Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 92 เมืองเจเฮริสที่ร่ำรวย

    ตอนที่ 92 เมืองเจเฮริสที่ร่ำรวย

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     



    เมอร์ลินและมาร์เทลเดินทางจากเมืองวินเซนมาเมืองเจเฮริสด้วยค่ายกลเคลื่อนย้าย นับว่าเป็นการเดินทางที่รวดเร็วมาก แต่มันก็มีค่าใช้จ่ายที่แพงมากเช่นกัน


    อย่างไรก็ตามมันก็ดีกว่าการเดินทางด้วยรถม้าหรือยานพาหนะอื่น เพราะอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันระหว่างเดินทางได้ มีหลายครั้งที่คณะเดินทางถูกสัตว์อสูรหรือโจรทำร้ายกลางทาง อาชีพนักคุ้มกันจึงยังคงเป็นที่นิยมของคนสมัยนี้อยู่


    สินค้าที่มีจำนวนมากไม่สามารถเคลื่อนย้ายโดยค่ายกลได้ ไม่เช่นนั้นคงจะต้องใช้หินเวทในจำนวนที่น่ากลัว ซึ่งค่าใช้จ่ายของมันช่างไม่คุ้มเอาเสียเลย


    ดังนั้นขบวนขนส่งจึงต้องมีนักเวทหรืออัศวินฝีมือดีคอยคุ้มกัน


    แม้เป็นการขนส่งทางอากาศก็ต้องมีคนคุ้มกันเช่นกัน เพราะสัตว์อสูรยังมีอยู่ทั่วทุกที่ โชคดีที่สัตว์อสูรเหล่านี้ยังพอฉลาดอยู่บ้างมันจึงไม่โจมตีเมืองหรือหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่เยอะ นั่นเพราะมีการปราบปรามอยู่ตลอดเวลา ทำให้อาชีพนักเวทหรืออัศวินยังมีความจำเป็น


    อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกคนที่เลือกต่อสู้กับสัตว์อสูร เพราะยังมีนักเวทหรืออัศวินที่พึงพอใจจะทำงานในเมืองมากกว่า อย่างเช่นมาร์เทลเป็นต้น


    นอกจากนี้การเดินทางมาเมืองเซเฮริสนั้นใช้ระยะเวลาเดินทางที่นานมาก แต่เมื่อใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายกลับใช้เวลาที่สั้นมาก นี่จึงเป็นข้อดีของการเคลื่อนย้ายโดยค่ายกล


    หอคอยค่ายกลเคลื่อนย้ายของเมืองเจเฮริสนั้นเหมือนกับที่เมืองวินเซน ดูเหมือนว่าพวกเขาจะสร้างมันขึ้นมาในรูปแบบเดียวกัน


    ที่นี่ยังมีค่ายกลเคลื่อนย้ายมากมาย และมีคนเฝ้าค่ายกลอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อยืนยันการใช้งานจากค่ายกลอีกฝั่งที่จะส่งมา


    เมอร์ลินและมาร์เทลออกมาจากหอคอยแล้วเดินไปยังธนาคารซันเดอร์ลีซึ่งอยู่ไม่ไกล


    “ที่นี่ดูเหมือนจะมีความเจริญมากกว่าเมืองวินเซน” เมอร์ลินอดที่จะกล่าวออกมาไม่ได้เมื่อเขาได้เห็นสิ่งก่อสร้างมากมายที่เรียงรายกันอย่างตระการตา


    ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ มียานพาหนะที่ใช้หินเวทเป็นแกนพลังงานใช้งานมากกว่ารถม้า ผู้คนแต่งชุดสูทดูสุภาพเดินเข้าออกอาคารสูง ดูคึกคักกว่าเมืองวินเซนเป็นอย่างมาก


    “แน่นอนครับ เพราะที่นี่เป็นเมืองที่มีความเจริญรองจากเมืองหลวงออโรร่า ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะตระกูลเจเฮริสที่สนับการพัฒนาของเมืองนี้ ผู้คนต่างเรียกเมืองนี้ว่าเมืองแห่งธุรกิจของประเทศออโรร่า” มาร์เทลกล่าวอธิบาย


    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาที่นี่ อย่างไรก่อนหน้านี้เขาก็ยังเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเกรย์จอย ย่อมต้องเดินทางไปมาเพื่อติดต่อกันเรื่องงาน


    นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่มาร์เทลมายังเมืองแห่งนี้


    เมอร์ลินพยักหน้า สายตาของเขายังกวาดมองไปทั่ว 


    เขามองเห็นร้านค้ามากมายที่นี่ รวมไปถึงแกลลอรี่ งานฝีมือต่างๆ ที่เปิดขายในร้านข้างทาง


    “เพราะบ้านเมืองสงบสินะครับ ศิลปะถึงเจริญรุ่งเรือง” 


    จู่ๆ เมอร์ลินก็เอ่ยพึมพำคำพูดนี้ออกมา 


    มาร์เทลที่เดินตามอยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าและเอ่ยปากออกความเห็นออกมาด้วย


    “หากไม่มีตระกูลจากสี่จตุมหาคลังการฟื้นฟูศิลปะคงจะไม่มาถึงขั้นนี้” 


    เมอร์ลินที่ได้ยินก็เห็นด้วยกับคำพูดของมาร์เทลเช่นกัน


    ในอดีตยุคศักดินาพวกขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างอยู่สุขสบายชื่นชอบในศิลปะ พวกเขาชอบที่จะอุปถัมภ์ศิลปินเพื่อแสดงออกถึงความมั่งคั่งของตนเอง


    ต่อมาเมื่อยุคศักดินาล่มสลาย ร้อยประเทศก่อตั้งขึ้น แต่ทว่าตระกูลขุนนางบางตระกูลยังคงอยู่ เช่นสี่ตระกูลในจตุมหาคลัง 


    พวกเขามีเงินทองมากมายล้นเหลือ ในใจยังยืดถือธรรมเนียมเก่าๆ 


    แม้ไม่มีขุนนางและเชื้อพระวงศ์ แต่ตระกูลเศรษฐีอย่างพวกเขาที่มีเงินเหลือกินเหลือใช้จึงคิดที่จะอุปถัมภ์ศิลปินเช่นกัน


    ตระกูลอื่นๆ ที่พอจะร่ำรวยอยู่บ้างเมื่อเห็นสี่จตุมหาคลังสนับสนุนในศิลปะเพื่อแสดงสุนทรีของตนเอง พวกเขาก็อยากทำตาม


    ดังนั้นจึงเกิดเป็นกระแสที่ทำให้ตระกูลหรือครอบครัวที่ร่ำรวยสนับสนุนศิลปินหรือส่งให้ลูกหลานของตนเองได้ร่ำเรียนศิลปะ


    ในยุคนั้นศิลปะจึงเป็นการแสดงออกของชนชั้นสูง


    แต่ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไป หลายสิ่งหลายอย่างเกิดความเปลี่ยนแปลง


    บรรดาชนชั้นกลางไปจนถึงชนชั้นล่างก็ได้เข้าถึงศิลปะเช่นกัน ศิลปะจึงเป็นที่แพร่หลาย จนเกิดเป็นความนิยมในปัจจุบัน


    เหล่าบรรดานักวิชาการจึงเรียกยุคนั้นว่า “ยุคฟื้นฟูศิลปะ” ซึ่งเป็นยุคที่มีศิลปินที่มีชื่อเสียงเกิดขึ้นมากที่สุด


    ต้องรู้ไว้ว่าผลงานของศิลปินเหล่านั้น ในยุคนี้มีมูลค่ามากแค่ไหน พวกมันกลายเป็นของสะสมของคนรวย หรือบางครั้งงานศิลปะเหล่านั้นก็ถูกนำมาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการทำธุรกิจหรือการเมืองก็มี


    “พวกเราแวะคาเฟ่แถวนี้หาอะไรทานกันสักหน่อยเถอะแล้วค่อยไปที่ธนาคาร” เมอร์ลินเอ่ย เมื่อเห็นร้านค่าเฟ่ที่ดูสบายตาข้างทาง


    กริ๊ง ...


    เสียงกระดิ่งดังขึ้น เรียกสายตาให้เจ้าของร้านต้องหันมามอง


    “รับอะไรดีครับ?” ชายชราท่าทางใจดีเอ่ยถาม


    เมอร์ลินมองดูเมนูเครื่องดื่มและอาหารอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะสั่งพวกมันรวมกับของของมาร์เทล


    ทั้งสองคนไปนั่งรอที่โต๊ะใกล้หน้าต่างที่เปิดรับอยู่ริมทางเดิน 


    ไม่นานของที่เขาสั่งก็มาถึง ทั้งสองทานของพวกนั้นด้วยท่าทางที่สบายๆ ก่อนจะออกเดินทางต่ออีกครั้งโดยที่เมอร์ลินเป็นคนจ่ายทั้งหมดด้วยการ์ดสีดำของเขา


    “อีกเดี๋ยวคุณเซลองจะมอบเงินค่าใช้จ่ายรายเดือนสำหรับดูแลคุณให้กับผม ครั้งหน้าคุณไม่จำเป็นต้องจ่ายอีก” มาร์เทลเอ่ยกับเมอร์ลิน


    “ผมเข้าใจแล้ว” เมอร์ลินพยักหน้าแล้วเดินทางต่อ


    งานของมาร์เทลนั้นสบายมาก เขาแค่ดูแลเด็กน้อยเท่านั้น แต่ค่ากินค่าอยู่ล้วนเป็นออสตินที่ออกค่าใช้จ่ายให้หมด งานดีๆ แบบนี้มาร์เทลย่อมไม่มีวันปล่อยไปอย่างแน่นอน


    ธนาคารซันเดอร์ลีอยู่ไม่ไกลจากคาเฟ่ที่พวกเขาอยู่มากนัก เดินอีกไม่กี่นาทีพวกเขาก็ไปถึงที่นั่น


    ตึกใหญ่ของธนาคารตั้งอยู่ย่านการค้าของที่นี่ นอกจากธนาคารซันเดอร์ลีแล้วยังมีธนาคารน้อยใหญ่อีกหลายแห่ง 


    ที่นี่เป็นเมืองที่ดูมั่งคั่งเป็นอย่างมาก มันเปิดโลกให้กับเมอร์ลินเป็นอย่างมาก ทำให้เขาได้รู้ว่าเมืองเจเฮริสแห่งนี้ไม่ขาดแคลนคนรวย


    ทั้งสองเดินเข้าไปในตึกของธนาคารซันเดอร์ลี ที่นี่ถูกตกแต่งอย่างหรูหรา โถงใหญ่มีความสูงเท่าตึกห้าชั้น ด้านบนถูกประดับด้วยเส้นแสงที่สร้างขึ้นจากวงเวท ทำให้มันดูโอ่อ่าและมีระดับมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากธนาคารที่อยู่ในเมืองวินเซนอย่างสิ้นเชิง


    “สวัสดีค่ะ มีอะไรให้ดิฉันช่วยเหลือไหมคะ?” พนักงานหญิงที่แต่งตัวสุภาพตรงเข้ามาแล้วกล่าวคำพูดที่ยิ้มแย้ม


    มาร์เทลพยักหน้าแล้วพลิกฝ่ามือ แหวนเวทถูกกระตุ้นแล้วนำจดหมายฉบับหนึ่งออกมา


    “ผมต้องการพบคุณเซลองเพื่อยื่นจดหมายของมหาปราชญ์ออสตินฉบับนี้ให้กับเขา”