ภายในร้านกาแฟกรุกระจกฉาบผนังด้วยสีน้ำเงินเข้มดูเคร่งขรึม กลิ่นและไอน้ำจากเอสเปรสโซลอยคลุ้งเสียงเครื่องบดกาแฟดังกึงกังเป็ระยะผสานกับเสียงจ้อกแจ้กจอแจของลูกค้าหลายกลุ่ม “มนตรา”หญิงสาวใบหน้ากลม ผมหยักศกสีน้ำตาลเข้มขมวดมุ่นเป็มวยอย่างหลวมๆราวกับไม่ใส่ใจนักจนปอยผมทั้งสองด้านหลุดลุ่ยมาเคลียใบหน้า ดวงตากลมโตใต้แว่นกลมหนาของเธอกำลังจับจ้องจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอย่างว่างเปล่าราวกับเธอหลุดลอยไปอยู่ในอีกมิติหนึ่งที่กลิ่นเสียงใดๆ ก็ไม่อาจรุกล้ำได้
“แดดส่องแล้วไม่ร้อนเหรอแม่คู้นนน”
“คะ!? อุ๊ยแม่!”
เผละ!
แทบจะพร้อมๆกับเสียงของมนตรา มือของเธอไปไวเท่าความคิดเธอเผลอปัดแก้วคาปูชิโนเย็นจนหกกระจายเกลื่อนพื้น
“ว้าย!!...ขอโทษจริงๆขอโทษมากๆ เลยนะป้อง” มนตราก้มลงเก็บแก้ว หลอด และฝาที่กระเด็นไปคนละทิศละทาง
“นี่ๆไม่ต้องเก็บเลยนะ เดี๋ยวร้านกระผมจะเลอะเทอะไปกันใหญ่”
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ผิวขาว ริมฝีปากนอกจากเป็กระจับแล้วยังแดงธรรมชาติจนสาวๆ อิจฉาจมูกโด่งเป็สันแต่ไม่พุ่งและใหญ่เกินไปรับกับดวงตาเรียวเล็กอย่างน่าประหลาดเขาเดินเข้ามาพร้อมถังและไม้ม็อบวางมันลงแล้วผายมือไปทางเก้าอี้เป็นัยให้หญิงสาวนั่งเฉยๆมนตราหน้ายู่แต่ก็ยินยอมโดยดี
“นี่คงจะคิดพล็อตนิยายอยู่ล่ะสิใจลอยขนาดนี้” ป้องแซวพร้อมหยิบแก้วจากมือเธอ
“ก็...จะว่างั้นก็ใช่แต่ปัญหาคือ่นี้ไม่รู้เป็อะไรอะ คิดพล็อตอะไรไม่ออกเลยนี่บก.ก็เริ่มทวงแล้วด้วย” มนตราถอนหายใจแล้วดันแว่นสายตาหนาเตอะที่สันจมูกคิ้วขมวดมุ่น
“หรือเธอต้องเปลี่ยนบรรยากาศล่ะเช่นออกไปเที่ยวทะเล...”
“ก็อาจจะจริง! ฉันมานั่งทำงานร้านนายแทบทุกวันเลยถ้าลองไปนั่งร้านกาแฟอื่นอาจคิดอะไรออกก็ได้เนอะงั้น่นี้คงต้องขอนอกใจร้านป้องหน่อยนะ”มนตราปิดงับโน้ตบุ๊กแล้วใส่กระเป๋าสะพายใบโตอย่างรวดเร็ว เตรียมลุกจากที่นั่ง
“คือไม่ใช่ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น ...เอ่อเธอรอกาแฟก่อนสิ เดี๋ยวรีบทำให้ใหม่”ปกป้องรีบโบกมือเป็เชิงห้าม
“โอ๊ยไม่ต้องหรอกฉันต้องขอโทษนายอีกทีมากกว่า ขอตัวก่อนน้า แต่ไม่ต้องห่วงยังไงเดี๋ยวฉันก็ต้องกลับมาตายรังร้านป้องอยู่ดี” มนตราเดินฉับๆ ไปที่ประตูแล้วหันมาโบกมือลา
ปกป้องที่ยังกำไม้ม็อบอยู่ในมือยิ้มตอบแหยๆก่อนจะรำพึงกับตัวเองเบาๆ
“เฮ้อ...ยัยมนตรายังไม่ทันชวนไปเที่ยวด้วยกันเลย คิดเองเออเองอีกแล้ว”
มนตราสาวเท้าเร็วๆ ไปตามฟุตปาธแต่แล้วก็พลันนึกได้ว่าเธอไม่รู้จุดหมายที่จะไป เธอจึงเสิร์ชหาร้านกาแฟรัศมีโดยรอบมนตราขับรถไม่เป็ แต่เธอมั่นใจว่าสกิลการเดินของเธอไม่เป็สองรองใครหากเธอเสิร์ชกูเกิลแมปแล้วพบว่าจุดหมายปลายทางไม่เกิน 3 กิโลเมตร เธอมักเดินเสมอแม้ว่าจะต้องคอยหลบ“กับะเิ” ตามฟุตปาธก็ตาม
แล้วเธอก็เจอร้านกาแฟหนึ่งซึ่งเธอไม่เคยไปห่างออกไปราว 3.5 กิโลเมตร มนตราดูทางในกูเกิลแมปคร่าวๆแล้วเดินไปเรื่อยๆ หลบหลีกรถจักรยานยนต์ที่ฝ่าขึ้นมาบนฟุตปาธบ้างแวะซื้อของกินเล็กๆ น้อยๆ บ้าง
“เอ...3 กิโลฯครึ่งนี่ไกลเหมือนกันแฮะ น่าจะนั่งรถเมล์ั้แ่แรกกว่าจะไปถึงจะปิดหรือยังก็ไม่รู้” มนตราบ่นพึมพำพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อขณะเดินผ่านสวนสาธารณะเล็กๆ
“เมี้ยว!”
“หืม...เสียงเหมือนแมวเลย”
“เมี้ยววว!” เสียงลากยาวและดังขึ้น
มนตราขยับเข้าไปในสวนสอดส่ายมองตามพุ่มไม้ แล้วในที่สุดสายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับก้อนสีส้มๆที่มีดวงตาสีเขียวแวววาว
“เมี้ยว” เสียงทักทายนั้นดูเป็มิตร
“เ้าเหมียวแกาเ็ที่ไหนหรือเปล่า” มนตรานั่งยองแล้วยื่นมือไปลูบตัวแมวลายส้มที่กำลังนอนอยู่
เ้าเหมียวสีส้มที่ว่านี้ลุกขึ้นเหยียดขาทั้งสองไปด้านหน้าแล้วโก่งหลังขึ้น มันหันหลังให้เธอ เผยให้เห็นพวงไข่เล็กน่ารักมันรูปร่างไม่ผอมไม่อ้วน ดูเหมือนกำลังจะเป็หนุ่ม ไม่มีปลอกคอ ไม่มีร่องรอยาแมันเดินมาคลอเคลียเธอ
“ไง...ไม่มีเ้าของเหรอไปอยู่ด้วยกันไหม” มนตรารู้สึกถูกชะตากับมันมาก จึงหลุดปากชักชวนโดยที่เธอก็ยังงงตัวเอง
“เมี้ยววว”เ้าเหมียวลากเสียงยาวอ่อนหวานเสมือนตอบรับคำเชิญชวน
มนตราเคยเลี้ยงแมวมาก่อนเมื่อตอนเธออยู่ต่างจังหวัดแต่หลังจากเื่ราวเลวร้ายที่เธอไม่อยากจดจำเกิดขึ้นมนตราก็ไม่ได้เลี้ยงแมวอีกเลย
“เอาละถ้าแกอยากไปอยู่ด้วยกันก็รออยู่ตรงนี้นะ ฉันจะไปหาซื้อตะกร้ามาก่อน”มนตราลุกขึ้นยืน เ้าเหมียวมองตามเธอ
ในที่สุด หลังจากผ่านไปเกือบ 20 นาทีมนตราที่โบกวินมอเตอร์ไซค์ไปหาซื้อตะกร้าใส่แมวพร้อมอาหารและอุปกรณ์เสริมก็กลับมาที่เดิม
“เมี้ยววว”เ้าเหมียวเดินออกมาจากพุ่มไม้ราวกับจะบอกว่ามันรออยู่ตรงนั้นนานแล้ว
“โอเคแกยังอยู่ เฮ้อ...ฉันนี่ยังไงนะหรือฉันจะบ้าไปแล้ว แต่เอาเหอะ ฟ้าอาจส่งแกมาให้เป็พล็อตเื่ใหม่ของฉันก็ได้”มนตราลูบตัวแมว แล้วอุ้มมันใส่ตะกร้า ปิดฝาล็อก
มนตราเรียกวินมอเตอร์ไซค์อีกครั้งเ้าเหมียวล้มตัวนอนในตะกร้าอย่างว่าง่ายขณะที่มนตรานั่งเกร็งและปวดเมื่อยเพราะหิ้วของพะรุงพะรัง
“เฮ้อ! ถึงซะที นี่ละนิวาสถานของฉัน เ้าเหมียว!”
มนตราเปิดล็อกตะกร้าเ้าเหมียวะโผลุงออกมา ท่าทางงุนงงปนสนอกสนใจ มันมองไปรอบๆ แล้วย่างเท้าอย่างระมัดระวัง
“เดินสำรวจได้เลยนะเดี๋ยวฉันไปหาถ้วยมาใส่ข้าวใส่น้ำให้”
เ้าเหมียวเดินไปรอบๆบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้หลังกะทัดรัด ชั้นล่างมีเพียงห้องน้ำห้องนั่งเล่นที่มีโทรทัศน์และโซฟาผ้าสองที่นั่งเล็กๆ กับเก้าอี้นวมอีกตัวผนังรอบบ้านเต็มไปด้วยหนังสือเบียดเสียดอยู่บนชั้น ถัดไปเป็โต๊ะกินข้าวที่มีเก้าอี้เพียงสามตัวและท้ายสุดเป็ห้องครัวที่กั้นผนังสูงแค่เอวทำให้พื้นที่ครัวดูเชื่อมต่อกันกับโต๊ะกินข้าว และทำให้บ้านหลังเล็กนี้ดูโล่งกว้าง
หน้าบ้านมีโถงที่จอดรถได้หนึ่งคันแต่มีเพียงจักรยานแม่บ้านสีชมพูจอดอยู่ รอบบ้านเป็สนามหญ้า มีแปลงดอกไม้เล็กๆริมรั้วหน้าบ้านมีต้นมะม่วงสูงใหญ่ กิ่งก้านของมันแผ่คลุมสนามหญ้าทำให้บรรยากาศร่มรื่นและไม่ร้อนเท่าที่ควรจะเป็
“อ๊ะๆเ้าเหมียว อย่าบอกนะว่าจะหนี!” มนตราโวยวายพร้อมวิ่งตึงตังมารวบตัวมันไป
เ้าเหมียวถูกปล่อยลงกลางบ้านมันมองมนตราด้วยสายตาเหมือนเด็กถูกขัดใจ
“เมี้ยววว”เ้าเหมียววิ่งพรวดขึ้นบันไดไปชั้นสอง
“ไม่ทันไรก็จุ้นซะแล้วได้ทีสำรวจใหญ่เลยนะ” มนตราแสร้งบ่นขำๆ ขณะที่เดินตามไป
เมื่อพ้นบันไดขั้นสุดท้ายเ้าเหมียวก็วิ่งเข้าไปในห้องที่ประตูเปิดแง้มอยู่อย่างไม่รีรอ ห้องนั้นใหญ่เท่าๆกับห้องขนาดสองห้องนอน เมื่อมองดูดีๆจึงเห็นว่ามันเป็ห้องที่ถูกทุบให้เชื่อมติดกัน ฝั่งหนึ่งเป็ห้องทำงานมีตู้หนังสือวางชิดผนัง ใกล้กันมีโต๊ะทำงานริมหน้าต่างส่วนอีกฝั่งเป็เตียงนอนควีนไซส์ ใกล้กันมีตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่กระจกเต็มตัวหนึ่งบานและโต๊ะเครื่องแป้งกระจุ๋มกระจิ๋ม
เ้าเหมียวเดินพลางทำจมูกฟุดฟิดไปทั่วจนไปหยุดอยู่ตรงประตูบานหนึ่งที่อยู่ข้างเตียงซึ่งเชื่อมไปยังอีกห้อง มันหันไปมองมนตรา
“...นั่นห้องนอนของพ่อแม่ฉันเองแต่ท่านทั้งสองไปอยู่บน์แล้วละ”
มนตราพูดเหมือนจะหัวเราะแต่ท้ายประโยคกลับเสียงสั่นเล็กน้อย เธอคว้าตัวเ้าเหมียวแล้วพาลงบันไดมา
“อะแกกินได้แล้วละ เดี๋ยวมดขึ้นเอานะ”
มนตราวางเ้าเหมียวลงหน้าผนังครัวมนตราเทอาหารเม็ดใส่ชาม แต่เ้าเหมียวทำจมูกฟุดฟิดแล้วหันไปกินน้ำที่ชามข้างๆ
“อ้าว! ทำไมล่ะ แกยังไม่หิวเหรอ หรือไม่ชอบอาหารเม็ด”
เ้าเหมียวเมินใส่แล้วเดินจากไป
“อ๋อหรือแกปวดฉี่ ฉันเตรียมกระบะทรายให้แล้วนะ”มนตราจับขาเ้าเหมียวแล้วพาเดินไปที่กระบะทรายหน้าห้องน้ำแต่เมื่อเ้าเหมียวเหยียบทราย มันก็ทำหน้าฟึดฟัดและะโหนีราวกับขยะแขยง
“อะไรกันเนี่ยแกใช้กระบะทรายไม่เป็เหรอ รู้ไหมพวกลูกแมวหาบ้านตัวเล็กๆ ยังใช้เป็เลยนะแกนี่ซื่อบื้อจริง”
“หมาววว”เ้าเหมียวส่งเสียงร้องเหมือนไม่พอใจแล้วเดินหนีไปนอนเล่นใกล้บานประตูกระจกหน้าบ้าน
“เออจะว่าไปแกชื่ออะไรดีล่ะเ้าเหมียวอืม...บุชเป็ไง ที่แปลว่าพุ่มไม้ เพราะฉันเจอแกในพุ่มไม้ ส่วนฉัน...ฉันชื่อมนตรานะ”มนตรานั่งลงกับพื้น แล้วจกพุงเ้าก้อนส้มที่นอนหันหลังให้เธอรัวๆ
“โอ๊ย! อย่าสิ มันจั๊กจี๋นะ!”
มนตราสะดุ้งเฮือกแล้วชักมือกลับโดยอัตโนมัติเธออ้าปากค้างแล้วจ้องไปยังต้นตอของเสียง
เ้าก้อนส้มพลิกตัวกลับมาหามนตราดวงตาสีเขียวแวววาวนั้นจ้องเธอเขม็ง ปากเล็กๆ ของมันเผยอขึ้นเล็กน้อย
“เ้าได้ยินไม่ผิดหรอกข้าพูดเองแหละ” เสียงกังวานเหมือนชายชราเล็ดลอดออกมาจากปากเ้าเหมียว
มนตรามองเ้าก้อนส้มที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตาคิดว่าตนเองคงฝันไป พลันภาพที่เห็นก็วูบดับไป
จากผู้เขียน...
เจอแมวส้มก็น่ารักดีเนอะแต่เจอแมวพูดได้ ใครจะไปตั้งสติไหวอ่า...