น้ำอุ่นในถังไม้ไม่ได้มีกลิ่นสมุนไพรล้ำค่าอะไรนัก
มันเป็นเพียงน้ำต้มธรรมดาที่เสี่ยวอวี่รีบใส่ใบยาขับความชื้นกับสมุนไพรห้ามอักเสบลงไปสองสามอย่าง กลิ่นขมอ่อน ๆ ลอยขึ้นพร้อมไอน้ำ เย่เทียนนั่งอยู่หลังฉากไม้ในเรือนด้านข้าง มือวางบนขอบถัง นิ่งอยู่นานกว่าจะค่อย ๆ จุ่มตัวลงไป
ความอุ่นแตะผิวหนัง
ชั่วขณะนั้น เขารู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก
ใต้หุบเขา เขาเคยชินกับน้ำเย็น หินเย็น ไอหมอกเย็น และแสงจันทร์สีเงินที่ไม่เคยให้ความอบอุ่นจริง ๆ การได้สัมผัสน้ำอุ่นธรรมดาในเรือนของตระกูล กลับทำให้กล้ามเนื้อที่เกร็งมาตลอดทางค่อย ๆ คลายลงทีละน้อย เหมือนร่างกายเพิ่งยอมรับว่าเขาไม่ได้อยู่ใต้หุบเขาแล้วจริง ๆ
เสียงเสี่ยวอวี่ดังมาจากนอกฉากไม้ “ร้อนเกินไปหรือเปล่า”
เย่เทียนหลุดยิ้ม “ไม่ร้อน”
“ถ้าแสบแผลต้องบอกนะ ข้าใส่ใบเสวี่ยฉ่าวน้อยมากแล้ว แต่ถ้าแผลลึกอาจจะ—”
“เสี่ยวอวี่” เขาขัดเบา ๆ “ข้าไม่ได้มีแผลลึก”
ด้านนอกเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงนางตอบกลับมาเบากว่าเดิม “ท่านพูดแบบนี้หลายรอบแล้ว”
เย่เทียนมองไอน้ำตรงหน้า ไม่รู้จะหัวเราะหรือถอนหายใจก่อนดี “แล้วเจ้าก็ยังไม่เชื่อหลายรอบแล้ว”
“ก็ท่านชอบพูดให้คนไม่เชื่อเอง”
ประโยคนี้เรียบง่ายมาก แต่ทำให้เขานิ่งไปเล็กน้อย เพราะมันมีทั้งความงอน ความห่วง และความโล่งใจปนกันอยู่แบบที่คำพูดของเด็กหญิงคนหนึ่งควรมี ไม่ใช่คำสอน ไม่ใช่เหตุผลใหญ่โต เพียงเป็นความรู้สึกที่กดไว้ไม่ไหว
เย่เทียนลดสายตาลง น้ำอุ่นกระเพื่อมเบา ๆ รอบตัวเขา
“ต่อไปข้าจะพยายามพูดให้เชื่อได้ง่ายขึ้น”
เสี่ยวอวี่เงียบไปอีกครั้ง คราวนี้นานกว่าเดิม “ท่านพูดแล้วนะ”
“อืม”
“ห้ามหายไปอีก”
คำนี้เบามาก แต่หนักกว่าเสียงดุของเย่จงเสียอีก
เย่เทียนหลับตาลงครู่หนึ่ง ภาพปากเหว ภาพทางจันทร์ และภาพหลังของไป๋หลีอิงที่หายไปในเงาป่าซ้อนขึ้นมาในหัว เขาไม่อาจรับปากได้ว่าชีวิตหลังจากนี้จะไม่เจออันตรายอีก ไม่อาจพูดคำโกหกหวาน ๆ ว่าจะอยู่ในสายตาของทุกคนตลอดไป แต่เขาก็ไม่อยากทิ้งความเงียบไว้ให้เสี่ยวอวี่กลัวมากกว่าเดิม
“ข้าจะไม่หายไปโดยไม่พยายามกลับมาอีก” เขาตอบในที่สุด
ด้านนอกไม่มีเสียงตอบทันที
แล้วเสี่ยวอวี่จึงพูดเบา ๆ “แบบนั้นก็ยังน่ากลัวอยู่ดี”
เย่เทียนลืมตา ยิ้มจาง ๆ อย่างขมเล็กน้อย “ข้ารู้”
เขาไม่ได้แก้ตัวต่อ เพราะบางคำตอบไม่ควรถูกทำให้ดูสวยเกินจริง เสี่ยวอวี่เองก็เหมือนเข้าใจ นางไม่ถามซ้ำ เพียงบอกว่าเสื้อผ้าสะอาดวางอยู่บนม้านั่งด้านข้าง แล้วเดินออกไปเตรียมยาต่ออย่างเงียบ ๆ
หลังล้างตัวเสร็จ เย่เทียนเปลี่ยนเป็นชุดสีเข้มเรียบง่ายของตระกูลเย่ เสื้อพอดีตัวกว่าที่คิด อาจเป็นชุดเก่าของเขาที่เสี่ยวอวี่หรือคนรับใช้เก็บไว้ไม่เคยทิ้ง กลิ่นฝุ่นในผ้าถูกแดดและสมุนไพรกลบไปแล้ว เมื่อผูกสายคาดเอวเรียบร้อย เขาหยุดมองเงาตนเองในกระจกทองเหลืองขุ่น ๆ
เด็กหนุ่มในกระจกยังมีใบหน้าเดิม ดวงตาสีอำพันเดิม ผมดำที่มัดครึ่งหนึ่งเดิม
แต่สิ่งที่อยู่ในดวงตาไม่เหมือนเดิม
ไม่ใช่ความเย็นชา ไม่ใช่ความดุร้าย เพียงเป็นความนิ่งชนิดหนึ่งที่เกิดจากการรู้ว่าความมืดลึกจริง ๆ หน้าตาเป็นอย่างไร และการกลับมายืนใต้หลังคาเดิมไม่ใช่เรื่องธรรมดา
เข็มจันทร์เล่มสั้นถูกเก็บไว้ในถุงผ้าด้านในแนบอก เขาแตะมันผ่านเสื้อเพียงครั้งเดียว ก่อนปล่อยมือ
ด้านนอก เสียงเย่จงดังขึ้น “ล้างเสร็จแล้วก็ออกมา เจ้าเป็นปลาหรือไร”
เย่เทียนเปิดประตูออกไป เห็นเย่จงนั่งอยู่ตรงโต๊ะไม้กลางเรือน สีหน้ากลับมาแข็งเหมือนปกติแล้ว เสี่ยวอวี่นั่งอีกด้านหนึ่ง กำลังคัดสมุนไพรใส่ถ้วยเล็ก ๆ ด้วยความตั้งใจเกินวัย พอเห็นเย่เทียนออกมา นางรีบมองตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนตรวจว่าเขายังมีแขนขาครบอยู่หรือไม่
“ดีขึ้นไหม” นางถาม
“ดีขึ้นมาก”
“ต้องกินยาด้วย”
เย่เทียนมองถ้วยยาสีน้ำตาลเข้มตรงหน้าแล้วชะงัก “กลิ่นเหมือนขมกว่าที่เจ้าบอก”
เสี่ยวอวี่ทำหน้าไม่มั่นใจเล็กน้อย “ข้าบอกว่าไม่ขมมาก ไม่ได้บอกว่าไม่ขม”
เย่จงยกถ้วยชาขึ้นจิบ “กิน”
คำเดียวจบ
เย่เทียนรับถ้วยยามา ดมอีกครั้ง แล้วตัดสินใจดื่มรวดเดียว รสขมพุ่งขึ้นจมูกจนคิ้วเขากระตุก เสี่ยวอวี่รีบยื่นผลไม้แห้งหวานให้หนึ่งชิ้นด้วยสีหน้าคาดหวัง เขารับมากินโดยไม่ปฏิเสธ
“ดีขึ้นไหม” นางถามอีกครั้ง
“ผลไม้แห้งช่วยชีวิตข้าไว้”
เสี่ยวอวี่เบิกตาเล็กน้อย ก่อนรู้ว่าเขาแกล้งพูดเกินจริง นางทำแก้มพองนิด ๆ “ข้าถามจริง”
“ข้าก็ตอบจริง ยาขมมาก”
เย่จงวางถ้วยชาลงเสียงเบา “ยังมีแรงกวน แปลว่ายังไม่ตายจริง”
เสี่ยวอวี่หันไปมองเย่จงทันที “ท่านปู่เย่ อย่าพูดคำนั้นบ่อยได้ไหม”
เย่จงนิ่งไปเล็กน้อย
เย่เทียนเกือบหลุดหัวเราะ แต่พอเห็นดวงตายังแดงของเสี่ยวอวี่ เขาก็กลืนเสียงนั้นลงไป เหลือเพียงรอยยิ้มบาง ๆ
ความอบอุ่นในเรือนอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก
“อาวุโสรอง ข้าเอง เย่กวง”
เสียงนั้นทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปเล็กน้อย เย่จงเหลือบมองเย่เทียน ก่อนกล่าว “เข้ามา”
ประตูเปิดออก เย่กวงเดินเข้ามาพร้อมผู้ติดตามคนหนึ่ง เขาเป็นชายวัยกลางคนท่าทางเรียบร้อย เสื้อผ้าสะอาดกว่าคนที่ใช้เวลาบนลานฝึกมาก สีหน้าไม่ตื่นตระหนกเหมือนคนอื่นในตระกูล แต่คิ้วที่ขมวดอยู่บอกว่าข่าวการกลับมาของเย่เทียนทำให้เขาต้องคำนวณเรื่องหลายอย่างในหัวพร้อมกัน
เย่กวงประสานมือให้เย่จงก่อน แล้วหันมาทางเย่เทียน “กลับมาได้ก็ดีแล้ว”
น้ำเสียงเขาไม่อบอุ่นนัก แต่ก็ไม่เย็นชา เป็นน้ำเสียงของคนที่คุ้นกับการจัดการรายชื่อ ทรัพยากร และปัญหาที่ตามมาหลังข่าวใหญ่
เย่เทียนประสานมือตอบ “ผู้อาวุโสกวง”
เย่กวงมองเขาครู่หนึ่ง ไม่ได้ตรวจพลัง ไม่ได้ถามลึกเกินสิทธิ์ เพียงกล่าวตรง ๆ “เรื่องเจ้าหายไปหกเดือนมีผลต่อบัญชีตระกูลหลายส่วน ชื่อของเจ้าถูกจัดอยู่ในบัญชีผู้สูญหาย ยังไม่ได้ตัดเป็นผู้ตายเพราะอาวุโสรองไม่ยอมลงตรารับรอง แต่สิทธิ์บางอย่างถูกพักไว้แล้ว”
เย่จงยกตาขึ้นช้า ๆ
เย่กวงรีบกล่าวต่อ “ข้าพูดตามบัญชี ไม่ได้พูดว่าควรเป็นเช่นนั้น”
เย่จงจึงไม่ตอบอะไร
เย่เทียนฟังเงียบ ๆ เขาไม่ได้โกรธ เพราะนี่เป็นเรื่องที่ควรเกิดขึ้น หากคนหนึ่งหายไปครึ่งปี ตระกูลย่อมต้องมีการจัดการ ไม่ใช่ทุกคนจะหยุดรอเขาได้เหมือนเย่จงกับเสี่ยวอวี่
“สิทธิ์ใดถูกพักไว้บ้าง” เขาถาม
เย่กวงมองเขา เหมือนประหลาดใจเล็กน้อยที่เย่เทียนถามตรงจุดและไม่มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน
“สิทธิ์รับทรัพยากรรายเดือน สิทธิ์ใช้ห้องฝึกบางช่วง และ…” เขาหยุดเล็กน้อย “ชื่อในบัญชีเตรียมประลองทำเนียบผู้ฝึกสายหลัก”
เสี่ยวอวี่ชะงัก มือที่กำลังคัดสมุนไพรหยุดทันที
เย่เทียนกลับไม่ได้แสดงสีหน้ามากนัก “บัญชีถูกปิดแล้วหรือ”
“ยังไม่ปิดทั้งหมด” เย่กวงตอบ “แต่ใกล้แล้ว อีกสามวันจะตรวจรายชื่อสุดท้าย ผู้ที่ไม่มีชื่อในวันนั้นจะไม่มีสิทธิ์ลงประลอง เว้นแต่ประมุขหรือผู้ดูแลกฎลานฝึกอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ”
เย่จงกล่าวเสียงหนัก “เขายังมีชีวิตอยู่ สิทธิ์ควรคืน”
เย่กวงพยักหน้า “โดยหลักควรเป็นเช่นนั้น แต่การหายไปหกเดือนทำให้ไม่มีบันทึกการฝึก ไม่มีบันทึกตรวจขั้น และไม่มีรายงานว่าร่างพร้อมประลองหรือไม่ หากให้กลับเข้าบัญชีทันที คนอื่นอาจคัดค้าน”
เย่จงมองเขา “คนอื่น หรือเจ้า”
เย่กวงไม่หลบตา “คนอื่น และข้าต้องเขียนรายงานว่าจัดการอย่างไร”
น้ำเสียงนั้นสมกับเป็นเย่กวง ไม่โวยวาย ไม่ยั่วยุ ไม่ทำตัวเป็นคนร้าย เขาพูดถึงปัญหาเหมือนวางก้อนหินบนโต๊ะ ใครจะไม่ชอบก้อนหินก็ยังต้องยอมรับว่ามันวางอยู่ตรงนั้น
เย่เทียนกล่าว “ถ้าต้องตรวจ ข้ายอมตรวจ”
เสี่ยวอวี่รีบเงยหน้า “แต่ท่านเพิ่งกลับมา”
เย่เทียนหันไปมองนาง น้ำเสียงอ่อนลง “ไม่ใช่ตอนนี้”
เย่กวงพยักหน้า “พรุ่งนี้เช้า ข้าจะให้คนแจ้งเย่คุน ผู้ฝึกสอนประจำลานฝึกพื้นฐาน เขาเป็นคนคุมกฎการทดสอบเบื้องต้น ถ้าเขารับรองว่าร่างเจ้าพร้อม และอาวุโสรองไม่คัดค้าน ข้าจะใส่ชื่อเจ้ากลับในบัญชีชั่วคราวจนกว่าประมุขจะเห็นชอบ”
เย่จงขมวดคิ้ว “เย่คุน?”
“เขายึดกฎที่สุด” เย่กวงตอบ “จึงเหมาะที่สุด”
เย่เทียนมองเย่กวงแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้า “ข้ายอมรับ”
เสี่ยวอวี่เหมือนอยากคัดค้าน แต่พอเห็นสีหน้าเย่เทียน นางก็เม้มปากและก้มลงคัดสมุนไพรต่อ มือเล็ก ๆ ขยับเร็วขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย บอกชัดว่านางไม่พอใจ แต่ไม่อยากขัดเขาต่อหน้าผู้ใหญ่
เย่กวงมองถ้วยยา มองเสื้อผ้าใหม่ของเย่เทียน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ “คืนนี้พักให้พอ อย่าเพิ่งให้คนมารุมถาม เรื่องข่าว ข้าจะสั่งให้คนในตระกูลเงียบลงเท่าที่ทำได้ แต่คงห้ามไม่หมด”
เย่เทียนตอบ “ขอบคุณผู้อาวุโสกวง”
เย่กวงพยักหน้า เตรียมจะถอยออก แต่ก่อนออกประตู เขาหยุดแล้วกล่าวเพิ่ม “อีกเรื่องหนึ่ง เจ้าเพิ่งกลับมา อย่าเพิ่งตอบคำถามทุกคน ใครถามเรื่องหกเดือนที่ผ่านมา หากไม่อยากตอบ ให้บอกว่ารอคุยกับอาวุโสรองก่อน”
เย่เทียนมองเขา
เย่กวงกล่าวเรียบ ๆ “ข่าวลือที่ไม่มีคำตอบจะวิ่งเอง แต่คำตอบที่พูดผิดจะวิ่งเร็วกว่า”
พูดจบเขาก็ประสานมือให้เย่จงอีกครั้งแล้วออกจากเรือนไป
เสี่ยวอวี่รอจนประตูปิด ก่อนพูดเบา ๆ “เขาพูดเหมือนรายงานทั้งที่เป็นห่วงอยู่หรือเปล่า”
เย่จงตอบ “เขาห่วงบัญชี”
เย่เทียนยิ้ม “แต่บัญชีครั้งนี้บังเอิญห่วงข้าไปด้วย”
เย่จงเหลือบมองเขา “อย่าคิดว่าทุกคนที่พูดเป็นกฎจะไร้ใจ และอย่าคิดว่าทุกคนที่พูดดีจะหวังดี จำไว้”
คำนี้หนักพอดี ไม่ยาวเกินไป และเย่เทียนรู้ว่าเย่จงไม่ได้พูดเพื่อสั่งสอนลอย ๆ แต่พูดเพราะหลังจากนี้เขาจะต้องเจอคนจำนวนมากที่มาด้วยรอยยิ้ม คำถาม และเจตนาที่ซ่อนอยู่
“ข้าจะจำไว้” เขาตอบ
ไม่นานหลังเย่กวงจากไป ข่าวในตระกูลก็ยิ่งวุ่นขึ้นจริง ๆ
เรือนฝั่งลานฝึกเต็มไปด้วยเสียงรุ่นเยาว์พูดคุยกัน บางคนตื่นเต้น บางคนสงสัย บางคนแอบเสียดายที่ไม่ได้อยู่หน้าประตูตอนเย่เทียนกลับมา ส่วนบางคนไม่พอใจที่ชื่อของเขากลับมาเป็นศูนย์กลางเร็วจนเกินไป
ในกลุ่มหลัง เย่หมิงยืนอยู่ข้างเสาหินด้วยใบหน้ามืดลงเรื่อย ๆ
เด็กหนุ่มคนหนึ่งพูดอย่างตื่นเต้น “ข้าเห็นกับตา เขาดูเปลี่ยนไปจริง ๆ นะ เดินผ่านแล้วเหมือน—”
“เหมือนอะไร” เย่หมิงตัดเสียงห้วน “เหมือนคนหลงป่าหกเดือนแล้วกลับมาด้วยเสื้อขาด ๆ หรือ”
เด็กคนนั้นชะงัก “แต่เขารอดจากภูเขาหินดำมาได้…”
“รอดมาได้ไม่ได้แปลว่าเก่งขึ้น” เย่หมิงกล่าวอย่างไม่ปิดบังความหงุดหงิด “ครึ่งปีที่พวกเราฝึกอยู่ในตระกูล ใช้ทรัพยากร ใช้ห้องฝึก เจอครูฝึก เขาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ต่อให้ไม่ตาย ก็อาจเสียเวลาไปทั้งหมด”
อีกคนพูดเบา ๆ “แต่ท่าทางเขาดูไม่เหมือนเดิมจริง ๆ”
เย่หมิงยิ้มเย็น “คนเกือบตายกลับมา ใครก็เปลี่ยนสีหน้าได้ทั้งนั้น อย่าเอาเรื่องเล่าหน้าประตูมาเทียบกับการประลองจริง”
คำพูดนี้ไม่คมเกินไป แต่เต็มไปด้วยอารมณ์และการกดคนตามนิสัยของเขา หลายคนไม่กล้าตอบ เย่หมิงจึงยิ่งมั่นใจในคำพูดของตน
เย่หลัวที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินทั้งหมด แต่ไม่ได้เข้าร่วม เขากอดอกพิงเสา มองไปทางเรือนด้านในของเย่จง ดวงตาขมวดเล็กน้อย
เขาไม่รู้ว่าเย่เทียนตอนนี้อยู่ขั้นไหน
ไม่รู้ว่าหกเดือนเกิดอะไรขึ้น
แต่เขาเห็นแววตาของเย่เทียนตอนเดินผ่าน
คนที่เสียเวลาฝึกไปทั้งหมด ไม่ควรมีสายตาแบบนั้น
เย่หลัวขยับปากเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็เงียบ เขาไม่ชอบพูดช่วยใครต่อหน้าคนเยอะ โดยเฉพาะช่วยเย่เทียน เขาเพียงปรายตามองเย่หมิง แล้วพูดห้วน ๆ ก่อนเดินออกไป
“พรุ่งนี้ก็รู้เอง”
เย่หมิงหันขวับ “เจ้าหมายความว่าอะไร”
เย่หลัวไม่หันกลับมา “หมายความว่าพูดตอนนี้ก็เหนื่อยปากเปล่า”
คำตอบนั้นทำให้เย่หมิงหน้าแข็งไปครู่หนึ่ง ก่อนแค่นเสียงเย็น แต่เย่หลัวเดินไปไกลแล้ว
ในเวลาเดียวกัน ที่เรือนพักของผู้ฝึกสอนลานพื้นฐาน เย่คุนยืนอยู่หน้าต่างมืด ๆ มองไปทางเรือนของเย่จงหลังได้รับข่าวจากคนของเย่กวง
เขาเป็นชายใบหน้าแข็งกร้าว รูปร่างใหญ่ มือหยาบจากการฝึกคนรุ่นเยาว์มาตลอดหลายปี ปกติเย่คุนไม่ชอบข่าวลือ ไม่ชอบความวุ่นวาย และยิ่งไม่ชอบเด็กฝึกที่ใช้เรื่องเล่าแทนผลงานบนลาน
แต่ข่าววันนี้ทำให้เขายืนนิ่งนานกว่าปกติ
เย่เทียนกลับมาแล้ว
เด็กที่ตกลงไปในวันที่เขายื่นมือไม่ทัน
ภาพวันนั้นย้อนกลับมาสั้น ๆ ริมเหว เสียงหินแตก เสียงคนตะโกน และมือของเขาที่คว้าได้เพียงอากาศ เย่คุนกำมือเข้าหากันช้า ๆ เส้นเลือดบนหลังมือปูดขึ้นเล็กน้อย
คนรับใช้ที่มายืนรอคำสั่งอยู่ด้านหลังถามอย่างระมัดระวัง “อาจารย์คุน พรุ่งนี้จะให้จัดการทดสอบอย่างไรขอรับ”
เย่คุนไม่หันกลับมา “ตามกฎ”
“ตามกฎเดิมทั้งหมดหรือขอรับ”
“เด็กที่หายไปหกเดือน กลับมาอยากลงประลอง ก็ต้องพิสูจน์ว่าร่างยังพร้อม” เย่คุนตอบห้วน ๆ “ไม่เพิ่ม ไม่ลด ไม่เอ็นดู ไม่กลั่นแกล้ง”
คนรับใช้พยักหน้า “ขอรับ”
เย่คุนเงียบไปอีกครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่ำกว่าปกติ “แล้วบอกคนในลาน ใครคิดจะใช้เรื่องเขาตกเขามาล้อเล่น พรุ่งนี้ข้าจะให้วิ่งรอบลานจนลืมปากตัวเอง”
คนรับใช้สะดุ้ง “ขอรับ!”
เมื่อคนรับใช้ออกไปแล้ว เย่คุนยังยืนอยู่ที่เดิม เขามองไปทางเรือนของเย่จงอีกครั้ง ก่อนพึมพำกับตนเองเสียงต่ำ
“กลับมาก็ดีแล้ว”
ไม่มีใครได้ยินประโยคนั้น
และเขาก็ไม่ได้ตั้งใจให้ใครได้ยิน
คืนนั้น ตระกูลเย่ไม่ได้สงบลงง่าย ๆ แต่เรือนของเย่จงถูกกันไว้จากความวุ่นวายพอสมควร เย่เทียนกินอาหารอุ่น ๆ เป็นมื้อแรกหลังกลับบ้าน เสี่ยวอวี่นั่งมองเขากินจนแทบลืมกินของตัวเอง เย่จงดุทั้งสองคนอย่างเท่าเทียมว่าคนหนึ่งกินช้า อีกคนมองจนข้าวจะเย็น
เสียงธรรมดาเหล่านั้นค่อย ๆ เติมช่องว่างในอกเย่เทียนทีละน้อย
หลังอาหาร เย่จงให้เสี่ยวอวี่กลับไปพัก แม้นางไม่เต็มใจนัก แต่พอเย่เทียนบอกว่าจะไม่หนีไปไหน นางจึงยอมออกจากเรือนไปพร้อมถุงสมุนไพร โดยหันกลับมามองสามครั้งก่อนพ้นประตู
เมื่อเรือนเงียบลง เย่จงจึงนั่งตรงข้ามเย่เทียนอีกครั้ง
“พรุ่งนี้เย่คุนจะทดสอบเจ้า”
“ข้ารู้”
“เขาปากแข็ง แต่ไม่ใช่คนไม่ยุติธรรม” เย่จงกล่าว “วันนั้นเขาโทษตัวเองมากกว่าที่พูดออกมา”
เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย
เขาจำภาพก่อนตกลงไปได้ไม่ครบ ทุกอย่างเกิดเร็วมาก เสียงตะโกน เสียงหินแตก และมือหลายมือที่พยายามเอื้อมมา เขาไม่เคยคิดโทษเย่คุนจริง ๆ เพราะต่อให้ใครอยู่ตรงนั้น ก็อาจช่วยไม่ทันเหมือนกัน
“ข้าไม่ได้โทษเขา” เย่เทียนกล่าว
เย่จงพยักหน้า “พรุ่งนี้ถ้าเขาพูดแรง ก็อย่าเพิ่งคิดว่าเขาเกลียดเจ้า”
เย่เทียนยิ้มบาง ๆ “ท่านปู่กังวลว่าข้าจะสู้กับผู้ฝึกสอนหรือ”
“ข้ากังวลว่าเจ้าจะยิ้มแบบตอนนี้แล้วทำให้เขาหงุดหงิดกว่าเดิม”
เย่เทียนนิ่งไป
เย่จงมองเขา “หกเดือนนี้ เจ้ากวนคนเก่งขึ้นหรือ”
เย่เทียนนึกถึงไป๋หลีอิงที่มักใช้สายตาเงียบ ๆ ตัดบทเขา แล้วตอบอย่างสุภาพ “ข้าฝึกควบคุมความตึงเครียด”
เย่จงจ้องเขาอยู่นาน
“พูดให้คนแก่เข้าใจ”
“ข้าพูดเล่นบ้างตอนกลัวหรือตอนเจ็บ”
“แบบนั้นยังพอฟังได้” เย่จงกล่าว “แต่อย่าเอาไปใช้ผิดที่ เย่คุนไม่ใช่คนที่เจ้าควรยั่วเล่นในวันแรกที่กลับมา”
เย่จงเอนหลังเล็กน้อย ดวงตากลับมาหนักขึ้น “และจำอีกอย่าง พรุ่งนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องเปิดทุกอย่างให้คนเห็น”
เย่เทียนเงยหน้าขึ้น
“ข้ารู้ว่าฐานพลังเจ้าลึกกว่าที่คนในลานคาด” เย่จงกล่าว “แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น ยิ่งต้องรู้จักเก็บ คนที่กลับมาจากความตาย หากแค่กลับมาก็น่าตกใจแล้ว ถ้ายังเปิดสิ่งที่ไม่ควรเปิดเร็วเกินไป เจ้าจะไม่ได้เจอแค่สายตาสงสัย”
เย่เทียนเข้าใจทันที
“ข้าจะผ่านการทดสอบเท่าที่จำเป็น”
“ดี”
“แต่ถ้ามีคนบอกว่าข้ายังไม่มีสิทธิ์ยืนบนลานนั้นเล่า”
เย่จงมองเขา “เจ้าตอบได้ด้วยผล ไม่ต้องตอบด้วยปาก”
คำตอบนี้เหมือนคำสอน แต่ไม่ลอย เพราะมันตรงกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจริง
เย่เทียนก้มหน้าลงเล็กน้อย “เข้าใจแล้วท่านปู่”
เย่จงมองหลานชายอยู่ครู่หนึ่ง แววตาลึกลงอย่างที่เขาแทบไม่ให้ใครเห็น
“เจ้ากลับมาแล้ว เย่เทียน” เขากล่าวช้า ๆ “แต่อย่ารีบเอาหกเดือนของเจ้าไปวางให้ทุกคนเหยียบดู เจ้ารอดมาได้ ไม่ได้แปลว่าต้องเล่าให้ทุกคนฟังว่ารอดอย่างไร”
เย่เทียนเงียบไป
คำพูดนี้แตะตรงที่ลึกกว่าการประลองและการทดสอบ มันแตะถึงหุบเขา ไป๋หลีอิง ประตู และทุกอย่างที่เขาแบกกลับมาโดยไม่มีใครเห็น
“ข้ารู้” เขาตอบ
เย่จงพยักหน้า “ไปพัก”
เย่เทียนลุกขึ้น คารวะปู่ แล้วเดินไปยังห้องพักเล็กที่เคยเป็นของเขา ห้องนั้นถูกทำความสะอาดไว้เสมอ เตียงไม้ ผ้าห่มบาง โต๊ะเตี้ย และชั้นวางตำราเก่าบางเล่มยังอยู่ที่เดิม ราวกับคนที่ดูแลมันไม่เคยยอมให้ฝุ่นประกาศว่าเจ้าของห้องไม่กลับมาแล้ว
เขาหยุดอยู่หน้าประตูห้องนานเล็กน้อย ก่อนผลักเข้าไป
กลิ่นไม้เก่าและผ้าสะอาดลอยขึ้นมา
บนโต๊ะมีถ้วยน้ำใหม่วางอยู่ ข้างถ้วยมีห่อผลไม้แห้งเล็ก ๆ เสี่ยวอวี่คงแอบเอามาวางไว้ก่อนถูกไล่กลับไปพัก
เย่เทียนหยิบผลไม้แห้งขึ้นมาหนึ่งชิ้น ยิ้มเบา ๆ แล้ววางกลับ
เขานั่งลงบนเตียง มองห้องที่เคยเล็กในความรู้สึกของตนเอง แต่ตอนนี้กลับเล็กอย่างอ่อนโยน ไม่ใช่คับแคบอย่างเมื่อก่อน
นอกหน้าต่าง ตระกูลเย่ยังเต็มไปด้วยเสียงเบา ๆ ของข่าวลือ
พรุ่งนี้ เขาต้องเจอเย่คุน
ต้องทดสอบสิทธิ์
ต้องกลับไปยืนบนลานฝึกที่เคยเป็นกำแพงสูงในใจ
เย่เทียนหลับตาลงช้า ๆ ลมหายใจสงบโดยไม่ต้องฝืน เขาไม่ได้รีบหมุนพลัง ไม่ได้แตะคอขวด และไม่ได้ค้นหาคำตอบจากสิ่งใดในร่าง เขาเพียงปล่อยให้ความเงียบของบ้านซึมเข้ามาแทนความมืดใต้หุบเขาทีละน้อย
ก่อนเข้าป่า เขาเคยอยากยืนบนลานนั้นเพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่ไร้ค่า
พรุ่งนี้ เขาจะกลับไปยืนบนลานนั้นอีกครั้ง
แต่ไม่ใช่เพื่อขอให้ใครตัดสินว่าเขามีค่าหรือไม่
เพียงเพื่อบอกด้วยผลลัพธ์ว่า คนที่พวกเขาคิดว่าตายไปแล้ว ยังมีสิทธิ์ยืนอยู่ตรงนั้น
และไม่ได้อยู่กับที่เหมือนเดิมแล้ว