรนาคา ที่ชาวบ้านนับถือ ยืนสง่าอยู่กลางศาล ราเชนมองแล้วนึกถึง พญานาคราช ในโลกของเขา ที่มีหงอนขนาดใหญ่ขึ้นบนหัว มีเกล็ดคล้ายมังกรขึ้นตามตัว หางยาวประมาณ สิบเมตรปลายหางแหลมคม ราวกับใบมีด หลางตงเดินผ่านเข้าไปด้านหลัง แล้วใช้มือเลื่อนเกล็ดรูปปั้นหุ่นเทพอสูรนาคา ทันใดนั้นเอง ก็มีช่องคล้ายกับประตูเลื่อนออกมา
“ นี่คือทางลงไปทางใต้สุสานวังบาดาล ซึ้งมีแต่พวกลูกหลานตระกูลเซี่ยเท่านั้นที่รู้”
“ แล้วเจ้ารู้ได้ยังไง?” มือปราบเต๋อคุน เอ่ยเสียงเข้ม
“ ข้าส่งคนติดตาม เจ้าเมืองเล่ออัน จึงได้รู้ทางลับแห่งนี้”
“ รีบเข้าไปกันเถอะ” ราเชนเอ่ยขึ้น มีมือปราบสิบคนเดินนำหน้า และ เดินคุ้มกันทางด้านหลังอีกสิบคน อีกสิบคนเฝ้าทางเข้าเอาไว้
บันไดที่พาลงไปนั้น เป็นพื้นศิลารอบๆ ดูแข็งแรงมั่นคง ราเชนสัมผัสได้ถึงความชื้นด้านใน พอก้าวลงไปลึกเกือบสามสิบเมตร ทุกๆ คนก็รู้สึกหูอื้อ มือปราบบางคนถึงกับตาลาย เพราะไม่สามารถปรับแรงดันในหูได้ ราเชนจึงนำยาเม็ดสูตี้หวงของอาจารย์เทพโอสถ นำมาแจกให้ทุกคนอมเอาไว้ เพื่อปรับความดันไม่ให้แก้วหูแตกตาย แล้วราเชนก็เดินนำหน้าทุกๆ คนลงไป พอลงไปในชั้นใต้ดิน ก็พบว่า ด้านล่างนั้นมีโลงศพตั้งเรียงกันอยู่บนพื้น อย่างเป็นระเบียบ เต็มพื้นที่กว่าสองไร่ ไม่รู้จำนวนเท่าไรกันแน่ ที่น่าตกใจคือ มีโครงกระดูกงูยักษ์ขนาดใหญ่ พาดผ่านห้องโถงใต้ดิน มองเห็นเพียงโครงกระดูกกลางลำตัวเท่านั้น ด้านหน้าที่แท่นบูชา เด็กทารกถูกผูกเอาไว้ด้วยเชือก ห้อยหัวลง รวมทั้งองค์ชายสิบสี่ ทั้งหมดคล้ายกับถูกยาสลบไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ด้านล่างมีชายหนุ่มไม่ใส่เสื้อโชว์มัดกล้าม ถือมีดสั้นอยู่ สิบคน เตรียมตัวรับคำสั่งให้เชือดคอหอยของทุกๆ คน
ด้านข้างมีชายชราแต่งกายเป็นชุดนักบวชสีขาว ถือไม้เท้าที่ด้ามปลายมีเพชรสีแดงส่องสว่างราวกับแสงไฟ กำลังคุกเข่า สวดคาถาบางอย่าง ด้านหน้าแท่นบูชา ที่มีคัมภีร์พระไตรปิฏกวางอยู่บนแท่น มีทหารรักษาเมืองยืนถือดาบเอาไว้ สามสิบคน แต่ที่น่าหวาดหวั่นกว่าผู้ใด เพราะราเชนสัมผัสดวงวิญญาณของมันได้ ว่ามันมีพลังวิญญาณที่กล้าแข็งยิ่งกว่า นักรบวิญญาณที่เคยพบมา หรือว่ามันคือ ขุนพลวิญญาณ มันหลับตาอย่างสงบ ไม่มีการเคลื่อนไหว ถือดาบใหญ่เท่าตัวคนปักอยู่หน้าของมัน แล้วทันใดนั้นเอง นักบวชชราก็ท่องบทสวดจบ แล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงก้องกังวานว่า
“ ข้าขอมอบโลหิตเหล่านี้ เพื่อเซ่นสังเวยแด่ท่าน เทพอสูรนาคา ขอให้ท่านได้กลับคืนชีพเพื่อช่วยเหลือ เผ่าเซี่ยของเราให้ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรเหมือนดั่งเดิมด้วยเถิด ลงมือได้”
นักบวชชราเอ่ยจบ ชายหนุ่มนักกล้ามทั้งสิบ ก็ยกมีดขึ้นจะปาดที่ลำคอของเด็กทารกและ องค์ชายสิบสี่ แต่ทว่า มีเสียงวัตถุบินพุ่งเข้ามาหา ชายหนุ่มทั้งสิบอย่างรวดเร็ว
ฟิ้ว ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!
ฉึก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!............