เมื่อได้ยินคำกล่าวของผู้เป็นอาจารย์ เด็กหนุ่มพลันรู้สึกปวดร้าวราวกับถูกเข็มนับพันทิ่มแทงลงซ้ำๆที่กลางใจ ร่างกายสั่นไหวประดุจอยู่ในฤดูหนาวก็ไม่ปาน
“ถะ ถ้าหากพวกเขายอดเยี่ยมถึงขนาดนั้น แล้วไฉนถึงทอดทิ้งข้าเอาไว้ในทวีประดับต่ำได้ลงคอ! ทำไมถึงทอดทิ้งข้า!!”
อารมณ์และความรู้สึกเชิงลบของเย่หยุนซีจู่ ๆ ก็ระเบิดออกมา ถึงแม้เขาจะมีพลังแกร่งกล้าสักแค่ไหน แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงเด็กอายุ 16 ปี การที่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องสะเทือนขวัญสะท้านใจเช่นนี้ย่อมทำให้สภาวะจิตของเขาสั่นคลอนเป็นธรรมดา
“เห้อ เจ้าหนูอย่าพึ่งคิดมากไปเลยน่า อาจารย์ว่าพวกเขาต้องมีเหตุผลแน่ เพราะถ้าหากพวกเขาแค่อยากจะทิ้งเจ้า ก็คงไม่สิ้นคิดถึงขนาดเอาสมบัติระดับกึ่งสวรรค์มาทิ้งด้วยถึง 2 ชิ้น” หลี่ไป่ยื่นปิ่นปักผมคริสตัลและผ้าสีขาวลายหงสาคืนให้กับผู้เป็นลูกศิษย์พลางกล่าว
เย่หยุนซีส่ายศีรษะราวกับมิได้สนใจคำพูดของอาจารย์เท่าไรนัก มือข้างหนึ่งยื่นไปรับสมบัติทั้งสองชิ้นและเก็บพวกมันเข้ามิติไปอีกครา
“ฝู่! หลังจากได้ระบายออกมา ตอนนี้ข้ารู้สึกโล่งมากแล้วขอรับ”
“ฮ่าๆ งั้นหรือ หากเป็นเช่นนั้นก็ดี แต่เจ้าก็อย่าได้ฝืนเกินไปนัก จงอย่าลืมว่ายังมีคนที่รักและหวังดีกับเจ้าอีกตั้งมากมาย” หลี่ไป่ย้ำเตือนสติอีกฝ่าย
เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างฉับไว “ข้าเข้าใจแล้วขอรับ………ว่าแต่นี่มันก็ผ่านมาหลายวันแล้วเมื่อไรมหาจักรพรรดิของทั้งสองอาณาจักรจะมาถึงเสียที”
“ครืน!!”
ราวกับได้ยินคำกล่าวของเย่หยุนซี ลำแสงสีเขียวและลำแสงสีแดงจู่ๆก็พุ่งตรงมามาบรรจบกันที่บริเวณเขตพรมแดนระหว่างสองอาณาจักร
“ฮ่าๆๆ วาจาของเจ้าช่างศักดิ์สิทธิ์นัก พอพูดถึงพวกเขา พวกเขาก็มาทันที” เซียนกระบี่เมามายลุกขึ้นกระชากมิติ จากนั้นพาลูกศิษย์กลับมาที่กระโจมแม่ทัพ สายตาจับจ้องไปยังร่างสองร่างที่ยืนตระหง่านเผชิญหน้ากันอยู่บนท้องฟ้า แน่นอนว่าพวกเขาคือมหาจักรพรรดิแห่งเมฆาและมหาจักรพรรดิแห่งสงคราม
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เหยียนซานหลาง” มหาจักรพรรดิแห่งเมฆา หยุนไห่ถัง เปิดฉากทักทายด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“เจ้าเล่นลูกไม้อะไร?” มหาจักรพรรดิแห่งสงครามที่มองเห็นเหล่าทหารนับแสนรวมถึงลูกสาวถูกจับไว้กล่าวถามอย่างจริงจัง
มหาจักรพรรดิแห่งเมฆายกยิ้มเย้ยหยัน “หึ! บอกตามตรงข้าเองก็ไม่รู้เหตุการณ์ แต่ดูเหมือนกองทัพประจิมของข้าจะมีชัยเหนือกว่ากองทัพใหญ่ของเจ้าแล้วล่ะนะ ข้าว่าเจ้ายอมรับความพ่ายแพ้ครั้งนี้ซะแล้วมาเจรจากันดีกว่า”
“เหอะ กะอีแค่กรงไม้ง่อยๆ ข้าจะเผามันทิ้งเมื่อไรก็ย่อมได้!!” จักรพรรดิแห่งสงครามเค้นเสียงเย็นชา ไม่ยอมเจรจาง่ายๆ มือข้างหนึ่งผายไปยังกรงไม้ ก่อนจะปลดปล่อยลูกไฟสีแดงฉานขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่หมายจะเผาให้สิ้นซากจนกลายเป็นเถ้าธุลี
แต่ทว่าทันทีที่ลูกไฟสัมผัสกรงไม้มันก็ค่อย ๆ หายไปราวกับถูกดูดกลืนโดยอะไรบางอย่าง
“หือ! มันเป็นไปได้อย่างไรกัน?” เหยียนซานหลางดวงตาเบิกกว้าง เมื่อมองเห็นผลลัพธ์อันแปลกประหลาดและน่าเหลือเชื่อ ลูกไฟเมื่อครู่ของเขาสามารถสังหารผู้ฝึกตนระดับจักรพรรดิขั้นที่ 1 ได้ง่ายๆ แต่มันกลับหายไปเมื่อเผชิญหน้ากับกรงไม้สีดำ
“ช่างเป็นพืชที่น่าอัศจรรย์!” หยุนไห่ถังรู้สึกแปลกใจไม่แพ้เหยียนซานหลาง ทว่ากิริยาท่าทางกลับดูสงบกว่ามาก เพราะถึงอย่างไรทหารที่ถูกกักขังก็คือทหารของฝ่ายตรงข้าม ไม่ใช่ทหารของจักรวรรดิเมฆครามของเขา
“ท่านพ่อ! กรงเถาวัลย์นี้เป็นสมบัติของผู้ฝึกตนระดับเซียนเจ้าค่ะ!” องค์หญิงเหยียนลี่ที่อยู่ภายในกรงแผดเสียงคำรามเพื่อเตือนบิดาให้ระวังตัวเอาไว้
“ผู้ฝึกตนระดับเซียน!!”
เหยียนซานหลางและหยุนไห่ถังเมื่อได้ยินก็ตื่นตระหนกยกใหญ่ สายตากวาดมองรอบด้านเพื่อหาตัวผู้สูงส่งคนนั้น แต่ทว่ายังไม่ทันจะหาเจอ เสียงอันทรงอำนาจก็พลันดังกังวานไปทั่วทั้ง 4 ทิศ
“เห้อ ให้ตายสิ ยัยหนูคนนี้จะรีบเปิดโปงตัวตนของข้าทำไมกัน?” หลังสิ้นสุดเสียงอันทรงอำนาจสายนั้น แรงกดดันมหาศาลก็พุ่งเข้ากดทับร่างของมหาจักรพรรดิทั้งสองในเสี้ยวพริบตา
“บูม”
“อึก!!”
หยุนไห่ถังและเหยียนซานหลางดวงหน้าซีดเผือดร่วงหล่นสู่พื้นพสุธาไม่สามารถขยับร่างกายได้ตามใจนึกคิด นี่น่ะหรือคือพลังของผู้ฝึกตนระดับเซียนที่พวกเขาไฝ่หา
“ทะ ท่านผู้อาวุโสโปรดเมตตา!” ทั้งสองพยายามโค้งศีรษะคาราวะไปยังเบื้องบนท้องฟ้ากว้าง
ซึ่งทันใดนั้นเอง! ห้วงอากาศเบื้องหน้าของพวกเขาก็ค่อยๆฉีกออกจนกลายเป็นประตูที่น่าพิศวง พร้อมกับเงาร่างของคนสองคนที่กำลังเดินออกมาช้าๆ
หยุนไห่ถังเมื่อเห็นภาพนี้ก็ถึงกับดวงตาเบิกกว้าง เนื่องจากหนึ่งในร่างสองร่างที่เดินออกมานั้นคือ เย่หยุนซี ผู้เป็นราชบุตรเขยของเขา
“เหตุใดถึงเป็นเจ้า?” ผู้เป็นพ่อตาอุทาน
เย่หยุนซีเผยรอยยิ้มบาง “ก็ข้าเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์นี่ขอรับ ดังนั้นย่อมติดตามมาด้วยเป็นธรรมดา”
“อาจารย์งั้นหรือ?” หยุนไห่ถังตกตะลึงจนแทบบ้า ผิดกับเหยียนซานหลางที่กำลังรู้สึกตึงเครียดสุดพรรณนา เพราะเขากระจ่างชัดแล้วว่า หยุนไห่ถังรู้จักกับเด็กหนุ่มผู้เป็นศิษย์ของเซียนในตำนาน
‘ไม่แปลกเลยที่กองทัพใหญ่ของข้าจะพ่ายแพ้อย่างง่ายดายเช่นนั้น’ เขาลอบบ่นพึมพำในใจ ไร้ซึ่งหนทางโต้กลับ
“เลิกพูดเรื่องไร้สาระกันได้แล้ว ข้าให้เวลาพวกเจ้า 1 ก้านธูปในการเจรจา” เซียนกระบี่เมามายดีดนิ้วหนึ่งครา แรงกดดันมหาศาลพลันอันตรธานหายไปราวกับไม่เคยมี จากนั้นพาเย่หยุนซีไปนั่งที่โขนหินซึ่งอยู่ใกล้ๆ
หยุนไห่ถังและเหยียนซานหลางหันมองมามองหน้ากันในทันใด
“ศึกนี้ข้าแพ้แล้ว เจ้าต้องการอะไรก็ว่ามา” ผู้ซึ่งได้รับฉายาว่ามหาจักรพรรดิแห่งสงครามยินยอมแต่โดยดี
หยุนไห่ถังคลี่ยิ้มเย็นชา “สิ่งที่ข้าต้องการคือหอกทะลวงนภา น้องสาวของเจ้า พื้นที่เขตชายแดน และพันธสัญญาห้ามรุกรานจักรวรรดิเมฆคราม”
“เจ้าไม่คิดว่ามันมากเกินไปงั้นหรือ?” เหยียนซานหลางถึงกับหนังหน้ากระตุกเมื่อได้ยินเงื่อนไขทุกอย่างที่อีกฝ่ายขอมา
หยุนไห่ถังส่ายหน้า “ไม่เลยนี่มันออกจะสมเหตุสมผลแล้วด้วยซ้ำ พื้นที่ชายแดนและพันธะสัญญาคือสินสงคราม ส่วนหอกทะลวงนภานั้นเดิมทีมันคือสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์หยุนที่ถูกเหยียนเยว่น้องสาวของเจ้าฉกชิงเอาไปเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน”
เหยียนซานหลางยิ้มเยาะ “เหอะ นั่นมันเป็นเพราะเจ้าลุ่มหลงในเสน่ห์ของน้องสาวข้าจนโงหัวไม่ขึ้นไม่ใช่ไง”
มหาจักรพรรดิแห่งเมฆาพยักหน้า “นั่นมันก็ใช่ ข้าในตอนนั้นมันโง่งมเกินไปจริงๆ แต่ทว่าในตอนนี้ดูเหมือนทุกสิ่งจะกลับมาอยู่ในมือข้าแล้วล่ะนะ”
“เหยียนซานหลางอย่ามัวพูดมาก ตัดสินใจมาซะว่าจะรับเงื่อนไขของข้าหรือไม่?”
มหาจักรพรรดิแห่งสงครามนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ เขามองไปยังหยุนไห่ถังและชายที่แต่งกายราวกับขอทานสลับกันไปมา ก่อนจะเอ่ยถามอีกคราด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“เจ้าคิดจะสังหารน้องสาวข้าอย่างนั้นหรือ ถึงได้นำนางมาเป็นหนึ่งในเงื่อนไขเช่นนี้?”
หยุนไห่ถังแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมหาญทันที “โทษฐานที่หลอกลวงข้า จะทำให้นางตายตกเลยได้อย่างไรกัน ในเมื่อเกือบ 40 ก่อน นางอาจหาญปลอมตัวมาเป็นสาวใช้ของข้า เช่นนั้นข้าก็จะทำให้นางเป็นสาวใช้ไปตลอดชีวิต”
“หึ! ช่างเจ้าคิดเจ้าแค้นเสียจริงนะ......ก็ได้! ข้อเสนอเหล่านี้ข้ารับปาก” ในที่สุดเหยียนซานหลางยอมรับเงื่อนไข จากนั้นทั้งสองก็หันไปหาหลี่ไป่แล้วผสานมือคาราวะพร้อมกันราวกับต้องการจะแจ้งว่าการเจรจาได้สิ้นสุดลงแล้ว