ตู้โซ่วโซ่วถามขึ้น “อันเจิงเจ้าเป็นอะไรไป?”
“ฮ่า ๆ ๆ...ฮ่า ๆ ๆ...”
“อันเจิง เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
“แหะ ๆ ๆ...แหะ ๆ ๆ...”
ตู้โซ่วโซ่วส่ายหน้า “บ้าไปแล้วเจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่? ตั้งแต่กลับจากสำนักวรยุทธ์ชางเจ้าก็หัวเราะตลอดหัวเราะจนข้าขนลุกไปหมดแล้ว...ชวีหลิวซีบอกว่าเจ้าไม่เป็นอะไรแต่ข้าว่าเจ้าต้องเพี้ยนแน่ ๆ”
“ฮ่า...ฮ่า ๆ ๆ ๆ...ฮ่า ๆ ๆ...”
ตู้โซ่วโซ่วลากแขนอันเจิง “มารดามันเถอะ...เจ้าอย่าทำให้ข้าตกใจสิเจ้าเป็นอะไรกันแน่?”
ดวงตาอันเจิงถูกแสงส่องจนพร่ามัวเขาพุ่งไปจับแขนตู้โซ่วโซ่ว จากนั้นก็กดเสียงต่ำแล้วพูด “เจ้าอยากรู้พรสวรรค์ของข้ามาตลอดไม่ใช่หรือ?เจ้าอยากรู้หรือไม่?”
ตู้โซ่วโซ่วรีบขยับไปด้านหน้า “บอกมาเร็วๆ”
อันเจิงหันหน้าหนี จากนั้นก็วิ่งออกไปราวกับคนบ้า“ไม่บอก ข้าไม่มีทางบอกเจ้า ไม่มีทางบอกเจ้า...โอ๊ย!”
ตู้โซ่วโซ่ววิ่งไปประคองอันเจิงลุกขึ้น “วิ่งชนเสาบ้านของคนอื่นอีก...วันนี้เจ้าไม่ได้กินยาผิดไปใช่หรือไม่ทำไมมีชีวิตชีวาแบบนี้? ข้าขอถามเจ้าเรื่องหนึ่งอาจารย์ที่ชื่อฮวาถางถางเป็นปีศาจจิ้งจอกหรือไม่ เล่ากันว่า ปีศาจจิ้งจอกกลายร่างเป็นหญิงงามเพื่อมาอยู่ใกล้ชิดกับชายหนุ่มจากนั้นก็ดูดวิญญาณของชายคนนั้น ข้าดูแล้วเจ้าเหมือนคนที่ถูกดูดวิญญาณแล้วกลายเป็นแบบนี้”
อันเจิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆในที่สุดก็จัดการกับความตื่นเต้นได้บ้างแล้ว
จะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร จากครึ่งดารากลายเป็นสามดาราครึ่งแล้วนะ
ตู้โซ่วโซ่วประคองตัวอันเจิงพร้อมกับช่วยซ่อมแซมเสาร้านค้าที่อันเจิงชนด้วย “เจ้าดูสิ วิ่งพล่านจนชนเสาบ้านของคนอื่นแล้ว...แตกเป็นรอยใหญ่เลยชดใช้ด้วยเงินก็ไม่ได้อีก บัญชีนี้ข้าจะเก็บไว้คิดกับเจ้าอีกประเดี๋ยวเจ้าต้องคืนข้า”
อันเจิงพูดพลางหัวเราะ “ข้ารู้สึกว่าวันนี้ตัวเองพิเศษมาก”
“ข้าก็รู้สึกว่าวันนี้เจ้าพิเศษมาก”
อันเจิงพยักหน้าหงึกหงัก “ใช่หรือไม่เล่าข้ารู้สึกว่าวันนี้ข้าหล่อเป็นพิเศษ”
ตู้โซ่วโซ่วกลอกตามองฟ้า“ข้ารู้สึกว่าเจ้าบ้ายิ่งกว่าเจ้าในเดือนที่แล้วเยอะเลย...”
อันเจิงเขม่นหน้าตู้โซ่วโซ่วจากนั้นก็พุ่งออกไปด้วยรอยยิ้ม “คืนนี้กินดีหน่อยก็แล้วกัน ข้าอยาก...ข้าอยากกินของอร่อยอยากกินเนื้อปลาตัวใหญ่ และข้าก็อยากมัวเมาอยู่กับความฝัน”
ตู้โซ่วโซ่วถอนหายใจ “ได้ ๆ ๆวันนี้เจ้าหล่อเป็นพิเศษ เจ้าพูดอย่างไรก็เอาตามนั้น”
กู่เชียนเยว่คล้องแขนชวีหลิวซีเดินตามหลังของอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วนางมองอันเจิงที่วิ่งวุ่นเหมือนคนบ้าพลางพูดขึ้น“หวังว่าที่ตู้โซ่วโซ่วพูดจะไม่ใช่เรื่องจริง ฮวาถางถางนั่นจะเป็นปีศาจจิ้งจอกจริงหรือไม่นะ”
ชวีหลิวซีพูด“ใต้หล้านี้มีสิ่งที่น่าเหลือเชื่อมากมาย หากมีวาสนา...จิ้งจอกก็สามารถฝึกพลังวัตรได้เช่นกันแต่อาจารย์ฮวาเป็นคนที่ตรงไปตรงมา ไม่น่าสงสัยเลยสักนิด”
กู่เชียนเยว่พูดพึมพำกับตัวเอง“เป็นปีศาจจิ้งจอกจริง ๆ ไม่รู้ว่าทำให้อันเจิงมีสภาพแบบนี้ได้อย่างไร โอ๊ยนางได้เปรียบแล้ว...”
ชวีหลิวซีชะงักไป “เชียนเยว่...เจ้าพูดอะไรน่ะ?”
กู่เชียนเยว่มองท้องฟ้า “เหอะ ๆ...คืนนี้กินดีหน่อยเนอะข้าอยาก...อยากกินดีหน่อย อยากกินเนื้อปลาตัวใหญ่...”
ขณะที่พวกเขากำลังเดินบนถนนอยู่ก็ได้ยินเสียงดังขึ้นจากที่ไกลๆ อันเจิงมองตามทิศทางของเสียงไป พบว่าเป็นจวนของท่านเสนาบดีเฉินไจ่เหยียนจากนั้นก็มีทหารเข้ามากั้นรอบด้านเพื่อไม่ให้ใครเข้าใกล้อันเจิงจึงต้องถอยไปด้านหลังพร้อมกับคนอื่น ๆ เพียงไม่นานเขาก็เห็นเฉินไจ่เหยียนที่ถูกมัดมือเดินออกมาจากจวนจากนั้นก็ถูกขังไว้ในกรงไม้แล้วพาตัวออกไป
อันเจิงตกตะลึงมาก “นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
ตู้โซ่วโซ่วตอบกลับ “หนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้เจ้าไม่ปกติไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร หรือใครบอกอะไรกับเจ้าก็เหมือนไม่มีความหมายทุกวันเอาแต่นั่งเฝ้าต้นเหมยในสำนักวรยุทธ์ชางนั่น สิบวันก่อนข้าบอกเจ้าแล้วว่าช่วงนี้เหมือนราชสำนักจะเกิดเรื่องอะไรบางอย่างและหน่วยทหารก็สนใจมากเพียงแค่นึกไม่ถึงว่าเรื่องจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนี้ทำไมใต้เท้าเฉินถึงถูกจับ?”
อันเจิงพูดขึ้น “ข้าผิดเองที่ช่วงนี้ตัวข้าไม่ได้มาสืบเรื่องนี้อย่างจริงจังแต่ทำไมคนของหน่วยทหารไม่มีใครเตือนข้าเลย”
“ได้ยินมาว่าเจ้าสำนักเหยียนชวี่ก็คือคนของไทเฮาเขาเป็นเจ้าสำนักวรยุทธ์ชาง ใครจะมาเตือนเจ้า”
อันเจิงเบียดไปด้านหน้าแล้วมองไปยังขันทีที่กำลังถ่ายทอดราชโองการ เขาอยากเดินเข้าไปถาม แต่ขันทีคนนั้นเห็นเขาก่อนแล้วก็ทำราวกับเห็นภัยพิบัติรีบเดินจากไปทันที
เมื่อเดินกลับมา อันเจิงสั่งให้ชวีหลิวซีและคนอื่นกลับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไปก่อนส่วนเขาก็เดินทางไปหน่วยทหารเพียงคนเดียว เมื่อไปถึงหน้าประตูของหน่วยทหารอันเจิงเห็นเหล่าทหารกำลังจะพุ่งเข้าไปด้านใน ผู้ตรวจการสำนักและเชียนจียืนอยู่สองด้านทุกคนต่างมีสีหน้าไม่สงบนิ่ง
หากไม่ใช่ฟางเต้าจือและหวังไคไท่ออกคำสั่งห้ามไว้เชียนจีและผู้ตรวจการคงลงมือไปนานแล้ว
หากเชียนจีและผู้ตรวจการลงมือจริง ๆ ละก็ทหารเหล่านี้ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้แน่นอน
ฟางเต้าจือและหวังไคไท่ยืนด้วยสีหน้าเงียบเหงาเมื่อเห็นอันเจิงพุ่งเข้ามา หวังไคไท่จึงรีบลากตัวอันเจิงเอาไว้ “อย่าเข้าไป...”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?” อันเจิงถาม
หวังไคไท่กดเสียงต่ำแล้วพูด“แม่ทัพซูโจ้งกลับจากชายแดนแล้วบอกว่ามีหลักฐานที่ใต้เท้าเฉินติดต่อกับศัตรูตอนนี้ไทเฮาทรงสั่งการให้จับทหารจำนวนไม่น้อยและใต้เท้าเฉินเอาไว้หากไม่ใช่เพราะอำนาจของทหารส่วนใหญ่ยังอยู่ที่ข้าและแม่ทัพฟางคาดว่าครั้งนี้ข้าและแม่ทัพฟางก็คงโดนจับไปด้วยเหมือนกัน”
เขาลากอันเจิงไปด้านข้าง“เรื่องนี้ซับซ้อนเกินไป หลักฐานนั่นต้องเป็นของปลอมแน่ ทำไมจู่ ๆหลักฐานนี้ก็ปรากฏ? ตอนนี้ทางราชาก็ยังทรงมีพระราชอำนาจไม่มากพอกรมราชทัณฑ์ก็อยู่ในพระหัตถ์ไทเฮา เรื่องนี้ยุ่งยากแน่ ราชาทรงปกป้องข้าและแม่ทัพฟางเอาไว้นั่นก็เพราะทรงเกรงว่าจะสูญเสียอำนาจทางการทหารไปจนหมด”
“งั้นจะทำอย่างไร?จะมองใต้เท้าเฉินถูกจับไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้หรือ?” อันเจิงถามต่อ
ขณะกำลังคุยกันอยู่นั้น ชวี่ลวนก็ถูกมัดมือและเหวี่ยงออกมาจากด้านในเขาเดินโซเซไปมา จากนั้นทหารอีกคนก็ผลักตัวชวี่ลวนไปด้านหน้าอันเจิงรีบก้าวเข้าไปทันที “ใต้เท้าชวี่...”
ชวี่ลวนยืนตัวตรง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นแล้วพยายามจัดระเบียบเสื้อผ้าตัวเองอย่างยากลำบาก“ใต้เท้าเฉินเคยบอกว่าต้องระมัดระวังบุคลิกภาพ...อันเจิงเจ้าวางใจเถอะไม่มีทางเกิดเรื่องอะไรหรอก เจ้าตั้งใจฝึกพลังวัตรในสำนักวรยุทธ์ชางให้ดีแผ่นดินเยี่ยนยังต้องพึ่งพาคนรุ่นหลังอย่างเจ้า”
“รีบไป!” ทหารผลักตัวชวี่ลวน จากนั้นก็พาเขาเข้าไปในกรงไม้
อันเจิงเบิกตาโตในใจราวกับมีไฟกำลังแผดเผา กระดิ่งแก้วราวกับรับรู้ได้ถึงความโมโหของเจ้านาย มันดิ้นรนอยากจะพุ่งออกไป
ข้อมืออันเจิงถูกแม่ทัพฟางเต้าจือจับเอาไว้แน่นเขาส่ายหน้าให้อันเจิงเบา ๆ “เรื่องนี้ซับซ้อนมาก แต่ทางด้านไทเฮาก็ไม่ทรงกล้าทำเรื่องอะไรรุนแรงโดยพลการหากไม่ได้รับความเห็นชอบจากคนอื่น พระนางไม่มีทางลงโทษใต้เท้าเฉินแน่ฉะนั้นยังพอมีเวลา หากเจ้าลงมือตอนนี้ เกรงว่าพวกเขาอาจจะทำให้ใต้เท้าทรมานในคุกมากกว่าเดิม”
อันเจิงอดกลั้นความโมโหจากนั้นก็มองดูเหล่าขุนนางที่อยู่ในหน่วยทหารถูกจับไปทีละคน เพียงไม่นานบนถนนก็มีรถม้าที่มีกรงไม้มาจากถนนทางด้านสำนักวรยุทธ์ชางเมื่ออันเจิงเห็นคนแรกที่อยู่ในกรง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
เจ้าสำนักวรยุทธ์ชางเหยียนชวี่
ฟางเต้าจือถอนหายใจพร้อมพูด“แม่ทัพซูโจ้งเพิ่งกลับมาวันนี้ ช่วงบ่ายก็เข้าตำหนักจิงเซี่ยว ฟ้ายังไม่ทันมืดไทเฮาก็ทรงรอไม่ได้จนต้องลงมือแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เหมือนมีเค้าลางให้เห็นอยู่บ้างแต่ไม่มีใครนึกถึงว่าจะกะทันหันขนาดนี้”
อันเจิงกัดฟันพูด “ปัญหาอยู่ที่ซูโจ้ง”
ฟางเต้าจือส่ายหน้า “ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรแต่เมื่อซูโจ้งเข้าตำหนักจิงเซี่ยวไปแล้วก็ไม่ได้ออกมาอีก ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมออกมาตำหนักจิงเซี่ยวมียอดฝีมือมากยิ่งกว่าฝุ่น ตอนนี้ไม่มีใครทำอะไรมันได้”
“นี่คือคนที่ทำแผ่นดินฉิบหาย...สงครามยังไม่ทันสงบแต่คนของหน่วยทหารกลับถูกจับ หากเรื่องนี้ส่งผลต่อเรื่องสงครามล่ะ หากครั้งนี้พ่ายแพ้ไม่รู้ว่าต้องมีคนตายมากเท่าไหร่”
ฟางเต้าจือเงยหน้ามองฟ้า “ฟ้าไม่มีตาจะทำอะไรได้?”
อันเจิงเดินต่อไปยังสำนักวรยุทธ์ชางเมื่อไปถึงก็เห็นฉางฮวันยืนอยู่หน้าประตูด้วยใบหน้าที่ขุ่นเคืองด้านหลังเขามีอาจารย์ยืนอยู่เพียงไม่กี่คน เพราะคนในสำนักวรยุทธ์ชางเจ็ดถึงแปดส่วนถูกจับไปหมดแล้ว
“รองเจ้าสำนัก จะทำอย่างไรดี?”
อันเจิงรีบเดินเข้าไปแล้วถามฉางฮวันถอนหายใจยาว “คนชั่วไม่ตาย แล้วจะทำอย่างไรได้?”
เขาเพิ่งพูดจบ ทันใดนั้นก็เห็นคนที่สวมเครื่องแบบของสำนักต้าติงเดินมาหลายคนพวกเขาติดกระดาษบางอย่างที่หน้าประตูสำนักวรยุทธ์ชาง
อันเจิงเดินเข้าไปดู เนื้อหาคร่าว ๆ บนประกาศบอกว่าตอนนี้สำนักวรยุทธ์ชางจบเห่แล้ว ศิษย์ในสำนักวรยุทธ์ชาง หากใครไม่อยากอยู่กับคนขายชาติบ้านเมืองก็ต้องรีบออกจากสำนักนี้ซะ สำนักต้าติงยินดีรับศิษย์ที่มาจากสำนักวรยุทธ์ชางเพียงแค่ผ่านการทดสอบที่เหมาะสม ทุกคนก็สามารถเข้าสำนักต้าติงได้ทั้งนั้น
ศิษย์ในสำนักวรยุทธ์ชางมุงเข้ามาดูมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับคำวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา
“จะทำอย่างไรดี?”
“ได้ยินว่าเจ้าสำนักเหยียนชวี่และเสนาบดีเฉินไจ่เหยียนของหน่วยทหารถูกจับไปหมดแล้วบอกว่าเป็นคนขายบ้านขายเมือง นี่เป็นโทษประหารเก้าชั่วโคตรเลยทีเดียว...เกรงว่าครั้งนี้สำนักวรยุทธ์ชางคงจะจบเห่แล้ว”
“ข้านึกว่าเข้าสำนักวรยุทธ์ชางแล้วจะมีชื่อเสียงโด่งดังตอนนี้ดูแล้วคิดผิดจริง ๆ เลย”
“อย่างนั้นพวกเราออกจากสำนักวรยุทธ์ชางเถอะสำนักต้าติงก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนะ”
“ไปสำนักต้าติง?จะไม่ถูกรังแกตายหรือ!”
“รังแก? ถูกรังแกตายก็ดีกว่าตายอย่างไม่ยุติธรรมนะเจ้าลองคิดดู หากสำนักวรยุทธ์ชางถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้นั่นก็คือโทษกบฏเชียวนะ ถึงตอนนั้นไม่รู้ว่าจะตายแบบไหน คนในตระกูลยังต้องถูกดึงเข้าไปเกี่ยวหากเป็นแบบนี้แล้ว รีบจากไปเสียจะดีกว่า”
คนมากขึ้นเรื่อย ๆ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็มากขึ้นเรื่อยๆ
คนจำนวนไม่น้อยต่างกลับไปเก็บข้าวเก็บของแล้วเตรียมตัวจะออกจากสำนักวรยุทธ์ชางโดยเฉพาะนักเรียนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ มากกว่าครึ่งมาจากบ้านที่มีฐานะหรือมีตำแหน่งด้วยกันทั้งนั้นคนพวกนี้ต่างกลัวว่าครอบครัวตัวเองจะถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ฉะนั้นจึงเลือกจะออกไปเสียตอนนี้ส่วนคนที่มาจากฐานะยากจน ส่วนใหญ่ก็ยังยืนดูสถานการณ์อยู่
“ข้าไม่ไป”
ศิษย์คนหนึ่งพูดขึ้น“หากไม่มีสำนักวรยุทธ์ชาง เกรงว่าชาตินี้ข้าก็คงไม่มีโอกาสฝึกพลังวัตร ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหากเราจากไปแบบนี้ นั่นก็เหมือนเป็นการทำผิดต่ออาจารย์ของพวกเราน่ะสิ?”
“ข้าก็ไม่ไป ดูสถานการณ์ก่อนก็แล้วกันหากเจ้าสำนักเหยียนและใต้เท้าเฉินเป็นคนขายชาติจริง แน่นอนว่าจะอยู่ต่อไม่ได้แต่ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ไม่เชื่อว่าใต้เท้าเฉินจะเป็นคนอย่างนั้นหากเขาติดต่อกับศัตรูจริง เกรงว่าเราคงแพ้สงครามไปนานแล้ว”
อันเจิงฟังแล้วรู้สึกจิตใจวุ่นวายเขาจึงเดินจากไป
เมื่อกลับถึงสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จึงเห็นว่าด้านนอกมีรถม้าจอดอยู่สองคันหากให้เดา คาดว่าน่าจะเป็นรถม้าที่มาจากสำนักต้าติง
อันเจิงเดินไปหน้าประตูจากนั้นก็มีคนลงมาจากรถม้า เป็นชายวัยกลางคนที่สวมเครื่องแบบของสำนักต้าติง ท่าทางเป็นคนที่มีความรู้
“เจ้าคืออันเจิง?” ชายวัยกลางคนถามขึ้น
อันเจิงพยักหน้า “ข้าเอง”
ชายวัยกลางคนพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม“ข้าชื่อซูจวี่ เป็นอาจารย์ในสำนักต้าติงมีเรื่องเร่งด่วนอยากมาขอความช่วยเหลือจากเจ้า ไม่ทราบว่าเจ้าพอมีเวลามาคุยกันหรือไม่”
“จะให้ข้าไปสำนักต้าติง?” อันเจิงถามขึ้น
ซูจวี่พยักหน้า “ในเมื่อเจ้าเดาได้แล้วอย่างนั้นข้าก็ขอพูดตรงไปตรงมาเลยแล้วกัน สำนักวรยุทธ์ชาง...อาจไม่มีค่าพอที่จะอยู่ต่อแล้วได้ยินมาว่ารายชื่อคนขายชาติมีเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็เรียนจบจากสำนักวรยุทธ์ชางและถูกคัดเลือกเข้าหน่วยทหารทั้งนั้นฉะนั้น สำนักวรยุทธ์ชางยังมีค่าพอจะอยู่ต่อหรือไม่ เจ้าก็ลองพิจารณาเอาเองเถอะอีกทั้งสิ่งที่เจ้าควรคำนึงถึงนั่นคืออนาคตของตัวเอง”
“พวกเจ้าก็คงส่งคนไปหาเนี่ยชิงเหมือนกันสินะ?”
ซูจวี่พยักหน้ารับ “สำหรับคนที่มีพรสวรรค์อย่างเจ้าและเนี่ยชิงแน่นอนว่าสำนักต้าติงไม่มีทางปล่อยไป”
อันเจิงส่ายหน้า “เจ้ากลับไปเถอะข้าคิดว่า...เนี่ยชิงก็คงไม่มีทางไปสำนักต้าติงเหมือนกัน”
ซูจวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย“ทำไมพวกเจ้าต้องแข็งข้อเช่นนี้?”
อันเจิงเดินเข้าประตูไม่แม้แต่จะหันกลับมาด้วยซ้ำ “อย่างไรเสียก็ต้องมีคนยืนหยัดบ้าง”