สุดยอดบอดี้การ์ดอหังการ

    สุดยอดบอดี้การ์ดอหังการ_37_แก้วตาดวงใจของพี่เขย

    ถ้าไม่กลัวว่าจะทิ้งความประทับใจแย่ ๆ เอาไว้ในใจน้องสาวของภรรยา จนเห็นว่าพี่เจิ้งเป็นคนโลภมากอยากได้เงิน พี่เจิ้งจะต้องเรียกค่ารักษาพยาบาลจากเถ้าแก่อ้วนอย่างแน่นอน หากไม่ได้สัก 180,000 หยวนก็อย่าได้คิดที่จะเชิญเขาออกไปจากบาร์หงเย่


    เมื่อกวาดตามองเหล่าเพื่อนร่วมชั้นของหลินเสี่ยวจู้ คนส่วนใหญ่ที่หนีออกไปจากสถานที่เกิดเหตุมีแค่รอยฟกช้ำเท่านั้น ใช้เวลารักษา 3 – 5 วันก็สามารถฟื้นตัวได้แล้ว แต่เป็นเพราะว่าเฉินซุนเป็นตัวตั้งตัวตี อีกทั้งยังลงมือรุนแรงที่สุด เขาจึงไม่ใช่แค่ถูกเถ้าแก่อ้วนและคนอื่น ๆ รุมซ้อม แต่ยังถูกหักขาข้างหนึ่งด้วย ถ้าไม่ได้พี่เจิ้งช่วยประคองก็ยากที่จะเดินได้


    “นายไปพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลสัก 2 – 3 วันเถอะ รอให้ขาดีขึ้นค่อยกลับมาเรียน”


    ในขณะที่ส่งตัวเฉินซุนไปโรงพยาบาล หลินเสี่ยวจู้ก็กล่าวอย่างใจกว้าง


    “พักรักษาตัวอย่างสบายใจ ไม่ต้องคิดมาก เรื่องค่ารักษาพยาบาลฉันจะเป็นคนดูแลเอง”


    เฉินซุนไม่ปฏิเสธ ด้วยสถานะทางการเงินของเขา ทำให้เขาไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่สูงลิ่วได้ เขาพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนที่จะหันหน้าไปมองเซียวเจิ้งที่กำลังเอนตัวลงบนเคาท์เตอร์และพูดคุยกับพยาบาล ในขณะที่คาบบุหรี่ในปากไปด้วย เขาพูดขึ้นมาด้วยความกระตือรือร้นว่า


    “พี่เจิ้ง ผมขอติดตามพี่ได้ไหม?”


    “อะไรนะ?” เซียวเจิ้งเอ่ยถามกลับไป “นายอยากติดตามฉัน?”


    “ใช่ครับ!”


    เฉินซุนพยักหน้าแรง ๆ และกำหมัดแน่น


    พละกำลังอันแข็งแกร่งที่เซียวเจิ้งแสดงให้เห็น ทำให้เฉินซุนตื่นเต้นจนเลือดในกายร้อนผ่าวและปลุกเร้าจิตวิญญาณอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เขาเชื่อมั่นว่าเซียวเจิ้งจะต้องเป็นคนที่มีชื่อเสียงในวงการนักเลง และสร้างความน่าเกรงขามไปทั่วทุกสารทิศ


    เซียวเจิ้งยื่นบุหรี่ให้เฉินซุน จากนั้นหัวเราะ แล้วพูดออกมา


    “ฉันเป็นแค่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทแห่งหนึ่ง ที่ได้เงินเดือนแค่ 8,000 หยวนเท่านั้น นายแน่ใจนะว่าจะติดตามฉัน?”


    เฉินซุนชะงักไป จากนั้นกล่าวด้วยความลังเล


    “พี่เจิ้งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเหรอ?”


    ช่องว่างขนาดใหญ่ทำให้เฉินซุนทำใจยอมรับไม่ได้ ในความคิดของเขา ถ้าเซียวเจิ้งไม่ใช่เจ้าพ่อในวงการนักเลง อย่างน้อยก็ต้องมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา แต่เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า เซียวเจิ้งจะเป็นแค่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยธรรมดา ๆ เท่านั้น แถมยังได้เงินเดือนแค่ 8,000 หยวน........


    “ไม่งั้นจะให้เป็นอะไร?” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หรือนายคิดว่าฉันเป็นหัวหน้าแก๊ง?”


    ร่องรอยของความโศกเศร้าปรากฏอยู่ในแววตาของเฉินซุน ก่อนที่เขาจะถูกพี่สาวพยาบาลพยุงเข้าไปในโรงพยาบาล ฝ่ายหลินเสี่ยวจู้ที่ยืนอยู่ด้านข้างถอนหายใจออกมาเบา ๆ และกล่าวขึ้นมาว่า


    “เฉินซุนอยากสร้างชื่อเสียงในวงการนักเลงมาโดยตลอด เขาคิดว่านายเป็นหัวหน้าแก๊งที่มีประวัติที่ไม่ธรรมดา เฮ้อ นายจะโกหกเขาสักหน่อยไม่ได้เหรอ?”


    “นี่มันยุคสมัยไหนกันแล้ว ยังคิดจะอยู่ในวงการนักเลงอีกเหรอ?”


    เซียวเจิ้งสูบบุหรี่ และกล่าวด้วยสีหน้าเหยียดหยาม


    หลินเสี่ยวจู้ไม่พอใจ เธอกล่าวออกมาอย่างมีเหตุผล


    “ยุคสมัยไหนล่ะ? ถึงจะผ่านไปอีก 100 ปีก็ยังมีพวกนักเลงให้เห็นอยู่ดี ไม่ต้องไปพูดถึงที่อื่น ในเมืองหมิงจูยังมีคุณจ้าวซื่อ สุดยอดเจ้าพ่อที่มีอำนาจในที่มืดและที่แจ้ง มีลูกศิษย์ลูกหาอยู่นับไม่ถ้วน เขาจามออกมาแค่ครั้งเดียวก็สามารถทำลายความกล้าหาญของใครหลายคนได้แล้ว ไหนจะมีเย่ซื่อกวน ถึงเขาจะอายุน้อยกว่าจ้าวซื่อถึงหนึ่งรอบ แต่ในช่วงเวลา 10 ปีที่เขายืนหยัด อิทธิพลของเขาก็ได้คุกคามไปถึงคุณจ้าวซื่อ ถือว่าเป็นผู้นำรุ่นหลังที่โด่งดังมาก”


    ในขณะที่พูดถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงเหล่านี้ หลินเสี่ยวจู้กล่าวออกมาราวกับกำลังนับสมบัติในบ้านของตัวเอง เธอพูดเหมือนรู้ดีอยู่เต็มอก เห็นได้ชัดว่าเธอเองก็โหยหาสิ่งที่เรียกว่าวงการนักเลง และเป็นแฟนพันธุ์แท้เหมือนกับเฉินซุน


    เมื่อเซียวเจิ้งได้ยินหลินเสี่ยวจู้พูดถึงวีรกรรมอันรุ่งโรจน์ของเย่ซื่อกวน เขาก็มีหน้าซับซ้อน ก่อนที่สีหน้านั้นจะหายไปในชั่วพริบตา จากนั้นเขาก็พูดเรียกสติของเธอว่า


    “แล้วยังไง? ตอนนี้พวกเราอยู่ในยุคแห่งเงินทอง ถึงจะอยู่ในวงการนักเลง แต่ใครเขาจะยังจงรักภักดี ติดตามเธอ? อยากติดตามหัวหน้าใหญ่แล้วยังไง? ถ้าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมา เธอก็ทำได้แค่รอกลายเป็นแพะรับบาปและติดคุกแทนเขา”


    หลินเสี่ยวจู้กำลังจะกล่าวแย้ง แต่เซียวเจิ้งกลับโบกมือ แล้วพูดขึ้นมาว่า


    “ฉันว่าเธอไปแนะนำให้เฉินซุนเลิกคิดเรื่องนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ดีกว่า ตั้งใจเรียน สอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง และหางานที่มีสภาพแวดล้อมดี ๆ ได้เงินเดือนสูง ๆ ในอนาคตถึงจะเป็นหนทางที่ถูกต้อง ส่วนวงการนักเลงน่ะเหรอ? สักวันก็ต้องตายอยู่ข้างถนน โดยไม่มีแม้แต่คนมาเก็บศพให้ แบบนั้นมันน่าสมเพชขนาดไหน?”


    หลินเสี่ยวจู้กล่าวด้วยความโกรธ “นายเป็นคนขี้ขลาด มันก็เป็นเรื่องของนาย ทำไมถึงต้องให้เฉินซุนมาฟังนายด้วย?”


    เซียวเจิ้งยักไหล่และเดินออกไปจากโรงพยาบาล “ฉันก็แค่แสดงความคิดเห็นเท่านั้น นี่เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของฉัน จะฟังหรือไม่ฟังก็แล้วแต่”


    “เฮ้!”


    หลินเสี่ยวจู้วิ่งตามหลังไป เธอเอียงศีรษะมองเซียวเจิ้งผู้อยู่ห่างไกลจากคำว่าหนุ่มน้อยรูปงาม ก่อนที่จะกล่าวพึมพำออกมาว่า


    “ฉันเห็นนะว่าการเคลื่อนไหวของนายดูคล่องแคล่วมาก นายแทงคนโดยที่ไม่กระพริบตาเลยด้วยซ้ำ เห็นแบบนี้ ฉันเองก็รู้เรื่องในวงการนักเลงเป็นอย่างดี นายเคยเป็นนักเลงมาก่อนใช่ไหม?”


    “ไร้สาระ ฉันเป็นนักเรียนดีเด่นมาตั้งแต่เด็ก ได้รับประกาศนียบัตรบ่อยจนมือแทบยกไม่ขึ้น ถ้าไม่ใช่เพราะโดนพระเจ้ากลั่นแกล้ง จนต้องยอมรับโชคชะตาที่ไม่เป็นธรรม ป่านนี้ฉันคงจะกลายเป็นทนายความชื่อดัง หรือไม่ก็หมอที่มีชื่อเสียงไปแล้ว” เซียวเจิ้งกล่าวออกมาด้วยความกล้าหาญ


    “ฉันจะมาคลุกคลีอยู่กับเด็กนักเรียนที่ไม่มีหัวคิดอย่างพวกเธอได้ยังไง?”


    “หนอย! ในเมื่อนายเก่งขนาดนั้น งั้นทำไมถึงยังมาเกาะพี่สาวของฉันกินอีกล่ะ?” ริมฝีปากเล็ก ๆ ของหลินเสี่ยวจู้โพล่งถ้อยคำร้ายกาจออกมา “เพราะรู้ว่าอยู่กับพี่สาวของฉัน แล้วจะไม่ต้องดิ้นรนไป 30 ปีเลยใช่ไหม?”


    เซียวเจิ้งหน้าเปลี่ยนสี เขากล่าวออกมาด้วยความโมโหว่า “เหลวไหล! ไปถามพี่สาวของเธอดูสิ ถ้าเห็นว่าฉันเกาะเธอกิน แล้วเธอจะร้องไห้โวยวายขอเป็นฝ่ายเลี้ยงดูฉันทำไม?”


    “ขอเลี้ยงดู?”


    หลินเสี่ยวจู้ตกใจมาก เธอกล่าวออกมาด้วยความเหลือเชื่อ “นายบอกว่า พี่สาวของฉันขอเลี้ยงดูนายเหรอ?”


    “ก็ใช่น่ะสิ” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่อย่างนั้น เธอคิดว่าฉันจะยอมทิ้งต้นไม้ทั้งป่า เพื่อต้นไม้เหล็กที่อยู่มาเป็นพันปีก็ไม่ยอมเบ่งบานแค่ต้นเดียวเหรอ? เธอคิดว่าฉันโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ?”


    หลินเสี่ยวจู้เผยรอยยิ้มแปลกประหลาดออกมา จากนั้นกล่าวว่า “ฉันยังไม่แน่ใจเลยด้วยซ้ำว่าพี่สาวของฉันชอบผู้ชายหรือผู้หญิง นายคิดว่าฉันจะเชื่อคำพูดของนายฝ่ายเดียวเหรอ?”


    “ถ้าเธอไม่เชื่อ งั้นก็กลับไปถามพี่สาวของเธอดู”


    เซียวเจิ้งขี้เกียจอธิบายเรื่องนี้ให้หลินเสี่ยวจู้ฟัง เขาสาวเท้าก้าวเดินไปไกล และยกมือขึ้นเพื่อโบกรถ แต่ในขณะนั้นเองภายในใจก็คิดว่าตนโชคร้ายมาก


    เขาพาสาวน้อยคนนี้ออกมาเจรจาตอนกลางค่ำกลางคืน อีกทั้งยังทำบัตร ATM ที่มีเงินฝากอยู่ไม่กี่ร้อยหยวนหายไปอย่างไร้เหตุผล และเมื่อคิดคำนวณถึงค่ารถแท็กซี่ดูแล้ว คืนนี้พี่เจิ้งเสียเงินไปเกือบ 500 หยวนเลยทีเดียว เรียกได้ว่าปีนี้ดวงตก ความซวยกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้


    แต่ก็โชคดีที่หลินเสี่ยวจู้มีนิสัยหยาบกระด้าง และโหยหาชีวิตอันเป็นอิสระของโลกแห่งการต่อสู้ ไม่อย่างนั้นการกระทำของเซียวเจิ้งในคืนนี้ คงจะทำให้เธอหวาดกลัวแทบตาย จิตสำนึกของเธออาจจะต่อต้านตัวอันตรายอย่างเซียวเจิ้งเอาได้ และถ้าหลินฮั่วอินรู้เรื่องนี้เข้า พี่เจิ้งกลัวเหลือเกินว่าจะต้องออกไปกินนอนข้างถนนอีกครั้ง


    ระหว่างทางกลับบ้าน เซียวเจิ้งย้ำนักย้ำหนาว่า ถึงเธอรู้ ฉันรู้ ฟ้าดินรู้ แต่บุคคลที่สามต้องไม่มีทางรู้ รวมไปถึงหลินฮั่วอินด้วย ฝ่ายหลินเสี่ยวจู้พยักหน้าด้วยความยินดี และกล่าวด้วยความขัดเขินว่า


    “ฉันกลัวว่านายจะบอกเรื่องนี้กับพี่สาวของฉันเหมือนกันนั่นแหละ”


    เพราะเหตุนี้ พี่เขยและน้องสาวของภรรยาที่เพิ่งรู้จักกันเป็นวันแรกจึงมีความลับที่ต้องช่วยกันปกปิด ใช้เวลาเพียงไม่นานทั้งคู่ก็สนิทสนมกันดี หลินเสี่ยวจู้กล่าวออกมาอย่างใจกว้างว่า รอให้เธอได้เงินเดือนของเดือนหน้า เธอจะให้พี่เจิ้งยืมเงิน 18,000 หยวนเพื่อไปแก้ปัญหาชีวิต


    ‘ว่ากันว่าน้องเมียคือแก้วตาดวงใจของพี่เขย คนโบราณไม่ได้โกหกฉันจริง ๆ ด้วย’ เซียวเจิ้งซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก


    ‘ว่ากันว่าพี่เขยเปรียบเสมือนพ่ออีกคนหนึ่งของน้องเมีย อืม ถึงจะไม่ยุติธรรม แต่หลังจากนี้ถ้าเกิดอะไรขึ้นที่โรงเรียน อย่างน้อยเขาก็ต้องออกโรงแก้ปัญหาให้โดยที่ไม่มองดูสีหน้าของพี่สาว จ่ายไป 10,000 หยวนก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว’


    คนที่มีเจตนาไม่ดีทั้งสองคนกำลังคิดวางแผนร้ายอยู่ในใจ แต่อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าระหว่างสองคนนี้ ยังมีหลินฮั่วอินผู้สายตาเฉียบแหลมอยู่ด้วยอีกคน ถ้าคิดที่จะหลอกบอสใหญ่ของซินอ้าว หญิงสาวผู้มากความสามารถ และมีนิสัยเย็นชาเหมือนภูเขาน้ำแข็ง นั่นจะไม่ใช่เรื่องที่ยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์หรอกเหรอ?