เพราะเมื่อวานไปร่ำสุรากับโอรสเทพแถมเขายังเมากลับมาเสียขนาดนั้นทำให้หลานเยว่เทียนต้องแบกโอรสเทพกลับที่พักอย่างเสียไม่ได้ถึงแม้ว่าฟู่ิซ่านจะคอแข็งที่สุดในฉางเอี๋ยนแต่เขาหลอกหลานเยว่เทียนให้ดื่มไม่ได้เลยสักจอกเลยกลายเป็ว่าเขาดื่มเองเสียทุกจอกจะไม่เมาได้อย่างไร
ในส่วนของวันนี้เขาก็ยังถามถึงเื่คนคนนั้นของหลานเยว่เทียนไม่เลิก
“เ้าจะไม่บอกข้าจริงๆรึว่าคนที่เ้ากำลังคิดถึงคือผู้ใด” ในขณะที่กำลังดูคนในพรรคฉางหวั่นฝึกซ้อมโดยมีแม่ทัพหลิวเป็ผู้นำการฝึกฟู่ิซ่านกับหลานเยว่เทียนนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ที่ไม่ไกลจากสนามฝึกเท่าไหร่นักเสียงจังหวะการตวัดดาบดังแหวกลมมาให้ได้ยิน พวกเขาทั้งสองนั่งดื่มชาดูการฝึกไปด้วย
“ข้าบอกท่านแล้วว่าข้าไม่มี ท่านมิเชื่อข้ารึ” หลานเยว่เทียนยกชาขึ้นจิบ การฝึกของฉางหวั่นเข้มงวดกว่าที่เทียนเช่อมากนักไม่แปลกที่พวกเขาจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้
“ผู้ใดหนอที่จะได้กุมหัวใจของเ้า”
“แล้วพี่ิซ่านเล่า จนบัดนี้ยังไม่แต่งกับแม่นางผู้ใดหรือมีแม่นางในดวงใจแล้ว?” หลานเยว่เทียนถามกลับบ้างฟู่ิซ่านซดชาในอึกเดียว
“ข้าไม่เห็นว่าการมีคู่ครองจะส่งผลดีกับข้าตรงไหน และข้ายังมีเื่มากมายที่อยากทำข้าจะไม่ยอมให้การแต่งงานมาขวางทางข้าหรอก” รักอิสระเช่นนี้มีหวังได้มีสมรสพระราชทานแน่นอน
หลังจากที่แซวกันไปแซวกันมาจนเวลาล่วงเลยเข้าสู่่สายของวันเหล่าคนที่ฝึกอยู่ต่างก็พักเหนื่อยและแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ ฟู่ิซ่านก็ต้องไปทำธุระของตัวเองเช่นกันเมื่อเกิดอาการว่างหลานเยว่เทียนจึงได้คิดที่จะไปหาแม่ทัพหลิวแก้เบื่อเสียหน่อยซึ่งอีกฝ่ายก็หาตัวไม่ยาก หลังจากที่ฝึกเสร็จสิ่งที่เขาจะทำก็คือลาดตระเวนรอบๆฉางหวั่นถือดาบใหญ่และโล่เดินคู่ไปด้วยกันดูองอาจยิ่งนัก
“แม่ทัพหลิว” หลานเยว่เทียนโผล่พรวดไปด้านหลังคนที่กำลังลาดตระเวนอยู่หากสังเกตดีๆจะเห็นว่าหลิวชิงฟงมีอาการในิดๆ เขาหันมามองคนที่โผล่มา
“พาข้าไปเดินเล่นในป่าได้หรือไม่” หลานเยว่เทียนชี้ไปยังป่าที่อยู่อีกฝั่งของกำแพง หลิวชิงฟงขมวดคิ้วป่านั้นเป็ป่าทึบที่มีแสงตะวันส่องถึงแค่บางพื้นที่เท่านั้น ที่แห่งนั้นมักใช้สำหรับฝึกเพื่อเอาตัวรอดเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและสัตว์มีพิษมากมาย ไม่เหมาะที่จะเดินเล่น
“ป่านั้นอันตราย ไม่เหมาะที่จะเดินเล่น”
“ไม่เดินเล่นก็ได้ แต่พาข้าไปเก็บสมุนไพรได้หรือไม่”ในป่าที่ใช้ฝึกของฉางหวั่นมีสมุนไพรที่เขาหาอยู่ แต่ว่ามันอันตรายเกินไปและยังไม่รู้จักพื้นที่ดี หากเข้าไปอย่างไม่ระมัดระวังอาจจะหลงจนหาทางออกมาไม่ได้ต้องให้เ้าถิ่นช่วย
“สมุนไพร?”
“สมุนไพรนี้ข้าต้องใช้เพื่อปรุงยาชนิดหนึ่งหากเ้าไม่พาข้าไปข้าก็คงต้องขอให้คนอื่นพาไปแทน” จะใครก็ได้ที่เชี่ยวชาญและคุ้นชินกับป่าดีไม่ต้องเป็หลิวชิงฟงก็ได้ แต่ในเมื่อเขาอยู่ในความคุ้มครองของหลิวชิงฟงก็ควรให้อีกฝ่ายเป็คนพาไป
หลิวชิงฟงเงียบเล็กน้อย เดิมทีเทียนเช่อนั้นมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดและความเป็นักล่าสูงอยู่แล้วแม้พละกำลังไม่เทียบเท่าฉางหวั่นแต่ด้านความเร็วนั้นเหนือกว่ามากหากเกิดอันตรายคงสามารถเอาตัวรอดได้
“เ้าจะนำมาปรุงยาอะไร” เพราะเหตุใดหลานเยว่เทียนจึงต้องปรุงยาด้วยตัวเองแล้วตัวหลานเยว่เทียนปรุงยาเป็ด้วยรึ
“ยาบำรุงร่างกายเ้าอาจจะสังเกตเห็นบ้างแล้วว่าร่างกายของข้าไม่ได้ดีเช่นเมื่อก่อนการดื่มยาบำรุงจะช่วยให้ข้าใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติหากไม่ดื่มร่างกายของข้าจะเหนื่อยง่าย แม้ว่าจะไม่หนักหนาแต่อย่าขาดจะดีกว่า”หลานเยว่เทียนเอ่ยตามความจริงปกติแล้วซ่งฮวาจะเป็คนปรุงยาแล้วต้มให้ดื่มสมุนไพรที่ซ่งฮวาให้มาก็เยอะอยู่แต่อวี๋เหมาฉาเคยบอกว่าสมุนไพรที่ขึ้นอยู่ในป่าของเขตฉางหวั่นก็มีสมุนไพรที่ควรนำมาปรุงยาเพื่อรักษาและบำรุงร่างกายเช่นกันเขาตั้งใจว่าจะเอาสมุนไพรพวกนั้นมาบดแล้วเอาไว้ชงดื่มจะได้สะดวก
หลิวชิงฟงคิดตามคำพูดของหลานเยว่เทียนตลอดเวลาที่อยู่ฉางหวั่นใน่กลางวันสักหนึ่งถึงสองชั่วยามหลานเยว่เทียนจะนอนหลับสนิทมากไม่ว่าใครก็ปลุกไม่ตื่น เป็เช่นนั้นทุกวันแต่หลิวชิงฟงไม่ได้ถามว่าเป็เพราะอะไรในเมื่อเ้าตัวไม่ได้บอกเขาก็ไม่ควรเอ่ยปากถาม และการที่อดีตแม่ทัพเอ่ยปากบอกว่าตนอ่อนแอก็รั้งแต่จะทำให้ตัวเองอันตรายมากขึ้น
คนถามยังคงรอคำตอบการเก็บสมุนไพรควรเก็บตอนเช้าๆหรือตอนค่ำสมุนไพรถึงจะออกฤทธิ์ได้ดีแต่ก็มีสมุนไพรบางชนิดที่สามารถเก็บได้ใน่สายๆแบบนี้และอีกนัยคือหลานเยว่เทียนอยากไปเดินเล่นข้างนอกแบบที่ไม่ต้องแอบออกไปเอง
“เช่นนั้นเก็บสมุนไพรเสร็จแล้วเราจะรีบกลับ” หลานเยว่เทียนพยักหน้ารับอย่างรวดเร็วเขาถือขลุ่ยสีเงินมาด้วยอยู่แล้วทั้งสองจึงลงจากกำแพงมุ่งตรงไปยังทางเข้าป่าก่อนไปหลิวชิงฟงก็ได้สั่งรองแม่ทัพไว้ก่อนว่าจะไปไหนและให้รองแม่ทัพลาดตระเวนแทน
ทางเข้าป่ายังมีเส้นทางที่ราบเรียบเดินได้สะดวก แสงตะวันยังส่องถึงเสียงลมและเสียงสัตว์เล็กๆดังแว่วผ่านเข้ามาในหูหลิวชิงฟงย่อขนาดอาวุธของตัวเองแล้วห้อยเอาไว้ที่เอวระหว่างทางหลานเยว่เทียนก็มองหาสมุนไพรที่้าไปด้วยบรรยากาศนับว่าเย็นสบายน่านอนกลางวัน หลิวชิงฟงมองไปที่ขลุ่ยที่อีกฝ่ายถือมามันส่องประกายและมีออร่าของกลีบดอกไม้ร่วงหล่นออกมาตลอดเวลาเมื่อตกถึงพื้นมันก็จะหายไป ขลุ่ยรูปงูสองเศียรที่ดวงตาของงูประดับด้วยอัญมณีสีแดงั้แ่มาอยู่ที่ฉางหวั่นหลานเยว่เทียนยังไม่เคยเป่าขลุ่ยนี้เลยไม่รู้ว่าหลังเป่าแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“เ้าสงสัยว่าไยข้าพกขลุ่ยไม่ใช่หอกเช่นเมื่อก่อนรึ?”เมื่อรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาหลานเยว่เทียนจึงหันมาถามหลิวชิงฟงไม่ตอบแต่หลานเยว่เทียนก็ตอบให้เอง
“เพราะข้าไม่ได้คิดจะต่อสู้แล้ว อีกอย่าง หอกของข้าไปอยู่ที่ใดแล้วก็ไม่อาจรู้ได้ข้าเกรงว่าต่อให้มันอยู่ตรงหน้าข้าก็คงจับมันไม่ได้อีกแล้ว”ร่างสูงหยุดเดินมองคนที่เดินนำอยู่หลานเยว่เทียนย่อตัวลงเก็บสมุนไพรสีฟ้าที่ขึ้นอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ก่อนจะนำมันใส่ถุงผ้าใบเล็กที่ซ่งฮวาทำให้ถุงผ้านี้สร้างขึ้นเป็พิเศษ ไม่ว่าจะใส่อะไรมันก็จะไม่เต็ม สะดวกยิ่งนักเหมือนมีมิติขนาดใหญ่อยู่ภายใน
เพราะมัวแต่สนใจสมุนไพรที่ยังไม่เคยเห็นหลานเยว่เทียนจึงไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของคนที่เดินตามมาดวงตาสีทองมองตามคนที่เก็บสมุนไพรอยู่
หมายความว่าเช่นไรที่บอกว่าไม่คิดจะต่อสู้อีกแล้วแล้วพรรคเทียนเช่อของเ้าเล่า
“เ้าเก็บสมุนไพรอันนั้นให้ข้าหน่อยสิมือข้าไม่ว่างเก็บเลย” หลานเยว่เทียนมุ่ยปากไปที่สมุนไพรที่ขึ้นอยู่ใกล้ๆหลิวชิงฟงโดยที่ตัวเองหอบสมุนไพรหลายอย่างอยู่ในมือแล้วกำลังคัดแยกประเภทใส่ถุงผ้าร่างสูงก้มลงมองสมุนไพรต้นเล็กๆก่อนจะย่อตัวลงเพื่อเก็บมันแต่แล้วมือหนาก็ชะงักแล้ววิ่งไปคว้าคนที่กำลังสนใจสมุนไพรให้หลบหลังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆพร้อมๆกับที่ศรพุ่งเข้ามาปักลงที่พื้นในจุดที่หลานเยว่เทียนยืนอยู่เมื่อครู่ชั่วพริบตาที่ศรนั้นปักลงพื้นต้นหญ้าที่อยู่รอบๆศรต่างล้มตายอย่างฉับพลัน
พิษที่ออกฤทธิ์ทำลายอวัยวะอย่างฉับพลันหลานเยว่เทียนเรียนรู้เื่พิษจากอวี๋เหมาฉามามากสามารถมองออกได้ในทันที มือหนาสะบัดมือหนึ่งหนก่อนที่ดาบใหญ่จะปรากฏอยู่บนมือเขาก้มลงมองหลานเยว่เทียนที่กำลังควานหาอะไรบางอย่างในถุงผ้าก่อนจะหยิบออกมา
“เ้ากินนี่เข้าไปก่อน มันมีฤทธิ์ต้านพิษได้ชั่วขณะหากเ้าพลาดขึ้นมาจะได้ไม่ถึงตาย” จบคำก็ยัดอะไรสักอย่างที่มีลูกกลมๆใส่ปากคนที่กำลังจะเอ่ยปากถามอย่างรวดเร็วความขมฝาดแล่นไปทั่วปลายลิ้นจนอยากจะคายออกมาแต่ไม่ทันเสียแล้ว
“เห็นเงียบมาตั้งนานพอข้ามาในที่ลับตาคนเข้าหน่อยก็ลงมือเลยรึ” หลานเยว่เทียนมองศรที่ปักอยู่อย่างสนใจแม้พิษนี้จะมีฤทธิ์ทำลายอวัยวะอย่างฉับพลันแต่ไม่รุนแรงเท่าที่อวี๋เหมาฉาทำของอวี๋เหมาฉาหากโดนพิษมันจะทำลายอวัยวะทุกส่วนจนไม่สามารถขยับได้และตายในทันทีแต่พิษนี้ทำลายเฉพาะส่วนเท่านั้น หากไม่โดนจุดสำคัญก็ยังมีโอกาสรอดตายได้
“แล้วไยเ้าไม่กิน” หลิวชิงฟงถามถึงยาที่อีกฝ่ายยัดใส่ปากเขาหลานเยว่เทียนมองไปรอบๆเพื่อหาทางหนีทีไล่ก่อนจะตอบ
“อวี๋เหมาฉาลองพิษกับร่างกายข้าสารพัดอย่างแต่ละอย่างถึงตายทั้งนั้น พิษแค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก ห่วงก็แต่เ้าไม่ว่าอย่างไรก็อย่าโดนศรนั่นเป็อันขาด” ศรอีกหลายดอกยิงมาที่ต้นไม้จนบริเวณนั้นเกิดควันพิษทำให้ทั้งสองต้องวิ่งออกจากที่หลบซ่อนเป็โอกาสให้มือสังหารที่ดักซุ่มอยู่เล็งเป้ามาที่หลานเยว่เทียนได้
หลานเยว่เทียนก้มตัวหลบศรระหว่างที่วิ่งไปด้วยดูท่าว่ามือสังหารที่ส่งมาจะไม่ได้มีแค่สองสามคนอย่างที่คิดเอาไว้เสียแล้ว คิดไปพลางกลิ้งตัวหลบคนที่พุ่งเข้ามาพร้อมมีดเล่มยาวก่อนที่หลานเยว่เทียนจะพลิกตัวเตะคนคนนั้นจนปลิวไปอีกทางหลิวชิงฟงตวัดดาบใหญ่หนหนึ่งก็สามารถกำจัดมือสังหารไปได้หลายคนแต่ด้วยควันพิษที่พวกมือสังหารใช้บดบังทัศนวิสัยหากเคลื่อนไหวพิษจะยิ่งแล่นไปทั่วร่างกายเร็วขึ้นแต่หากไม่เคลื่อนไหวก็จะกลายเป็เป้านิ่งให้ฆ่า จริงอยู่ที่แม่ทัพหลิวนั้นเก่งกาจแต่เื่ความเชี่ยวชาญด้านพิษของเขามีน้อยหาทางรับมือได้ยากควรจะหาทางออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
พลั่ก!!
ชั่วขณะหนึ่งที่หลานเยว่เทียนเกิดหน้ามืดเล็กน้อยเพราะควันพิษจึงพลาดท่าโดนมือสังหารเตะเข้าที่หน้าท้องอย่างแรงจนตัวลอยไปปะทะกับต้นไม้ทำให้หลานเยว่เทียนหยุดการเคลื่อนไหวและกลายเป็เป้านิ่ง
ฟิ้ว! ฉึก!
เสียงแหวกอากาศของศรดังขึ้นเสียดหูก่อนจะปักลงบนไหล่ซ้ายอย่างแรงแต่ไหล่ซ้ายที่ว่าไม่ใช่ไหล่ของหลานเยว่เทียนเอง
“ชิงฟง!” หลิวชิงฟงเมื่อเห็นว่าหลานเยว่เทียนพลาดท่ากำลังจะถูกสังหารจึงได้พุ่งตัวเข้ามาแล้วถูกศรสีน้ำเงินปักเข้าที่ไหล่ซ้ายจากทางด้านหลังมือขวาค้ำดาบใหญ่เอาไว้เพราะรู้สึกชาไปทั่วร่างกายฝั่งซ้าย
หลานเยว่เทียนกำหมัดแน่นก่อนจะคว้าขลุ่ยมาหมุนในมือหนึ่งรอบก่อนจะบรรเลงเพลงกลุ่มควันพิษสลายไปชั่วพริบตาเพราะการเคลื่อนไหวของสิ่งสิ่งหนึ่งหลิวชิงฟงมองดวงตาสีแดงที่บัดนี้กลายเป็สีม่วงเรืองรองใบหน้านั้นนิ่งสนิทและแววตาแฝงไปด้วยความโกรธเล็กน้อย
ราวกับคนผู้นี้ไม่ใช่หลานเยว่เทียนอีกแล้ว
สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เลื้อยมาอยู่รอบๆตัวของทั้งสองหลิวชิงฟงมองเห็นว่าสิ่งนั้นคืองูใหญ่หัวอันใหญ่โตของมันส่ายไปมาพร้อมทั้งแลบลิ้นราวกับหาเหยื่อ ม่านตาสีทองแคบลงเล็กน้อยเมื่อมันมองเห็นเหยื่อที่ต้องฆ่าหลานเยว่เทียนอาศัยจังหวะนั้นประคองหลิวชิงฟงออกมาจากวงล้อมของการต่อสู้แล้วหายไปในป่าที่หนาทึบร่องรอยทั้งหมดหายไปในทันทีเมื่อการต่อสู้จบลง คนผู้หนึ่งเดินออกมาจากที่ซ่อนมองพญางูแฝดสีเขียวและขาวที่กำลังกลืนกินร่างไร้ิญญาของมือสังหารที่เขาส่งมาใบหน้านั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อสักครู่หากมองไม่ผิดหลานเยว่เทียนอัญเชิญพญางูแฝดที่เป็สัตว์พิทักษ์ของอู่ตู๋ได้ทั้งๆที่เขาคือคนของเทียนเช่อเื่แบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
“เขาไปทำอะไรอยู่ที่ไหนบ้างตลอดสองปีที่ผ่านมาข้า้ารู้โดยเร็วที่สุด”
หลานเยว่เทียนแบกหลิวชิงฟงมาจนถึงถ้ำเล็กๆกลางป่าเสียงสัตว์ร้ายคำรามอยู่รอบๆแต่เพราะหลานเยว่เทียนกำลังอารมณ์ไม่ดีจึงได้ไล่ตะเพิดสัตว์พวกนั้นไปจนหมดภายในถ้ำนั้นมีบ่อน้ำเล็กๆอยู่พอดีเขาประคองหลิวชิงฟงนั่งลงก่อนจะสำรวจาแเพื่อหาวิธีเอาศรออกมา ศรสีน้ำเงินทองสามารถทะลุเกราะของแม่ทัพหลิวได้ สีหน้าของหลิวชิงฟงซีดลงเรื่อยๆทำให้หลานเยว่เทียนตัดสินใจที่จะดึงศรออกมา
“อดทนหน่อย ข้าจะดึงมันออกแล้วนะ” มือเรียวจับเข้าที่ด้ามของศรก่อนจะออกแรงดึง เืจำนวนหนึ่งติดมากับศรเป็สีดำคล้ำระหว่างนั้นหลิวชิงฟงก็ลำสักออกมาเป็เืทำให้หลานเยว่เทียนต้องเร่งมือถอนพิษโดยด่วน
“ล่วงเกินแล้วแม่ทัพหลิว” จบคำก็ถอดเกราะอีกฝ่ายออกโดยไม่รอให้อนุญาตประคองร่างของเขาให้นั่งนิ่งๆ ศรนั่นยิงทะลุเกราะก็จริงแต่แผลไม่ใหญ่มากได้เกราะลดแรงปะทะของศร ไม่เช่นนั้นพิษคงเข้าสู่หัวใจทันทีเป็แน่
ต้องดึงพิษออกจากตัวของเขาให้มากที่สุดแต่หากเดินลมปราณถอนพิษพิษจะยิ่งแล่นเร็ว ต้องใช้วิธีปกติสามัญที่มีมาเท่านั้นแหละ
“อย่าโกรธข้านะ ข้าพยายามช่วยชีวิตเ้านะ” หลิวชิงฟงมองหน้าคนที่สาละวนกับาแของเขาก่อนจะเบิกตานิดๆเมื่อหลานเยว่เทียนดูดพิษออกจากาแที่ไหล่ของเขาด้วยปากของตัวเองอีกฝ่ายถ่มเืทิ้งก่อนจะทำแบบเดิมซ้ำๆจนเืที่ถ่มออกมาเป็สีแดงหลานเยว่เทียนล้วงขวดยาออกมาจากถุงผ้าก่อนจะเทมันลงบนาแเพื่อล้างปากแผลและพิษก่อนจะบ้วนปากตัวเองเช่นกันหลังจากนั้นก็ล้วงยาแก้พิษหลายขวดออกมาเรียงตรงหน้าหลิวชิงฟงทีละขวดๆพร้อมทั้งของที่ใช้ทำแผลอีกหลายอย่างจนทำให้หลิวชิงฟงขมวดคิ้ว
ถุงผ้าที่เล็กแค่หนึ่งฝ่ามือใส่ของได้มากมายเช่นนี้เชียวรึ
“ข้าจะทำแผลให้ เ้าดื่มยาแก้พิษก่อนกินตามลำดับขวดที่ข้าเรียงไว้จนครบ ดื่มช้าๆนะ” หลานเยว่เทียนชี้ไปที่ยาแก้พิษที่เรียงเอาไว้หกถึงเจ็ดขวดก่อนจะเดินไปตักน้ำมือหนาหยิบยาขวดแรกมากิน ยานั้นทั้งขมทั้งมีกลิ่นแรงแต่เขาก็ไม่ได้ปริปากบ่นกินยาอย่างช้าๆไปเรื่อยๆในระหว่างที่หลานเยว่เทียนเช็ดคราบเืออกจากไหล่ที่โดนพิษก่อนจะค่อยๆทำแผลให้เขา มีหลายหนที่หลิวชิงฟงสำลักยาแต่หลานเยว่เทียนก็คอยลูบหลังให้
หลิวชิงฟงนั่งหลังตรงเมื่อหลานเยว่เทียนเอื้อมมือมาด้านหน้าเพื่อที่จะพันแผลให้จนเป็การกอดกลายๆ่จังหวะที่หลานเยว่เทียนโน้มตัวมาด้านหน้าหลิวชิงฟงจึงสังเกตดวงตาของอีกฝ่ายว่ายังเป็สีม่วงหรือไม่แต่มันก็กลายเป็สีแดงเช่นเดิมแล้ว
“ไยเ้ามีสัตว์พิทักษ์ของอู่ตู๋พญางูแฝดมีเพียงแค่อู่ตู๋เท่านั้นที่อัญเชิญได้” หลานเยว่เทียนชะงักเล็กน้อยก่อนจะพันผ้าต่อเกิดความเงียบอยู่นานมากจนกระทั่งเขาพันผ้าเสร็จ
“มันซับซ้อนและข้าเองก็ไม่ได้อัญเชิญได้ทุกครั้งที่้า” มือเรียวเก็บยาเข้าถุงผ้าพร้อมทั้งเอาผ้าสีขาวผืนใหม่ออกมาเขาประคองหลิวชิงฟงนอนลงบนพื้นโดยไม่ให้กดทับาแร่างสูงที่นอนอยู่ก็ใช้สายตาคล้ายจะกดดันให้ตอบแต่มีหรือหลานเยว่เทียนจะสะทกสะท้าน
“เ้าจะไม่กลับไปเป็แม่ทัพอีกจริงรึ” ใบหน้าสวยเลิกคิ้วอย่างแปลกใจที่เขาถามคำถามนี้ แต่ไม่นานก็คลี่ยิ้มน้อยๆ
“เ้าเชื่อว่าข้าไม่ใช่ฏด้วยรึ?” หลานเยว่เทียนเอ่ยถามซึ่งสิ่งที่ได้กลับมาคืออีกฝ่ายแค่เบือนสายตาไปทางอื่น
“หากข้ากลับไปเป็แม่ทัพเช่นเดิมข้าจะไม่สามารถเฝ้าดูคนผู้หนึ่งได้ ข้าจะปกป้องคนผู้นั้นไม่ได้หากข้ามีภาระหน้าที่ที่ต้องทำ”มือเรียวเอาผ้าชุบน้ำก่อนจะบิดหมาดๆแล้วเช็ดใบหน้าที่ชื้นเหงื่อของหลิวชิงฟงระหว่างที่พูดใบหน้านั้นก็ยังมีรอยยิ้มประดับอยู่
“หลังความจริงถูกเปิดเผยแล้วข้าจะเฝ้าดูคนผู้นั้นและปกป้องเขา มันเป็สัญญาที่ข้าได้ให้ไว้กับตัวเอง” หลังจากเช็ดตัวให้เสร็จแล้วเขาก็เอาผ้าชุบน้ำอีกครั้งแล้ววางมันลงบนหน้าผากของคนเจ็บ
“ยังดีที่พิษนี้เป็ของที่เลียนแบบขึ้นมาถ้ามันเป็พิษที่อวี๋เหมาฉาทำขึ้นข้าก็หมดปัญญาจะช่วยเ้าจริงๆ พักผ่อนเสียคืนนี้เ้าจะมีไข้ข้าจะเฝ้าไข้เ้าเอง” คนพูดลุกขึ้นยืนก่อนจะล้วงหาเสื้อคลุมผืนใหญ่ในถุงผ้าออกมาห่มให้หลิวชิงฟงจากนั้นก็เดินออกไปนอกถ้ำหาฟืนมาก่อกองไฟตอนนี้ยังเป็เวลากลางวันก็จริงแต่ภายในป่าที่หนาทึบจนแสงตะวันส่องลงมาไม่ถึงพื้นดินเช่นนี้มันก็มืดแล้วเย็นเอาเื่อยู่
เมื่อเดินไปได้สักพักหลานเยว่เทียนก็กลับมาเขามองไปที่ร่างสูงที่หลับอยู่ก่อนจะรีบก่อกองไฟใกล้ๆตัวคนเจ็บเพื่อให้อบอุ่นมือเรียวแตะแก้มคนเจ็บเล็กน้อยเพื่อวัดอุณหภูมิร่างกายตอนนี้มันยังคงที่แต่พอตกดึกก็จะมีไข้สูงมากต้องเฝ้าระวังให้ดีหลานเยว่เทียนเตรียมผ้าและเตรียมยาให้พร้อมก่อนจะนั่งลงข้างๆคนเจ็บ
ทำไมเขาถึงอัญเชิญพญางูแฝดได้งั้นรึเพราะเขาไม่ใช่หลานเยว่เทียนที่หลิวชิงฟงรู้จัก เขาในตอนนี้ก็คือตัวเขาเองเขาไม่ได้พยายามเป็หลานเยว่เทียนที่อีกฝ่ายรู้จักแต่เป็หลานเยว่เทียนที่เป็เขาเอง เช่นนั้นแล้วจะมีเื่ที่หลิวชิงฟงไม่รู้ก็มิใช่เื่แปลก
“ข้าในตอนนี้ไม่ใช่คนที่เ้าเคยรู้จักไว้มาทำความรู้จักกันอีกหนนะ ชิงฟง” มือเรียวลูบผมสีดำขลับของอีกฝ่ายโดยหารู้ไม่ว่าคนที่ตัวเองเข้าใจว่าหลับไปแล้วยังไม่ได้หลับหลิวชิงฟงนอนอยู่นิ่งๆเหมือนคนหลับลึก ััมือนี้คล้ายจะเคยได้รับจากที่ไหนเขาได้รับมันในทุกๆคืนในยามนอน เป็เช่นนั้นมาเสมอั้แ่เด็ก
หลิวชิงฟงคิดอะไรในหัวได้ไม่นานก็หลับไปคนที่นั่งเฝ้าไข้ก็เอนตัวอิงผนังของถ้ำจ้องมองเปลวไฟที่กำลังส่ายไหวไปมาก่อนจะมองเลยไปยังศรที่วางทิ้งเอาไว้บนพื้น
ส่งแม่ทัพหลิวถึงฉางหวั่นเมื่อไหร่เขาก็คงต้องไปหาคนผู้หนึ่งเสียแล้ว
่ใกล้รุ่งหลานเยว่เทียนรับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวที่อยู่ด้านนอกถ้ำหลิวชิงฟงอาการดีขึ้นแล้วแต่ยังคงหลับลึกอยู่ เขาคว้าขลุ่ยมาหมุนในมือเตรียมพร้อมต่อสู้แต่สุดท้ายก็วางขลุ่ยลงเมื่อเห็นว่าเป็ใครที่วิ่งเข้ามาหาตนอย่างร้อนรน
“เยว่เทียน! นั่นเ้าใช่หรือไม่!าเ็ตรงไหนบ้าง” ฟู่ิซ่านวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลานเยว่เทียนเขาสวมชุดที่ทะมัดทะแมงสะพายดาบใหญ่ไว้บนหลังที่ตามมาด้วยกันคือลี่ฮุ่ยซิ่วกับกำลังคนอีกสี่ห้าคน
“พี่ิซ่าน”
“พวกเราตามหาพวกเ้าเสียทั่วไปหมด” ฟู่ิซ่านสำรวจตัวหลานเยว่เทียนจนเมื่อมั่นใจว่าไม่มีาแจึงได้ยอมปล่อยตัวหลานเยว่เทียนหันไปบอกลี่ฮุ่ยซิ่ว
“รองแม่ทัพลี่ แม่ทัพหลิวได้รับาเ็ รีบพาเขากลับไปที่พรรคเพื่อรักษาเถอะ”มือเรียวชี้เข้าไปในถ้ำที่มีแม่ทัพใหญ่นั้นนอนอยู่พวกเขาทั้งหมดเดินเข้าไปในถ้ำหลานเยว่เทียนตรวจชีพจรอีกเล็กน้อยเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีพิษหลงเหลืออยู่แล้วก่อนจะพยักหน้าด้วยความโล่งอก
“เรียกท่านหมอเทพซ่งฮวามาด้วย” หลานเยว่เทียนบอกอีกหนระหว่างที่ลี่ฮุ่ยซิ่วประคองหลิวชิงฟงลุกขึ้นเขาเหมือนจะได้สติอยู่เล็กน้อยแต่ไม่สามารถขยับร่างกายได้ดั่งใจนักฟู่ิซ่านหันมามองหลานเยว่เทียนอีกหน
“เ้าไม่เป็อะไรแน่รึ ข้าว่า.......” ยังไม่ทันที่จะเอ่ยจนจบ ร่างกายของหลานเยว่เทียนก็ทรุดตัวลงกับพื้นสำลักเืกองใหญ่ออกมาจนกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่ว ฟู่ิซ่านรีบประคองร่างที่โงนเงนนั้นเอาไว้ดวงตาของหลานเยว่เทียนดูเลื่อนลอย ใบหน้าซีดเผือดเพียงไม่นานดวงตานั้นก็ปิดสนิทและแน่นิ่งไป