Demonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก

สงครามตะวันจันทรา:จุติ

        อย่างที่ทราบกันเมืองสุริยันถือเป็นเมืองใหญ่สุดในบรรดาเมืองของผู้เล่นมีขนาดครอบคลุมพื้นที่ทวีปเหนือในโลกใหม่ทั้งหมด    

        บริเวณหนึ่งมีสภาพภูมิประเทศประปรายหิมะขาวอ่อนสลับทิวเขาบางลูกสูงเฉียดฟ้าเรียงรายซับซ้อน    ยอดเขาหนึ่งชายหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายสวมชุดเกราะหนังมังกรสีดำแดง   กำลังยืนสงบจ้องมองทิศทางหวานใจ

        ด้านหลังห่างเล็กน้อยเห็นสตรีใบหน้าหวานอ่อนช้อยดุจสลักขึ้นจากหินอ่อนแฝงความคมเข้มน่าค้นหา   ริมฝีปากสีชมพูหวานแย้มยิ้มเป็นนิจสอดรับกับแววตาหวนลำลึกหนึ่ง    มองแผ่นหลังคนตรงหน้า   ท่ามกลางความเงียบสงบเสียงหวานใสของหญิงสาวแว่วถามขึ้นอย่างนุ่มนวลแทบกลายเป็นถนุถนอม

        “ศีล   นายไม่คิดจะไปช่วยฟ้าครามจริงๆหรอ    ทางพวกนีทกับออเกลเองหากปะทะกับพาลีก็น่าเป็นห่วง”

        อ่อ....            

        ศิลาอุทานสติ  คืนกลับมาก่อนจะตอบกลับโดยไม่หันหลังมอง   เพราะน้ำเสียงนั้นเป็นสิ่งที่เขาเคยคุ้นเคยอย่างดี   “เธอเองหรอ   ไม่ต้องห่วง    หากฟ้าตกอยู่ในอันตรายจริงๆฉันไปแน่นอน   อีกอย่างสัมพาทีและสดายุก็อยู่ด้วย    พาลีเองหากเจอซุนหงอคงภุชคินทร์  อีกทั้งพวกเพิร์จ   แม้พวกนั้นจะสังหารพาลีไม่ได้แต่พาลีเองก็ทำอะไรไม่ได้เช่นกัน   ตอนนี้หน้าทีของฉันมีแค่รอ”

        “ใจแข็งจังนะ   คิดว่าศีลจะรีบตรงไปหาฟ้าครามเสียอีก”

        “ใจจริงก็อยากทำแบบนั้น    หลายคนยังคืบแคลงใจในตัวของฟ้า   เพราะงั้นนี่ถือว่าจำเป็น    ก่อนศึกสุดท้ายจะมาถึงฉันอยากให้อาชญากรพร้อมมากที่สุด   หากฉันไม่อยู่ในสนามรบ  อย่างน้อยก็มีฟ้าคอยสั่งการและเป็นจุดศูนย์กลางความเชื่อมั่น”

        หญิงสาวฉีกยิ้ม  “รอบครอบติดล่วงหน้าเหมือนอย่างเคย  สมเป็นนาย”

        “เรื่องนั้นชั่งเถอะ   เรื่องที่ฉันไว่วานล่ะ”  ศิลาด้วยอาการเรียบเฉย

        “ยืนยันแล้ว   เป็นอย่างที่ศีลคิด   สมาพันธุ์ฮีโร่ร่วมมือกับกองทัพวานร   เป้าหมายคือกำจัดอาชญากร   แบบนี้เท่ากับว่าสมาพันธุ์ฮีโร่และวานรมีกำลังรบมากที่สุด    ศีล  นายจะทำยังไง”

        “ไม่ยาก    ฉันก็แค่แย่งผู้เล่นทั่วไปในสมาพันธุ์ฮีโร่มาซะก็สิ้นเรื่อง”  ศิลาฉีกยิ้มล้ำลึกแววตาฉายแสงวิบวับบอกถึงความคิดเล่ห์ร้าย

         “อีกเรื่อง  บูรพาบอกว่าฟันโอได้สกิลใหม่  ร้ายกาจมาก”

        ฮึ..    “งั้นเลอะ   ค่อยน่าสนุกหน่อย  เอาจริงๆฉันไม่ค่อยชอบพูดอะไรแบบนี้  แต่พวกนั้นไม่อยู่ในสายฉัน  แต่ว่าแมลงหากมีมากมันก็ทำให้ลำคานได้  ใช่  โบราณยังกล่าวไว้  มดยังสามารถล้มช้างได้  คงต้องกำราบพวกนั้นให้สิ้นซากเสียที”

        “รู้ว่านิสัยของนายไม่เคยประมาท  แต่ก็ระวังไว้ด้วยล่ะ     จะว่าไป...    อินาริก็เอาเรื่อง   สามารถต่อกรกับฟ้าครามได้   พึ่งเคยเห็นผู้เล่นสู้สูสีกับเธอก็คราวนี้แหละ”

        ศิลาอมยิ้ม  ส่ายศรีษะเล็กน้อย  “สูสี?   ก็แค่ตอนนี้เท่านั้น   เฮ่อ..    คนเราหนอ”  เขาถอนหายใจยาว  “เป็นแค่ขันที  ริอาจมาท้าตีกับกวนอู”

        เวลาเดียวกันห่างออกไปไกลลิบลิบปรากฎฝูงวานรมากมายกำลังชักแถวเดินรัดเราะมาตามป่าใกล้วิหารแห่งแสงศรัทธาทุกขณะ   วานรขนสีเงินยวงชุดเกราะนักรบเดินหยัดทระนงสายตาสอดส่ายกรอกกลิ้งไปมาคล้ายกำลังมองหาอะไรบางอย่าง    

        งานเข้าและซิ       ไอ้เจ้าสุครีพไม่ออกห่างองค์รามเลยแหะ       ขืนทำงานไม่สำเร็จโดนศิลาแพ่งกะบาลแหงมๆ   

        เสียงฝีเท้าเบาบางคมกริบคล้ายลมพัดมาทางด้านหลัง   “หนุมาน   กลับมาครั้งนี้เจ้าดูผิดแปลกไปนะ  เหตุใดทหารเอกอย่างเจ้าถึงออกห่างองค์ราม”  วานรขนสีเขียวยวงเข้มใบหน้าดุดันหล่อเหล่าตามแบบฉบับลิงในชุดเกราะนักรบไทยโบราณเดินมาถาม

        “ท่านน้าพาลี     ข้าสัมผัสได้ถึงพลังมหาศาล   เลยชิงออกมาหน้าทัพเพื่อตรวจสอบ   อีกอย่าง  กำลังพลเรามากการเดินทางชักช้า  ข้าเกรงว่าพวกมันจะรู้ตัวและดักรอเล่นงาน”

        พาลีเคร่งเครียด  หัวคิ้วขมวดย่นเข้าหากัน  ดวงตาหรี่ลงราวกับกำลังจมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด   มองยอดเขาหนึ่ง   “เจ้าก็รู้สึกถึงอย่างงั้นเลอะ   เพราะอย่างนั้นไงเล่าข้าถึงมาตามเจ้าให้ไปอยู่เคียงข้างองค์ราม”

        อยู่เคียงข้างองค์รามมันก็ดีอยู่หรอก   แต่อีกในหนึ่งคือต้องอยู่ในวงล้อมลิงแล้วจะหนีออกไปยังไง?

        “ทำไมข้าจะไม่รู้สึกเล่า”  หนุมานกล่าว  “ท่านน้าคิดว่าเจ้าของพลังนั่นคือผู้ใด”

        พาลีครุ่นคิดชั่วครู่  “กลิ่นนี้คล้ายบัลลังก์มารสูงสุดมาก   แต่ทว่ากระแสพลังกลับแตกต่างสิ้นเชิง   กลับกัน   อีกด้านทางวิหารแห่งแสงศรัทธากลับได้กลิ่นของบัลลังมารสูงสุดแจ่มแจ้งรวมถึงกระแสพลังแห่งการสูญสลาย  ข้าไม่คิดว่าเจ้าของพลังนั่นจะใช่บัลลังก์มารสูงสุด”

        หนุมานหรุบตาครุ่นคิด

        คลื่นพลังมหาศาลนั่นที่เรารู้จักมีแค่สองคนเท่านั้น   ฟ้าครามและศิลา   ทางด้านวิหารแห่งแสงศรัทธาน่าจะเป็นฟ้าครามไม่ผิดแน่    ส่วนทางด้านนั้นคือศิลา   แต่ทำไมถึงไม่ยอมเข้าร่วมสนามรบล่ะ

        “ดูเหมือนผู้แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินกำลังเรียกหากันด้วยอะไรบางอย่างที่ชักนำทั้งหมดมารวมกันในที่นี้    หรือนี่จะเป็นทางศูนย์รวมแห่งชะตากรรม”  พาลีกล่าวเสียงขรึม

        พญาวานรขนสีแดงชาดสะท้อนประกายวาววามแสนงดงามคล้ายดวงอาทิตย์รุ่งอโณทัยเดินเข้ามา   “เรื่องมันชักจะยุ่งไปกันใหญ่    แต่เหตุใดพวกอาบาไน  เดม่อนและเวน่อม  ยังไม่มาเสียที  นี่ก็จวนจะได้เวลาตามแผนการแล้ว”

        “สุครีพ...”  พาลีเรียก  “มันยุ่งยากตั้งแต่แรกแล้ว   จะมีอะไรยุ่งยากเพิ่มเข้ามาอีกย่อมไม่ใช่ปัญหา   ที่สำคัญกว่า   เทพสงครามสามตนนั่นได้วงแหวนโลกา  เศษวิญญาณธรรมชาติมาแล้ว   ที่เหลือก็แค่ดวงใจภูตที่อยู่กับจันทราเทพ  หรือดวงใจภูตแห่งแสงที่อยู่กับสุริยะเทพ   หากพวกมันได้ครบเมื่อไหร่”

        สุครีพเม้มปาก  “ท่านพี่คิดว่าพวกเดม่อนจะชิงดวงใจภูติแห่งจันทราหรือหรือดวงใจภูตแห่งแสง”   

        “ข้าคิดว่าพวกมันต้องไปชิงดวงใจภูตแห่งแสงจากสุริยะเทพแน่นอน   การจะสังหารจันทราเทพมิใช่เรื่องง่าย   เผลอๆอาจจะเข้าไม่ถึงตัวนางเสียด้วยซ้ำ   คนฉลาดย่อมเลือกหนทางที่ควร”

        “สุริยะเทพอาจจะแข็งแกร่งกว่าจันทราเทพรวมถึงสามมนุษย์ต่างโลกข้าคิดว่าเป้าหมายของพวกอาบาไนคงเป็นจันทราเทพ”  สุครีพคิดต่าง

        ฮึ...    “ไม่มีทาง   ต่อให้มีมิโกะแห่งดาวเหนือ  พวกอาบาไนย่อมเลือกสังหารสุริยะเทพ”

        “เพราะอะไรถึงทำให้ท่านพี่คิดเช่นนั้น”  สุครีพสงสัย

        “เจ้าลืมไปแล้วหรือไง   ข้างกายจันทราเทพมีผู้ใด”

        “บัลลังก์มาร?..”

        “ใช่    แค่หมอนั่นคนเดียวก็เทียบเท่ากับอินาริ  นีโอและโอนิ   ไหนจะมังกรโลหิตสัมพาที  ปักษาอมตะสดายุ  นาคาภุชคินทร์  พญาวานรผู้ปั่นป่วนสวรรค์ซุนหงอคง  ข้าถึงบอกไงบางทีอาจเข้าไม่ถึงตัวจันทราเทพด้วยซ้ำ”

        “แต่มิโกะดาวเหนือสามารถเรียกเผ่าเทพได้อย่างไร้เงื่อนไข  ข้าคิดว่าเราควรไปดักรอตลบหลังพวกอาบาไนในระแวกที่จันทราเทพอยู่จะดีกว่า”  สุครีพเสนอ   

        พาลีถอนหายใจส่ายศรีษะเล็กน้อยพร้อมกับมองหน้าหนุมานก่อนจะหันมาพูดกับน้องชาย   “เจ้าประมาทบัลลังก์มารมากเกินไปแล้วสุครีพน้องข้า   เอาเถอะ  ยังไงหน้าที่นั้นไม่ใช่ของพวกเรา   พวกเราทำแค่เพียงสังหารพวกอาชญากรให้สิ้นก็พอ   การช่วงชิงพวกอาบาไนจะจัดการ   หลังจากนั้นเราค่อยจัดการพวกมันอีกที   ไม่ว่ายังไงข้าจะต้องเอาสมบัติทั้งสามสิ่งมาให้จงได้”  

        ขณะเดียวกัน

        ใต้ดินเมืองสุริยันลึกลงไปเป็นห้องลับ  เบื้องหน้าปรากฎแท่นศิลาฝังอัญมณีเจ็ดเม็ดตามสีของธาตุ

        “ไม่คิดจะมีวันที่ข้าต้องนำดวงใจภูตแห่งแสงหลอมรวมเข้ากลับร่างกายอีกครั้ง”  อัญมีทั้งเจ็ดสาดแสงสลับซับซ้อนเจิดจรัสพร่างพราวตระกาลตา   ลอยหมุนวนในอากาศก่อนจะพุ่งซึ่มหายเข้าร่างสุริยะเทพคลื่นพลังมหาศาลแตกระเบิดคล้ายระลอกน้ำ  สีผมของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเลืองแสงดุจเพลิงรุกไหม้ตลอดเวลา   ดวงตาดำเปลี่ยนเป็นสีส้มเพลิงวาววาม

        สุริยะเทพหันมองมุมหนึ่งของห้องคอแทบหักตวาดเสียงแข็ง  “นั่นใคร!!..”

        “พิรุณเดือนเสี้ยว”   

        แสงสีฟ้ารูปจันทร์เสี้ยวพุ่งแหวกอากาศอย่างรุนแรงดุจกงจักรผันพลังทำลายยกระดับขึ้นในชั่วพริบตา

        แปดมงกุฎ!!....    พวกมันเข้ามาที่นี่ได้ยังไง?

        “เพลิงสุริยันนิรันดร์กาล”  บอลเพลิงขนาดมหึมาพุ่งทะยานปะทะพิรุณเดือนเสี้ยวอย่างบ้าบิ่นจนเกิดการระเบิดครั้งใหญ่

        ชั่วพริบตาสุริยะเทพตาเบิกทะลึ่งรู้สึกหนาวสันหลังวาบ    ไอความชั่วร้ายอย่างไม่เคยสัมผัสพุ่งเข้ากดดันจนแทบหายใจไม่ออก   ราวกับกำลังจะถูกคลอบงำ   

        เจ้าอสรพิษ    งูแปดเศียร?

        ชายหนุ่มรีบใช้ท่าร่างขยับออกจากจุดที่เคยยืนอย่างรวดเร็วเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ยามาตาโนะโอโรจิฉกกัดลงมาพอดี

        ตูม...     สุริยะเทพไถลเล็กน้อยก่อนจะทรงตัวเงยหน้ามองศัตรูเบื้องหน้าถนัดตา  เห็นงูยักษ์เกล็ดสีรุ้งวามวับมีแปดหัวตัวคล้ายก๊อดซิลล่า   ภายในหัวทั้งแปดมีบุรุษแปดคนอยู่ภายใน

        “ไม่คิดว่าจะมีหนูจรจัดมาดักรอในบ้านของข้า”

        “หนูที่ไหนตัวเบลอเล่อขนาดนี้”  เพิร์จกล่าวด้วยใบหน้าเปื่อนยิ้ม  “ไอ้เราลึก็รออยู่จะเป็นชาติ   ผนึกที่ร่ายปกป้องดวงใจภูตแห่งแสงของแกก็ยากจะทำลายเกินบะรมณ์”

        “ยากกว่าผนึกของศิลาเสียอีก”  โซดากล่าวมือลูบคาง

        “คงเป็นเวทมนต์ผนึกที่คิดค้นขึ้นมาเอง”  น้ำแข็งเสริม  

        “เรื่องผนึกน่ะช่างมัน”  แสงโสมยิ้มเย๊าะ  “ตอนนี้แค่ฆ่าไอ้เบื๊อกนี่ได้ก็พอแล้ว”

        ฮ่า...ฮ่า..      สุริยะเทพหัวเราะลั่นชอบใจ     “ฮาได้อีก    ข้าล่ะชอบจริงๆพวกไม่เจียมตัวเนี้ย   ขนาดจันทราเทพ  พวกเจ้ายังเอาชนะไม่ได้   แล้วนี่คิดจะมาสังหารข้า   จะบอกให้   ที่สู้กับจันทราเทพข้ายังไม่ได้เอาจริงเลยสักนิด”

        “แล้วไง?    ทำไมพวกข้าต้องเอาชนะจันทราเทพด้วย”  เพิร์จสวนกลับไม่ยีหระ  “จริงอยู่   เพียงแค่มองดูก็รู้ทันทีว่าพลังเวทย์ของแกเทียบเท่า   ไม่ซิ  เหลื่อมล้ำกว่าฟ้าครามเล็กน้อย   แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา”  ฮึ..เพราะจันทราเทพร้ายกว่าที่แก่คิด  โดยเฉพาะสกิลคิดค้นนั่นของฟ้าคราม  เกรงว่าทั้งแผ่นดินคงจะไม่มีผู้ใครต้านทาน

        สุริยะเทพแสยะยิ้มมุมปากใบหน้าก้มต่ำ   ออร่าสีแดงดุจตะวันอัสดงแผ่ออกมาทั่วร่างราวกับจะแผดเผาโลกหล้าให้หลอมละลาย    

        “รู้ถึงขนาดนั้น   แต่ยังกล้าท้าทายข้าคนนี้   อภัยให้ไม่ได้   หนอนแมลงก็สมควรอยู่ตามพื้นดินไม่ควรริอาจมาโบยบิน”

        “เฮ..เพิร์จ”  เรดเรียก  “ไอ้เจ้าบ้านั่นมันสติดีหรือเปล่า   จะกินหนอนๆอะไรของมัน”

        “สติดีหรือป่าวไม่รู้   แต่เห็นท่ามันกำลังเดือดจัด   ลุยเลย  แยกกันจู่โจม”

        สุริยะเทพมองซ้ายขวา   พยายามหาว่าเพิร์จบอกกับใคร   ก็ในเมื่อทั้งหมดอยู่ในตัวพญาอสรพิษแปดเศียร

        “หรือว่า!!?...   ซึซาโนโอะ”!!!!  

        เงาดุร้ายพุ่งจู่โจมสุริยะเทพขนาบซ้ายขวาด้วยความรวดเร็วบรรลือโลก   ต่อให้สุริยะเทพร้ายกาจเก่งเทียมฟ้าเพียงใดก็ไม่อาจหลุดหนีจากขีดจำกัดของจอมเวทย์ในเรื่องความเร็วที่น้อยนิด   ซ้ำร้ายศัตรูทั้งสองก็ไม่ใช่กระจอกที่จะจัดการโดยง่าย  หนึ่งคือเทพวายุ  อีกหนึ่งคือปีศาจร้าย    

        “แปดกรฝาดภพ”  เสียงบุรุษทั้งแปดตวาดลั่นพร้อมมือแปดข้างของยามาตาโนะโอโรจิฟาดตะปบ

        “วายุเบิกสมุทร”  คมดาบดุร้ายฟันจากบนลงล่างราวกับผ่าท้องทะเลแยกเป็นสองซีก

        “ขี่มังกรเย๊าะตะวัน”  

        พวกเพิร์จรวมถึงซึซาโนโอะเบิกตาค้าง    การโจมตีของพวกเขาถูกสุริยะเทพใช้มือคว้าจับพร้อมกับหมุนตัวดุจการร่ายรำก่อนจะปล่อยให้การโจมตีเลยผ่านตนเองไป

        มันอะไร!!..  เคล็ดวิชา?...        ชั่วพริบตาเหมือนมีบางอย่างนุ่มฟูแฝงอยู่ที่มือของมันช่วยสลายสภาวะโจมตีและพลังทำลาย

        สุริยะเทพยิ้มกิ่ม  “จุดอ่อนของจอมเวทย์ใครย่อมรู้   พวกเจ้าคิดว่าข้าดูเหมือนกับจอมเวทย์ที่พวกเจ้ารู้จักหรือยังไง   คิดว่าข้าต้องอาศัยให้คนคอยคุ้มกันตนเองในเวลาสู้หรือยังไง   ไม่เลย   ท่าร่างจอมเวทย์สำหรับข้ามันก็แค่เต่าเดิน   สิ่งที่ข้ามีคือสี่เคล็ดวิชาลี้ลับ  เนตรเพลิง   ขี่มังกรเย๊าะตะวัน   ฝ่ามืออัคคีเดือด   ข้ามสะพานชมตะวัน  สิ่งเหล่านี้ทำให้ข้าคือจอมเวทย์ที่แข็งแกร่งที่สุดยังไงล่ะ”

        สุริยะเทพบอกหมดเปลือกโดยไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะจับทางหรือหาวิธีรับมือได้   เขามันใจในความห่างชั้นเป็นอย่างมากและเหนือสิ่งอื่นใดสี่เคล็ดวิชาลี้ลับก็แข็งแกร่งที่สุด     เชื่อว่าต่อให้เป็นศิลาคงไม่สามารถทำลายได้หรือลอกเรียนแบบได้อย่างแน่นอน

        “เฮ่ยๆๆๆ...” โซดาปาดเหงื่อ

        “ชักจะไม่สวยและไง  แค่เคล็ดวิชายังปัดการโจมตีได้”  น้ำแข็งเสริม

        “เอาไงดี...”  แบล็คหันมาถาม

        “ไม่น่าถาม  ลุยมันซึ่งๆหน้านี่แหละ”  เพิร์จกล่าวอย่างมั่นใจ

        เสี้ยววินาทีเดียวกันนั้นเอง     วงเวทมนต์สีส้มดุจดวงตะวันพลันปรากฎขึ้นด้านหลังยามาตาโนะ  โอโรจิ  ยิงหอกเพลิงสีแดงชาดจู่โจมจ้าวอสรพิษ        แปดมงกุฎรีบบังคับพญาอสรพิษหันหลังกลับมาต้านรับการโจมตีอย่างรีบเร่ง     มือทั้งแปดยกขึ้นต้านรับหอกสุริยันอเวจีได้ฉิวเฉียดก่อน  ปีศาจร้ายจะกระเด็นไปไกลตามแรงระเบิดและพลังทำลายมหาศาล

        ฮึ...          สุริยะเทพประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก   และก็ไม่รู้ว่าตนเองกำลังประหลาดใจกับสิ่งใด   ทว่าความรู้สึกผิดแปลกที่เกาะกุมภายในจิตใจตอนนี้เป็นของจริง     ไม่นานเทพแห่งอัคคีเพลิงกัลป์ถล่มฟ้าทลายปฐพี    เริ่มสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ตนเองกำลังติดคาใจ    รอบกายมีคลื่นพลังบางเบากระเพื่อมอย่างที่ไม่ควรจะเป็น   แม้ว่ามันจะบางจนสายตาไม่อาจมองเห็น   เบาจนรู้สึกไม่ได้   ทว่าประสาทสัมผัสอันเฉียบที่ผ่านการขัดเกาจากประสบการณ์ต่อสู้จนแหลมคมสัมผัสได้ชัดเจน

        วิ่ง...วิ่ง...วิ่ง...            

        ดวงใจภูตแห่งแสงพุ่งลอย  พร้อมชายหนุ่มลอยสูงขึ้นฟ้ารอบกายล้อมด้วยดวงใจภูตสาดแสงสว่างหมุนวนรอบสุริยะเทพ

        ต้องรีบใช้โอกาสนี้จุติให้สมบูรณ์     คลื่นพลังนั่นไม่ธรรมดา    หวั่นใจว่าจะยากเกินรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิด

        แสงสว่างวูบวาบไม่ขาดช่วงราวกับจะเป็นนิรันดร์ยังคงเจิดจ้า    แปดมงกุฎทำได้เพียงเงยหน้ามองกลืนน้ำลายลงคือในเวลาเดียวกัน    พวกเขาไม่อาจฝ่าเข้าไปขัดขวางได้เลย   เพราะถูกวงเวทมนต์แห่งการจุติขวางกั้นเอาไว้   มันคอยปกป้องสุริยะเทพจากอันตรายทั้งปวง            ไม่ต้องดิ้นรนให้เหนื่อยเปล่า   เป็นที่รู้กันดีว่าหากดวงใจภูตอยู่ครบทั้งเจ็ดดวงพลังของมันร้ายกาจปานไหน

        สุริยะเทพท่วงท่ามานั่งสมาธิกลางอากาศเป็นจังหวะเดียวกับดวงใจภูตเจ็ดดวงหมุนรอบกายเร็วขึ้น  สาดแสงสว่างมากยิ่งขึ้นจนผู้ต้องมองตาแทบบอด    พวกเขารีบเอาแว่นกันแดดออกมาสวมป้องกันสายตาทันที     เสียงคลื่นพลังดังกระหึ่มคล้ายท่วงทำนองหนึ่ง   ให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม  ฮึกเฮิม   สิ้นหวัง   และศรัทธาในเวลาเดียวกัน   อีกเพียงอึดใจเดียวสุริยะเทพจะจุติสมบูรณ์กลายเป็นเทพแห่งดวงตะวันเต็มตัว   เมื่อถึงตอนนั้นต่อให้เป็นสกิลต้านทานธาตุไฟสมบูรณ์ก็ไม่อาจต้านทานเพลิงกัลป์สุริยันได้

        

คล้ายกับเรื่องDemonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก ที่คุณอ่าน