ถุงมือฟ้าประทาน

    ตอนที่111 สองสาว

    “นี่คุณคิดว่าฉันไม่กล้าเหรอ คิดว่ากลัวหรือไงฮะ ก็เอาสิมาดูกันว่าใครจะทนไม่ไหวแล้วหนีออกไปจากห้องก่อน!” วุ้นเส้นพูดถึงพริกถึงขิง เผ็ดเด็ดสะระตี่ ทำเอาสไปร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ทนไม่ไหว โพล่งอย่างไม่ยอมใคร

    “ก็ได้สิ แกคิดว่าฉันกลัวเหรอวุ้นเส้น งั้นมาแข่งกันไหม ใครทำให้คุณเจมส์...พอใจก่อน คนนั้นถือว่าชนะแล้วก็จะได้เป็นแฟนเขา!”

    “เอ่อ...ขอโทษนะครับ ผมไม่ได้เสร็จง่ายขนาดนั้น”

    “ใครถาม!” ทั้งสองสาวต่างหันมาตะคอกพร้อมกัน ก่อนจะรู้ตัวว่าแสดงกิริยาไม่เหมาะสม จึงถอนสายตากลับมา เผยอรอยยิ้มหน่อยนึง

    “เอ่อ...พอดีเมื่อครู่เผลอใส่อารมณ์ไปหน่อยน่ะค่ะ คุณเจมส์อย่าถือสาเลยนะ” สไปร์พยายามบอกให้ใจตัวเองยุบหนอพองหนอ

    ทางด้านวุ้นเส้นเองก็คิดจนหัวหมุนว่าจะแก้ตัวยังไงดี พอมองพื้นบ้านเป็นไม้ บวกกับรูปทรงไทยโบราณของบ้านนี่แหละจึงปิ๊งไอเดีย กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า

    “เมื่อครู่เหมือนกับว่าฉันเอ่อ...ถูกผีเข้าน่ะค่ะ โดยเฉพาะที่นี่คือบ้านของอาจารย์อาคม จอมขมังเวทย์ชื่อดัง ไม่รู้ว่าในบ้านเลี้ยงกุมารทองไว้กี่ตัว เมื่อครู่อาจจะเข้ามาแกล้งหยอกก็ได้นะคะ เฮอะเฮอะ...”

    “อืม...อย่างนี้นี่เอง พวกคุณดูจะเป็นเพื่อนรักกันสินะครับ ดูเข้าขากันชะมัด”

    “ไม่ใช่ค่ะ! เราสองคนเรียนอยู่ ม.เดียวกันก็จริง แต่ไม่ใช่เพื่อน” วุ้นเส้นหัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอมรับว่าสไปร์คือเพื่อน เช่นเดียวกับอีกฝ่ายที่ไม่ยอมรับ และมักจะเข้ามาหาเรื่องอยู่เสมอ

    “เอาล่ะผมพอจะเข้าใจแล้ว ทีนี้เรามาพูดถึงเรื่องธุรกิจกัน พวกคุณพอจะให้คำปรึกษาผมได้ไหม” เจมส์พลันเข้าใจว่าคำต้องห้ามของพวกเธอที่ไม่ควรพูดออกมาเลยก็คือ'เพื่อนรัก'และมันก็จริงอย่างที่เห็น นี่ไม่ใช่เพื่อนแต่เป็นคู่แข่งชวนตีเสียมากกว่า

    “ได้สิคะ โดยเฉพาะเรื่องความสวยความงาม ฉันน่ะโปรนะจะบอก” สไปร์ไม่ได้พูดเกินจริง เพราะหน้าตาของเธอจัดว่าสวยเด็ด แถมยังแต่งหน้าเสริมลุคให้สวยกว่าเดิม บวกกับทรงผม และชุดที่ใส่มาวันนี้มันได้เสริมเสน่ห์ให้กับเธอโดยเฉพาะ ซึ่งไม่อาจละสายตามองไปทางอื่นได้

    “ฉันเองก็โปรเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องครีมบำรุงผิวหน้า ขอแค่คุณเจมส์ถามมา ฉันสามารถตอบคำถามได้ทุกอย่าง” วุ้นเส้นพยายามทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ

    ซึ่งตลอดการเรียนและการค้นคว้าวิจัยอย่างยาวนานถึง 4 ปี หล่อนเชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพเพียงพอที่จะให้คำแนะนำคนอื่นอย่างถูกวิธี

    “เจ้านาย ดูเหมือนว่าคุยกับพวกเธอจะปวดหัวไม่เบานะครับ ถ้ายังไงให้ผมสักคนไหมครับ เผื่อว่าจะ...” ทอยอยากเข้ามามีส่วนร่วมเมื่อเห็นเจมส์เริ่มมีสีหน้าอมทุกข์ แต่เขายังพูดไม่ทันไรต้องปิดปากเงียบ ไม่ใช่เพราะถูกดุด่าจากเจมส์อย่างทุกที แต่เป็นสายตาพิฆาตจากสองสาวต่างหาก

    “นี่คุณ...จริงอยู่ที่คุณหล่อ หน้าตาดีหุ่นล่ำบึก แต่คุณไม่ใช่สเปคของฉันหรอกนะคะ เพราะฉะนั้นอย่าแม้แต่จะคิด!” สไปร์รีบประกาศสเปคของตัวเอง เพื่อให้อีกฝ่ายหยุดพูดจาเพ้อฝันได้แล้ว

    “หึ! ตอนนี้คนที่ฉันสนใจมีเพียงคุณเจมส์ ส่วนนาย...นายหัวชมพู ถ้าหากยืนเงียบนิ่งๆ ไม่เป็นก็ไม่มีใครว่าหรอกนะคะว่าเป็นใบ้” วุ้นเส้นเป็นผู้หญิงแรงๆ อยู่แล้ว พลันที่อ้าปากก็ทำเอาผู้ชายหลายคนอกหัก แต่สำหรับทอย หมอนี่กลับทำตัวโง่งม ยืนเกาหัวอยู่แบบนั้นโดยไม่รู้สึกรู้สา

    เจมส์ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย

    จะว่าไงดีนี่คือครั้งแรกที่ผู้หญิงไม่หลงเสน่ห์ทอย เพราะถ้าหากก่อนหน้านี้ให้ถามร้อยทั้งร้อยก็แทบจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าชอบทอย

    แต่อย่างใดก็ดี บางทีอาจเพราะพวกเธออยากชนะ และเป้าหมายก็คือเจมส์

    ทอยซึ่งเป็นอาหารจานรองจึงไม่มีความสำคัญแม้แต่หางตาก็ยังไม่อยากมอง

    “เอาล่ะช่างเรื่องทอยเถอะ ผมกำลังจะเปิดคลินิกเสริมความงาม โดยเฉพาะด้านสีผิว ผมเชื่อว่าปัญหาที่ผู้ชายผู้หญิงหลายคนเป็นกังวลก็คือความขาว มีใครบ้างไม่อยากขาวจริงไหม ถึงขั้นมีใครหลายคนเข้าคลินิกเถื่อนหรือเรียกว่าหมอกระเป๋า หมดเงินไปหลายหมื่นเพียงเพราะอยากขาว คนที่โชคดีที่ไม่เป็นไรก็โชคดีไป แต่ถ้าโชคร้ายหน่อยก็อาจจะผิวเสียแพ้ยา ในกรณีร้ายแรงอาจแพ้ยาจนเสียชีวิต”

    เมื่อเห็นพวกเธอตั้งใจฟัง เจมส์เสริมว่า

    “และนอกจากนั้นยังมีเน็ตไอดอลคนดังมาขายสินค้า มารีวิวอาหารเสริม ชงแล้วดื่มทำให้ผิวขาว ซึ่งในความจริงก็เป็นแค่เกล็ดน้ำตาลรสผลไม้ที่มีต้นทุนเพียงไม่กี่ตังค์ แต่กลับมาหลอกขายกระปุกละห้าร้อยหกร้อยบาท ดังนั้นผมจึงอยากให้ความฝันที่ทุกคนอยากมีผิวขาวเป็นจริง นั่นก็คือการสร้างคลินิกเสริมความงาม ด้านผิวพรรณเป็นการเฉพาะ”

    เรื่องนี้เจมส์ไม่เคยมีไอเดียมาก่อน กระทั้งได้พบออมสินเขาจึงได้หาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต บวกกับเรื่องที่เขาได้รู้มาจากเพื่อนในมหาวิทยาลัยที่อยากผิวขาว หรือเน็ตไอดอลขายครีมราคาถูกก็มักจะเป็นอย่างที่พูดถึง คือเสียเงินไปแต่ได้ผิวคล้ำกลับมา

    ด้วยความที่มีถุงมือฟ้าประทาน บวกกับ 'เครื่องเปลี่ยนสีผิว' เจมส์จึงอยากสร้างคลินิกเสริมความงามจัดฉาก ใช้ครีมบำรุงผิวนู่นนี่นั่น ส่วนหลังม่านคือใช้'เครื่องเปลี่ยนสีผิว'ให้ลูกค้า

    “น่าสนใจดีนะคะ แต่ฉันไม่ได้ทำเกี่ยวกับครีมหรือพวกโลชั่นบำรุงผิวเนี่ยสิ งานนี้ฉันคงช่วยอะไรคุณไม่ได้” สไปร์สนใจเจมส์ก็จริง แต่ถ้าหากพูดถึงเรื่องสายงาน เธอทำแบรนด์น้ำหอมไม่เกี่ยวกับการบำรุงผิวหนังเลยสักนิด

    “หึหึ ก็แค่กลัวแพ้นั่นแหละเลยถอนตัว กระจอก!” วุ้นเส้นพึมพำเสียงเบา แต่นั่นก็มากพอให้สไปร์ได้ยิน เธอถึงกับบีบนิ้วมือจนเกิดเสียง'กรึก'

    หลังจากหักนิ้วมือระบายอารมณ์เดือด สไปร์กล่าวว่า “คุณเจมส์คะ จริงๆ แล้วที่ฉันพูดมาก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะผิด เพราะโดยปกติแล้วน้ำหอมเองก็เป็นส่วนหนึ่งของครีมเช่นกัน ถ้าหากครีมชั้นดี ได้มาตรฐานจากโรงงานจะต้องมีคุณภาพทั้งเนื้อและกลิ่น ดังนั้นโครงการที่คุณกำลังพูดถึง ต้องเกี่ยวกับแบรนด์ปัณฑารีย์อยู่แล้ว”

    เจมส์ถึงกับพูดไม่ออก มีงี้ด้วยเหรอ เพราะความอยากชนะไม่ยอมใคร ถึงได้เสนอตัวเข้าร่วม ทั้งที่ตัวเองทำน้ำหอม แต่จะว่าไปใช่ว่าสไปร์พูดผิด เพราะครีมแต่ละตัวย่อมมีกลิ่นหอมแตกต่างกันไป ดังนั้นในส่วนนี้จึงถือว่าเธอเข้าใจถูก

    “เอาล่ะ งั้นผมก็ขอต้อนรับพวกคุณทั้งสองคนแล้วกัน”

    ใจจริงเจมส์อยากจะปฏิเสธทั้งคู่

    โดยเฉพาะหลังจากที่เห็นว่าเกือบจะตีกันหลายครั้ง แต่เป็นต้องยอมอ่อนข้อให้อย่างไม่มีทางเลือก เพราะดูจากสายตาที่กำลังบีบคั้น ถ้าหากเขากล่าวปฏิเสธคงจบไม่สวย อีกอย่างคือสองสาวสวยมาก ให้ปฏิเสธไปแบบนี้คงน่าเสียดายแย่

    ......

    หลังจากตกลงกันได้ เจมส์รู้ว่าพวกเธอมาที่นี่เพราะอยากดูดวง

    หาเครื่องรางของขลังเพื่อเป็นศิริมงคล รวมถึงอยากให้อาคมเสริมดวงเสริมบารมี ด้านการงานอาชีพและธุรกิจ

    นอกจากนั้นยังได้รู้ว่าทั้งคู่มาจากม.ดังในเมืองกรุง เป็นลูกหลานคนรวยที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง

    เจมส์แลกเบอร์โทรติดต่อ เฟสบุ๊ค และช่องทางติดต่ออื่นๆ ก่อนจะขอตัวกลับออกไป แต่ถึงกระนั้นสองสาวกลับไม่ยอมปล่อย ยังนัวเนียเขาไม่เลิก

    “นี่ไอวี่ แกคิดว่าคุณเจมส์จะเหมือนพี่นัด ที่สุดท้ายทนยายสองคนนี้ไม่ไหว แล้วหันไปกินผู้ชายด้วยกันเองไหมวะ” เมจิเห็นสภาพของเจมส์ที่ถูกคว้าแขนสองข้าง แล้วอดไม่ได้ต้องถาม กลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย

    “น่าเป็นห่วง” ไอวี่เองก็รู้สึกไม่ต่างกัน

    จากเหตุการณ์เมื่อก่อนที่ยายสองคนนั้นชอบรุ่นพี่คนเดียวกัน

    ส่วนหนึ่งที่ทำให้รุ่นพี่ขยะแขยงผู้หญิงจนต้องเปลี่ยนใจคว้าเอาผู้ชาย ก็คงต้องโทษวุ้นเส้นกับสไปร์นั่นแหละที่เป็นตัวการสำคัญ ดังนั้นไอวี่กับเมจิจึงกลัวว่า เจมส์อาจจะเกลียดผู้หญิงไปเลย เพราะถูกตามติดหนึบขนาดนั้น

    ..........

    เจมส์ที่นั่งอยู่บนรถ BMW X5 มีสีหน้าหนักใจโดยแท้

    ใจจริงก็เป็นสุขอยู่หรอกเมื่อมีสองเต้าขนาบข้าง มันช่างเป็นความรู้สึกนุ่มนิ่ม ชวนลุ่มหลงที่ยากจะถอนตัวขึ้น ถ้าไม่ติดว่าพวกเธอปากจัดไปหน่อยคงดีกว่านี้

    และตอนนี้หลังจากที่สลัดทั้งคู่หลุด เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองได้ขึ้นสวรรค์งั้นแหละ และยิ่งทำให้เขาเกิดคำถามกับตัวเองว่า ในอนาคตหากมีแฟนเยอะแล้ววุ่นวาย มันใช่สวรรค์หรือนรกกันแน่...

    แต่เอาเถอะนั่นคือเรื่องของอนาคต วันนี้ขอกลับไปพักผ่อนก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่

    ........

    ณ โรงแรมไอรดา เช้าวันใหม่

    เจมส์ลงมาทานอาหารที่ฟู้ดคอร์ทในโรงแรม

    เพิ่งจะนั่งลงทานข้าวไม่ทันไร เขาได้รับสายจากชาญ หมอใหญ่จากโรงพยาบาลจิรธาวี

    “สวัสดีครับหมอชาญ โทรมาหาผมแต่เช้าแบบนี้ แสดงว่ามีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นใช่ไหมครับ”

    เจมส์เช็ดริมฝีปาก ยังกินไม่อิ่มแต่กดรับสายก่อน แล้วถามคำถามเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายถือสายรอนานจนเสียมารยาท

    “ฮ่าฮ่า คุณเจมส์เดาได้ถูกแล้วครับ ใช่ครับผมมีข่าวดีมาบอก เรื่องที่คุณอยากให้พี่สาวมาทำงานในโรงพยาบาลจิรธาวี ตอนนี้สามารถบอกให้เธอออกจากที่ทำงานเก่า มาที่นี่ได้เลยนะครับ”

    “เร็วจังนะครับ”

    “ไม่หรอกครับถือเป็นเรื่องปกติ เพราะถึงยังไงตำแหน่งพยาบาลก็แค่ตำแหน่งเล็กๆ อาศัยชื่อของผม มีเหรอจะไม่ได้”

    คล้ายกับเรื่องถุงมือฟ้าประทาน ที่คุณอ่าน