สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 189 ยืนหยัด

        ตู้โซ่วโซ่วถามขึ้น “อันเจิงเจ้าเป็นอะไรไป?”

 

        “ฮ่า ๆ ๆ...ฮ่า ๆ ๆ...”

 

        “อันเจิง เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”

 

        “แหะ ๆ ๆ...แหะ ๆ ๆ...”

 

        ตู้โซ่วโซ่วส่ายหน้า “บ้าไปแล้วเจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่? ตั้งแต่กลับจากสำนักวรยุทธ์ชางเจ้าก็หัวเราะตลอดหัวเราะจนข้าขนลุกไปหมดแล้ว...ชวีหลิวซีบอกว่าเจ้าไม่เป็นอะไรแต่ข้าว่าเจ้าต้องเพี้ยนแน่ ๆ”

 

        “ฮ่า...ฮ่า ๆ ๆ ๆ...ฮ่า ๆ ๆ...”

 

        ตู้โซ่วโซ่วลากแขนอันเจิง “มารดามันเถอะ...เจ้าอย่าทำให้ข้าตกใจสิเจ้าเป็นอะไรกันแน่?”

 

        ดวงตาอันเจิงถูกแสงส่องจนพร่ามัวเขาพุ่งไปจับแขนตู้โซ่วโซ่ว จากนั้นก็กดเสียงต่ำแล้วพูด “เจ้าอยากรู้พรสวรรค์ของข้ามาตลอดไม่ใช่หรือ?เจ้าอยากรู้หรือไม่?”

 

        ตู้โซ่วโซ่วรีบขยับไปด้านหน้า “บอกมาเร็วๆ”

 

        อันเจิงหันหน้าหนี จากนั้นก็วิ่งออกไปราวกับคนบ้า“ไม่บอก ข้าไม่มีทางบอกเจ้า ไม่มีทางบอกเจ้า...โอ๊ย!”

 

        ตู้โซ่วโซ่ววิ่งไปประคองอันเจิงลุกขึ้น “วิ่งชนเสาบ้านของคนอื่นอีก...วันนี้เจ้าไม่ได้กินยาผิดไปใช่หรือไม่ทำไมมีชีวิตชีวาแบบนี้? ข้าขอถามเจ้าเรื่องหนึ่งอาจารย์ที่ชื่อฮวาถางถางเป็นปีศาจจิ้งจอกหรือไม่ เล่ากันว่า ปีศาจจิ้งจอกกลายร่างเป็นหญิงงามเพื่อมาอยู่ใกล้ชิดกับชายหนุ่มจากนั้นก็ดูดวิญญาณของชายคนนั้น ข้าดูแล้วเจ้าเหมือนคนที่ถูกดูดวิญญาณแล้วกลายเป็นแบบนี้”

 

        อันเจิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆในที่สุดก็จัดการกับความตื่นเต้นได้บ้างแล้ว

 

        จะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร จากครึ่งดารากลายเป็นสามดาราครึ่งแล้วนะ

 

        ตู้โซ่วโซ่วประคองตัวอันเจิงพร้อมกับช่วยซ่อมแซมเสาร้านค้าที่อันเจิงชนด้วย “เจ้าดูสิ วิ่งพล่านจนชนเสาบ้านของคนอื่นแล้ว...แตกเป็นรอยใหญ่เลยชดใช้ด้วยเงินก็ไม่ได้อีก บัญชีนี้ข้าจะเก็บไว้คิดกับเจ้าอีกประเดี๋ยวเจ้าต้องคืนข้า”

 

        อันเจิงพูดพลางหัวเราะ “ข้ารู้สึกว่าวันนี้ตัวเองพิเศษมาก”

 

        “ข้าก็รู้สึกว่าวันนี้เจ้าพิเศษมาก”

 

        อันเจิงพยักหน้าหงึกหงัก “ใช่หรือไม่เล่าข้ารู้สึกว่าวันนี้ข้าหล่อเป็นพิเศษ”

 

        ตู้โซ่วโซ่วกลอกตามองฟ้า“ข้ารู้สึกว่าเจ้าบ้ายิ่งกว่าเจ้าในเดือนที่แล้วเยอะเลย...”

 

        อันเจิงเขม่นหน้าตู้โซ่วโซ่วจากนั้นก็พุ่งออกไปด้วยรอยยิ้ม “คืนนี้กินดีหน่อยก็แล้วกัน ข้าอยาก...ข้าอยากกินของอร่อยอยากกินเนื้อปลาตัวใหญ่ และข้าก็อยากมัวเมาอยู่กับความฝัน”

 

        ตู้โซ่วโซ่วถอนหายใจ “ได้ ๆ ๆวันนี้เจ้าหล่อเป็นพิเศษ เจ้าพูดอย่างไรก็เอาตามนั้น”

 

        กู่เชียนเยว่คล้องแขนชวีหลิวซีเดินตามหลังของอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วนางมองอันเจิงที่วิ่งวุ่นเหมือนคนบ้าพลางพูดขึ้น“หวังว่าที่ตู้โซ่วโซ่วพูดจะไม่ใช่เรื่องจริง ฮวาถางถางนั่นจะเป็นปีศาจจิ้งจอกจริงหรือไม่นะ”

 

        ชวีหลิวซีพูด“ใต้หล้านี้มีสิ่งที่น่าเหลือเชื่อมากมาย หากมีวาสนา...จิ้งจอกก็สามารถฝึกพลังวัตรได้เช่นกันแต่อาจารย์ฮวาเป็นคนที่ตรงไปตรงมา ไม่น่าสงสัยเลยสักนิด”

 

        กู่เชียนเยว่พูดพึมพำกับตัวเอง“เป็นปีศาจจิ้งจอกจริง ๆ ไม่รู้ว่าทำให้อันเจิงมีสภาพแบบนี้ได้อย่างไร โอ๊ยนางได้เปรียบแล้ว...”

 

        ชวีหลิวซีชะงักไป “เชียนเยว่...เจ้าพูดอะไรน่ะ?”

 

        กู่เชียนเยว่มองท้องฟ้า “เหอะ ๆ...คืนนี้กินดีหน่อยเนอะข้าอยาก...อยากกินดีหน่อย อยากกินเนื้อปลาตัวใหญ่...”

 

        ขณะที่พวกเขากำลังเดินบนถนนอยู่ก็ได้ยินเสียงดังขึ้นจากที่ไกลๆ อันเจิงมองตามทิศทางของเสียงไป พบว่าเป็นจวนของท่านเสนาบดีเฉินไจ่เหยียนจากนั้นก็มีทหารเข้ามากั้นรอบด้านเพื่อไม่ให้ใครเข้าใกล้อันเจิงจึงต้องถอยไปด้านหลังพร้อมกับคนอื่น ๆ เพียงไม่นานเขาก็เห็นเฉินไจ่เหยียนที่ถูกมัดมือเดินออกมาจากจวนจากนั้นก็ถูกขังไว้ในกรงไม้แล้วพาตัวออกไป

 

        อันเจิงตกตะลึงมาก “นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

 

        ตู้โซ่วโซ่วตอบกลับ “หนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้เจ้าไม่ปกติไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร หรือใครบอกอะไรกับเจ้าก็เหมือนไม่มีความหมายทุกวันเอาแต่นั่งเฝ้าต้นเหมยในสำนักวรยุทธ์ชางนั่น สิบวันก่อนข้าบอกเจ้าแล้วว่าช่วงนี้เหมือนราชสำนักจะเกิดเรื่องอะไรบางอย่างและหน่วยทหารก็สนใจมากเพียงแค่นึกไม่ถึงว่าเรื่องจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนี้ทำไมใต้เท้าเฉินถึงถูกจับ?”

 

        อันเจิงพูดขึ้น “ข้าผิดเองที่ช่วงนี้ตัวข้าไม่ได้มาสืบเรื่องนี้อย่างจริงจังแต่ทำไมคนของหน่วยทหารไม่มีใครเตือนข้าเลย”

 

        “ได้ยินมาว่าเจ้าสำนักเหยียนชวี่ก็คือคนของไทเฮาเขาเป็นเจ้าสำนักวรยุทธ์ชาง ใครจะมาเตือนเจ้า”

 

        อันเจิงเบียดไปด้านหน้าแล้วมองไปยังขันทีที่กำลังถ่ายทอดราชโองการ เขาอยากเดินเข้าไปถาม แต่ขันทีคนนั้นเห็นเขาก่อนแล้วก็ทำราวกับเห็นภัยพิบัติรีบเดินจากไปทันที

 

        เมื่อเดินกลับมา อันเจิงสั่งให้ชวีหลิวซีและคนอื่นกลับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไปก่อนส่วนเขาก็เดินทางไปหน่วยทหารเพียงคนเดียว เมื่อไปถึงหน้าประตูของหน่วยทหารอันเจิงเห็นเหล่าทหารกำลังจะพุ่งเข้าไปด้านใน ผู้ตรวจการสำนักและเชียนจียืนอยู่สองด้านทุกคนต่างมีสีหน้าไม่สงบนิ่ง

 

        หากไม่ใช่ฟางเต้าจือและหวังไคไท่ออกคำสั่งห้ามไว้เชียนจีและผู้ตรวจการคงลงมือไปนานแล้ว

 

        หากเชียนจีและผู้ตรวจการลงมือจริง ๆ ละก็ทหารเหล่านี้ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้แน่นอน

 

        ฟางเต้าจือและหวังไคไท่ยืนด้วยสีหน้าเงียบเหงาเมื่อเห็นอันเจิงพุ่งเข้ามา หวังไคไท่จึงรีบลากตัวอันเจิงเอาไว้ “อย่าเข้าไป...”

 

        “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?” อันเจิงถาม

 

        หวังไคไท่กดเสียงต่ำแล้วพูด“แม่ทัพซูโจ้งกลับจากชายแดนแล้วบอกว่ามีหลักฐานที่ใต้เท้าเฉินติดต่อกับศัตรูตอนนี้ไทเฮาทรงสั่งการให้จับทหารจำนวนไม่น้อยและใต้เท้าเฉินเอาไว้หากไม่ใช่เพราะอำนาจของทหารส่วนใหญ่ยังอยู่ที่ข้าและแม่ทัพฟางคาดว่าครั้งนี้ข้าและแม่ทัพฟางก็คงโดนจับไปด้วยเหมือนกัน”

 

        เขาลากอันเจิงไปด้านข้าง“เรื่องนี้ซับซ้อนเกินไป หลักฐานนั่นต้องเป็นของปลอมแน่ ทำไมจู่ ๆหลักฐานนี้ก็ปรากฏ? ตอนนี้ทางราชาก็ยังทรงมีพระราชอำนาจไม่มากพอกรมราชทัณฑ์ก็อยู่ในพระหัตถ์ไทเฮา เรื่องนี้ยุ่งยากแน่ ราชาทรงปกป้องข้าและแม่ทัพฟางเอาไว้นั่นก็เพราะทรงเกรงว่าจะสูญเสียอำนาจทางการทหารไปจนหมด”

 

        “งั้นจะทำอย่างไร?จะมองใต้เท้าเฉินถูกจับไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้หรือ?” อันเจิงถามต่อ

 

        ขณะกำลังคุยกันอยู่นั้น ชวี่ลวนก็ถูกมัดมือและเหวี่ยงออกมาจากด้านในเขาเดินโซเซไปมา จากนั้นทหารอีกคนก็ผลักตัวชวี่ลวนไปด้านหน้าอันเจิงรีบก้าวเข้าไปทันที “ใต้เท้าชวี่...”

 

        ชวี่ลวนยืนตัวตรง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นแล้วพยายามจัดระเบียบเสื้อผ้าตัวเองอย่างยากลำบาก“ใต้เท้าเฉินเคยบอกว่าต้องระมัดระวังบุคลิกภาพ...อันเจิงเจ้าวางใจเถอะไม่มีทางเกิดเรื่องอะไรหรอก เจ้าตั้งใจฝึกพลังวัตรในสำนักวรยุทธ์ชางให้ดีแผ่นดินเยี่ยนยังต้องพึ่งพาคนรุ่นหลังอย่างเจ้า”

 

        “รีบไป!” ทหารผลักตัวชวี่ลวน จากนั้นก็พาเขาเข้าไปในกรงไม้

 

        อันเจิงเบิกตาโตในใจราวกับมีไฟกำลังแผดเผา กระดิ่งแก้วราวกับรับรู้ได้ถึงความโมโหของเจ้านาย มันดิ้นรนอยากจะพุ่งออกไป

 

        ข้อมืออันเจิงถูกแม่ทัพฟางเต้าจือจับเอาไว้แน่นเขาส่ายหน้าให้อันเจิงเบา ๆ “เรื่องนี้ซับซ้อนมาก แต่ทางด้านไทเฮาก็ไม่ทรงกล้าทำเรื่องอะไรรุนแรงโดยพลการหากไม่ได้รับความเห็นชอบจากคนอื่น พระนางไม่มีทางลงโทษใต้เท้าเฉินแน่ฉะนั้นยังพอมีเวลา หากเจ้าลงมือตอนนี้ เกรงว่าพวกเขาอาจจะทำให้ใต้เท้าทรมานในคุกมากกว่าเดิม”

 

        อันเจิงอดกลั้นความโมโหจากนั้นก็มองดูเหล่าขุนนางที่อยู่ในหน่วยทหารถูกจับไปทีละคน เพียงไม่นานบนถนนก็มีรถม้าที่มีกรงไม้มาจากถนนทางด้านสำนักวรยุทธ์ชางเมื่ออันเจิงเห็นคนแรกที่อยู่ในกรง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที

 

        เจ้าสำนักวรยุทธ์ชางเหยียนชวี่

 

        ฟางเต้าจือถอนหายใจพร้อมพูด“แม่ทัพซูโจ้งเพิ่งกลับมาวันนี้ ช่วงบ่ายก็เข้าตำหนักจิงเซี่ยว ฟ้ายังไม่ทันมืดไทเฮาก็ทรงรอไม่ได้จนต้องลงมือแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เหมือนมีเค้าลางให้เห็นอยู่บ้างแต่ไม่มีใครนึกถึงว่าจะกะทันหันขนาดนี้”

 

        อันเจิงกัดฟันพูด “ปัญหาอยู่ที่ซูโจ้ง”

 

        ฟางเต้าจือส่ายหน้า “ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรแต่เมื่อซูโจ้งเข้าตำหนักจิงเซี่ยวไปแล้วก็ไม่ได้ออกมาอีก ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมออกมาตำหนักจิงเซี่ยวมียอดฝีมือมากยิ่งกว่าฝุ่น ตอนนี้ไม่มีใครทำอะไรมันได้”

 

        “นี่คือคนที่ทำแผ่นดินฉิบหาย...สงครามยังไม่ทันสงบแต่คนของหน่วยทหารกลับถูกจับ หากเรื่องนี้ส่งผลต่อเรื่องสงครามล่ะ หากครั้งนี้พ่ายแพ้ไม่รู้ว่าต้องมีคนตายมากเท่าไหร่”

 

        ฟางเต้าจือเงยหน้ามองฟ้า “ฟ้าไม่มีตาจะทำอะไรได้?”

 

        อันเจิงเดินต่อไปยังสำนักวรยุทธ์ชางเมื่อไปถึงก็เห็นฉางฮวันยืนอยู่หน้าประตูด้วยใบหน้าที่ขุ่นเคืองด้านหลังเขามีอาจารย์ยืนอยู่เพียงไม่กี่คน เพราะคนในสำนักวรยุทธ์ชางเจ็ดถึงแปดส่วนถูกจับไปหมดแล้ว

 

        “รองเจ้าสำนัก จะทำอย่างไรดี?”

 

        อันเจิงรีบเดินเข้าไปแล้วถามฉางฮวันถอนหายใจยาว “คนชั่วไม่ตาย แล้วจะทำอย่างไรได้?”

 

        เขาเพิ่งพูดจบ ทันใดนั้นก็เห็นคนที่สวมเครื่องแบบของสำนักต้าติงเดินมาหลายคนพวกเขาติดกระดาษบางอย่างที่หน้าประตูสำนักวรยุทธ์ชาง

 

        อันเจิงเดินเข้าไปดู เนื้อหาคร่าว ๆ บนประกาศบอกว่าตอนนี้สำนักวรยุทธ์ชางจบเห่แล้ว ศิษย์ในสำนักวรยุทธ์ชาง หากใครไม่อยากอยู่กับคนขายชาติบ้านเมืองก็ต้องรีบออกจากสำนักนี้ซะ สำนักต้าติงยินดีรับศิษย์ที่มาจากสำนักวรยุทธ์ชางเพียงแค่ผ่านการทดสอบที่เหมาะสม ทุกคนก็สามารถเข้าสำนักต้าติงได้ทั้งนั้น

 

        ศิษย์ในสำนักวรยุทธ์ชางมุงเข้ามาดูมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับคำวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา

 

        “จะทำอย่างไรดี?”

 

        “ได้ยินว่าเจ้าสำนักเหยียนชวี่และเสนาบดีเฉินไจ่เหยียนของหน่วยทหารถูกจับไปหมดแล้วบอกว่าเป็นคนขายบ้านขายเมือง นี่เป็นโทษประหารเก้าชั่วโคตรเลยทีเดียว...เกรงว่าครั้งนี้สำนักวรยุทธ์ชางคงจะจบเห่แล้ว”

 

        “ข้านึกว่าเข้าสำนักวรยุทธ์ชางแล้วจะมีชื่อเสียงโด่งดังตอนนี้ดูแล้วคิดผิดจริง ๆ เลย”

 

        “อย่างนั้นพวกเราออกจากสำนักวรยุทธ์ชางเถอะสำนักต้าติงก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนะ”

 

        “ไปสำนักต้าติง?จะไม่ถูกรังแกตายหรือ!”

 

        “รังแก? ถูกรังแกตายก็ดีกว่าตายอย่างไม่ยุติธรรมนะเจ้าลองคิดดู หากสำนักวรยุทธ์ชางถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้นั่นก็คือโทษกบฏเชียวนะ ถึงตอนนั้นไม่รู้ว่าจะตายแบบไหน คนในตระกูลยังต้องถูกดึงเข้าไปเกี่ยวหากเป็นแบบนี้แล้ว รีบจากไปเสียจะดีกว่า”

 

        คนมากขึ้นเรื่อย ๆ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็มากขึ้นเรื่อยๆ

 

        คนจำนวนไม่น้อยต่างกลับไปเก็บข้าวเก็บของแล้วเตรียมตัวจะออกจากสำนักวรยุทธ์ชางโดยเฉพาะนักเรียนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ มากกว่าครึ่งมาจากบ้านที่มีฐานะหรือมีตำแหน่งด้วยกันทั้งนั้นคนพวกนี้ต่างกลัวว่าครอบครัวตัวเองจะถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ฉะนั้นจึงเลือกจะออกไปเสียตอนนี้ส่วนคนที่มาจากฐานะยากจน ส่วนใหญ่ก็ยังยืนดูสถานการณ์อยู่

 

        “ข้าไม่ไป”

 

        ศิษย์คนหนึ่งพูดขึ้น“หากไม่มีสำนักวรยุทธ์ชาง เกรงว่าชาตินี้ข้าก็คงไม่มีโอกาสฝึกพลังวัตร ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหากเราจากไปแบบนี้ นั่นก็เหมือนเป็นการทำผิดต่ออาจารย์ของพวกเราน่ะสิ?”

 

        “ข้าก็ไม่ไป ดูสถานการณ์ก่อนก็แล้วกันหากเจ้าสำนักเหยียนและใต้เท้าเฉินเป็นคนขายชาติจริง แน่นอนว่าจะอยู่ต่อไม่ได้แต่ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ไม่เชื่อว่าใต้เท้าเฉินจะเป็นคนอย่างนั้นหากเขาติดต่อกับศัตรูจริง เกรงว่าเราคงแพ้สงครามไปนานแล้ว”

 

        อันเจิงฟังแล้วรู้สึกจิตใจวุ่นวายเขาจึงเดินจากไป

 

        เมื่อกลับถึงสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จึงเห็นว่าด้านนอกมีรถม้าจอดอยู่สองคันหากให้เดา คาดว่าน่าจะเป็นรถม้าที่มาจากสำนักต้าติง

 

        อันเจิงเดินไปหน้าประตูจากนั้นก็มีคนลงมาจากรถม้า เป็นชายวัยกลางคนที่สวมเครื่องแบบของสำนักต้าติง ท่าทางเป็นคนที่มีความรู้

 

        “เจ้าคืออันเจิง?” ชายวัยกลางคนถามขึ้น

 

        อันเจิงพยักหน้า “ข้าเอง”

 

        ชายวัยกลางคนพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม“ข้าชื่อซูจวี่ เป็นอาจารย์ในสำนักต้าติงมีเรื่องเร่งด่วนอยากมาขอความช่วยเหลือจากเจ้า ไม่ทราบว่าเจ้าพอมีเวลามาคุยกันหรือไม่”

 

        “จะให้ข้าไปสำนักต้าติง?” อันเจิงถามขึ้น

 

        ซูจวี่พยักหน้า “ในเมื่อเจ้าเดาได้แล้วอย่างนั้นข้าก็ขอพูดตรงไปตรงมาเลยแล้วกัน สำนักวรยุทธ์ชาง...อาจไม่มีค่าพอที่จะอยู่ต่อแล้วได้ยินมาว่ารายชื่อคนขายชาติมีเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็เรียนจบจากสำนักวรยุทธ์ชางและถูกคัดเลือกเข้าหน่วยทหารทั้งนั้นฉะนั้น สำนักวรยุทธ์ชางยังมีค่าพอจะอยู่ต่อหรือไม่ เจ้าก็ลองพิจารณาเอาเองเถอะอีกทั้งสิ่งที่เจ้าควรคำนึงถึงนั่นคืออนาคตของตัวเอง”

 

        “พวกเจ้าก็คงส่งคนไปหาเนี่ยชิงเหมือนกันสินะ?”

 

        ซูจวี่พยักหน้ารับ “สำหรับคนที่มีพรสวรรค์อย่างเจ้าและเนี่ยชิงแน่นอนว่าสำนักต้าติงไม่มีทางปล่อยไป”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “เจ้ากลับไปเถอะข้าคิดว่า...เนี่ยชิงก็คงไม่มีทางไปสำนักต้าติงเหมือนกัน”

 

        ซูจวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย“ทำไมพวกเจ้าต้องแข็งข้อเช่นนี้?”

 

        อันเจิงเดินเข้าประตูไม่แม้แต่จะหันกลับมาด้วยซ้ำ “อย่างไรเสียก็ต้องมีคนยืนหยัดบ้าง”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน