มองจากด้านนอก กลุ่มบริษัทซินอ้าวอาจจะเป็อาณาจักรของผู้หญิงที่มีผู้หญิงจากทั่วทุกที่มารวมตัวกัน และเป็สรวง์ในฝันสำหรับผู้ชาย แต่มีเพียงพนักงานที่ทำงานในกลุ่มบริษัทซินอ้าวเท่านั้นที่รู้ว่า สถานที่ที่เรียกว่าอาณาจักรของผู้หญิงกับกุฏิของแม่ชีนั้นไม่มีความแตกต่างกันเลย
และคนร้ายที่ทำให้บรรยากาศอันผิดแปลกแบบนี้เกิดขึ้น ก็คือบอสใหญ่ของกลุ่มบริษัทซินอ้าว หลินฮั่วอินนั่นเอง เป็เพราะว่าระดับความเกลียดชังที่ผู้หญิงคนนี้มีต่อผู้ชายนั้นสูงจนอยู่ในขั้นวิกลจริต
นอกจากตำแหน่งส่วนน้อยของกลุ่มบริษัทซินอ้าวที่ไม่สามารถกีดกัดผู้ชายออกไปได้แล้ว ตำแหน่งสำคัญส่วนใหญ่ในกลุ่มบริษัทก็ใช้ผู้หญิงเป็คนสั่งการทั้งหมด รวมไปถึงตำแหน่งผู้จัดการและผู้อำนวยการของแผนกใหญ่ ๆ ทุกแผนกด้วย จะบอกว่าที่นี่คือกองทัพของผู้หญิงก็ว่าได้ แม้แต่แผนกรักษาความปลอดภัยที่มีเพื่อนร่วมชาติเพศชายอยู่มากที่สุด หัวหน้าแผนกก็ยังเป็บอสไป๋ผู้ไม่สนใจเพศของตัวเอง อีกทั้งยังเป็ทหารหญิงปลดประจำการที่ใช้กำลังบดขยี้ผู้ชายมาแล้วนับไม่ถ้วน
ั้แ่นโยบายกดดันของบอสใหญ่ ลงไปจนถึงการสั่งการแบบทหารอันผิดปกติของหัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัย อาจกล่าวได้ว่าพนักงานของกลุ่มบริษัทซินอ้าว ไม่ว่าจะเป็เพศไหนก็ใช้ชีวิตเหมือนตกนรกทั้งเป็
ตามปกติแล้ว หนุ่ม ๆ ในแผนกรักษาความปลอดภัยนั้นมีร่างกายแข็งแรง มีคุณลักษณะที่ดี ชุดเครื่องแบบบนร่างกายก็แสดงความดุดันของเพศชายออกมาอย่างเด่นชัด ทั้งหมดทั้งมวลนี้มีเหตุผลใดบ้างที่จะไม่ทำให้สาว ๆ ใจเต้นรัว?
แต่หนุ่ม ๆ ในแผนกรักษาความปลอดภัยกลับรู้สึกหดหู่ยิ่งกว่าใคร พวกเขามองเห็นดอกไม้งาม สาวน้อยสาวใหญ่กำลังสั่นสะท้าน อดทนต่อความเหงาเปล่าเปลี่ยวและความทุกข์ระทมจากความว่างเปล่าอยู่ตรงหน้า แต่ไม่สามารถช่วยเหลือพวกเธอให้หลุดพ้นออกมาจากวังวนแห่งความทุกข์ใจนั้นได้ มันไม่ยุติธรรมต่อผู้ชายอกสามศอกเลย!
“เลวร้ายเกินไปแล้ว!”
เซียวเจิ้งต่อยประตูตู้เสื้อผ้าแล้วพูดขึ้นมาด้วยความโกรธ
“นี่คือการบริหารแบบตัดลูกอัณฑะชัด ๆ ป่าเถื่อน ไร้มนุษยธรรมที่สุด!”
ถังิที่มีอายุมากกว่าเซียวเจิ้งสองปี รีบเข้ามาปิดปากเซียวเจิ้งอย่างรวดเร็ว
“น้องชาย พูดเบา ๆ หน่อย ในบริษัทมีหูตาอยู่เต็มไปหมด เดี๋ยวนายก็ถูกเก็บหลักฐานเอาไว้ใช้เล่นงานหรอก”
เซียวเจิ้งผลักถังิออกไปทันที แล้วชูหมัดขวาขึ้นมา
“เพื่อความสุขของผู้หญิง พวกเราจะต้องโค่นล้มเผด็จการ ยืนหยัดต่อสู้ให้ถึงที่สุด!”
“จะโค่นล้มใครกันล่ะ?”
ถังิถอนหายใจออกมา
“บอสใหญ่ของพวกเราโด่งดังมากในตึกเอ็มไพร์สเตทในแง่ของความรังเกียจผู้ชาย ถ้านายอยากโค่นล้มเผด็จการ เปลี่ยนสถานการณ์ในตอนนี้ นายก็ต้องเอาชนะบอสใหญ่ให้ได้ก่อน”
“นายกำลังพูดถึงหลินฮั่วอินอยู่เหรอ?” เซียวเจิ้งยิ้มเยาะ
“นายอยากตายหรือไง!”
ถังิตะลึงงัน รีบกระซิบเตือนอีกฝ่าย
“ห้ามเรียกชื่อของบอสใหญ่ตรง ๆ ในบริษัท ไม่สิ หลังเลิกงานก็ห้ามเรียก เธอโเี้อำมหิตยิ่งกว่าหัวหน้าไป๋ของพวกเราอีก!”
เซียวเจิ้งคิดในใจ ‘โเี้อำมหิตเหรอ? เธอถูกพี่เจิ้งทำลายดอกไม้งามจนรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ไม่ได้แล้ว’
เซียวเจิ้งยื่นบุหรี่อีกมวนให้ถังิ แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ในเมื่อบริษัทตั้งกฏซะมากมาย เ้านายแต่ละคนก็ไม่ปกติทั้งนั้น งั้นทำไมถึงไม่ะโออกจากรังล่ะ? หรือว่าพวกนายชอบความรุนแรง?”
“ทนายเติ้งไม่ได้บอกนายเื่สวัสดิการของซินอ้าวหรอกเหรอ?” ถังิคลี่ยิ้ม
“ในด้านไหน?”
ดวงตาของเซียวเจิ้งเป็ประกาย
“นายคิดอะไรอยู่?”
ถังิกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
“ที่นี่ให้เงินเดือนสูง สวัสดิการดีเลิศ อย่างแผนกรักษาความปลอดภัยของพวกเรา เดือน ๆ หนึ่งรวมยอดออกมาจะได้เงินเดือน 7,000 - 8,000 หยวน ถ้าเป็บริษัทข้างนอก ให้เงินเดือนครึ่งหนึ่งจากนี้ได้ก็แทบจะจุดธูปขอบคุณแล้ว นี่ยังไม่นับรวมคูปองช้อปปิ้ง อั่งเปา และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ออกให้่วันหยุดอีกนะ สถานการณ์การว่าจ้างงานใน่นี้ยิ่งรุนแรงมากด้วย จะไปหางานดี ๆ แบบนี้ได้จากที่ไหนอีก?”
“เพราะฉะนั้น อย่าว่าแต่มีกฏระเบียบและเผชิญกับความกดดันเลย ถึงพวกเราจะถูกเรียกว่าไอ้หลานชายก็ไม่มีอะไรให้เสียใจทีหลัง”
ถังิกล่าว และแสดงสีหน้าซับซ้อนจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา
แม้ฉากหน้าของเซียวเจิ้งจะแสดงออกว่าเห็นด้วย แต่ในใจกลับคิดไปว่า ‘พี่เจิ้งไม่ได้กลับมาที่เมืองิจูเพื่อมาเป็ทาสนะโว้ย คอยดูเถอะ สักวันหนึ่งฉันจะต้องปักธงในซินอ้าวให้ครบทุกแผนก ทำให้ธงโบกสะบัดไปตามสายลมให้ได้!’
“เอาล่ะ ได้เวลากลับไปทำงานแล้ว”
ถังิขยี้มวนบุหรี่ ตบบ่าเซียวเจิ้ง ก่อนที่จะกล่าวชื่นชม
“คิดไม่ถึงเลยว่าพอเด็กอย่างนายเปลี่ยนมาใส่ชุดเครื่องแบบ แล้วจะเหมือนดาราภาพยนตร์ขนาดนี้ อืม ถ้านายเปลี่ยนทรงผมสักหน่อย นายคงจะเป็หนุ่มหล่ออันดับสองของแผนกรักษาความปลอดภัยได้”
“อันดับหนึ่งเป็ใครเหรอ?” เซียวเจิ้งเอ่ยถาม
“ก็ฉันนี่ไงเล่า”
ถังิโพสต์ท่าแสดงความหล่อเหลา ฉีกยิ้มชั่วร้ายออกมา
“ไปไกล ๆ เลย!”
เซียวเจิ้งหัวเราะไปพลางด่าไปพลาง เขารู้สึกว่าถังิมีรสนิยมตรงกับเขา เหมาะสมแล้วที่เป็เพื่อนร่วมงานกันได้
พอเดินออกไปจากห้องล็อกเกอร์ ถังิก็กลายเป็เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยผู้เ็าไม่ยิ้มแย้มเหมือนอย่างเคย เขาเดินนำเซียวเจิ้งไปลาดตระเวนบนชั้น 78 79 และ 80 ในบางครั้งที่เดินผ่านพนักงานสาวสวย ถังิจะใช้เพียงแววตาหยอกล้อกับอีกฝ่ายอย่างแเีเท่านั้น แต่ร่างกายแข็งทื่อไม่มีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ ให้เห็น
ห้ามติดต่อพูดคุยกับพนักงานหญิงในเื่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานของบริษัท!
นี่คือกฏเหล็กของแผนกรักษาความปลอดภัย และยังเป็กฏระเบียบที่ไป๋อวี้เจียวกล่าวตักเตือนอย่างจริงจัง ใครฝ่าฝืนจะต้องทุกข์ทรมานกับการทำลายล้างถึงชีวิตของหัวหน้าไป๋
ตามคำแนะนำของถังิ เซียวเจิ้งเข้าใจกระบวนการในการทำงานของแผนกรักษาความปลอดภัยได้ว่า กลุ่มลาดตระเวนจะแบ่งเป็กลุ่มละ 2 คน แต่ละกลุ่มจะเดินตรวจตรา 3 – 4 ชั้น และหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนชั้นกันวันละครั้ง จุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ในที่ใดที่หนึ่งนานเกินไป จนสร้างความคุ้นเคยให้กับพนักงานหญิงและพัฒนาเป็ความสัมพันธ์แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ
และสิ่งที่มากไปกว่านั้นคือเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยห้ามใช้ลิฟต์ในระหว่างการลาดตระเวนยามปกติ เื่นี้มีจุดประสงค์อยู่สองอย่าง หนึ่งคือหลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์ การแจ้งเหตุฉุกเฉินของพนักงานจะได้ไม่ล่าช้า สองคือเพื่อป้องกันไม่ให้เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชายและพนักงานหญิงอยู่ในลิฟต์ตัวเดียวกัน และพูดคุยกันเป็การส่วนตัวโดยที่ไม่มีใครรู้ เรียกได้ว่าปิดกั้นทุกช่องทางการสื่อสารระหว่างชายหญิง ผิดปกติเป็ที่สุด
“ถึงจะพูดคุยกันเป็การส่วนตัวไม่ได้ แต่สภาพแวดล้อมในที่ทำงานก็เต็มไปด้วยสาว ๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถือว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพทางกายและใจของพวกเราอยู่ดี”
เซียวเจิ้งหัวใจเต้นรัว เขารู้สึกว่า่ชีวิต 25 ปีที่ผ่านมาของเขามันช่างเสียเปล่าจริง ๆ ในระหว่างการลาดตระเวนในวันนี้ จำนวนของผู้หญิงที่เขาเห็นมันมีมากกว่า่ระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมารวมกันเสียอีก
ถังิยิ้มอย่างขมขื่น “อีกไม่กี่วันนายก็จะรู้เองว่า มันยากแค่ไหนที่ทำได้แค่มองดูแต่แตะต้องไม่ได้ พูดตรง ๆ เลยนะ ฉันอยากให้พวกเธอหน้าตาขี้เหร่กันให้หมด อย่างน้อยในจิตใจของฉันจะได้ไม่ขาดความสมดุล”
“ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสําเร็จอยู่ที่นั่น แม้แต่แท่งเหล็กก็ยังถูกฝนให้กลายเป็เข็มได้เลย ฉันเชื่อว่าถ้าใช้ความคิดอย่างรอบคอบ สาว ๆ ทุกคนก็จะตกเป็ของพวกเรา!”
เซียวเจิ้งกล่าวด้วยความห้าวหาญ
เนื่องจากเป็วันแรกของการทำงาน ถังิผู้เป็หัวหน้าทีมจึงเมตตาเซียวเจิ้ง ไม่ได้จัดเวรกลางคืนให้กับเขา หลังจากที่ทานอาหารเย็นกันในจุดทานอาหารของแผนกรักษาความปลอดภัยเสร็จ อีกฝ่ายก็ปล่อยเขาไป
อาจเป็เพราะได้เริ่มทำงานอย่างเป็ทางการแล้ว เซียวเจิ้งจึงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก มันไม่เหมือนกับตอนที่เขาออกไปเตร็ดเตร่ข้างนอกจนกระทั่งรุ่งสางถึงกลับบ้าน เขามุ่งหน้าไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันและตรงกลับบ้านทันที
เพียงแต่ว่าบ้านเช่าของเขานั้นอยู่ไกลเกินไป มันต้องใช้เวลาเดินทางถึง 1 ชั่วโมงครึ่งจากตึกเอ็มไพร์สเตท และระหว่างทางยังต้องนั่งรถอีกสองต่อ
เดิมทีเวลาเลิกงานคือ 5 โมงเย็น แต่กว่าเขาจะลงจากรถเที่ยวสุดท้ายก็ปาไป 2 ทุ่มแล้ว เขาไม่สามารถบอกได้จริง ๆ ว่ามันไม่ลำบาก
อากาศยามค่ำคืนในเมืองิจูค่อนข้างสดชื่น เซียวเจิ้งฉีกซองพลาสติก หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบท่ามกลางสายลมที่พัดโชยและค่อย ๆ เดินกลับบ้านไปอย่างไม่รีบร้อน แต่ทว่าหางตากลับเหลือบมองเงาคนที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดอย่างแเี
“ยังตามมาอยู่อีกเหรอ?”
ถึงเซียวเจิ้งจะรู้สึกหงุดหงิด แต่เขาก็ไม่มีทางเลือก
ั้แ่ที่เขาเลิกงานและออกมาจากตึกเอ็มไพร์สเตท นักสืบเอกชน 3 คนก็คอยสะกดรอยตามเขาเป็ระยะ แม้กระทั่งเื่ที่เขาแวะไปปัสสาวะระหว่างทางก็ยังถูกจดบันทึกเอาไว้ แยกแยะเื่สำคัญไม่ได้จนเซียวเจิ้งสงสัยว่า คนพวกนี้จะแอบมองอยู่นอกหน้าต่างตอนที่เขากำลังหลับอยู่หรือเปล่า น่าเบื่อเป็บ้าเลย
ไม่ใช่ว่าเซียวเจิ้งไม่สามารถสลัดนักสืบเอกชนเหล่านี้ออกไปให้พ้นทางได้ แต่เขารู้ว่าคนพวกนี้จะต้องเป็คนที่หลินฮั่วอินส่งมาเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์เขา ถ้าหากสลัดออกไปจะทำให้หลินฮั่วอินเกิดความกังวลและไม่พอใจเปล่า ๆ สู้ปล่อยให้พวกเขาตามมาดีกว่า แต่เห็นได้ชัดว่าหลินฮั่วอินนั้นได้คืบจะเอาศอก ไม่ใช่แค่ให้ตามบนถนนเท่านั้น แม้แต่ตอนกลับบ้านก็ยังเฝ้าสังเกตการณ์ด้วย จะไม่ให้พื้นที่ส่วนตัวคนอื่นบ้างเลยเหรอ?
ถ้าหากว่าในวันนั้น เซียวเจิ้งไม่ได้ตื่นขึ้นมาแล้วพบคราบเือยู่บนผ้าปูที่นอนจนเกิดความรู้สึกผิด เขาจะไม่มีทางไปตามนัดเพื่อเซ็นสัญญาการสมรสเฮงซวยอะไรนั่น และถูกคนอื่นสะกดรอยตามจนรู้สึกอึดอัดแบบนี้อย่างแน่นอน ถ้าเป็เมื่อก่อน เขาคงจะเดินตรงเข้าไปเล่นงานเพื่อเป็การตักเตือนไปแล้ว จะมารู้สึกหงุดหงิดขนาดนี้ได้ยังไง?
เซียวเจิ้งส่ายหน้า สลัดความคิดเ่าั้ออกไป แล้วเดินตรงกลับบ้าน
“อ้าว? ทำไมกระเป๋าของฉันถึงถูกโยนทิ้งไว้ข้างถนนล่ะ?”
เซียวเจิ้งหน้าซีดด้วยความใ แล้วรีบวิ่งเข้าไปหยิบกระเป๋าเดินทางที่ทั้งหนักและล้าสมัยของตัวเองขึ้นมา จากนั้นจึงะโไปทางหน้าต่างของเ้าของบ้านเช่าด้วยความโกรธ
“เฮ้ ป้าจาง! ป้าโยนกระเป๋าของผมออกมาทำไม? พวกเราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะจ่ายค่าเช่าบ้านให้ป้าเดือนหน้า? ป้าล็อกประตูขับไล่ผมทั้งคืนแบบนี้ ป้ายังมีจิตสำนึกที่จะรักษาสัญญาอยู่บ้างไหม? เชื่อไหมว่าผมจะไปบอกสมาคมเพื่อนบ้านให้มาฟ้องร้องป้า!”
แกร๊ก
บานหน้าต่างบนชั้นสองถูกผลักออกมาอย่างกะทันหัน คุณป้าวัยกลางคนที่กำลังม้วนผมะโด่าทอด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว
“ก็ไปฟ้องร้องเลยสิ! นายยังมีหน้ามาพูดเื่จิตสำนึกกับฉันอีกเหรอ? ฉันอุตส่าห์ใจดีให้ที่พักพิงกับนาย แต่นายไม่ใช่แค่ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ ยังวิ่งเข้าไปขโมยอาหารของฉันในห้องครัวแทบทุกวันอีก อย่างวันนี้ก็กินโจ๊กเป๋าฮื้อที่ฉันทำให้ลูกสาวไปตั้ง 3 ตัว! นายยังมียางอายเหลืออยู่ไหม!”
“เื่นั้นผมอธิบายได้นะ!”
เซียวเจิ้งลนลานแล้วรีบแก้ตัวเสียงดังลั่น
“ที่ผมไปหาอะไรกินในครัว มันก็เป็เพราะว่าผมหิว แถมพอกินเสร็จ ผมก็ทิ้งเงินเอาไว้บนโต๊ะด้วยไม่ใช่เหรอ? ป้าจะมากล่าวหาคนบริสุทธิ์อย่างผมได้ยังไง?”
“ทิ้งเงินเหรอ?”
ตอนที่ยังไม่พูดถึงเื่นี้ก็ไม่เป็ไร แต่พอพูดถึง ป้าจางก็เืขึ้นหน้าทันที
“ตอนที่นายแอบกินรังนกคุณภาพดีที่ฉันเตรียมเอาไว้ให้ลูกสาวไปหนึ่งหม้อ นายก็ทิ้งเอาไว้แค่ 3.50 หยวน! ตอนที่นายดื่มเหล้าเหมาไถที่ฉันเตรียมเอาไว้เป็ของขวัญให้สามี นายก็ทิ้งเอาไว้แค่ 5.80 หยวน! แบบนี้ยังเรียกว่าเงินได้อีกเหรอ!?”
เซียวเจิ้งเถียงทันควัน “ป้าจาง ถ้าป้าพูดแบบนั้น งั้นพวกเราก็มาคุยกันหน่อยดีกว่า! ตอนที่ส้วมตันเมื่อเดือนก่อน ผมก็เป็คนซ่อมให้ป้าไม่ใช่เหรอ? แล้วตอนที่สามีของป้าไปเมาเละ ถูกคนอื่นรุมกระทืบอยู่ข้างนอก ผมก็บุกเดี่ยวเข้าไปช่วยเขาออกมาไม่ใช่หรือไง? หรือแม้แต่ตอนที่มีคนค้างค่าเช่าบ้าน ก็เป็ผมไม่ใช่เหรอที่ไปทวงค่าเช่ากลับมาให้ป้า? ผมทำงานให้ป้าไปตั้งมากมายโดยที่ไม่บ่นอะไรเลยสักคำ ทำงานหนักโดยที่ไม่หวังผลตอบแทน ดื่มเหล้าเหมาไถไปแค่ขวดเดียวมันจะเป็อะไรไป? นี่คือสิ่งที่ผมสมควรได้รับเหรอ!”
“ไสหัวไปซะ! ไสหัวออกไปให้พ้นหน้าฉัน!”
ป้าจางผลักกระถางต้นไม้ลงมาจากหน้าต่าง แล้วกล่าวข่มขู่ว่า
“ถ้ายังไม่ไป ฉันจะแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้แหละ!”
เซียวเจิ้งะโโหยงหลบออกมา แล้วกระทืบเท้า ะโต่อว่า
“อย่างน้อยวันนี้ผมก็ได้เห็นธาตุแท้ของป้าแล้ว ป้าคือเ้าของบ้านหน้าเืแห่งยุคสมัยนี้ชัด ๆ! ถึงจะอยู่ไกลกันแค่ไหน สักวันพวกเราก็ต้องได้พบกันอยู่ดี คอยดูเถอะ!”
อีกด้านหนึ่งในมุมมืด นักสืบเอกชนที่คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเซียวเจิ้งอย่างใกล้ชิดทุกย่างก้าว ได้รายงานเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ต่อหลินฮั่วอิน นายจ้างของเขา และเตรียมพร้อมรับรางวัล
ภายในคฤหาสน์อันสว่างไสว หญิงสาวที่เ็าราวกับูเาน้ำแข็งได้รับข่าวในขณะที่กำลังจัดการเอกสารเร่งด่วน ภายในใจของเธอเกิดความสาสมใจขึ้นมา ถ้อยคำเ็าลอดผ่านระหว่างฟันซี่ขาวออกมาว่า
“สมน้ำหน้า!”