เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 55 เดินทางไปเป็นคู่ๆ

            งานเลี้ยงที่เรือนหลักนั้นยังไม่ได้เริ่มท่านลุงอวิ๋นและหลินลิ่วกำลังพูดถึงเรื่องจิปาถะทั่วไป ซานอีกำลังพลิกดูรายการอาหารทางการแพทย์ที่ติงเหว่ยรวบรวมเอาไว้ส่วนกงจื้อหมิงกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงเตา ในอ้อมแขนของเขาก็กอดอันเกอเอ๋อร์ตัวอ้วนจ้ำม่ำเอาไว้ด้วยพ่อลูกสองคนนี้คนหนึ่งถือของเล่นเข้าไปแหย่ อีกคนหนึ่งกางมือเล็กๆของเขาและส่งเสียงอ้อแอ้ประท้วงอยู่ นานๆ จะได้เล่นสักทีรู้สึกมีความสุขมากจริงๆ

            ท่านลุงอวิ๋นเงยหน้าขึ้นและชำเลืองมองเป็นครั้งคราวเขามีความสุขจนใบหน้าของเขายิ้มออกมาอย่างเบิกบาน ต่อให้ในเวลานี้จะส่งเขาไปหาบรรพบุรุษสกุลกงจื้อเขาเองก็จะเดินยืดอกหลังตรงไปลงนรก

            ติงเหว่ยที่เดินไปห้องครัวก็เรียกอวิ๋นอิ่งนางยกหม้อตุ๋นออกไป แล้วทั้งสองคนก็เข้าไปในห้องด้วยกัน

            เมื่อทุกคนเห็นสิ่งนี้ต่างก็พากันยิ้มออกมาและวางสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ในมือลงท่านลุงอวิ๋นเริ่มพูดหยอกเล่นก่อนใครๆ “ขอแสดงความยินดีกับเจ้าบ้านสกุลติงขอให้เงินทองไหลมาเทมา!”

            “เงินทองไหลมาเทมา!”หลินลิ่วเองก็ยิ้มแล้วยกมือขึ้น

            ซานอีเองก็พูดตะกุกตะกักออกมาหนึ่งประโยค“ขอให้ร่ำรวย” แต่น่าเสียดายที่สายตาของเขาจับจ้องไปที่อวิ๋นอิ่งอยู่ตลอดและมองตามนางที่กำลังยุ่งอยู่ที่โต๊ะ แน่นอนว่าประโยคที่เขาพูดออกมาก็ไม่มีความจริงใจเลยสักนิด

            ท่านลุงอวิ๋นจ้องซานอีอย่างดุเดือดและสาปแช่งในใจว่าเจ้าเด็กสารเลวที่แท้เจ้ากล้าเอาเปรียบลูกสาวของข้าอย่างนั้นหรือ พรุ่งนี้เขาจะทำให้รู้ว่าใครกันแน่คือผู้มีอำนาจที่แท้จริง

            ติงเหว่ยถูกทุกคนหยอกล้อจนหน้าแดงไปหมดนางรีบคำนับและพูดว่า “ข้าต้องขอบคุณนายน้อยสำหรับทำเลร้านที่ดีผู้ดูแลหลินเองก็ช่วยข้าไม่น้อยเช่นกันแค่พูดว่าข้าจะเปิดร้านก็ทำให้ทุกคนต้องพากันยุ่งไปหมดวันนี้ข้าหาเงินมาได้นิดหน่อย ข้าก็เลยอยากเชิญทุกคนมาร่วมสนุกกันสักหน่อย ยังไงก็ตามวันนี้รบกวนความเงียบสงบของนายน้อยขอนายน้อยโปรดอย่าถือสา”

            กงจื้อหมิงดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาเพื่อเช็ดน้ำลายของอันเกอเอ๋อร์ด้วยสีหน้าอ่อนโยนเมื่อได้ยินเช่นนี้เขาก็หันหน้าแล้วยิ้มบางๆ “เราเป็นครอบครัวเดียวกันอย่าได้เกรงใจไปเลย อะไรก็ตามที่มอบให้กับเจ้าล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าสมควรจะได้รับมาเริ่มงานเฉลิมฉลองกันเถอะ!”

            เมื่อติงเหว่ยได้ยินเช่นนั้นก็รีบก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อไปรับอันเกอเอ๋อร์แล้ววางเขาไว้บนเตียงเตาและหยิบของเล่นให้เขาสักชิ้น ปล่อยให้เขาฝึกขาด้วยตนเอง จากนั้นนางก็ช่วยพยุงกงจื้อหมิงลงและให้เขาใช้ไม้ค้ำยันทั้งสองข้างเดินไปที่โต๊ะแล้วนั่งลงตรงตำแหน่งที่ตรงข้ามกับประตู

            แม้ว่าการเดินด้วยไม้ค้ำเช่นนี้จะยังไม่เร็วเท่าการเดินเช่นเมื่อก่อนแต่ก็ยังดีกว่านอนบนเตียงเตาจนกลายเป็นก้อนหินตั้งเยอะ

            ท่านลุงอวิ๋นแอบมองติงเหว่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขอบคุณอย่าว่าแต่ร้านเล็กๆ สองร้านเลยขอเพียงนางทำให้นายน้อยกลับมาเดินได้ใหม่อีกครั้งจริงๆ ต่อให้เป็นร้านค้าร้อยแห่งก็ยังถือว่าไม่เยอะไป!

            กงจื้อหมิงนั่งลงและพยักหน้าให้ทุกคนจากนั้นทุกคนก็โค้งคำนับและนั่งลงทีละคน

            แน่นอนว่าฝีมือการทำอาหารของติงเหว่ยไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้วบนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารเลิศรสเหล้าโบราณก็เป็นเหล้าที่ดีที่สุดที่จะหาซื้อได้จากในเมืองดวงตาสีเข้มของกงจื้อหมิงกวาดมองไปยังผู้ติดตามเหล่านี้ที่ติดตามเขาโดยไม่คำนึงถึงความเป็นความตายเขาถือจอกเหล้าด้วยตนเอง แล้วค่อยๆ รินให้ทุกคนตั้งแต่ท่านลุงอวิ๋นจนถึงเฟิงจิ่ว

            ทุกคนต่างก็ตื่นตระหนกและอยากจะยืนขึ้นเพื่อทำความเคารพแต่กงจื้อหมิงกลับยกมือขึ้นเพื่อห้ามพวกเขาไว้

            เขายกแก้วเหล้าขึ้นแล้วพูดอย่างจริงจังว่า“ติดตามข้ามา คงทำให้พวกเจ้าลำบากไม่น้อย!”

            ขอบตาของทุกคนต่างเป็นสีแดงก่ำแก้วเหล้าในมือก็สั่นไปมาไม่หยุด ท่านลุงอวิ๋นเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นมาและคุกเข่า“นายน้อย ท่านทำเกินไปแล้ว บ่าวเฒ่ามิอาจรับไว้ได้ สกุลอวิ๋นเป็นผู้ติดตามผู้ซื่อสัตย์ต่อสกุลกงจื้อเท่านั้นการที่ได้ทุ่มเทสติปัญญาและความสามารถเพื่อนายน้อยตราบจนชีวิตหาไม่ถือเป็นเกียรติยศของบ่าวเฒ่าอย่างข้า”

            “นายน้อยครอบครัวของข้าน้อยเสียชีวิตจากน้ำท่วม และข้าเองก็เร่ร่อนอยู่ข้างถนนตั้งแต่เด็กเป็นสกุลกงจื้อที่รับเลี้ยงข้า เลี้ยงดูจนเติบใหญ่และให้เรียนทั้งศาสตร์และศิลป์ข้าน้อยปฏิญาณตนตั้งแต่นั้นว่าจะซื่อสัตย์และจงรักภักดีกับนายน้อยและข้าก็สาบานไว้ว่าข้ายอมสละชีวิตเพื่อเจ้านายของข้า!” หลินลิ่วคำนับศีรษะลงกับพื้นจนมีเสียงดังกึกก้องออกมาเห็นได้ถึงพละกำลังอันมหาศาลของเขา

            ซานอีเองก็พยายามอดกลั้นน้ำตา“นายน้อย ล้วนเป็นเพราะข้าน้อยไร้ความสามารถ ไม่สามารถที่จะถอนพิษของนายน้อยได้ข้าน้อย…ฮือ!”

            ถึงแม้เฟิงจิ่วและอวิ๋นอิ่งจะไม่ได้พูดอะไรแต่ทั้งคู่ก็คุกเข่าลงกับพื้นด้วยเช่นกัน

            ในห้องมีคนทั้งหมดเจ็ดคนและคุกเข่าที่พื้นอยู่ห้าคนติงเหว่ยเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกกระอักกระอ่วน หากนางจะคุกเข่าลงไปแต่นางก็ไม่ใช่ผู้ติดตามผู้ซื่อสัตย์ของสกุลกงจื้อแต่หากนางไม่คุกเข่าและนั่งอยู่แบบนี้ก็กลายเป็นคนที่รับการคำนับคนนั้นไม่ใช่หรือ

            พูดไปพูดมาติงเหว่ยเองก็เป็นคนนอกและคนนอกอย่างนางก็ไม่ควรจะอยู่ที่นี่

            “เอ่อข้าวยังมีอยู่ในห้องครัว ข้าจะไป...” ติงเหว่ยหาข้อแก้ตัวและอยากจะหนีออกไปจากที่นี่ผู้ติดตามผู้ซื่อสัตย์ของนายน้อยพูดอะไรบางอย่างที่เป็นความลับขึ้นมาอีกครั้งหากนางฟังเยอะคงไม่ดีสักเท่าไร

            แต่น่าเสียดายที่กงจื้อหมิงกลับยกมือขึ้นแล้วรินเหล้าหนึ่งแก้วให้นาง

            “อยู่ต่อเถอะทุกคนล้วนไม่ใช่คนนอก ปีที่ผ่านมานี้เองก็ลำบากเจ้าไม่น้อยเลย”

            “เอ๋นายน้อยทำเกินไปแล้ว!” ติงเหว่ยรู้สึกประหลาดใจจากการได้รับความสำคัญอย่างไม่คาดฝันนางรีบคำนับและกล่าวขอบคุณอย่างรวดเร็ว และในที่สุดนางก็ก้มศีรษะลงและมองไปที่แก้วเหล้าที่อยู่ตรงหน้าไม่วางตาพร้อมยิ้มแหยๆนางเป็นแค่แม่ครัวและหมอนวดก็เท่านั้น เมื่อไรที่นางไม่ใช่คนนอกแล้ว

            โชคดีที่นางไม่ได้กระอักกระอ่วนอยู่นานกงจื้อหมิงยกแก้วเหล้าในมือขึ้นดื่มก่อน จากนั้นท่านลุงอวิ๋นก็นำคนหนุ่มสาวคำนับไปกับพื้นอีกครั้งแล้วค่อยดื่มเหล้าเก่าแก่ลงไปจนหมดในอึกเดียว

            ติงเหว่ยดื่มเหล้าไปแล้วครึ่งถ้วยที่ด้านนอกและตอนนี้นางก็เริ่มรู้สึกเมาเล็กน้อยหลังจากที่ดื่มไปอีกหนึ่งแก้วนางก็รู้สึกว่าใบหน้าของนางลุกเป็นไฟ

            ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันระหว่างกินอาหารไปด้วยนางเองก็กินไปจนอิ่มกึ่งหนึ่ง จากนั้นก็ขอตัวลุกขึ้นไปเล่นเป็นเพื่อนลูกชายอันเกอเอ๋อร์ดีใจมากเมื่อเห็นท่านแม่ของเขาเขายกเท้าขึ้นไปมาเพื่อบรรเทาอาการเมาของท่านแม่

            ติงเหว่ยหัวเราะคิกคักและจูบไปที่เท้าอ้วนๆของลูกชาย จากนั้นนางก็โน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อดูลูกชายของนางเตะกระดิ่งลมเล็กๆเล่น

            “กริ๊งกริ๊ง กริ๊ง!”เสียงลมพัดกระดิ่งไพเราะและกังวานแต่ติงเหว่ยฟังแล้วกลับรู้สึกเหมือนเพลงกล่อมเด็กอย่างไรอย่างนั้น นางเองก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะอดทนจนกว่างานเลี้ยงจะจบลงแต่จะทำอย่างไรได้ โจวกงคงขาดคนเดินหมากรุกด้วยดังนั้นเขาจึงรีบเรียกนางไปทันที…

            ……

            ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิในเดือนสามถือเป็นช่วงเวลาที่อากาศอบอุ่นที่สุดของปี หิมะที่หนาทึบค่อยๆ มลายหายไปจากพื้นพืชพรรณต่างๆ ก็เริ่มฟื้นกลับมา ภูเขาที่อยู่ห่างไกลก็เริ่มถูกปกคลุมไปด้วยชั้นสีเขียวจางๆหญ้าแห้งใต้ฝ่าเท้าค่อยๆ งอกขึ้นใหม่ แม่น้ำและลำธารไหลอย่างมีชีวิตชีวามากขึ้น นกกระจอกก็ส่งเสียงร้องและบินไปเหนือทุ่งนา

            ชาวนากำลังยุ่งอยู่กับการเกลี่ยปุ๋ยไถดินและทำสันเขา เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเพาะปลูกตลอดทั้งหนึ่งปี พวกเขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามและยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อเป็นพักๆในใจก็ภาวนาให้ลมฝนตกต้องตามฤดูกาลแล้วคาดหวังว่าฮ่องเต้องค์ใหม่ที่นั่งอยู่ในพระตำหนักจะทรงพระเมตตาเก็บภาษีพืชผลให้น้อยลงและมีอาหารเก็บไว้ที่บ้านมากขึ้นสักหน่อยจะได้ไม่ต้องกังวลว่าคนแก่และเด็กจะหิวโหย

            แม้แต่เหล่าฮูหยินในทุกครอบครัวก็พูดคุยกันเสียงดังขึ้นมากทั้งครอบครัวกินแต่โจ๊กมาตลอดทั้งฤดูหนาว เดี๋ยวในไม่ช้าผักป่าก็จะงอกขึ้นมาแล้ว ค่อยกินคู่กับหมั่นโถวที่ทำจากธัญพืชหลายชนิดหรือไม่ก็ลวกน้ำกินกับน้ำจิ้ม ก็จะสามารถทำให้อิ่มท้องได้เช่นกัน

            ถนนบริเวณที่ราบลุ่มระหว่างภูเขามีรถม้าม่านสีเขียวคันเล็กๆ ส่งเสียงดังกุบกับกุบกับขับผ่านถนนลูกรังในทุ่งนาไปบางครั้งคนขับรถม้าก็จะพยักหน้าและทักทายชาวนาที่เขารู้จักกันส่วนชาวนาที่อยากรู้อยากเห็นก็จะถามเพื่อนบ้านที่กำลังคุยกับเขาว่า “ในรถม้าคันนั้นคือใครกันหรือ?”

            ชาวนาที่ถูกถามหัวเราะออกมาเสียงดังแล้วพูดว่า“เจ้าไม่รู้อย่างนั้นหรือ จวนสกุลอวิ๋นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของหมู่บ้านเราไงสารถีเมื่อครู่ก็คือผู้ดูแลหลิน เขาเป็นคนดีคนหนึ่ง เวลาที่เขาไปซื้อไก่ เป็ด และผักในหมู่บ้านเขาไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยกับฮูหยินพวกนั้นเลย”

            “โอ้คนผู้นี้นี่เองผู้ดูแลหลิน ข้าได้ยินแม่ยายข้าพูดถึงเรื่องนี้ แต่หากเขาขับรถม้าด้วยตนเองเช่นนี้เกรงว่าในรถคงจะเป็นผู้อาวุโสอวิ๋นแน่ๆเขาเองก็เป็นคนดีครั้งก่อนข้ายังเห็นเขาคุยเล่นอยู่กับท่านผู้อาวุโสอู่จางที่หน้าทางเข้าหมู่บ้านอยู่เลย”

            “ใช่ไหมล่ะครอบครัวนี้เป็นคนโอบอ้อมอารี ท่านผู้ใหญ่บ้านเคยสั่งการลงมาเมื่อนานแล้วว่าอย่าก่อเรื่องหรือสร้างปัญหาอันที่จริงผู้ใหญ่บ้านคิดมากเกินไปแล้ว พวกเขาปฏิบัติต่อเราอย่างโอบอ้อมอารี พวกเราจะไปรังแกเขาได้ยังไงกัน”

            “นั่นน่ะสิ”

            ทั้งสองคนคุยกันไม่กี่ประโยคแล้วก็แยกย้ายกันไปและรถม้าผ้าม่านสีเขียวคันเล็กๆ ก็ค่อยๆ ห่างไปไกล แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครคาดเดาได้ถูกต้องคนในรถม้าไม่ใช่ท่านลุงอวิ๋น แต่เป็นติงเหว่ยและกงจื้อหมิง...

            ……

            ติงเหว่ยยกม่านขึ้นอย่างแผ่วเบานางมองไปยังภูเขาที่อยู่ห่างไกลและผืนน้ำสีเขียวรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมากที่ได้ออกมาสูดอากาศและนางก็ยิ่งดีใจที่ได้เข้าเมืองไปดูร้านอาหารที่คอยกังวลมาเดือนกว่าแล้วแต่เมื่อนางหันกลับไปมองกงจื้อหมิงที่นั่งพิงเบาะอ่านหนังสืออยู่นางก็แอบแลบลิ้นออกมาอีกครั้ง

            “ภูเขาและป่าไม้ข้างนอกเขียวหมดแล้วใช่หรือไม่?”กงจื้อหมิงเหลือบตามองท่าทางของติงเหว่ย รอยยิ้มฉายขึ้นในดวงตาของเขาในขณะที่พูดเขาก็มองออกไปที่นอกหน้าต่าง

            “เขียวแล้วเขียวแล้ว!” ติงเหว่ยพูดตอบรับอย่างร่าเริง และเปิดม่านให้กว้างขึ้นอีกสักหน่อยสายลมเย็นๆ ของฤดูใบไม้ผลิพัดเข้ามาในรถม้า ทั้งคู่ก็รู้สึกสบายตัวเป็นอย่างมาก

            บริเวณทางแยกที่อยู่ไม่ไกลนักธงร้านอาหารของสกุลติงปลิวไปมาตามสายลม ติงเหว่ยมองอย่างมีความสุข จากนั้นก็กะพริบตาไปมาและบอกว่า“นายน้อย ท่านตื่นเช้าและกินไปนิดเดียว เหตุใดพวกเราไม่ไปซื้อซาลาเปาสักไม่กี่ลูกที่ด้านในร้านแล้วกินรองท้องกันสักหน่อยไหม?”

            กงจื้อหมิงพยักหน้า“รีบไปรีบกลับ”

            “ตกลง”ติงเหว่ยรีบหันกลับมาแล้วตะโกนเรียกหลินลิ่วและเฟิงจิ่ว “ผู้จัดการหลินเดี๋ยวหยุดที่หน้าร้านอาหารข้างหน้าสักครู่”

            หลินลิ่วฉลาดเฉลียวและคาดเดาเอาไว้แล้วว่าติงเหว่ยจะอยากเข้าไปดูเขาชะลอความเร็วไว้แล้ว และเมื่อเขาได้ยินเช่นนี้ก็บังคับรถม้าไปจอดที่ริมถนนข้างร้านอาหารพอดี

            ติงเหว่ยกระโดดลงจากรถอย่างว่องไวและปิดประตูราวกับนกน้อยที่บินเข้าไปในร้านอย่างมีความสุข

            แม่นางหลี่ว์และพี่ใหญ่สกุลติงกำลังยุ่งอยู่กันที่ห้องโถงจู่ๆ นางก็เห็นลูกสาวเดินเขามา นางรู้สึกมีความสุขมากจนไม่สนใจลูกค้าและลากลูกสาวมาถามไม่หยุด

            “เจ้ากลับมาได้ยังไง?อันเกอเอ๋อร์สบายดีไหม ทำไมไม่อุ้มเขามาด้วยล่ะ?”

            ติงเหว่ยกวาดตามองดูใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยสองสามคนในร้านแล้วนางก็ยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจและพูดว่า “ข้ากำลังเดินทางไปรอบๆ กับเจ้าบ้านและบังเอิญผ่านมาทางนี้ก็เลยเข้ามาซื้อซาลาเปาร้อนๆ เอาไปรองท้องสักหน่อย”

            “พี่ใหญ่รีบไปดูในครัวเร็วเข้ามีของกินอะไรอร่อยๆ ก็เอาให้น้องสาวเจ้าสักหน่อย”

            แม่นางหลี่ว์ส่งลูกชายที่กำลังยิ้มแหยๆของนางไปจัดการ จากนั้นก็พูดกระซิบถามว่า “เข้าเมืองแล้วแวะไปที่ร้านค้าได้หรือไม่?ข้าได้ยินจากพี่รองมาว่า กิจการไปได้ดีไม่เลว เจ้าไม่ต้องไปดูบ่อยๆใช้ให้เฉิงต้าโหยวไปจัดการให้ก็พอแล้ว ระวังจะถูกเขาปิดบังเอาได้”

            “ท่านแม่ท่านวางใจเถอะ สมาชิกทั้งสี่คนของสกุลเฉิงลงนามในสื่อชี่ [1] แล้วอีกอย่างข้าเองก็ไม่ใช่คนโง่เขลา วันนี้เข้าเมืองร้านค้านั้นก็เป็นทางผ่านอยู่แล้วเดี๋ยวจะแวะเข้าไปดูสักหน่อย”พอพูดจบนางก็พูดเสียงดังขึ้นอีกหน่อยว่า “ตอนนี้ถึงแม้ว่าอากาศจะอบอุ่นขึ้นแล้วแต่อันเกอเอ๋อร์ยังเด็กอยู่ ข้าเลยไม่กล้าอุ้มออกมา เจ้าเด็กคนนี้กินได้ดื่มได้ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร ตอนนี้นั่งเป็นแล้ว เดี๋ยวรอให้ผ่านไปอีกสักพักข้าค่อยอุ้มเขากลับไปเดินเล่นที่บ้านสักหน่อย”

            แม่นางหลี่ว์พยักหน้าอย่างมีความสุขและบังเอิญเห็นพี่ใหญ่สกุลติงและแม่นางหลิวถือตะกร้าใบเล็กที่มีซาลาเปาร้อนๆอยู่ข้างในเต็มไปหมด นางจึงรีบเข้าไปรับมาและพูดเร่งว่า“ปล่อยให้เจ้าบ้านรอนานจะไม่ดีเอาได้ เจ้ารีบกลับไปเถอะ อย่างไรก็บ้านใกล้กันถ้าที่บ้านมีเรื่องอะไรข้าจะให้คนไปส่งข่าวให้เจ้าเอง”

            ติงเหว่ยกล่าวทักทายแม่นางหลิวแล้วก็ถือตะกร้ากลับไปที่รถม้า

            แม่นางหลิวเป็นผู้สืบทอดฝีมือที่แท้จริงของติงเหว่ยในหนึ่งปีที่ผ่านมานางอยู่ในร้านเกือบทุกวันทำให้ฝีมือของนางก็ดีขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งโดยปริยาย ซาลาเปาสิบลูกใหญ่ๆแบ่งให้หลินลิ่วและเฟิงจิ่วคนละสามลูก และติงเหว่ยเก็บไว้สี่ลูกรอจนเข้ามาในรถแล้วนางก็รีบใช้ผ้าห่อซาลาเปาหนึ่งลูกส่งให้แก่กงจื้อหมิงจากนั้นก็ค่อยใส่เข้าไปในปากของตนเอง

            ผิวแป้งซาลาเปาที่นุ่มลื่นไส้ที่มีกลิ่นหอมของเนื้อ เมื่อกัดเข้าไปคำหนึ่งเนื้อสัมผัสทั้งมันและอุ่นเป็นอาหารรองท้องที่ดีจริงๆ

            กงจื้อหมิงเห็นหญิงสาวที่อยู่ตรงข้ามกินอย่างมีความสุขถึงขนาดที่ว่าส่ายหัวไปมาเล็กน้อยราวกับว่านางได้ลิ้มรสอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกอย่างไรอย่างนั้นเขารู้สึกว่ามันดูน่าขบขันเล็กน้อย และเขาก็กัดซาลาเปาในมือเข้าไปคำใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

            -----------------------------------------

            [1] สื่อชี่ 死契หมายถึง“สัญญาที่ผูกพันตลอดชีวิต”เป็นแนวคิดของกฎหมายและวัฒนธรรมในสมัยโบราณ โดยหมายถึงสัญญาระหว่างคนสองคน เมื่อพวกเขาตกลงทำการแลกเปลี่ยนในธุรกรรมที่เฉพาะเจาะจงเอาไว้ในสัญญานี้ทั้งสองฝ่ายต่างก็สัญญาว่าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่าฝืนหรือผิดสัญญาพวกเขาจะต้องรับผลที่ตามมาอย่างร้ายแรง รวมถึงการเสียชีวิตด้วยมีจุดประสงค์หลักเพื่อใช้รับรองความเป็นธรรมและความน่าเชื่อถือ ทั้งยังช่วยเพิ่มภาระผูกพันอันแข็งแกร่งให้กับสัญญาดังกล่าวด้วย

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498