เกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร

    ตอนที่ 149 ง่ายดายอย่างนี้เชียว?


    ใต้เงาไม้สูงใหญ่ในเขตอสูรวิญญาณ แสงแดดที่สาดผ่านกิ่งไม้กระทบกับละอองเพลิงที่ลอยอยู่ในอากาศ ทำให้พื้นที่ตรงนั้นเรืองแสงสีส้มแดงราวกับอยู่ท่ามกลางอาทิตย์อัสดง

     

    เสียงคำรามของอสูรดังกึกก้องไปทั่วป่า

    “โฮ่กกก!!”

    วานรขนาดใหญ่กว่ามนุษย์เล็กน้อย ร่างกายปกคลุมด้วยขนสีแดงเพลิง ดวงตาเปล่งแสงสีทอง มันยืนอยู่บนโขดหินสูงกลางลานป่า  วานรเปลวเพลิง จ้าวอสูร ระดับราชันขั้นที่ 1

    เปลวเพลิงที่ลุกไหม้รอบร่างมันเหมือนจะลุกท่วมทุกสิ่งที่เข้าใกล้

     

    หลี่ซูเหยาก้าวออกมาข้างหน้า เสื้อคลุมของนางสะบัดไปตามแรงลมที่เกิดจากพลังของวานรเพลิง นางไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อย

     

    “ข้าต้องการเจ้า…จิตแห่งเพลิงของข้าสอดคล้องกับเจ้า อย่าได้คิดต่อต้านเลย และข้าก็จะพิสูจน์ว่าข้าเหมาะสมกับเจ้าเช่นกัน!”

     

    เปรี๊ยะ!

    เพลิงพลังวิญญาณแผ่พุ่งออกจากร่างของนาง กลายเป็นม่านแสงแดงเข้มปะทะกับพลังเพลิงของวานรเพลิงอย่างรุนแรง เสียงระเบิดดังสั่นไหวทั้งป่า

     

    การต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับจ้าวอสูรเพลิง

     

    วานรเพลิงคำราม พุ่งเข้าหานางด้วยหมัดอันร้อนระอุ ราวกับภูเขาไฟถล่ม

    หลี่ซูเหยาเบี่ยงตัวหลบอย่างสง่างาม ก่อนจะยื่นมือออก

     

    “ออกมาราชันหมาป่าเพลิงคราม!”

     

    พลังเพลิงของราชันหมาป่าเพลิงครามระเบิดออกมาเป็นวงแหวนเพลิงหมุนวน ล้อมรอบร่างของวานรเพลิงไว้จากหกทิศ มันคำรามดิ้นรน แต่เพลิงศักดิ์สิทธิ์ของนางแทรกทะลวงเข้าสู่ชั้นพลังของมันได้

     

    ทันใดนั้น นางกระโจนขึ้นฟ้า พร้อมเรียกสัตว์อสูร จิ้งจอกเพลิงสุริยัน ออกมา

    เพลิงของจิ้งจอกกับเพลิงของนางประสานกันกลายเป็น “เปลวเพลิงรวมจิต” รุนแรงยิ่งกว่าก่อนหน้า

     

    วานรเพลิงคุกเข่าลง เสียงคำรามของมันค่อย ๆ แผ่วลง

    ดวงตาสีทองของมันจ้องตานาง  จิตใจของมันสั่นไหวจากพลัง ความมุ่งมั่น และการควบคุมเพลิงที่เหนือชั้น

     

    “ข้ารู้สึกได้แล้ว…เจ้าคู่ควรที่ข้าจะร่วมชะตาด้วย…”

     

    มันก้มศีรษะลงต่ำ พลังของมันสงบนิ่งราวกับยอมจำนน

     

    หลี่ซูเหยาค่อย ๆ ยื่นมือออก ทำ “ผนึกวิญญาณร่วมพันธะ”

    แสงเพลิงสีทองแดงสว่างขึ้นจากมือของนาง และจากหน้าผากของวานรเพลิง ทั้งสองแสงเชื่อมถึงกันก่อนจะหลอมรวมเข้าด้วยกัน

     

    พันธะสำเร็จ

     

    “วานรเปลวเพลิง” ได้เข้าสู่พันธะกับหลี่ซูเหยา

    ทันทีที่พันธะสำเร็จ พลังเพลิงของมันกลับนิ่งสงบลงคล้ายเปลวเทียนในมือผู้ควบคุม

    พลังของนางเองก็สว่างวาบ ร่างกายดูมีประกายเพลิงไหลเวียนทั่วชีพจร

     

    หลี่หยางที่เฝ้าดูอยู่จากไกล ๆ พยักหน้า

     

    “เจ้าเลือกได้ดีแล้ว ซูเหยา…มันจะเป็นอาวุธและคู่หูที่ดีของเจ้าในสนามประลองครั้งนี้”

     

    วานรเพลิงค้อมหัวอีกครั้งก่อนจะหายตัวเข้าสู่แดนวิญญาณของนาง

     

    หนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ภายในเขตอสูรวิญญาณเต็มไปด้วยร่องรอยของการต่อสู้ การผนึกพันธะ และเสียงแห่งความยินดี อสูรน้อยใหญ่ทยอยเข้าสู่พันธะกับผู้ฝึกยุทธ์ของตระกูลหลี่อย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่ในกลุ่ม 22 คนได้ทำพันธะสำเร็จแล้ว รวมถึงหลี่ซูเหยาและอาวุโสใหญ่หลี่เจี้ยนด้วย

     

    หลี่หยางยืนอยู่บนโขดหินสูง ใช้พลังจิตหยั่งรู้เฝ้าสังเกตพลังของทุกคน

     

    “ดีมาก…พวกเขาเริ่มควบคุมอสูรได้อย่างมั่นคงแล้ว”

     

    ข้างล่างในลานหินกลางป่า

    ผู้คนต่างนั่งพักฟื้น ปรับลมปราณ หลายคนมองดูวงแหวนวิญญาณของตนอย่างภูมิใจ บ้างก็เริ่มสานสัมพันธ์กับอสูรตนใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่พันธะ

     

    แต่ในมุมหนึ่งใต้ร่มไม้ใหญ่

    ยังคงมีเงาร่าง 3 คน ยืนอย่างสงบนิ่ง พร้อมแววตาจริงจัง

     

    คือ หลี่เซียน หลี่ซูเฟย และหลี่คุนเยว่

    สามคนสุดท้ายที่ยังไม่ได้ทำพันธะกับอสูร

     

    หลี่คุนเยว่เป็นคนแรกที่พูดขึ้นเบา ๆ

    “เจ้าสองคน…รู้สึกไหมว่าไม่มีอสูรที่เหมาะกับเราเลย?”

     

    หลี่เซียนพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม

    “ข้ามีลางสังหรณ์…ว่าวันนี้เราคงไม่เจอแล้วล่ะ ”

     

    หลี่ซูเฟยยิ้มบาง

    “เมื่อถึงเวลาเราจะเจอเองแหละน่า”

     

    พลบค่ำแผ่คลุมทั่วป่าไผ่วิญญาณ แสงแดดสุดท้ายลาลับขอบฟ้า กลายเป็นแสงสลัวสีม่วงทองที่ลอดผ่านใบไผ่หนาแน่น เสียงลมไผ่เสียดแผ่วดังสลับกับเสียงแมลงยามราตรีที่เริ่มตื่นตัว

     

    หลี่หยางยืนอยู่หน้าแนวพักแรมซึ่งถูกจัดเรียงอย่างเรียบร้อยกลางลานไผ่ เขากวาดตามองคนทั้งกลุ่มก่อนหันไปหาหลี่เซียน หลี่ซูเฟย และหลี่คุนเยว่ ซึ่งเพิ่งเดินกลับมาจากส่วนลึกของป่า พวกเขาทั้งสามแม้จะไม่เหน็ดเหนื่อยนัก แต่ในแววตายังมีร่องรอยของความมุ่งมั่นที่ยังไม่สมบูรณ์

     

    “พวกเจ้าอย่าได้กดดัน”

    เสียงของหลี่หยางฟังดูอ่อนโยนและหนักแน่นในเวลาเดียวกัน

    “วันนี้เราพอแค่นี้ พรุ่งนี้ตอนเช้า ค่อยออกล่าอสูรกันใหม่ ยังมีเวลาอยู่มากก่อนถึงงานประลอง”

     

    สามคนพยักหน้าเบา ๆ ยอมรับในคำของหลี่หยาง

     

    “คืนนี้จงใช้เวลาให้เต็มที่ พักผ่อน ปรับลมปราณ และจงตั้งสติให้มั่น”

    “อสูรที่คู่ควรกับพวกเจ้า จะปรากฏต่อเมื่อใจพวกเจ้าพร้อม”

     

    พูดจบหลี่หยางโบกมือ

    ม่านพลังบางเบาแผ่ขยายครอบคลุมลานพัก ให้พลังวิญญาณสงบเย็น ช่วยให้การพักผ่อนและฟื้นฟูพลังของทุกคนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

     

    ภายในลานพัก เริ่มมีเสียงพูดคุยแผ่วเบา คนของตระกูลหลี่เริ่มตั้งกระโจม ตั้งเวรยาม และกระจายตัวฝึกนั่งสมาธิใต้กอไผ่

     

    ใต้เงาไผ่หลี่เซียนหลับตานิ่ง พลังวิญญาณเย็นเฉียบแผ่รอบตัว

    หลี่ซูเฟยยกมือสัมผัสแหวนอสูรของตน พลางกระซิบกับอสูรที่อยู่ภายใน

    ขณะที่หลี่คุนเยว่กลับลับมีดพับบนตักเงียบ ๆ แต่ในดวงตามีแสงเจิดจ้ากว่าใคร

     

    คืนนี้…

    คือค่ำคืนแห่งการพักเพื่อเตรียมสู่การเผชิญหน้าใหม่ในรุ่งอรุณ

    รุ่งอรุณทอแสงอ่อนส่องลอดยอดไผ่ ป่าไผ่วิญญาณอาบด้วยหมอกจางบาง มวลพลังวิญญาณยังคงแน่นหนาและสงบนิ่ง บรรยากาศเหมาะแก่การฝึกฝนและเยียวยา

     

    หลี่หยางลืมตาขึ้นจากสมาธิ ทอดสายตามองดวงตะวันที่กำลังโผล่พ้นเส้นขอบฟ้า เสียงไผ่ไหวพลิ้วเบา ๆ เป็นจังหวะเดียวกับจังหวะลมหายใจของเขา

     

    ไม่นานนัก ทั้งหลี่เซียน หลี่ซูเฟย และหลี่คุนเยว่ ก็ก้าวออกจากกระโจมของตน แววตาของทั้งสามคนมั่นคงมากขึ้นกว่าคืนก่อน สภาพร่างกายฟื้นเต็มที่ พร้อมสำหรับการเผชิญหน้าครั้งใหม่

     

    “ไปกันเถอะ”

    หลี่หยางกล่าวสั้น ๆ ก่อนหันหลังเดินนำเข้าสู่ป่าด้านตะวันออกของเขตไผ่

    ส่วนสมาชิกตระกูลคนอื่น ๆ ยังคงฝึกฝนกันในพื้นที่ที่หลี่หยางกำหนดไว้ มีอาวุโสคอยควบคุมดูแลและสร้างวงป้องกันภัย

     

    หลี่หยางนำทางอย่างมั่นคง ผ่านแนวไผ่หนาเข้าไปสู่เขตป่ารกชัฏด้านใน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีอสูรชั้นสูงมากขึ้น แต่ก็ไม่ถึงขั้นเป็นภัยแก่ผู้บรรลุสู่สื่อวิญญาณ

     

    ระหว่างทาง เขาใช้จิตหยั่งรู้ตรวจสอบอสูรที่เหมาะสมกับแต่ละคน พร้อมกับหยั่งพลังในตัวหลี่เซียน หลี่ซูเฟย และหลี่คุนเยว่ อย่างละเอียด

     

    “วันนี้… พวกเจ้าจะพบอสูรที่คู่ควรกับสัญญาของเจ้าแน่นอน”

    เสียงหลี่หยางราบเรียบ แต่หนักแน่น

    “จงมั่นใจในสายเลือดของพวกเจ้า ในจิตใจของพวกเจ้า และในเส้นทางที่พวกเจ้าก้าวมาเอง”

     

    ไม่นานนัก แรงสั่นสะเทือนเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า

    เสียงกู่ร้องของอสูรแว่วมาแผ่ว ๆ

     

    หลี่หยางชะงักเท้า แล้วยิ้มบาง ๆ

     

    “มาแล้ว…”

     

    เขาหันกลับไปมองทั้งสามคน สายตากล่าวว่า— “เตรียมตัวให้พร้อม”

     

    เสียงคำรามกึกก้องของอสูรตนแรกดังก้องจากแนวต้นไม้เบื้องหน้า

    การล่าอสูรของเช้าวันใหม่… เริ่มต้นขึ้นแล้ว

     

    อสูร: ไก่ฟ้าแมกไม้

    ชนชั้น: จ้าวอสูร

    ระดับ: ราชันขั้นที่ 1

    ธาตุ: ดิน – ไม้

     

    ลักษณะภายนอก

            ไก่ฟ้าแมกไม้มีขนาดราวกับนกยักษ์ สูงราวสามเมตรเมื่อยืนเต็มตัว ขนบนลำตัวเป็นสีเขียวอมทองสลับน้ำตาล เหมือนเปลือกไม้และพุ่มใบที่อัดแน่นไปด้วยพลังชีวิต บนหัวมีพุ่มใบไม้คล้ายยอดอ่อนงอกออกมา มันจะกระเพื่อมตามแรงลมราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตแยกจากตัวหลัก

     

    ช่วงคอมีวงกลีบดอกไม้คล้ายมงกุฎดอกไม้วนรอบอย่างสง่างาม สีของดอกไม้เปลี่ยนไปตามอารมณ์ของมัน—ขาวเมื่อตื่นตัว ม่วงเมื่อโกรธ แดงเข้มเมื่อบ้าคลั่ง

     

    จากสองข้างลำตัว มีเถาวัลย์หนาสองเส้นยื่นออกมาราวกับแขนเสริม เคลื่อนไหวได้อิสระ ใช้ฟาด ตวัด หรือพันธนาการศัตรู

     

    นัยน์ตาสีเขียวมรกตของมันเปล่งแสงสว่างจาง ๆ ดูสงบในยามนิ่ง และดุร้ายยามต่อสู้

     

     ความสามารถเด่น

    พันธะแห่งพฤกษา

    ใช้เถาวัลย์สองเส้นตวัดรัดศัตรู จับแน่นจนกระดูกแหลก หรือโยนกระแทกพื้น

    ผิวไม้ป้องกัน

    ร่างกายจะแข็งกล้าเหมือนไม้เก่าแก่ ลดความเสียหายทางกายภาพ

    ฟื้นฟูแห่งผืนป่า

    หากยืนอยู่บนพื้นดินหรือใกล้ต้นไม้ จะฟื้นฟูพลังวิญญาณและบาดแผลอย่างช้า ๆ ต่อเนื่อง

    คลื่นกระแทกเถาวัลย์

    ใช้เถาวัลย์ตวัดลงพื้นเรียกแรงสั่นสะเทือนจากธาตุดิน ทำให้ศัตรูรอบตัวเสียการทรงตัว

     

     

    ไก่ฟ้าแมกไม้มีนิสัยสงบ ไม่ชอบความรุนแรง แต่หากถูกรบกวนหรือคุกคาม มันจะสู้ด้วยสัญชาตญาณอันทรงพลัง ไม่ถอยหนี หากสัมผัสได้ถึงจิตใจบริสุทธิ์หรือผู้ที่เคารพธรรมชาติ มันจะไม่ต่อต้านทันที

    หลี่หยางเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความมั่นใจว่า

    “เจ้าดูดี ๆ ธาตุดินของมัน เข้ากันกับแดนวิญญาณปฐพีของเจ้าราวกับถูกสร้างมาเพื่อกันและกัน อสูรตนนี้ เหมาะกับเจ้ายิ่งนัก คุนเยว่”

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่คุนเยว่พลันตาเป็นประกาย เขาพยักหน้าอย่างไม่ลังเล ความมั่นใจแผ่ซ่าน เขารีบเร่งปลดปล่อยพลังวิญญาณของตนเองออกมา แสดงเจตจำนงต่ออสูรตรงหน้า และก้าวเข้าไปหาไก่ฟ้าแมกไม้

     

    “ข้า หลี่คุนเยว่ ขอทำพันธะสัญญา เจ้าไม่ต้องหวั่นเกรง ข้าจะไม่ใช้นำพาเจ้าสู่ความสูญเปล่า หากเจ้ายอมสยบ ข้าจะนำเจ้าไปสู่เส้นทางที่สูงส่งยิ่งกว่านี้!” เสียงของเขาหนักแน่นและทรงพลัง

     

    ไก่ฟ้าแมกไม้ส่งเสียงร้องต่ำ ๆ พุ่มใบไม้บนหัวพลิ้วไหว และกลีบดอกไม้รอบคอเปลี่ยนสีเป็นฟ้าคราม อันเป็นสัญญาณแห่งการยอมรับ มันค่อย ๆ เดินเข้าใกล้ ยื่นเถาวัลย์ทั้งสองมารัดข้อมือของหลี่คุนเยว่เบา ๆ พลังของทั้งสองประสานกันอย่างมั่นคง

     

    แสงสีเขียวเจือทองเปล่งออกจากกลางอกของไก่ฟ้าแมกไม้ และกลางหน้าผากของหลี่คุนเยว่ ลอยขึ้นฟ้าก่อนจะรวมกันเหนือศีรษะ กลายเป็นตราประทับแห่งพันธะวิญญาณ

     

    เมื่อพันธะสัญญาเสร็จสิ้น ไก่ฟ้าแมกไม้ส่งเสียงร้องอีกรอบ พลางลดร่างลงอย่างสงบ ยอมรับคำสั่งจากหลี่คุนเยว่โดยสมบูรณ์

     

    หลี่หยางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

    “ดี…จากนี้เจ้าจะมีพลังที่มั่นคงยิ่งขึ้น แม้ไม่โจมตีรุนแรงดั่งสายฟ้าหรือเพลิง แต่ก็ยืนหยัดดุจผืนดิน มั่นคงไร้สิ่งใดสั่นคลอนได้”

    (ง่ายๆงี้เลยหรอ????)

     

     


    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร ที่คุณอ่าน