อย่างที่ทราบกันเมืองสุริยันถือเป็นเมืองใหญ่สุดในบรรดาเมืองของผู้เล่นมีขนาดครอบคลุมพื้นที่ทวีปเหนือในโลกใหม่ทั้งหมด
บริเวณหนึ่งมีสภาพภูมิประเทศประปรายหิมะขาวอ่อนสลับทิวเขาบางลูกสูงเฉียดฟ้าเรียงรายซับซ้อน ยอดเขาหนึ่งชายหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายสวมชุดเกราะหนังมังกรสีดำแดง กำลังยืนสงบจ้องมองทิศทางหวานใจ
ด้านหลังห่างเล็กน้อยเห็นสตรีใบหน้าหวานอ่อนช้อยดุจสลักขึ้นจากหินอ่อนแฝงความคมเข้มน่าค้นหา ริมฝีปากสีชมพูหวานแย้มยิ้มเป็นนิจสอดรับกับแววตาหวนลำลึกหนึ่ง มองแผ่นหลังคนตรงหน้า ท่ามกลางความเงียบสงบเสียงหวานใสของหญิงสาวแว่วถามขึ้นอย่างนุ่มนวลแทบกลายเป็นถนุถนอม
“ศีล นายไม่คิดจะไปช่วยฟ้าครามจริงๆหรอ ทางพวกนีทกับออเกลเองหากปะทะกับพาลีก็น่าเป็นห่วง”
อ่อ....
ศิลาอุทานสติ คืนกลับมาก่อนจะตอบกลับโดยไม่หันหลังมอง เพราะน้ำเสียงนั้นเป็นสิ่งที่เขาเคยคุ้นเคยอย่างดี “เธอเองหรอ ไม่ต้องห่วง หากฟ้าตกอยู่ในอันตรายจริงๆฉันไปแน่นอน อีกอย่างสัมพาทีและสดายุก็อยู่ด้วย พาลีเองหากเจอซุนหงอคงภุชคินทร์ อีกทั้งพวกเพิร์จ แม้พวกนั้นจะสังหารพาลีไม่ได้แต่พาลีเองก็ทำอะไรไม่ได้เช่นกัน ตอนนี้หน้าทีของฉันมีแค่รอ”
“ใจแข็งจังนะ คิดว่าศีลจะรีบตรงไปหาฟ้าครามเสียอีก”
“ใจจริงก็อยากทำแบบนั้น หลายคนยังคืบแคลงใจในตัวของฟ้า เพราะงั้นนี่ถือว่าจำเป็น ก่อนศึกสุดท้ายจะมาถึงฉันอยากให้อาชญากรพร้อมมากที่สุด หากฉันไม่อยู่ในสนามรบ อย่างน้อยก็มีฟ้าคอยสั่งการและเป็นจุดศูนย์กลางความเชื่อมั่น”
หญิงสาวฉีกยิ้ม “รอบครอบติดล่วงหน้าเหมือนอย่างเคย สมเป็นนาย”
“เรื่องนั้นชั่งเถอะ เรื่องที่ฉันไว่วานล่ะ” ศิลาด้วยอาการเรียบเฉย
“ยืนยันแล้ว เป็นอย่างที่ศีลคิด สมาพันธุ์ฮีโร่ร่วมมือกับกองทัพวานร เป้าหมายคือกำจัดอาชญากร แบบนี้เท่ากับว่าสมาพันธุ์ฮีโร่และวานรมีกำลังรบมากที่สุด ศีล นายจะทำยังไง”
“ไม่ยาก ฉันก็แค่แย่งผู้เล่นทั่วไปในสมาพันธุ์ฮีโร่มาซะก็สิ้นเรื่อง” ศิลาฉีกยิ้มล้ำลึกแววตาฉายแสงวิบวับบอกถึงความคิดเล่ห์ร้าย
“อีกเรื่อง บูรพาบอกว่าฟันโอได้สกิลใหม่ ร้ายกาจมาก”
ฮึ.. “งั้นเลอะ ค่อยน่าสนุกหน่อย เอาจริงๆฉันไม่ค่อยชอบพูดอะไรแบบนี้ แต่พวกนั้นไม่อยู่ในสายฉัน แต่ว่าแมลงหากมีมากมันก็ทำให้ลำคานได้ ใช่ โบราณยังกล่าวไว้ มดยังสามารถล้มช้างได้ คงต้องกำราบพวกนั้นให้สิ้นซากเสียที”
“รู้ว่านิสัยของนายไม่เคยประมาท แต่ก็ระวังไว้ด้วยล่ะ จะว่าไป... อินาริก็เอาเรื่อง สามารถต่อกรกับฟ้าครามได้ พึ่งเคยเห็นผู้เล่นสู้สูสีกับเธอก็คราวนี้แหละ”
ศิลาอมยิ้ม ส่ายศรีษะเล็กน้อย “สูสี? ก็แค่ตอนนี้เท่านั้น เฮ่อ.. คนเราหนอ” เขาถอนหายใจยาว “เป็นแค่ขันที ริอาจมาท้าตีกับกวนอู”
เวลาเดียวกันห่างออกไปไกลลิบลิบปรากฎฝูงวานรมากมายกำลังชักแถวเดินรัดเราะมาตามป่าใกล้วิหารแห่งแสงศรัทธาทุกขณะ วานรขนสีเงินยวงชุดเกราะนักรบเดินหยัดทระนงสายตาสอดส่ายกรอกกลิ้งไปมาคล้ายกำลังมองหาอะไรบางอย่าง
งานเข้าและซิ ไอ้เจ้าสุครีพไม่ออกห่างองค์รามเลยแหะ ขืนทำงานไม่สำเร็จโดนศิลาแพ่งกะบาลแหงมๆ
เสียงฝีเท้าเบาบางคมกริบคล้ายลมพัดมาทางด้านหลัง “หนุมาน กลับมาครั้งนี้เจ้าดูผิดแปลกไปนะ เหตุใดทหารเอกอย่างเจ้าถึงออกห่างองค์ราม” วานรขนสีเขียวยวงเข้มใบหน้าดุดันหล่อเหล่าตามแบบฉบับลิงในชุดเกราะนักรบไทยโบราณเดินมาถาม
“ท่านน้าพาลี ข้าสัมผัสได้ถึงพลังมหาศาล เลยชิงออกมาหน้าทัพเพื่อตรวจสอบ อีกอย่าง กำลังพลเรามากการเดินทางชักช้า ข้าเกรงว่าพวกมันจะรู้ตัวและดักรอเล่นงาน”
พาลีเคร่งเครียด หัวคิ้วขมวดย่นเข้าหากัน ดวงตาหรี่ลงราวกับกำลังจมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด มองยอดเขาหนึ่ง “เจ้าก็รู้สึกถึงอย่างงั้นเลอะ เพราะอย่างนั้นไงเล่าข้าถึงมาตามเจ้าให้ไปอยู่เคียงข้างองค์ราม”
อยู่เคียงข้างองค์รามมันก็ดีอยู่หรอก แต่อีกในหนึ่งคือต้องอยู่ในวงล้อมลิงแล้วจะหนีออกไปยังไง?
“ทำไมข้าจะไม่รู้สึกเล่า” หนุมานกล่าว “ท่านน้าคิดว่าเจ้าของพลังนั่นคือผู้ใด”
พาลีครุ่นคิดชั่วครู่ “กลิ่นนี้คล้ายบัลลังก์มารสูงสุดมาก แต่ทว่ากระแสพลังกลับแตกต่างสิ้นเชิง กลับกัน อีกด้านทางวิหารแห่งแสงศรัทธากลับได้กลิ่นของบัลลังมารสูงสุดแจ่มแจ้งรวมถึงกระแสพลังแห่งการสูญสลาย ข้าไม่คิดว่าเจ้าของพลังนั่นจะใช่บัลลังก์มารสูงสุด”
หนุมานหรุบตาครุ่นคิด
คลื่นพลังมหาศาลนั่นที่เรารู้จักมีแค่สองคนเท่านั้น ฟ้าครามและศิลา ทางด้านวิหารแห่งแสงศรัทธาน่าจะเป็นฟ้าครามไม่ผิดแน่ ส่วนทางด้านนั้นคือศิลา แต่ทำไมถึงไม่ยอมเข้าร่วมสนามรบล่ะ
“ดูเหมือนผู้แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินกำลังเรียกหากันด้วยอะไรบางอย่างที่ชักนำทั้งหมดมารวมกันในที่นี้ หรือนี่จะเป็นทางศูนย์รวมแห่งชะตากรรม” พาลีกล่าวเสียงขรึม
พญาวานรขนสีแดงชาดสะท้อนประกายวาววามแสนงดงามคล้ายดวงอาทิตย์รุ่งอโณทัยเดินเข้ามา “เรื่องมันชักจะยุ่งไปกันใหญ่ แต่เหตุใดพวกอาบาไน เดม่อนและเวน่อม ยังไม่มาเสียที นี่ก็จวนจะได้เวลาตามแผนการแล้ว”
“สุครีพ...” พาลีเรียก “มันยุ่งยากตั้งแต่แรกแล้ว จะมีอะไรยุ่งยากเพิ่มเข้ามาอีกย่อมไม่ใช่ปัญหา ที่สำคัญกว่า เทพสงครามสามตนนั่นได้วงแหวนโลกา เศษวิญญาณธรรมชาติมาแล้ว ที่เหลือก็แค่ดวงใจภูตที่อยู่กับจันทราเทพ หรือดวงใจภูตแห่งแสงที่อยู่กับสุริยะเทพ หากพวกมันได้ครบเมื่อไหร่”
สุครีพเม้มปาก “ท่านพี่คิดว่าพวกเดม่อนจะชิงดวงใจภูติแห่งจันทราหรือหรือดวงใจภูตแห่งแสง”
“ข้าคิดว่าพวกมันต้องไปชิงดวงใจภูตแห่งแสงจากสุริยะเทพแน่นอน การจะสังหารจันทราเทพมิใช่เรื่องง่าย เผลอๆอาจจะเข้าไม่ถึงตัวนางเสียด้วยซ้ำ คนฉลาดย่อมเลือกหนทางที่ควร”
“สุริยะเทพอาจจะแข็งแกร่งกว่าจันทราเทพรวมถึงสามมนุษย์ต่างโลกข้าคิดว่าเป้าหมายของพวกอาบาไนคงเป็นจันทราเทพ” สุครีพคิดต่าง
ฮึ... “ไม่มีทาง ต่อให้มีมิโกะแห่งดาวเหนือ พวกอาบาไนย่อมเลือกสังหารสุริยะเทพ”
“เพราะอะไรถึงทำให้ท่านพี่คิดเช่นนั้น” สุครีพสงสัย
“เจ้าลืมไปแล้วหรือไง ข้างกายจันทราเทพมีผู้ใด”
“บัลลังก์มาร?..”
“ใช่ แค่หมอนั่นคนเดียวก็เทียบเท่ากับอินาริ นีโอและโอนิ ไหนจะมังกรโลหิตสัมพาที ปักษาอมตะสดายุ นาคาภุชคินทร์ พญาวานรผู้ปั่นป่วนสวรรค์ซุนหงอคง ข้าถึงบอกไงบางทีอาจเข้าไม่ถึงตัวจันทราเทพด้วยซ้ำ”
“แต่มิโกะดาวเหนือสามารถเรียกเผ่าเทพได้อย่างไร้เงื่อนไข ข้าคิดว่าเราควรไปดักรอตลบหลังพวกอาบาไนในระแวกที่จันทราเทพอยู่จะดีกว่า” สุครีพเสนอ
พาลีถอนหายใจส่ายศรีษะเล็กน้อยพร้อมกับมองหน้าหนุมานก่อนจะหันมาพูดกับน้องชาย “เจ้าประมาทบัลลังก์มารมากเกินไปแล้วสุครีพน้องข้า เอาเถอะ ยังไงหน้าที่นั้นไม่ใช่ของพวกเรา พวกเราทำแค่เพียงสังหารพวกอาชญากรให้สิ้นก็พอ การช่วงชิงพวกอาบาไนจะจัดการ หลังจากนั้นเราค่อยจัดการพวกมันอีกที ไม่ว่ายังไงข้าจะต้องเอาสมบัติทั้งสามสิ่งมาให้จงได้”
ขณะเดียวกัน
ใต้ดินเมืองสุริยันลึกลงไปเป็นห้องลับ เบื้องหน้าปรากฎแท่นศิลาฝังอัญมณีเจ็ดเม็ดตามสีของธาตุ
“ไม่คิดจะมีวันที่ข้าต้องนำดวงใจภูตแห่งแสงหลอมรวมเข้ากลับร่างกายอีกครั้ง” อัญมีทั้งเจ็ดสาดแสงสลับซับซ้อนเจิดจรัสพร่างพราวตระกาลตา ลอยหมุนวนในอากาศก่อนจะพุ่งซึ่มหายเข้าร่างสุริยะเทพคลื่นพลังมหาศาลแตกระเบิดคล้ายระลอกน้ำ สีผมของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเลืองแสงดุจเพลิงรุกไหม้ตลอดเวลา ดวงตาดำเปลี่ยนเป็นสีส้มเพลิงวาววาม
สุริยะเทพหันมองมุมหนึ่งของห้องคอแทบหักตวาดเสียงแข็ง “นั่นใคร!!..”
“พิรุณเดือนเสี้ยว”
แสงสีฟ้ารูปจันทร์เสี้ยวพุ่งแหวกอากาศอย่างรุนแรงดุจกงจักรผันพลังทำลายยกระดับขึ้นในชั่วพริบตา
แปดมงกุฎ!!.... พวกมันเข้ามาที่นี่ได้ยังไง?
“เพลิงสุริยันนิรันดร์กาล” บอลเพลิงขนาดมหึมาพุ่งทะยานปะทะพิรุณเดือนเสี้ยวอย่างบ้าบิ่นจนเกิดการระเบิดครั้งใหญ่
ชั่วพริบตาสุริยะเทพตาเบิกทะลึ่งรู้สึกหนาวสันหลังวาบ ไอความชั่วร้ายอย่างไม่เคยสัมผัสพุ่งเข้ากดดันจนแทบหายใจไม่ออก ราวกับกำลังจะถูกคลอบงำ
เจ้าอสรพิษ งูแปดเศียร?
ชายหนุ่มรีบใช้ท่าร่างขยับออกจากจุดที่เคยยืนอย่างรวดเร็วเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ยามาตาโนะโอโรจิฉกกัดลงมาพอดี
ตูม... สุริยะเทพไถลเล็กน้อยก่อนจะทรงตัวเงยหน้ามองศัตรูเบื้องหน้าถนัดตา เห็นงูยักษ์เกล็ดสีรุ้งวามวับมีแปดหัวตัวคล้ายก๊อดซิลล่า ภายในหัวทั้งแปดมีบุรุษแปดคนอยู่ภายใน
“ไม่คิดว่าจะมีหนูจรจัดมาดักรอในบ้านของข้า”
“หนูที่ไหนตัวเบลอเล่อขนาดนี้” เพิร์จกล่าวด้วยใบหน้าเปื่อนยิ้ม “ไอ้เราลึก็รออยู่จะเป็นชาติ ผนึกที่ร่ายปกป้องดวงใจภูตแห่งแสงของแกก็ยากจะทำลายเกินบะรมณ์”
“ยากกว่าผนึกของศิลาเสียอีก” โซดากล่าวมือลูบคาง
“คงเป็นเวทมนต์ผนึกที่คิดค้นขึ้นมาเอง” น้ำแข็งเสริม
“เรื่องผนึกน่ะช่างมัน” แสงโสมยิ้มเย๊าะ “ตอนนี้แค่ฆ่าไอ้เบื๊อกนี่ได้ก็พอแล้ว”
ฮ่า...ฮ่า.. สุริยะเทพหัวเราะลั่นชอบใจ “ฮาได้อีก ข้าล่ะชอบจริงๆพวกไม่เจียมตัวเนี้ย ขนาดจันทราเทพ พวกเจ้ายังเอาชนะไม่ได้ แล้วนี่คิดจะมาสังหารข้า จะบอกให้ ที่สู้กับจันทราเทพข้ายังไม่ได้เอาจริงเลยสักนิด”
“แล้วไง? ทำไมพวกข้าต้องเอาชนะจันทราเทพด้วย” เพิร์จสวนกลับไม่ยีหระ “จริงอยู่ เพียงแค่มองดูก็รู้ทันทีว่าพลังเวทย์ของแกเทียบเท่า ไม่ซิ เหลื่อมล้ำกว่าฟ้าครามเล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา” ฮึ..เพราะจันทราเทพร้ายกว่าที่แก่คิด โดยเฉพาะสกิลคิดค้นนั่นของฟ้าคราม เกรงว่าทั้งแผ่นดินคงจะไม่มีผู้ใครต้านทาน
สุริยะเทพแสยะยิ้มมุมปากใบหน้าก้มต่ำ ออร่าสีแดงดุจตะวันอัสดงแผ่ออกมาทั่วร่างราวกับจะแผดเผาโลกหล้าให้หลอมละลาย
“รู้ถึงขนาดนั้น แต่ยังกล้าท้าทายข้าคนนี้ อภัยให้ไม่ได้ หนอนแมลงก็สมควรอยู่ตามพื้นดินไม่ควรริอาจมาโบยบิน”
“เฮ..เพิร์จ” เรดเรียก “ไอ้เจ้าบ้านั่นมันสติดีหรือเปล่า จะกินหนอนๆอะไรของมัน”
“สติดีหรือป่าวไม่รู้ แต่เห็นท่ามันกำลังเดือดจัด ลุยเลย แยกกันจู่โจม”
สุริยะเทพมองซ้ายขวา พยายามหาว่าเพิร์จบอกกับใคร ก็ในเมื่อทั้งหมดอยู่ในตัวพญาอสรพิษแปดเศียร
“หรือว่า!!?... ซึซาโนโอะ”!!!!
เงาดุร้ายพุ่งจู่โจมสุริยะเทพขนาบซ้ายขวาด้วยความรวดเร็วบรรลือโลก ต่อให้สุริยะเทพร้ายกาจเก่งเทียมฟ้าเพียงใดก็ไม่อาจหลุดหนีจากขีดจำกัดของจอมเวทย์ในเรื่องความเร็วที่น้อยนิด ซ้ำร้ายศัตรูทั้งสองก็ไม่ใช่กระจอกที่จะจัดการโดยง่าย หนึ่งคือเทพวายุ อีกหนึ่งคือปีศาจร้าย
“แปดกรฝาดภพ” เสียงบุรุษทั้งแปดตวาดลั่นพร้อมมือแปดข้างของยามาตาโนะโอโรจิฟาดตะปบ
“วายุเบิกสมุทร” คมดาบดุร้ายฟันจากบนลงล่างราวกับผ่าท้องทะเลแยกเป็นสองซีก
“ขี่มังกรเย๊าะตะวัน”
พวกเพิร์จรวมถึงซึซาโนโอะเบิกตาค้าง การโจมตีของพวกเขาถูกสุริยะเทพใช้มือคว้าจับพร้อมกับหมุนตัวดุจการร่ายรำก่อนจะปล่อยให้การโจมตีเลยผ่านตนเองไป
มันอะไร!!.. เคล็ดวิชา?... ชั่วพริบตาเหมือนมีบางอย่างนุ่มฟูแฝงอยู่ที่มือของมันช่วยสลายสภาวะโจมตีและพลังทำลาย
สุริยะเทพยิ้มกิ่ม “จุดอ่อนของจอมเวทย์ใครย่อมรู้ พวกเจ้าคิดว่าข้าดูเหมือนกับจอมเวทย์ที่พวกเจ้ารู้จักหรือยังไง คิดว่าข้าต้องอาศัยให้คนคอยคุ้มกันตนเองในเวลาสู้หรือยังไง ไม่เลย ท่าร่างจอมเวทย์สำหรับข้ามันก็แค่เต่าเดิน สิ่งที่ข้ามีคือสี่เคล็ดวิชาลี้ลับ เนตรเพลิง ขี่มังกรเย๊าะตะวัน ฝ่ามืออัคคีเดือด ข้ามสะพานชมตะวัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ข้าคือจอมเวทย์ที่แข็งแกร่งที่สุดยังไงล่ะ”
สุริยะเทพบอกหมดเปลือกโดยไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะจับทางหรือหาวิธีรับมือได้ เขามันใจในความห่างชั้นเป็นอย่างมากและเหนือสิ่งอื่นใดสี่เคล็ดวิชาลี้ลับก็แข็งแกร่งที่สุด เชื่อว่าต่อให้เป็นศิลาคงไม่สามารถทำลายได้หรือลอกเรียนแบบได้อย่างแน่นอน
“เฮ่ยๆๆๆ...” โซดาปาดเหงื่อ
“ชักจะไม่สวยและไง แค่เคล็ดวิชายังปัดการโจมตีได้” น้ำแข็งเสริม
“เอาไงดี...” แบล็คหันมาถาม
“ไม่น่าถาม ลุยมันซึ่งๆหน้านี่แหละ” เพิร์จกล่าวอย่างมั่นใจ
เสี้ยววินาทีเดียวกันนั้นเอง วงเวทมนต์สีส้มดุจดวงตะวันพลันปรากฎขึ้นด้านหลังยามาตาโนะ โอโรจิ ยิงหอกเพลิงสีแดงชาดจู่โจมจ้าวอสรพิษ แปดมงกุฎรีบบังคับพญาอสรพิษหันหลังกลับมาต้านรับการโจมตีอย่างรีบเร่ง มือทั้งแปดยกขึ้นต้านรับหอกสุริยันอเวจีได้ฉิวเฉียดก่อน ปีศาจร้ายจะกระเด็นไปไกลตามแรงระเบิดและพลังทำลายมหาศาล
ฮึ... สุริยะเทพประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก และก็ไม่รู้ว่าตนเองกำลังประหลาดใจกับสิ่งใด ทว่าความรู้สึกผิดแปลกที่เกาะกุมภายในจิตใจตอนนี้เป็นของจริง ไม่นานเทพแห่งอัคคีเพลิงกัลป์ถล่มฟ้าทลายปฐพี เริ่มสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ตนเองกำลังติดคาใจ รอบกายมีคลื่นพลังบางเบากระเพื่อมอย่างที่ไม่ควรจะเป็น แม้ว่ามันจะบางจนสายตาไม่อาจมองเห็น เบาจนรู้สึกไม่ได้ ทว่าประสาทสัมผัสอันเฉียบที่ผ่านการขัดเกาจากประสบการณ์ต่อสู้จนแหลมคมสัมผัสได้ชัดเจน
วิ่ง...วิ่ง...วิ่ง...
ดวงใจภูตแห่งแสงพุ่งลอย พร้อมชายหนุ่มลอยสูงขึ้นฟ้ารอบกายล้อมด้วยดวงใจภูตสาดแสงสว่างหมุนวนรอบสุริยะเทพ
ต้องรีบใช้โอกาสนี้จุติให้สมบูรณ์ คลื่นพลังนั่นไม่ธรรมดา หวั่นใจว่าจะยากเกินรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิด
แสงสว่างวูบวาบไม่ขาดช่วงราวกับจะเป็นนิรันดร์ยังคงเจิดจ้า แปดมงกุฎทำได้เพียงเงยหน้ามองกลืนน้ำลายลงคือในเวลาเดียวกัน พวกเขาไม่อาจฝ่าเข้าไปขัดขวางได้เลย เพราะถูกวงเวทมนต์แห่งการจุติขวางกั้นเอาไว้ มันคอยปกป้องสุริยะเทพจากอันตรายทั้งปวง ไม่ต้องดิ้นรนให้เหนื่อยเปล่า เป็นที่รู้กันดีว่าหากดวงใจภูตอยู่ครบทั้งเจ็ดดวงพลังของมันร้ายกาจปานไหน
สุริยะเทพท่วงท่ามานั่งสมาธิกลางอากาศเป็นจังหวะเดียวกับดวงใจภูตเจ็ดดวงหมุนรอบกายเร็วขึ้น สาดแสงสว่างมากยิ่งขึ้นจนผู้ต้องมองตาแทบบอด พวกเขารีบเอาแว่นกันแดดออกมาสวมป้องกันสายตาทันที เสียงคลื่นพลังดังกระหึ่มคล้ายท่วงทำนองหนึ่ง ให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม ฮึกเฮิม สิ้นหวัง และศรัทธาในเวลาเดียวกัน อีกเพียงอึดใจเดียวสุริยะเทพจะจุติสมบูรณ์กลายเป็นเทพแห่งดวงตะวันเต็มตัว เมื่อถึงตอนนั้นต่อให้เป็นสกิลต้านทานธาตุไฟสมบูรณ์ก็ไม่อาจต้านทานเพลิงกัลป์สุริยันได้