ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 59 - เรือนที่ยังรออยู่

    น้ำอุ่นในถังไม้ไม่ได้มีกลิ่นสมุนไพรล้ำค่าอะไรนัก


    มันเป็นเพียงน้ำต้มธรรมดาที่เสี่ยวอวี่รีบใส่ใบยาขับความชื้นกับสมุนไพรห้ามอักเสบลงไปสองสามอย่าง กลิ่นขมอ่อน ๆ ลอยขึ้นพร้อมไอน้ำ เย่เทียนนั่งอยู่หลังฉากไม้ในเรือนด้านข้าง มือวางบนขอบถัง นิ่งอยู่นานกว่าจะค่อย ๆ จุ่มตัวลงไป


    ความอุ่นแตะผิวหนัง


    ชั่วขณะนั้น เขารู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก


    ใต้หุบเขา เขาเคยชินกับน้ำเย็น หินเย็น ไอหมอกเย็น และแสงจันทร์สีเงินที่ไม่เคยให้ความอบอุ่นจริง ๆ การได้สัมผัสน้ำอุ่นธรรมดาในเรือนของตระกูล กลับทำให้กล้ามเนื้อที่เกร็งมาตลอดทางค่อย ๆ คลายลงทีละน้อย เหมือนร่างกายเพิ่งยอมรับว่าเขาไม่ได้อยู่ใต้หุบเขาแล้วจริง ๆ


    เสียงเสี่ยวอวี่ดังมาจากนอกฉากไม้ “ร้อนเกินไปหรือเปล่า”


    เย่เทียนหลุดยิ้ม “ไม่ร้อน”


    “ถ้าแสบแผลต้องบอกนะ ข้าใส่ใบเสวี่ยฉ่าวน้อยมากแล้ว แต่ถ้าแผลลึกอาจจะ—”


    “เสี่ยวอวี่” เขาขัดเบา ๆ “ข้าไม่ได้มีแผลลึก”


    ด้านนอกเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงนางตอบกลับมาเบากว่าเดิม “ท่านพูดแบบนี้หลายรอบแล้ว”


    เย่เทียนมองไอน้ำตรงหน้า ไม่รู้จะหัวเราะหรือถอนหายใจก่อนดี “แล้วเจ้าก็ยังไม่เชื่อหลายรอบแล้ว”


    “ก็ท่านชอบพูดให้คนไม่เชื่อเอง”


    ประโยคนี้เรียบง่ายมาก แต่ทำให้เขานิ่งไปเล็กน้อย เพราะมันมีทั้งความงอน ความห่วง และความโล่งใจปนกันอยู่แบบที่คำพูดของเด็กหญิงคนหนึ่งควรมี ไม่ใช่คำสอน ไม่ใช่เหตุผลใหญ่โต เพียงเป็นความรู้สึกที่กดไว้ไม่ไหว


    เย่เทียนลดสายตาลง น้ำอุ่นกระเพื่อมเบา ๆ รอบตัวเขา


    “ต่อไปข้าจะพยายามพูดให้เชื่อได้ง่ายขึ้น”


    เสี่ยวอวี่เงียบไปอีกครั้ง คราวนี้นานกว่าเดิม “ท่านพูดแล้วนะ”


    “อืม”


    “ห้ามหายไปอีก”


    คำนี้เบามาก แต่หนักกว่าเสียงดุของเย่จงเสียอีก


    เย่เทียนหลับตาลงครู่หนึ่ง ภาพปากเหว ภาพทางจันทร์ และภาพหลังของไป๋หลีอิงที่หายไปในเงาป่าซ้อนขึ้นมาในหัว เขาไม่อาจรับปากได้ว่าชีวิตหลังจากนี้จะไม่เจออันตรายอีก ไม่อาจพูดคำโกหกหวาน ๆ ว่าจะอยู่ในสายตาของทุกคนตลอดไป แต่เขาก็ไม่อยากทิ้งความเงียบไว้ให้เสี่ยวอวี่กลัวมากกว่าเดิม


    “ข้าจะไม่หายไปโดยไม่พยายามกลับมาอีก” เขาตอบในที่สุด


    ด้านนอกไม่มีเสียงตอบทันที


    แล้วเสี่ยวอวี่จึงพูดเบา ๆ “แบบนั้นก็ยังน่ากลัวอยู่ดี”


    เย่เทียนลืมตา ยิ้มจาง ๆ อย่างขมเล็กน้อย “ข้ารู้”


    เขาไม่ได้แก้ตัวต่อ เพราะบางคำตอบไม่ควรถูกทำให้ดูสวยเกินจริง เสี่ยวอวี่เองก็เหมือนเข้าใจ นางไม่ถามซ้ำ เพียงบอกว่าเสื้อผ้าสะอาดวางอยู่บนม้านั่งด้านข้าง แล้วเดินออกไปเตรียมยาต่ออย่างเงียบ ๆ


    หลังล้างตัวเสร็จ เย่เทียนเปลี่ยนเป็นชุดสีเข้มเรียบง่ายของตระกูลเย่ เสื้อพอดีตัวกว่าที่คิด อาจเป็นชุดเก่าของเขาที่เสี่ยวอวี่หรือคนรับใช้เก็บไว้ไม่เคยทิ้ง กลิ่นฝุ่นในผ้าถูกแดดและสมุนไพรกลบไปแล้ว เมื่อผูกสายคาดเอวเรียบร้อย เขาหยุดมองเงาตนเองในกระจกทองเหลืองขุ่น ๆ


    เด็กหนุ่มในกระจกยังมีใบหน้าเดิม ดวงตาสีอำพันเดิม ผมดำที่มัดครึ่งหนึ่งเดิม


    แต่สิ่งที่อยู่ในดวงตาไม่เหมือนเดิม


    ไม่ใช่ความเย็นชา ไม่ใช่ความดุร้าย เพียงเป็นความนิ่งชนิดหนึ่งที่เกิดจากการรู้ว่าความมืดลึกจริง ๆ หน้าตาเป็นอย่างไร และการกลับมายืนใต้หลังคาเดิมไม่ใช่เรื่องธรรมดา


    เข็มจันทร์เล่มสั้นถูกเก็บไว้ในถุงผ้าด้านในแนบอก เขาแตะมันผ่านเสื้อเพียงครั้งเดียว ก่อนปล่อยมือ


    ด้านนอก เสียงเย่จงดังขึ้น “ล้างเสร็จแล้วก็ออกมา เจ้าเป็นปลาหรือไร”


    เย่เทียนเปิดประตูออกไป เห็นเย่จงนั่งอยู่ตรงโต๊ะไม้กลางเรือน สีหน้ากลับมาแข็งเหมือนปกติแล้ว เสี่ยวอวี่นั่งอีกด้านหนึ่ง กำลังคัดสมุนไพรใส่ถ้วยเล็ก ๆ ด้วยความตั้งใจเกินวัย พอเห็นเย่เทียนออกมา นางรีบมองตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนตรวจว่าเขายังมีแขนขาครบอยู่หรือไม่


    “ดีขึ้นไหม” นางถาม


    “ดีขึ้นมาก”


    “ต้องกินยาด้วย”


    เย่เทียนมองถ้วยยาสีน้ำตาลเข้มตรงหน้าแล้วชะงัก “กลิ่นเหมือนขมกว่าที่เจ้าบอก”


    เสี่ยวอวี่ทำหน้าไม่มั่นใจเล็กน้อย “ข้าบอกว่าไม่ขมมาก ไม่ได้บอกว่าไม่ขม”


    เย่จงยกถ้วยชาขึ้นจิบ “กิน”


    คำเดียวจบ


    เย่เทียนรับถ้วยยามา ดมอีกครั้ง แล้วตัดสินใจดื่มรวดเดียว รสขมพุ่งขึ้นจมูกจนคิ้วเขากระตุก เสี่ยวอวี่รีบยื่นผลไม้แห้งหวานให้หนึ่งชิ้นด้วยสีหน้าคาดหวัง เขารับมากินโดยไม่ปฏิเสธ


    “ดีขึ้นไหม” นางถามอีกครั้ง


    “ผลไม้แห้งช่วยชีวิตข้าไว้”


    เสี่ยวอวี่เบิกตาเล็กน้อย ก่อนรู้ว่าเขาแกล้งพูดเกินจริง นางทำแก้มพองนิด ๆ “ข้าถามจริง”


    “ข้าก็ตอบจริง ยาขมมาก”


    เย่จงวางถ้วยชาลงเสียงเบา “ยังมีแรงกวน แปลว่ายังไม่ตายจริง”


    เสี่ยวอวี่หันไปมองเย่จงทันที “ท่านปู่เย่ อย่าพูดคำนั้นบ่อยได้ไหม”


    เย่จงนิ่งไปเล็กน้อย


    เย่เทียนเกือบหลุดหัวเราะ แต่พอเห็นดวงตายังแดงของเสี่ยวอวี่ เขาก็กลืนเสียงนั้นลงไป เหลือเพียงรอยยิ้มบาง ๆ


    ความอบอุ่นในเรือนอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก


    “อาวุโสรอง ข้าเอง เย่กวง”


    เสียงนั้นทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปเล็กน้อย เย่จงเหลือบมองเย่เทียน ก่อนกล่าว “เข้ามา”


    ประตูเปิดออก เย่กวงเดินเข้ามาพร้อมผู้ติดตามคนหนึ่ง เขาเป็นชายวัยกลางคนท่าทางเรียบร้อย เสื้อผ้าสะอาดกว่าคนที่ใช้เวลาบนลานฝึกมาก สีหน้าไม่ตื่นตระหนกเหมือนคนอื่นในตระกูล แต่คิ้วที่ขมวดอยู่บอกว่าข่าวการกลับมาของเย่เทียนทำให้เขาต้องคำนวณเรื่องหลายอย่างในหัวพร้อมกัน


    เย่กวงประสานมือให้เย่จงก่อน แล้วหันมาทางเย่เทียน “กลับมาได้ก็ดีแล้ว”


    น้ำเสียงเขาไม่อบอุ่นนัก แต่ก็ไม่เย็นชา เป็นน้ำเสียงของคนที่คุ้นกับการจัดการรายชื่อ ทรัพยากร และปัญหาที่ตามมาหลังข่าวใหญ่


    เย่เทียนประสานมือตอบ “ผู้อาวุโสกวง”


    เย่กวงมองเขาครู่หนึ่ง ไม่ได้ตรวจพลัง ไม่ได้ถามลึกเกินสิทธิ์ เพียงกล่าวตรง ๆ “เรื่องเจ้าหายไปหกเดือนมีผลต่อบัญชีตระกูลหลายส่วน ชื่อของเจ้าถูกจัดอยู่ในบัญชีผู้สูญหาย ยังไม่ได้ตัดเป็นผู้ตายเพราะอาวุโสรองไม่ยอมลงตรารับรอง แต่สิทธิ์บางอย่างถูกพักไว้แล้ว”


    เย่จงยกตาขึ้นช้า ๆ


    เย่กวงรีบกล่าวต่อ “ข้าพูดตามบัญชี ไม่ได้พูดว่าควรเป็นเช่นนั้น”


    เย่จงจึงไม่ตอบอะไร


    เย่เทียนฟังเงียบ ๆ เขาไม่ได้โกรธ เพราะนี่เป็นเรื่องที่ควรเกิดขึ้น หากคนหนึ่งหายไปครึ่งปี ตระกูลย่อมต้องมีการจัดการ ไม่ใช่ทุกคนจะหยุดรอเขาได้เหมือนเย่จงกับเสี่ยวอวี่


    “สิทธิ์ใดถูกพักไว้บ้าง” เขาถาม


    เย่กวงมองเขา เหมือนประหลาดใจเล็กน้อยที่เย่เทียนถามตรงจุดและไม่มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน


    “สิทธิ์รับทรัพยากรรายเดือน สิทธิ์ใช้ห้องฝึกบางช่วง และ…” เขาหยุดเล็กน้อย “ชื่อในบัญชีเตรียมประลองทำเนียบผู้ฝึกสายหลัก”


    เสี่ยวอวี่ชะงัก มือที่กำลังคัดสมุนไพรหยุดทันที


    เย่เทียนกลับไม่ได้แสดงสีหน้ามากนัก “บัญชีถูกปิดแล้วหรือ”


    “ยังไม่ปิดทั้งหมด” เย่กวงตอบ “แต่ใกล้แล้ว อีกสามวันจะตรวจรายชื่อสุดท้าย ผู้ที่ไม่มีชื่อในวันนั้นจะไม่มีสิทธิ์ลงประลอง เว้นแต่ประมุขหรือผู้ดูแลกฎลานฝึกอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ”


    เย่จงกล่าวเสียงหนัก “เขายังมีชีวิตอยู่ สิทธิ์ควรคืน”


    เย่กวงพยักหน้า “โดยหลักควรเป็นเช่นนั้น แต่การหายไปหกเดือนทำให้ไม่มีบันทึกการฝึก ไม่มีบันทึกตรวจขั้น และไม่มีรายงานว่าร่างพร้อมประลองหรือไม่ หากให้กลับเข้าบัญชีทันที คนอื่นอาจคัดค้าน”


    เย่จงมองเขา “คนอื่น หรือเจ้า”


    เย่กวงไม่หลบตา “คนอื่น และข้าต้องเขียนรายงานว่าจัดการอย่างไร”


    น้ำเสียงนั้นสมกับเป็นเย่กวง ไม่โวยวาย ไม่ยั่วยุ ไม่ทำตัวเป็นคนร้าย เขาพูดถึงปัญหาเหมือนวางก้อนหินบนโต๊ะ ใครจะไม่ชอบก้อนหินก็ยังต้องยอมรับว่ามันวางอยู่ตรงนั้น


    เย่เทียนกล่าว “ถ้าต้องตรวจ ข้ายอมตรวจ”


    เสี่ยวอวี่รีบเงยหน้า “แต่ท่านเพิ่งกลับมา”


    เย่เทียนหันไปมองนาง น้ำเสียงอ่อนลง “ไม่ใช่ตอนนี้”


    เย่กวงพยักหน้า “พรุ่งนี้เช้า ข้าจะให้คนแจ้งเย่คุน ผู้ฝึกสอนประจำลานฝึกพื้นฐาน เขาเป็นคนคุมกฎการทดสอบเบื้องต้น ถ้าเขารับรองว่าร่างเจ้าพร้อม และอาวุโสรองไม่คัดค้าน ข้าจะใส่ชื่อเจ้ากลับในบัญชีชั่วคราวจนกว่าประมุขจะเห็นชอบ”


    เย่จงขมวดคิ้ว “เย่คุน?”


    “เขายึดกฎที่สุด” เย่กวงตอบ “จึงเหมาะที่สุด”


    เย่เทียนมองเย่กวงแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้า “ข้ายอมรับ”


    เสี่ยวอวี่เหมือนอยากคัดค้าน แต่พอเห็นสีหน้าเย่เทียน นางก็เม้มปากและก้มลงคัดสมุนไพรต่อ มือเล็ก ๆ ขยับเร็วขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย บอกชัดว่านางไม่พอใจ แต่ไม่อยากขัดเขาต่อหน้าผู้ใหญ่


    เย่กวงมองถ้วยยา มองเสื้อผ้าใหม่ของเย่เทียน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ “คืนนี้พักให้พอ อย่าเพิ่งให้คนมารุมถาม เรื่องข่าว ข้าจะสั่งให้คนในตระกูลเงียบลงเท่าที่ทำได้ แต่คงห้ามไม่หมด”


    เย่เทียนตอบ “ขอบคุณผู้อาวุโสกวง”


    เย่กวงพยักหน้า เตรียมจะถอยออก แต่ก่อนออกประตู เขาหยุดแล้วกล่าวเพิ่ม “อีกเรื่องหนึ่ง เจ้าเพิ่งกลับมา อย่าเพิ่งตอบคำถามทุกคน ใครถามเรื่องหกเดือนที่ผ่านมา หากไม่อยากตอบ ให้บอกว่ารอคุยกับอาวุโสรองก่อน”


    เย่เทียนมองเขา


    เย่กวงกล่าวเรียบ ๆ “ข่าวลือที่ไม่มีคำตอบจะวิ่งเอง แต่คำตอบที่พูดผิดจะวิ่งเร็วกว่า”


    พูดจบเขาก็ประสานมือให้เย่จงอีกครั้งแล้วออกจากเรือนไป


    เสี่ยวอวี่รอจนประตูปิด ก่อนพูดเบา ๆ “เขาพูดเหมือนรายงานทั้งที่เป็นห่วงอยู่หรือเปล่า”


    เย่จงตอบ “เขาห่วงบัญชี”


    เย่เทียนยิ้ม “แต่บัญชีครั้งนี้บังเอิญห่วงข้าไปด้วย”


    เย่จงเหลือบมองเขา “อย่าคิดว่าทุกคนที่พูดเป็นกฎจะไร้ใจ และอย่าคิดว่าทุกคนที่พูดดีจะหวังดี จำไว้”


    คำนี้หนักพอดี ไม่ยาวเกินไป และเย่เทียนรู้ว่าเย่จงไม่ได้พูดเพื่อสั่งสอนลอย ๆ แต่พูดเพราะหลังจากนี้เขาจะต้องเจอคนจำนวนมากที่มาด้วยรอยยิ้ม คำถาม และเจตนาที่ซ่อนอยู่


    “ข้าจะจำไว้” เขาตอบ


    ไม่นานหลังเย่กวงจากไป ข่าวในตระกูลก็ยิ่งวุ่นขึ้นจริง ๆ


    เรือนฝั่งลานฝึกเต็มไปด้วยเสียงรุ่นเยาว์พูดคุยกัน บางคนตื่นเต้น บางคนสงสัย บางคนแอบเสียดายที่ไม่ได้อยู่หน้าประตูตอนเย่เทียนกลับมา ส่วนบางคนไม่พอใจที่ชื่อของเขากลับมาเป็นศูนย์กลางเร็วจนเกินไป


    ในกลุ่มหลัง เย่หมิงยืนอยู่ข้างเสาหินด้วยใบหน้ามืดลงเรื่อย ๆ


    เด็กหนุ่มคนหนึ่งพูดอย่างตื่นเต้น “ข้าเห็นกับตา เขาดูเปลี่ยนไปจริง ๆ นะ เดินผ่านแล้วเหมือน—”


    “เหมือนอะไร” เย่หมิงตัดเสียงห้วน “เหมือนคนหลงป่าหกเดือนแล้วกลับมาด้วยเสื้อขาด ๆ หรือ”


    เด็กคนนั้นชะงัก “แต่เขารอดจากภูเขาหินดำมาได้…”


    “รอดมาได้ไม่ได้แปลว่าเก่งขึ้น” เย่หมิงกล่าวอย่างไม่ปิดบังความหงุดหงิด “ครึ่งปีที่พวกเราฝึกอยู่ในตระกูล ใช้ทรัพยากร ใช้ห้องฝึก เจอครูฝึก เขาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ต่อให้ไม่ตาย ก็อาจเสียเวลาไปทั้งหมด”


    อีกคนพูดเบา ๆ “แต่ท่าทางเขาดูไม่เหมือนเดิมจริง ๆ”


    เย่หมิงยิ้มเย็น “คนเกือบตายกลับมา ใครก็เปลี่ยนสีหน้าได้ทั้งนั้น อย่าเอาเรื่องเล่าหน้าประตูมาเทียบกับการประลองจริง”


    คำพูดนี้ไม่คมเกินไป แต่เต็มไปด้วยอารมณ์และการกดคนตามนิสัยของเขา หลายคนไม่กล้าตอบ เย่หมิงจึงยิ่งมั่นใจในคำพูดของตน


    เย่หลัวที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินทั้งหมด แต่ไม่ได้เข้าร่วม เขากอดอกพิงเสา มองไปทางเรือนด้านในของเย่จง ดวงตาขมวดเล็กน้อย


    เขาไม่รู้ว่าเย่เทียนตอนนี้อยู่ขั้นไหน


    ไม่รู้ว่าหกเดือนเกิดอะไรขึ้น


    แต่เขาเห็นแววตาของเย่เทียนตอนเดินผ่าน


    คนที่เสียเวลาฝึกไปทั้งหมด ไม่ควรมีสายตาแบบนั้น


    เย่หลัวขยับปากเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็เงียบ เขาไม่ชอบพูดช่วยใครต่อหน้าคนเยอะ โดยเฉพาะช่วยเย่เทียน เขาเพียงปรายตามองเย่หมิง แล้วพูดห้วน ๆ ก่อนเดินออกไป


    “พรุ่งนี้ก็รู้เอง”


    เย่หมิงหันขวับ “เจ้าหมายความว่าอะไร”


    เย่หลัวไม่หันกลับมา “หมายความว่าพูดตอนนี้ก็เหนื่อยปากเปล่า”


    คำตอบนั้นทำให้เย่หมิงหน้าแข็งไปครู่หนึ่ง ก่อนแค่นเสียงเย็น แต่เย่หลัวเดินไปไกลแล้ว


    ในเวลาเดียวกัน ที่เรือนพักของผู้ฝึกสอนลานพื้นฐาน เย่คุนยืนอยู่หน้าต่างมืด ๆ มองไปทางเรือนของเย่จงหลังได้รับข่าวจากคนของเย่กวง


    เขาเป็นชายใบหน้าแข็งกร้าว รูปร่างใหญ่ มือหยาบจากการฝึกคนรุ่นเยาว์มาตลอดหลายปี ปกติเย่คุนไม่ชอบข่าวลือ ไม่ชอบความวุ่นวาย และยิ่งไม่ชอบเด็กฝึกที่ใช้เรื่องเล่าแทนผลงานบนลาน


    แต่ข่าววันนี้ทำให้เขายืนนิ่งนานกว่าปกติ


    เย่เทียนกลับมาแล้ว


    เด็กที่ตกลงไปในวันที่เขายื่นมือไม่ทัน


    ภาพวันนั้นย้อนกลับมาสั้น ๆ ริมเหว เสียงหินแตก เสียงคนตะโกน และมือของเขาที่คว้าได้เพียงอากาศ เย่คุนกำมือเข้าหากันช้า ๆ เส้นเลือดบนหลังมือปูดขึ้นเล็กน้อย


    คนรับใช้ที่มายืนรอคำสั่งอยู่ด้านหลังถามอย่างระมัดระวัง “อาจารย์คุน พรุ่งนี้จะให้จัดการทดสอบอย่างไรขอรับ”


    เย่คุนไม่หันกลับมา “ตามกฎ”


    “ตามกฎเดิมทั้งหมดหรือขอรับ”


    “เด็กที่หายไปหกเดือน กลับมาอยากลงประลอง ก็ต้องพิสูจน์ว่าร่างยังพร้อม” เย่คุนตอบห้วน ๆ “ไม่เพิ่ม ไม่ลด ไม่เอ็นดู ไม่กลั่นแกล้ง”


    คนรับใช้พยักหน้า “ขอรับ”


    เย่คุนเงียบไปอีกครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่ำกว่าปกติ “แล้วบอกคนในลาน ใครคิดจะใช้เรื่องเขาตกเขามาล้อเล่น พรุ่งนี้ข้าจะให้วิ่งรอบลานจนลืมปากตัวเอง”


    คนรับใช้สะดุ้ง “ขอรับ!”


    เมื่อคนรับใช้ออกไปแล้ว เย่คุนยังยืนอยู่ที่เดิม เขามองไปทางเรือนของเย่จงอีกครั้ง ก่อนพึมพำกับตนเองเสียงต่ำ


    “กลับมาก็ดีแล้ว”


    ไม่มีใครได้ยินประโยคนั้น


    และเขาก็ไม่ได้ตั้งใจให้ใครได้ยิน


    คืนนั้น ตระกูลเย่ไม่ได้สงบลงง่าย ๆ แต่เรือนของเย่จงถูกกันไว้จากความวุ่นวายพอสมควร เย่เทียนกินอาหารอุ่น ๆ เป็นมื้อแรกหลังกลับบ้าน เสี่ยวอวี่นั่งมองเขากินจนแทบลืมกินของตัวเอง เย่จงดุทั้งสองคนอย่างเท่าเทียมว่าคนหนึ่งกินช้า อีกคนมองจนข้าวจะเย็น


    เสียงธรรมดาเหล่านั้นค่อย ๆ เติมช่องว่างในอกเย่เทียนทีละน้อย


    หลังอาหาร เย่จงให้เสี่ยวอวี่กลับไปพัก แม้นางไม่เต็มใจนัก แต่พอเย่เทียนบอกว่าจะไม่หนีไปไหน นางจึงยอมออกจากเรือนไปพร้อมถุงสมุนไพร โดยหันกลับมามองสามครั้งก่อนพ้นประตู


    เมื่อเรือนเงียบลง เย่จงจึงนั่งตรงข้ามเย่เทียนอีกครั้ง


    “พรุ่งนี้เย่คุนจะทดสอบเจ้า”


    “ข้ารู้”


    “เขาปากแข็ง แต่ไม่ใช่คนไม่ยุติธรรม” เย่จงกล่าว “วันนั้นเขาโทษตัวเองมากกว่าที่พูดออกมา”


    เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย


    เขาจำภาพก่อนตกลงไปได้ไม่ครบ ทุกอย่างเกิดเร็วมาก เสียงตะโกน เสียงหินแตก และมือหลายมือที่พยายามเอื้อมมา เขาไม่เคยคิดโทษเย่คุนจริง ๆ เพราะต่อให้ใครอยู่ตรงนั้น ก็อาจช่วยไม่ทันเหมือนกัน


    “ข้าไม่ได้โทษเขา” เย่เทียนกล่าว


    เย่จงพยักหน้า “พรุ่งนี้ถ้าเขาพูดแรง ก็อย่าเพิ่งคิดว่าเขาเกลียดเจ้า”


    เย่เทียนยิ้มบาง ๆ “ท่านปู่กังวลว่าข้าจะสู้กับผู้ฝึกสอนหรือ”


    “ข้ากังวลว่าเจ้าจะยิ้มแบบตอนนี้แล้วทำให้เขาหงุดหงิดกว่าเดิม”


    เย่เทียนนิ่งไป


    เย่จงมองเขา “หกเดือนนี้ เจ้ากวนคนเก่งขึ้นหรือ”


    เย่เทียนนึกถึงไป๋หลีอิงที่มักใช้สายตาเงียบ ๆ ตัดบทเขา แล้วตอบอย่างสุภาพ “ข้าฝึกควบคุมความตึงเครียด”


    เย่จงจ้องเขาอยู่นาน


    “พูดให้คนแก่เข้าใจ”


    “ข้าพูดเล่นบ้างตอนกลัวหรือตอนเจ็บ”


    “แบบนั้นยังพอฟังได้” เย่จงกล่าว “แต่อย่าเอาไปใช้ผิดที่ เย่คุนไม่ใช่คนที่เจ้าควรยั่วเล่นในวันแรกที่กลับมา”


    เย่จงเอนหลังเล็กน้อย ดวงตากลับมาหนักขึ้น “และจำอีกอย่าง พรุ่งนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องเปิดทุกอย่างให้คนเห็น”


    เย่เทียนเงยหน้าขึ้น


    “ข้ารู้ว่าฐานพลังเจ้าลึกกว่าที่คนในลานคาด” เย่จงกล่าว “แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น ยิ่งต้องรู้จักเก็บ คนที่กลับมาจากความตาย หากแค่กลับมาก็น่าตกใจแล้ว ถ้ายังเปิดสิ่งที่ไม่ควรเปิดเร็วเกินไป เจ้าจะไม่ได้เจอแค่สายตาสงสัย”


    เย่เทียนเข้าใจทันที


    “ข้าจะผ่านการทดสอบเท่าที่จำเป็น”


    “ดี”


    “แต่ถ้ามีคนบอกว่าข้ายังไม่มีสิทธิ์ยืนบนลานนั้นเล่า”


    เย่จงมองเขา “เจ้าตอบได้ด้วยผล ไม่ต้องตอบด้วยปาก”


    คำตอบนี้เหมือนคำสอน แต่ไม่ลอย เพราะมันตรงกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจริง


    เย่เทียนก้มหน้าลงเล็กน้อย “เข้าใจแล้วท่านปู่”


    เย่จงมองหลานชายอยู่ครู่หนึ่ง แววตาลึกลงอย่างที่เขาแทบไม่ให้ใครเห็น


    “เจ้ากลับมาแล้ว เย่เทียน” เขากล่าวช้า ๆ “แต่อย่ารีบเอาหกเดือนของเจ้าไปวางให้ทุกคนเหยียบดู เจ้ารอดมาได้ ไม่ได้แปลว่าต้องเล่าให้ทุกคนฟังว่ารอดอย่างไร”


    เย่เทียนเงียบไป


    คำพูดนี้แตะตรงที่ลึกกว่าการประลองและการทดสอบ มันแตะถึงหุบเขา ไป๋หลีอิง ประตู และทุกอย่างที่เขาแบกกลับมาโดยไม่มีใครเห็น


    “ข้ารู้” เขาตอบ


    เย่จงพยักหน้า “ไปพัก”


    เย่เทียนลุกขึ้น คารวะปู่ แล้วเดินไปยังห้องพักเล็กที่เคยเป็นของเขา ห้องนั้นถูกทำความสะอาดไว้เสมอ เตียงไม้ ผ้าห่มบาง โต๊ะเตี้ย และชั้นวางตำราเก่าบางเล่มยังอยู่ที่เดิม ราวกับคนที่ดูแลมันไม่เคยยอมให้ฝุ่นประกาศว่าเจ้าของห้องไม่กลับมาแล้ว


    เขาหยุดอยู่หน้าประตูห้องนานเล็กน้อย ก่อนผลักเข้าไป


    กลิ่นไม้เก่าและผ้าสะอาดลอยขึ้นมา


    บนโต๊ะมีถ้วยน้ำใหม่วางอยู่ ข้างถ้วยมีห่อผลไม้แห้งเล็ก ๆ เสี่ยวอวี่คงแอบเอามาวางไว้ก่อนถูกไล่กลับไปพัก


    เย่เทียนหยิบผลไม้แห้งขึ้นมาหนึ่งชิ้น ยิ้มเบา ๆ แล้ววางกลับ


    เขานั่งลงบนเตียง มองห้องที่เคยเล็กในความรู้สึกของตนเอง แต่ตอนนี้กลับเล็กอย่างอ่อนโยน ไม่ใช่คับแคบอย่างเมื่อก่อน


    นอกหน้าต่าง ตระกูลเย่ยังเต็มไปด้วยเสียงเบา ๆ ของข่าวลือ


    พรุ่งนี้ เขาต้องเจอเย่คุน


    ต้องทดสอบสิทธิ์


    ต้องกลับไปยืนบนลานฝึกที่เคยเป็นกำแพงสูงในใจ


    เย่เทียนหลับตาลงช้า ๆ ลมหายใจสงบโดยไม่ต้องฝืน เขาไม่ได้รีบหมุนพลัง ไม่ได้แตะคอขวด และไม่ได้ค้นหาคำตอบจากสิ่งใดในร่าง เขาเพียงปล่อยให้ความเงียบของบ้านซึมเข้ามาแทนความมืดใต้หุบเขาทีละน้อย


    ก่อนเข้าป่า เขาเคยอยากยืนบนลานนั้นเพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่ไร้ค่า


    พรุ่งนี้ เขาจะกลับไปยืนบนลานนั้นอีกครั้ง


    แต่ไม่ใช่เพื่อขอให้ใครตัดสินว่าเขามีค่าหรือไม่


    เพียงเพื่อบอกด้วยผลลัพธ์ว่า คนที่พวกเขาคิดว่าตายไปแล้ว ยังมีสิทธิ์ยืนอยู่ตรงนั้น


    และไม่ได้อยู่กับที่เหมือนเดิมแล้ว

    คล้ายกับเรื่องลิขิตเทพพันธนาการมาร ที่คุณอ่าน